ค้นหา K
Appearance
Appearance
ได้กล่าวแล้วว่า พระไตรปิฎกนั้น แบ่งออกเป็นวินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธัมมปิฎก โดยลำดับ พระโบราณาจารย์ฝ่ายไทยได้ใช้วิธีย่อหัวข้อสำคัญในแต่ละปิฎก เพื่อจำง่ายเป็นอักษรย่อ ในการใช้อักษรย่อนั้น วินัยปิฎกมี ๕ คำ สุตตันตปิฎก ๕ คำ อภิธัมมปิฎก ๗ คำ ดังต่อไปนี้
อักษรย่อในปิฎกอื่น ๆ ไม่มีปัญหา คงมีปัญหาเฉพาะวินัยปิฎก คือ **อา ปา ม จุ ป อา = อาทิกัมม์** (การกระทำที่เป็นต้นบัญญัติ) หมายเฉพาะรายการพระวินัย ตั้งแต่อาบัติปาราชิกลงมาถึงสังฆาทิเสส **ปา = ปาจิตตีย์** เป็นชื่อของอาบัติในปาฏิโมกข์ เฉพาะตั้งแต่ถัดสังฆาทิเสสลงมา ทั้งสองหัวข้อนี้เป็นการย่ออย่างจับความมากกว่าย่อตามชื่อหมวดหมู่ จึงไม่ตรงกับชื่อที่ใช้เป็นทางการในวินัยปิฎก ส่วนอีก ๓ ข้อท้ายตรงตามชื่อหมวดหมู่ ฉะนั้น ถ้าจะจัดตามชื่อ จึงควรเป็นดังนี้
๑.มหาวิภังค์ หรือ ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยศีลของภิกษุที่มาในปาฏิโมกข์ (คำว่า ปาฏิโมกข์ คือศีลที่เป็นใหญ่เป็นสำคัญอันจะต้องสวดทบทวนในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน)
๒.ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยศีลของนางภิกษุณี
๓.ม = มหาวัคค์ แปลว่า วรรคใหญ่ แบ่งออกเป็นขันธกะ คือหมวดต่าง ๆ ๑๐ หมวด
๔.จุ = จุลลวัคค์ แปลว่า วรรคเล็ก แบ่งออกเป็นขันธกะ คือหมวดต่าง ๆ ๑๒ หมวด
๕.ป = ปริวาร หมายถึงหัวข้อเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เป็นการย่อหัวข้อสรุปเนื้อความ วินิจฉัยปัญหาใน ๔ เรื่องข้างต้น
แต่ความเข้าใจของชาวอังกฤษที่ตั้งสมาคมบาลีปกรณ์ขึ้นพิมพ์พระไตรปิฎกในประเทศอังกฤษ เขาแบ่งวินัยปิฎกออกเป็น ๓ ส่วน คือ
๑.สุตตวิภังค์ หมายรวมทั้งศีลของภิกษุและภิกษุณี
๒.ขันธกะ หมายรวมทั้งมหาวัคค์และจุลลวัคค์
๓.ปริวาร คือหัวข้อเบ็ดเตล็ด
ปัญหาเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้เกิดการผิดพลาดหรือบกพร่องในวินัยปิฎกแต่ละประการใด ต้นฉบับก็ตรงกัน เป็นแต่การเรียกชื่อหัวข้อ หรือวิธีแบ่งหัวข้อต่างกันออกไปเท่านั้น
