Skip to content

เล่ม ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอก - ทุก - ติกนิบาต

ภาพรวม

เมื่อจบหมวดประมวลเรื่องราวหรือสังยุตตนิกายแล้ว จึงมาถึงหมวดที่แสดงหลักธรรมเป็นจำนวนซึ่งเรียกว่าอังคุตตรนิกาย พระไตรปิฎกในหมวดนี้ยังคงเป็นสุตตันตปิฎก มีด้วยกันทั้งหมด ๕ เล่ม เริ่มด้วย เล่ม ๒๐ จนถึงเล่ม ๒๔ ในการนี้

เล่ม ๒๐ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๑ - ๒ - ๓ จึงใช้คำบาลีว่า เอก - ทุก - ติกนิบาต

เล่ม ๒๑ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๔ จึงใช้คำบาลีว่า จตุกกนิบาต

เล่ม ๒๒ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๕ - ๖ จึงใช้คำบาลีว่า ปัญจก - ฉักกนิบาต

เล่ม ๒๓ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๗ - ๘ - ๙ จึงใช้คำบาลีว่า

สัตตก - อัฏฐก - นวกนิบาต

เล่ม ๒๔ว่าด้วยหลักธรรมจำนวน ๑๐ - ๑๑ จึงใช้คำบาลีว่า ทสก - เอกาทสกนิบาต

การกำหนดจำนวนพระสูตรว่าในหมวดไหน หรือนิกายไหน มีกี่สูตรนั้น ในตอนแรก ๆ ก็กำหนดง่ายนับง่าย เพราะแต่ละสูตรก็มีข้อความยืดยาว คือ ๑๐ สูตรหรือกว่านั้นเล็กน้อย ก็รวมเป็น ๑ เล่ม แต่ในตอนหลังนี้ แต่ละเล่มมีกว่าพันสูตร เพราะข้อความไม่กี่บรรทัดก็ นับได้ว่าเป็นสูตรหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งแต่สังยุตตนิกาย เป็นต้นมา จึงควรกำหนดประเภทของหลักธรรม และในอังคุตตรนิกายนี้ควรกำหนดจำนวนเป็นเกณฑ์ว่า จำนวน ๑ มีธรรมะ อะไรบ้าง จำนวน ๑๐ มีอะไรบ้าง ดังนี้ ก็จะสะดวกขึ้น อย่างไรก็ตามเพื่อให้มองเห็นจำนวน พระสูตรในแต่ละนิกายอีกครั้งหนึ่ง ขอนำมากล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อให้พิจารณาดังต่อไปนี้

๑.ทีฆนิกาย หมวดพระสูตรขนาดยาว (เล่ม ๙ ถึง ๑๑ รวม ๓ เล่ม) มี ๓๔ สูตร

๒.มัชฌิมนิกาย หมวดพระสูตรขนาดกลาง (เล่ม ๑๒ ถึง ๑๔ รวม ๓ เล่ม) มี ๑๕๒ สูตร

๓.สังยุตตนิกาย หมวดพระสูตรที่ประมวลเรื่องราว (เล่ม ๑๕ ถึง ๑๙ รวม ๕ เล่ม) มี ๗๗๖๒ สูตร

๔.อังคุตตรนิกาย หมวดพระสูตรแสดงหลักธรรมเป็นจำนวน (เล่ม ๒๐ ถึง ๒๔ รวม ๕ เล่ม) มี ๙๕๕๗ สูตร

๕.ขุททกนิกาย หมวดพระสูตรเล็กน้อยหรือเบ็ดเตล็ด (เล่ม ๒๕ ถึง ๓๓ รวม ๙ เล่ม) ไม่ได้แสดงจำนวนสูตรไว้ แต่มีคำกล่าวว่า สูตรที่เหลือจาก ๔ นิกาย ข้างต้นก็นับเข้าในขุททกนิกายทั้งสิ้น

เมื่อเทียบดูจำนวนสูตร ในพระสุตตันตปิฎกทั้งห้านิกาย ก็จะเห็นได้ว่ามาถึงนิกาย หลัง ๆ ตั้งแต่นิกายที่ ๓ (สังยุตตนิกาย) มา เรื่องเบ็ดเตล็ดหรือเรื่องย่อย ๆ มีมากขึ้นจนไม่ สามารถจะย่อได้ทุกสูตรดั่งแต่ก่อน จึงต้องย่ออย่างจับสาระสำคัญเป็นหมวดใหญ่ ๆ ไว้