ในหนังสืออรรถกถาวินัย (ส.ปา. ๑/๒๑) พระอรรถกถาจารย์จัดหัวข้อย่อวินัยปิฎกไว้ว่า ชื่อว่าวินัยปิฎก คือ “ปาฏิโมกข์ ๒ (ภิกขุปาฏิโมกข์ ภิกขุนีปาฏิโมกข์) วิภังค์ ๒ (มหาวิภังค์ หรือภิกขุวิภังค์กับภิกขุนีวิภังค์) ขันธกะ ๒๒ (รวมทั้งในมหาวัคค์และจุลลวัคค์) และปริวาร ๑๖” เรื่องเหล่านี้ คงเป็นปัญหาในการเรียกชื่อหมวดหมู่ตามเคย ถ้ารู้ความหมายแล้วจะท่องจำหัวข้อย่อ ๆ แบบไทยว่า อา ปา ม จุ ป ก็คงได้ประโยชน์เท่ากัน อนึ่ง ท่านผู้อ่านจะเข้าใจยิ่งขึ้นเมื่ออ่านถึงภาค ๔ อันว่าด้วยความย่อแห่งพระไตรปิฎก เพราะจะได้เห็นหัวข้อที่แบ่งออกไปเป็นหมวดหมู่รอง ๆ ลงไปจากหมวดใหญ่อย่างชัดเจน
หัวข้อย่อแห่งสุตตันตปิฎกมี ๕ คำ คือ **ที ม สัง อัง ขุ** ดังต่อไปนี้
๑.ที = ทีฆนิกาย แปลว่า หมวดยาว หมายถึงหมวดที่รวบรวมพระสูตรขนาดยาวไว้ส่วนหนึ่ง ไม่ปนกับพระสูตรประเภทอื่น ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๓๔ สูตร
๒.ม = มัชฌิมนิกาย แปลว่า หมวดปานกลาง หมายถึงหมวดที่รวบรวมพระสูตรขนาดกลาง ไม่สั้นเกินไป ไม่ยาวเกินไป ไว้ส่วนหนึ่ง ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๑๕๒ สูตร
๓.สัง = สังยุตตนิกาย แปลว่า หมวดประมวล คือประมวลเรื่องประเภทเดียวกันไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น เรื่องพระมหากัสสป เรียกกัสสปสังยุต เรื่องอินทรีย์ (ธรรมะที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน) เรียกอินทริยสังยุต เรื่องมรรค (ข้อปฏิบัติ) เรียกมัคคสังยุต ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๗,๗๖๒ สูตร
๔.อัง = อังคุตตรนิกาย แปลว่า หมวดยิ่งด้วยองค์ คือจัดลำดับธรรมะไว้เป็นหมวด ๆ ตามลำดับตัวเลข เช่น หมวดธรรมะข้อเดียว เรียกว่าเอกนิบาต หมวดธรรมะ ๒ ข้อ เรียกทุกนิบาต หมวดธรรมะ ๓ ข้อ เรียกติกนิบาต ดังนี้เป็นต้น จนถึงหมวดธรรมะ ๑๐ ข้อ เรียกทสกนิบาต หมวดธรรมะเกิน ๑๐ ข้อ เรียกอติเรกทสกนิบาต ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น ๙,๕๕๗ สูตร
๕.ขุ = ขุททกนิกาย แปลว่า หมวดเล็กน้อย รวบรวมข้อธรรมที่ไม่จัดเข้าใน ๔ หมวดข้างต้น มารวมไว้ในหมวดนี้ทั้งหมด เมื่อจะแบ่งโดยหัวข้อใหญ่ก็มี ๑๕ เรื่อง คือ
๖.(๑) ขุททกปาฐะ (๒) ธรรมบท (๓) อุทาน (๔) อิติวุตตกะ (๕) สุตตนิบาต (๖) วิมานวัตถุ (๗) เปตวัตถุ (๘) เถรคาถา (๙) เถรีคาถา (๑๐) ชาดก (๑๑) นิทเทส (๑๒) ปฏิสัมภิทามัคค์ (๑๓) อปทาน (๑๔) พุทธวังสะ (๑๕) จริยาปิฎก
รายละเอียดของขุททกนิกายแต่ละข้อ มีในหนังสือพระไตรปิฎกและอรรถกถา ฯลฯ
พระสุตตันตปิฎกซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ นิกายดังกล่าวมาแล้ว คือทีฆนิกายจนถึงขุททกนิกายนั้น บางครั้งพระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า ๕ นิกายนี้แหละ จะเรียกว่าประมวลได้ครบทั้งสามปิฎกก็ได้ คือถือว่า นอกจากพระพุทธวจนะที่อยู่ใน ๔ นิกายข้างต้นแล้ว พระพุทธวจนะที่เหลือจัดเข้าในขุททกนิกาย คือหมวดเบ็ดเตล็ดทั้งหมด คือทั้งวินัยปิฎกและอภิธัมมปิฎก จัดเข้าในขุททกนิกายทั้งสิ้น คำว่า นิกายนี้ ในที่บางแห่งใช้คำว่า อาคม แทน พระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทที่ปรากฏแปลในฉบับจีน ชาวจีนใช้คำว่า อาคม หมายรวมแทนพระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาท
หัวข้อย่อแห่งอภิธัมมปิฎก มี ๗ คำ คือ **สัง วิ ธา ปุ ก ย ป** คือ สังคณี วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก ปัฏฐาน รายละเอียดมีในภาค ๔
เป็นอันว่า หัวใจย่อแห่งพระไตรปิฎก คือ
**อา ปา ม จุ ป ที ม สัง อัง ขุ สัง วิ ธา ปุ ก ย ป**
แม้ว่าพระไตรปิฎกจะนับว่าเป็นคัมภีร์สำคัญ และเป็นหลักฐานทางพระพุทธศาสนา แต่ก็มีคัมภีร์อื่นอีกที่เกี่ยวข้องด้วย จึงควรทราบลำดับชั้นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไว้ดังต่อไปนี้
๑.พระไตรปิฎก เป็นหลักฐานขั้น ๑ เรียกว่าบาลี
๒.คำอธิบายพระไตรปิฎก เป็นหลักฐานขั้น ๒ เรียกว่าอรรถกถา หรือวัณณนา
๓.คำอธิบายอรรถกถา เป็นหลักฐานชั้น ๓ เรียกว่า ฎีกา
๔.คำอธิบายฎีกา เป็นหลักฐานขั้น ๔ เรียกว่าอนุฎีกา
นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ที่แต่งขึ้น ว่าด้วยไวยากรณ์ภาษาบาลีฉบับต่าง ๆ และอธิบายศัพท์ต่าง ๆ เรียกรวมกันว่า สัททาวิเสส ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม แม้พระไตรปิฎกจะเป็นหลักฐานชั้น ๑ เมื่อพิจารณาตามหลักพระพุทธภาษิตในกาลามสูตร ท่านก็ไม่ให้ติดจนเกินไป ดังคำว่า มา **ปิฏกสมฺปทาเนน** อย่าถือโดยอ้างตำรา เพราะอาจมีผิดพลาดตกหล่นหรือบางตอนอาจเพิ่มเติมขึ้น แสดงว่าพระพุทธศาสนาสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล สอบสวนดูให้เห็นประจักษ์แก่ใจของตนเอง ฉะนั้น การศึกษาให้รู้และเข้าใจในพระไตรปิฎก จึงเป็นลำดับแรก เรียกว่า **ปริยัติ** การลงมือกระทำตามโดยควรแก่จริตอัธยาศัย เรียกว่า **ปฏิบัติ** การได้รับผลแห่งการปฏิบัตินั้น ๆ เรียกว่า **ปฏิเวธ**
ท่านผู้อ่านได้ทราบแล้วว่า คำอธิบายพระไตรปิฎก เรียกว่า อรรถกถา จึงควรทราบต่อไปว่า ท่านผู้แต่งตำราอรรถกถานั้น เรียกกันว่า พระอรรถกถาจารย์ เฉพาะคำว่า พระไตรปิฎกนี้ มีคำอธิบายย่อ ๆ ของพระอรรถกถาจารย์ไว้ ดังจะนำมากล่าวต่อไปนี้
๑.