เฉพาะในเล่ม ๒๐ คืออังคุตตรนิกาย ที่ว่าด้วยหลักธรรมเป็นจำนวน ๑ - ๒ - ๓ นี้ ท่าน ผู้อ่านย่อมเห็นได้ชัดว่า ควรจะได้แบ่งส่วนสำคัญออกเป็น ๓ ส่วนตามจำนวนเลขนั้น คือ รวมหลักธรรมจำนวน ๑ เรียก เอกนิบาต รวมหลักธรรมจำนวน ๒ เรียก ทุกนิบาต รวม หลักธรรมจำนวน ๓ เรียก ติกนิบาต ก่อนที่จะกล่าวรายละเอียดพอสมควร จะขอชี้แจง ส่วนใหญ่หรือความสำคัญใน ๓ ชั้นนั้น เป็นการนำทางไว้ในเบื้องแรก คือ

เอกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๑ ข้อ

ในหมวดนี้ แบ่งเป็นหมวดใหญ่ ๖ หมวดด้วยกัน คือ

๑.เอกธัมมาทิปาลิ บาลีว่าด้วยธรรมะข้อ ๑ เป็นต้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมะข้อ ๑ หรือ ๑ ข้อ มีความสำคัญในทางต่าง ๆ กัน ทางไหนบ้าง

๒.เอกปุคคลปาลิ บาลีว่าด้วยบุคคลคนหนึ่ง จะเป็นใครก็ตาม ที่มีลักษณะอย่างนั้น อย่างนี้ นับว่าเป็นผู้หายากหรือคนอัศจรรย์ เป็นต้น

๓.เอตทัคคปาลิ บาลีว่าด้วยเอตทัคคะ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ พระผู้มีพระภาคทรงยกย่องให้เป็นเลิศในทางต่าง ๆ ตามความรู้ ความสามารถ ความประพฤติ และความถนัด

๔.อัฏฐานปาลิ บาลีว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น เป็นไปไม่ได้ที่คนผู้สมบูรณ์ด้วย ทิฏฐิ (ผู้ไม่มีความคิดเห็นวิปลาสหรือพระโสดาบันขึ้นไป) จะฆ่ามารดาบิดา

๕.อปรา เอกธัมมาทิปาลิ บาลีว่าด้วยธรรมะข้อ ๑ เป็นต้น อีกส่วนหนึ่ง เป็นการ กล่าวเพิ่มเติมจาก หมวดที่ ๑

๖.ปสาทกรธัมมาทิปาลิ บาลีว่าด้วยธรรมะที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส เป็นต้น

ธรรมะทั้งหกหมวดนี้ รวมกันแล้ว มี ๑๐๐๐ สูตรพอดี บางหมวดก็มีมาก บางหมวด ก็มีน้อย โดยปกติจัด ๑๐ สูตรเป็น ๑ วรรค ๕๐ สูตรเป็น ๑ ปัณณาสกะ ซึ่งในการย่อต่อไป จะไม่กล่าวถึงวรรคและปัณณาสกะ จะกล่าวแต่เนื้อหาธรรมะในหมวดนั้น ๆ

ทุกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๒ ข้อ

ในหมวดนี้ แบ่งส่วนใหญ่ออกเป็น ๔ ส่วน แต่ไม่กล่าวถึงเนื้อธรรมะ หากกล่าวถึง หมวด ๕๐ ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และหมวดพิเศษที่ไม่นับเข้าในหมวด ๕๐ แต่ในหมวด ๕๐ นั้น (ซึ่งหมายความว่ามี ๕๐ สูตร) ยังแบ่งเป็นวรรคอีกหมวดละ ๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สูตร ชื่อ วรรคกล่าวตามประเภทธรรมะ เช่น กัมมกรณวรรค (วรรคว่าด้วยเครื่องลงโทษ)

ติกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๓ ข้อ

ในหมวดนี้ แบ่งส่วนใหญ่ออกเป็น ๔ ส่วน เช่นเดียวกับทุกนิบาต คงแปลกออกไป แต่ชื่อวรรคเท่านั้น ต่อไปนี้จะเป็นการย่ออย่างขยายความ

ขยายความ

เอกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๑ ข้อ

ในการขยายความแห่งพระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ นี้ เนื่องด้วยไม่สามารถจะกล่าวโดย พิสดารทุกเนื้อถ้อยกระทงความ จึงจะใช้วิธีพิจารณาดูว่า ในหมวดไหนมีความสำคัญอย่าง ธรรมดา ก็จะนำมากล่าวพอเป็นตัวอย่างไม่น้อยกว่า ๑๐ ข้อ เรื่องไหนมีความสำคัญทาง หลักฐานจริง ๆ เช่น เรื่องเอตทัคคะ ที่พระผู้มีพระภาคทรงยกย่องผู้นั้นผู้นี้ว่าเลิศทางไหน ก็ จำเป็นที่จะต้องระบุนามหมดทุกท่าน

๑. เอกธัมมาทิปาลิ

(บาลีว่าด้วยธรรมะ ๑ ข้อ เป็นต้น)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ไม่ทรงเห็นรูปอย่างอื่นแม้รูปหนึ่ง ที่รึงรัดจิตของบุรุษได้เหมือนรูปของหญิงเลย

ต่อจากนั้นทรงแสดงทีละข้อถึงเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของหญิงที่รึงรัดจิตของ บุรุษได้อย่างไม่มีเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอื่นเสมอเหมือน

โดยทำนองเดียวกัน ทรงแสดงรูป เสียง เป็นต้น ของบุรุษว่ารึงรัดจิตของหญิงได้ อย่างไม่มีรูป เสียงอื่น เป็นต้น เสมอเหมือน

๒. ทรงแสดงว่า ไม่ทรงเห็นธรรมอื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้ความพอใจในกามที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น ที่เกิดแล้วเจริญไพบูลยิ่งขึ้น เหมือนสุภนิมิต (เครื่องหมายว่างาม คือการกำหนด จิตถึงสิ่งสวยงาม) ที่บุคคลไม่ใส่ใจโดยแยบคาย

ทรงแสดงต่อไปว่า

ปฏิฆนิมิต (เครื่องหมายที่เป็นเหตุขัดใจ)

เป็นเหตุให้เกิด พยาบาท (ความคิดปองร้าย)

ความไม่ยินดี ความเกียจคร้าน ความซบเซา ความเมาอาหาร ความท้อแท้แห่งจิต

เป็นเหตุให้เกิด ความหดหู่ง่วงงุน

ความไม่สงบแห่งจิต

เป็นเหตุให้เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจ

การไม่ใส่ใจโดยแยบคาย (ไม่พิจารณาโดยละเอียดถี่ถ้วน)

เป็นเหตุให้เกิดความลังเลสงสัย

ทรงแสดงในทางตรงกันข้าม คือแสดงถึงธรรมะที่เป็นเหตุไม่ให้นีวรณ์ ๕ ที่กล่าวมา แล้วเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็จะละได้เป็นข้อ ๆ คือ

อสุภนิมิต (เครื่องหมายหรือการกำหนดหมายถึงสิ่งไม่งาม)

เป็นคู่ปรับกับกามฉันท์ (ความพอใจในกาม)

เมตตา (ไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข)

เป็นคู่ปรับกับพยาบาท (ความคิดปองร้าย)

ธาตุคือความริเริ่ม ความก้าวออก ความก้าวไปข้างหน้า (อารัมภธาตุ นิกกมธาตุ ปรักกมธาตุ)

เป็นคู่ปรับกับถีนมิทธะ (ความหดหู่ง่วงงุน)

ความสงบแห่งจิต (เจตโส วูปสมะ)

เป็นคู่ปรับกับอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ)

การใส่ใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ)

เป็นคู่ปรับกับวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)

๓. ทรงแสดงว่า ไม่ทรงเห็นธรรมะอื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่ถ้าไม่อบรมแล้วก็ใช้งานไม่ได้ เหมือนจิต แล้วทรงแสดงจิตอีก ๙ ลักษณะ คือ

ธรรมะที่อบรมแล้ว ย่อมใช้งานได้

ไม่อบรมแล้ว เป็นไปเพื่ออนัตถะ (ความพินาศ)

อบรมแล้ว เป็นไปเพื่ออัตถะ (ประโยชน์)

ไม่อบรมแล้ว ไม่ปรากฏแล้ว เป็นไปเพื่ออนัตถะใหญ่

อบรมแล้ว ปรากฏแล้ว เป็นไปเพื่ออัตถะใหญ่

ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่ออนัตถะใหญ่

อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่ออัตถะใหญ่

ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว นำทุกข์มาให้

อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว นำความสุขมาให้

ธรรมะแต่ละข้อนี้ไม่มีอะไรเสมอเหมือนจิต

๔. ทรงแสดงเรื่องจิตอีก ๑๐ ข้อ คือไม่ทรงเห็นธรรมอื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่บุคคลไม่ฝึก แล้ว เป็นไปเพื่ออนัตถะใหญ่ ฝึกแล้ว เป็นไปเพื่ออัตถะใหญ่ ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สำรวมระวังแล้ว ไม่ฝึก ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา ไม่สำรวมระวัง (กล่าวรวมถึง ๔ ข้อ) เป็นไป เพื่ออนัตถะใหญ่ ถ้าตรงกันข้าม คือคุ้มครองแล้ว เป็นต้น ก็เป็นไปเพื่ออัตถะใหญ่