๑. วินัยปิฎกเป็น **อาณาเทศนา** คือการแสดงธรรมในลักษณะตั้งเป็นข้อบังคับโดยส่วนใหญ่
๒. สุตตันตปิฎกเป็น **โวหารเทศนา** คือการแสดงธรรมยักย้ายสำนวนให้เหมาะสมแก่จริตอัธยาศัยของผู้ฟัง
๓. อภิธัมมปิฎกเป็น **ปรมัตถเทศนา** คือการแสดงธรรมเจาะจงเฉพาะประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นธรรมะชั้นสูง ไม่เกี่ยวด้วยท้องเรื่องหรือโวหาร
๒.
๑. วินัยปิฎกเป็น **ยถาปราธสาสนะ** คือการสอนตามความผิด หรือโทษชนิดต่าง ๆ ที่พึงเว้น
๒. สุตตันตปิฎกเป็น **ยถานุโลมสาสนะ** คือการสอนโดยอนุโลมแก่จริตอัธยาศัยของผู้ฟัง ซึ่งมีต่าง ๆ กัน
๓. อภิธัมมปิฎกเป็น **ยถาธัมมสาสนะ** คือการสอนตามเนื้อหาแท้ ๆ ของธรรมะ
๓.
๑. วินัยปิฎกเป็น **สังวราสังวรกถา** คือถ้อยคำที่ว่าด้วยความสำรวมและไม่สำรวม
๒. สุตตันตปิฎกเป็น **ทิฏฐิวินิเวฐนกถา** คือถ้อยคำที่สอนให้ผ่อนคลาย ทิฏฐิ คือความเห็นผิด
๓. อภิธัมมปิฎกเป็น **นามรูปปริจเฉทกถา** คือถ้อยคำที่สอนให้กำหนดนามแลรูป คือร่างกาย จิตใจ
๔.
๑. วินัยปิฎกเป็น **อธิศีลสิกขา** คือข้อศึกษาเกี่ยวกับอธิศีล คือศีลชั้นสูง
๒. สุตตันตปิฎกเป็น **อธิจิตตสิกขา** คือข้อศึกษาเกี่ยวกับสมาธิชั้นสูง
๓. อภิธัมมปิฎกเป็น **อธิปัญญาสิกขา** คือข้อศึกษาเกี่ยวกับปัญญาชั้นสูง
๕.
๑. วินัยปิฎกเป็น **วีติกกมปหาน** คือเครื่องละกิเลสอย่างหยาบ ที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดศีล
๒. สุตตันตปิฎกเป็น **ปริยุฏฐานปหาน** คือเครื่องละกิเลสอย่างกลางอันรัดรึงจิต ได้แก่นิวรณ์คือกิเลสอันกั้นจิตมิให้เป็นสมาธิ
๓. อภิธัมมปิฎกเป็น **อนุสยปหาน** คือเครื่องละกิเลสอย่างละเอียด อันได้แก่กิเลสที่นอนอยู่ในสันดาน เหมือนตะกอนนอนก้นตุ่ม ไม่มีอะไรมากวนก็ไม่แสดงตัวออกมา
นอกจากนั้นยังได้อธิบายโดยใช้ศัพท์ ปหาน ในรูปอื่นอีก ซึ่งเห็นว่าเท่าที่นำมากล่าวนี้พอแล้ว จึงไม่นำมากล่าวทั้งหมด
ข้าพเจ้าได้นำคำอธิบายย่อ ๆ ของพระอรรถกถาจารย์มากล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อเป็นแนวพิจารณาของท่านผู้อ่าน ต่อไปนี้ขอท่านได้โปรดอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการชำระ การจารึกและการพิมพ์พระไตรปิฎกในประเทศไทย กับทั้งข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฎกและความย่อแห่งพระไตรปิฎก อันปรากฏในภาค ๒ ภาค ๓ และภาค ๔ โดยลำดับ