๕. ทรงแสดงเรื่องจิตต่อไปอีก เปรียบเหมือนข้าวเปลือกแห่งข้าวสาลีหรือข้าวเหนียว ถ้าตั้งไว้ผิดก็ตำมือตำเท้าหรือทำให้เลือดออกไม่ได้ ต่อเมื่อตั้งไว้ถูก จึงตำมือตำเท้า หรือทำให้เลือดออกได้ จิตก็ฉันนั้น ถ้าตั้งไว้ผิดก็ทำลายอวิชชา (ความไม่รู้) ไม่ได้ ทำวิชชาความรู้ให้ เกิดขึ้นไม่ได้ ต่อตั้งไว้ถูกจึงทำลายอวิชชาและทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นยังทรงแสดง ถึงการที่จิตอันโทษประทุษร้าย เป็นเหตุให้ไปนรก กับจิตผ่องใส เป็นเหตุให้ไปสวรรค์ จิตขุ่นมัว ทำให้ไม่รู้ประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น ไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ส่วน จิตผ่องใสทำให้รู้ประโยชน์ดังกล่าวและทำให้รู้แจ้งธรรมอันยิ่งของมนุษย์ได้ จิตอ่อน ควรแก่ การงานยิ่งกว่าธรรมอย่างอื่น เหมือนไม้จันทน์เลิศกว่าไม้ชนิดอื่นเพราะอ่อน ควรแก่การงาน จิตเปลี่ยนแปลงเร็วจนอุปมาได้ยาก จิตผ่องใส เศร้าหมองได้เพราะอุปกิเลส ที่จรมา หลุดพ้นได้จากอุปกิเลสที่จรมา

๖. ทรงแสดงเรื่องจิตต่อไปอีกว่า บุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่รู้ตามความจริง ไม่มีการอบรมจิต ส่วนอริยสาวกรู้ตามความจริง มีการอบรมจิต ถ้าภิกษุส้องเสพ อบรมใส่ใจเมตตาจิต แม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือ ก็ชื่อว่าอยู่อย่างไม่ว่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา บริโภคอาหาร ของราษฎรอย่างไม่เสียเปล่า จะกล่าวไยถึงการทำให้มากซึ่งเมตตาจิตนั้น ธรรมทั้งฝ่ายอกุศล และกุศลมีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดขึ้นก่อน อกุศลและกุศลจึงตามมา แล้วทรงแสดงความ ประมาท ความเกียจคร้าน ว่าทำให้อกุศลธรรมเกิดขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป และความ ไม่ประมาททำให้กุศลธรรมเกิดขึ้น อกุศลธรรมเสื่อมไป

๗. ทรงแสดงถึงการริเริ่มความเพียรในทำนองเดียวกับความไม่ประมาท แล้วทรง แสดงธรรมฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีเป็นคู่ ๆ ไป ที่ทำให้อกุศลเกิดขึ้น หรือกุศลเกิดขึ้น เช่นเดียวกับ ความประมาท ความไม่ประมาท คือความปรารถนามาก ความปรารถนาน้อย ความไม่สันโดษ (ไม่ยินดีด้วยของของตน) ความสันโดษ ความไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ความใส่ใจโดยแยบคาย ความไม่รู้ตัว ความรู้ตัว ความเป็นผู้คบคนชั่วเป็นมิตร คบคนดีเป็นมิตร

(ทรงแสดงโดยทำนองนี้ จนครบ ๑๒ ข้อใหญ่ หรือประมาณ ๑๒๐ หัวข้อย่อย)

๒. เอกปุคคลปาลิ

(บาลีว่าด้วยบุคคลคนหนึ่ง)

ทรงแสดงว่าบุคคลผู้หนึ่งที่เกิดมาในโลก เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยากที่จะปรากฏขึ้นในโลก เกิดขึ้นก็เป็นอัจฉริยมนุษย์ การทำกาละ (ตาย) ก็ทำให้ชนเป็นอันมากเดือดร้อนใจถึง เกิดขึ้นก็ไม่มีผู้ใดเทียม เกิดขึ้น ก็เหมือนเกิดดวงตา แสงสว่าง ทำให้มีการบรรลุคุณธรรมต่าง ๆ จนถึงอรหัตตผล ในที่สุด ทรงแสดงว่า ไม่ทรงเห็นบุคคลอื่นแม้คนหนึ่ง ที่จะแสดงธรรมจักรได้ดีตามที่พระตถาคตแสดง แล้วได้เหมือนพระสาริบุตร

๓. เอตทัคคปาลิ

(บาลีว่าด้วยเอตทัคคะ คือบุคคลที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศ)

เอตทัคคะฝ่ายภิกษุ

๑.พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นผู้เลิศในทางรู้ราตรี (รัตตัญญูเป็นคนเก่าแก่เห็น เหตุการณ์มามาก)

๒.พระสาริบุตร เป็นผู้เลิศในทางมีปัญญามาก

๓.พระมหาโมคคัลลานะ เป็นผู้เลิศในทางมีฤทธิ์

๔.พระมหากัสสปะ เป็นผู้เลิศในทางกล่าวขัดเกลา (ธูตวาทะ พูดยกย่องธุดงค์)

๕.พระอนุรุทธะ เป็นผู้เลิศในทางมีทิพยจักษุ

๖.พระภัททิยะ กาฬิโคธายบุตร เป็นผู้เลิศในทางมีสกุลสูง

๗.พระลกุณฏกะ ภัททิยะ เป็นผู้เลิศในทางมีเสียงไพเราะ

๘.พระปิณโฑละ ภารทวาชะ เป็นผู้เลิศในทางบันลือสีหนาท (เปล่งวาจาอย่างองอาจ)

๙.พระปุณณะ มันตานีบุตร เป็นผู้เลิศในทางแสดงธรรม

๑๐.พระมหากัจจานะ เป็นผู้เลิศในทางจำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยพิสดาร

๑๑.พระจุลลปันถกะ เป็นผู้เลิศในทางนิรมิตกายอันสำเร็จด้วยใจ

๑๒.พระจุลลปันถกะ เป็นผู้เลิศในทางฉลาดในวิวัฏฏะ (ธรรมที่ไม่เวียนว่าย) ฝ่ายสมาธิ

๑๓.พระมหาปันถกะ เป็นผู้เลิศในทางฉลาดในวิวัฏฏะฝ่ายปัญญา

๑๔.พระสุภูติ เป็นผู้เลิศในทางมีอรณวิหาร (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ที่ไม่มีข้าศึก)

๑๕.พระสุภูติ เป็นผู้เลิศในทางควรแก่ของถวาย (ทักขิเณยยะ)

๑๖.พระเรวตะ ขทิรวนิยะ เป็นผู้เลิศในทางอยู่ป่า

๑๗.พระกังขาเรวตะ เป็นผู้เลิศในทางเข้าฌาน

๑๘.พระโสณะ โกลิวิสะ เป็นผู้เลิศในทางปรารภความเพียร

๑๙.พระโสณะ กุฏิกัณณะ เป็นผู้เลิศในทางกล่าววาจาไพเราะ

๒๐.พระสีวลี เป็นผู้เลิศในทางมีลาภ

๒๑.พระวักกลิ เป็นผู้เลิศในทางน้อมใจไปตามความเชื่อ (สัทธาธิมุต)

๒๒.พระราหุล เป็นผู้เลิศในทางใคร่ต่อการศึกษา

๒๓.พระรัฏฐปาละ เป็นผู้เลิศในทางบวชด้วยศรัทธา

๒๔.พระกุณฑธานะ เป็นผู้เลิศในทางจับสลาก เป็นองค์แรก

๒๕.พระวังคีสะ เป็นผู้เลิศในทางมีปฏิภาณ

๒๖.พระอุปเสนะ วังคันตบุตร เป็นผู้เลิศในทางทำให้เกิดความเลื่อมใสทั่วไป

๒๗.พระทัพพะ มัลลบุตร เป็นผู้เลิศในทางจัดเสนาสนะ (จัดที่อยู่อาศัย)

๒๘.พระปิลินทวัจฉะ เป็นผู้เลิศในทางเป็นที่รักเป็นที่พอใจของเทวดา

๒๙.พระพาหิยะ ทารุจีริยะ เป็นผู้เลิศในทางตรัสรู้ได้เร็ว

๓๐.พระกุมารกัสสปะ เป็นผู้เลิศในทางกล่าวธรรมะอันวิจิตร (ด้วยอุปมา)

๓๑.พระมหาโกฏฐิตะ เป็นผู้เลิศในทางบรรลุปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน)

๓๒.พระอานนท์ เป็นผู้เลิศในทางพหุสุต (สดับตรับฟังมาก)

๓๓.พระอานนท์ เป็นผู้เลิศในทางมีสติ (ความระลึกได้ ความทรงจำ)

๓๔.พระอานนท์ เป็นผู้เลิศในทางมีคติ (คติ แปลว่า ทางไปหรือที่ไป อรรถกถาอธิบาย ว่า ตั้งอยู่ในบทเดียว เรียนได้หกพันบท จำได้ทุกบทตามที่พระพุทธเจ้าตรัส น่าจะ หมายความว่าเป็นผู้รู้จักหลักการในการเรียนรู้ คือเมื่อจับหลักได้อย่างหนึ่งแล้ว แม้ จะอธิบายยักย้ายนัยไปอย่างไร ก็เข้าใจและจำได้หมด รวมความว่า เมื่อได้หลัก เพียงข้อเดียวก็มีทางเข้าใจไปได้มากข้อ)

๓๕.พระอานนท์ เป็นผู้เลิศในทางมีธิติ (ธิติ โดยทั่วไปแปลว่า ความอดทน อรรถกถา แก้ว่าความเพียร คือเพียรในการเรียน การท่องจำ การทรงจำ การอุปฐาก หรือรับใช้ พระศาสดา)

๓๖.พระอานนท์ เป็นผู้เลิศในทางอุปฐาก (รับใช้พระพุทธเจ้า)

๓๗.พระอุรุเวลกัสสปะ เป็นผู้เลิศในทางมีบริษัท (บริวาร) มาก

๓๘.พระกาฬุทายี เป็นผู้เลิศในทางทำสกุลให้เลื่อมใส

๓๙.พระพักกุละ เป็นผู้เลิศในทางมีอาพาธน้อย

๔๐.พระโสภิตะ เป็นผู้เลิศในทางระลึกชาติได้

๔๑.พระอุบาลี เป็นผู้เลิศในทางทรงจำพระวินัย

๔๒.พระนันทกะ เป็นผู้เลิศในทางให้โอวาทแก่นางภิกษุณี

๔๓.พระนันทะ เป็นผู้เลิศในทางสำรวมอินทรีย์ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

๔๔.พระมหากัปปินะ เป็นผู้เลิศในทางให้โอวาทแก่ภิกษุ

๔๕.พระสาคตะ เป็นผู้เลิศในทางฉลาดในธาตุไฟ (หมายถึงฉลาดในการเข้าสมาบัติ มีธาตุไฟเป็นอารมณ์ทำให้เกิดธาตุไฟขึ้นได้)

๔๖.พระราธะ เป็นผู้เลิศในทางทำให้เกิดปฏิภาณ (ในการแสดงพระธรรมเทศนาของ พระพุทธเจ้า)

๔๗.พระโมฆราชะ เป็นผู้เลิศในทางทรงจีวรสีหมอง

(หมายเหตุ : นับตามทางที่เลิศได้ ๔๗ ทาง แต่นับจำนวนบุคคล จะได้เพียง ๔๑ ท่าน เพราะบางท่านได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศหลายทาง)

เอตทัคคะฝ่ายภิกษุณี

๑.พระนางมหาปชาบดี โคตมี เป็นผู้เลิศในทางรู้ราตรี (รัตตัญญู เพราะเป็นภิกษุณี องค์แรก)

๒.พระนางเขมา เป็นผู้เลิศในทางมีปัญญามาก (พระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร ออกทรงผนวช)

๓.นางอุปปลวัณณา เป็นผู้เลิศในทางมีฤทธิ์

๔.นางปฏาจารา เป็นผู้เลิศในทางทรงจำพระวินัย

๕.นางธัมมทินนา เป็นผู้เลิศในทางแสดงธรรม

๖.พระนางนันทา (น้องพระอนุรุทธ์) เป็นผู้เลิศในทางเข้าฌาน

๗.นางโสณา เป็นผู้เลิศในทางปรารภความเพียร

๘.นางสกุลา เป็นผู้เลิศในทางมีทิพยจักษุ

๙.นางกุณฑลเกสา เป็นผู้เลิศในทางตรัสรู้ได้เร็ว

๑๐.นางภัททา กาปิลานี เป็นผู้เลิศในทางระลึกชาติได้

๑๑.พระนางภัททา กัจจานา (พระนางยโสธรา) เป็นผู้เลิศในทางบรรลุอภิญญาใหญ่ (อรรถกถาแสดงว่ามีความสามารถระลึกเหตุการณ์ในกัปป์ต่าง ๆ ย้อนหลังไปได้ มากนับไม่ถ้วน)

๑๒.นางกิสาโคตมี เป็นผู้เลิศในทางทรงจีวรสีหมอง

๑๓.นางสิคาลมาตา เป็นผู้เลิศในทางน้อมไปตามความเชื่อ (สัทธาธิมุต)

เอตทัคคะฝ่ายอุบาสก (สาวกที่มิได้บวช)

๑.พ่อค้าชื่อตปุสสะ และภัลลิกะ เป็นผู้เลิศในทางถึงสรณะ (ถึงพระพุทธ พระธรรม เป็นสรณะ) รายแรก

๒.อนาถปิณฑิกะ คฤหบดี (ผู้มีชื่อเดิมว่า สุทัตตะ) เป็นผู้เลิศในทางถวายทาน

๓.จิตตะ คฤหบดี ผู้อยู่ ณ นครมัจฉิกาสณฑ์ เป็นผู้เลิศในทางแสดงธรรม

๔.หัตถกะ อาฬวกะ (ชาวอาฬวี) เป็นผู้เลิศในทางสงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔

๕.มหานาม ศากยะ เป็นผู้เลิศในทางถวายของที่ประณีต

๖.อุคคะ คฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี เป็นผู้เลิศในทางถวายของที่ชอบใจ

๗.อุคคตะ คฤหบดี เป็นผู้เลิศในทางอุปฐาก (รับใช้) พระสงฆ์

๘.สูระ อัมพัฏฐะ เป็นผู้เลิศในทางมีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว

๙.ชีวก โกมารภัจจ์ เป็นผู้เลิศในทางเลื่อมใสในบุคคล (เจาะจงเฉพาะผู้ที่ตนเห็นว่า ดีงาม)

๑๐.คฤหบดี ผู้เป็นบิดาของนกุลมาณพ เป็นผู้เลิศในทางมีความคุ้นเคย (กับพระพุทธเจ้า)

เอตทัคคะฝ่ายอุบาสิกา (สาวิกาที่มิได้บวช)

๑.นางสุชาดา ผู้เป็นธิดาของกุฏุมพี (เศรษฐี) ชื่อเสนิยะ เป็นผู้เลิศในทางถึงสรณะ เป็นคนแรก (นางสุชาดาคนนี้เป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระผู้มีพระภาค และ เป็นมารดาของยสกุลบุตร)

๒.นางวิสาขา มิคารมาตา เป็นผู้เลิศในทางถวายทาน

๓.นางขุชชุตตรา เป็นผู้เลิศในทางสดับตรับฟังมาก

๔.นางสามาวดี เป็นผู้เลิศในทางมีเมตตาเป็นธรรมเครื่องอยู่

๕.นางอุตตรา ผู้เป็นมารดาของนันทมาณพ เป็นผู้เลิศในทางเข้าฌาน

๖.นางสุปปวาสา ธิดาของโกลิยกษัตริย์ เป็นผู้เลิศในทางถวายของประณีต

๗.นางสุปปิยา อุบาสิกา เป็นผู้เลิศในทางพยาบาลไข้

๘.นางกาติยานี เป็นผู้เลิศในทางเลื่อมใสไม่หวั่นไหว

๙.คฤหปตานี ผู้เป็นมารดาของนกุลมาณพ เป็นผู้เลิศในทางมีความคุ้นเคย (กับ พระพุทธเจ้า)

๑๐.นางกาลี อุบาสิกา เป็นผู้เลิศในทางเลื่อมใส เพราะฟังจากผู้อื่น (ฟังผู้อื่นสรรเสริญ พระรัตนตรัยได้บรรลุโสดาปัตติผล)

๔. อัฏฐานปาลิ

(บาลีว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้)

ทรงแสดงฐานะที่เป็นไปไม่ได้ แล้วแสดงฐานะที่เป็นไปได้ ประกอบรวมประมาณ ๓๐ ข้อ โดยใจความเรื่องคนชั่วคนดี ความชั่วความดีเป็นไปไม่ได้ที่จะปรากฏผลในทาง ตรงกันข้าม เช่น ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ (พระอริยบุคคลชั้นโสดาบันขึ้นไป) เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นสังขารว่าเที่ยง ว่าเป็นสุข เห็นธรรมะว่าเป็นอัตตา (ตัวตน) แต่เป็นไปได้ที่บุถุชนจะเห็นสังขาร ว่าเที่ยง ว่าเป็นสุข เห็นธรรมะว่าเป็นอัตตา (ตัวตน) ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ เป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำโลหิตของพระตถาคตให้ห้อด้วยจิตคิดประทุษร้าย ทำลาย สงฆ์ให้แตกกัน อุทิศศาสดาอื่น (หันไปนับถือศาสนาอื่น) แต่เป็นไปได้ที่บุถุชนจะทำการเช่นนั้น เป็นไปไม่ได้ที่ในโลกธาตุเดียวกันจะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อม ๆ กัน ๒ พระองค์ แต่เป็นไปได้ที่ในโลกธาตุเดียวจะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว

๕. อปรา เอกธัมมาทิปาลิ

(บาลีว่าด้วยธรรมะข้อหนึ่ง เป็นต้น อื่นอีก)

ทรงแสดงธรรมะข้อเดียวที่เป็นไปเพื่อเหตุผลในทางที่ดีที่ชั่วต่าง ๆ รวมประมาณ ๔๐ ข้อ เช่น ลำดับอนุสสติ ๑๐ ทีละข้อ มีพุทธานุสสติ (การระลึกถึงพระพุทธเจ้า) เป็นต้นว่า เจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับทุกข์ สงบระงับ รู้ยิ่ง ตรัสรู้ และนิพพานได้ นอกจากนั้น ทรงแสดงถึงมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ว่าเป็นเหตุให้อกุศลธรรม เกิดขึ้นและเจริญขึ้น ส่วนสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็นเหตุให้กุศลธรรมเกิดขึ้นและ เจริญขึ้น เป็นต้น

๖. ปสาทกรธัมมาทิปาลิ

(บาลีว่าด้วยธรรมะที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส เป็นต้น)

ทรงแสดงลาภอย่างแน่นอน (เป็นลาภโดยส่วนเดียว) (ของภิกษุ) คือการอยู่ป่า การ ถือบิณฑบาต การทรงไตรจีวร (ไม่สะสมมาก) การเป็นผู้แสดงธรรม การเป็นผู้ทรงจำวินัย การสดับตรับฟังมาก การบวชได้ยั่งยืน การสมบูรณ์ด้วยอากัปปกิริยา (มารยาท) การสมบูรณ์ด้วยบริวาร การมีบริวารมาก ความเป็นกุลบุตร (ผู้ชาย) ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะ ความเป็นผู้ปรารถนาน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธ (โรคภัยไข้เจ็บ) น้อย

ทรงแสดงว่า ถ้าภิกษุเจริญฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔

เจริญเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นจากกิเลสเพราะสมาธิ) อันประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

เจริญสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔

เจริญอิทธิบาท (คุณให้บรรลุความสำเร็จ) ๔

เจริญอินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่มีศรัทธาและความเพียร เป็นต้น) ๕

เจริญธรรมอันเป็นกำลัง ๕

เจริญธรรมอันเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ ๗ (โพชฌงค์ มีสติ เป็นต้น)

เจริญมรรคมีองค์ ๘ (มีความเห็นชอบ เป็นต้น)

แม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ชื่อว่าไม่ว่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา บริโภคอาหาร ของราษฏรไม่เสียเปล่า จะกล่าวไยถึงการทำธรรมะดั่งกล่าวแต่ละข้อนั้นให้มาก

ในตอนสุดท้ายทรงสรรเสริญกายคตาสติ คือสติที่เป็นไปในกาย (รู้ตัวในความเป็นไปของกายต่าง ๆ ดูหน้า ๖๗๖) ว่าเป็นเหตุให้ได้บรรลุอมตธรรม

ทุกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๒ ข้อ

ปฐมปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๑

วรรคที่ ๑ ชื่อกัมมกรณวรรค ว่าด้วยเครื่องลงโทษ

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายถึงโทษ ๒ อย่าง คือโทษในปัจจุบันและโทษในภพหน้า โทษในปัจจุบัน เช่น การจับโจรได้แล้วลงโทษ โบยด้วยแส้ โบยด้วยหวาย ตัดมือ ตัดเท้า ตัดศีรษะ เป็นต้น ส่วนโทษในภพหน้า ได้แก่ผล ของทุจจริตทางกาย วาจา ใจ ซึ่งจะทำให้เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก เมื่อตายไปแล้ว ตรัสสอนให้กลัวโทษ เห็นภัยในโทษ ก็จะพ้นจากโทษทั้งปวงได้

๒. ทรงแสดงถึงความเพียร ๒ อย่าง คือความเพียรในการทำปัจจัย ๔ ให้เกิดขึ้น ของคฤหสถ์ กับความเพียรเพื่อสละกิเลสทั้งปวงของบรรพชิต ทรงยกย่องความเพียรของ บรรพชิตว่าเป็นเลิศ (ในทางศาสนา) แล้วสอนให้ภิกษุตั้งความเพียรเพื่อสละกิเลสทั้งปวง

๓. ทรงแสดงธรรมะ ๒ อย่างที่ทำให้เดือดร้อน คือเมื่อทำทุจจริตทางกาย วาจา ใจ ไม่ทำสุจริต ทางกาย วาจา ใจ ก็เดือดร้อนว่าได้ทำทุจจริต เดือดร้อนว่าไม่ได้ทำสุจริต ส่วนธรรมะ ๒ อย่างที่ทำไม่ให้เดือดร้อน พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

๔. ทรงแสดงว่า ทรงเห็นคุณของธรรมะ ๒ อย่าง คือความไม่สันโดษในกุศลธรรม (คือไม่หยุดยั้งยินดีเพียงคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พยายามก้าวหน้าเรื่อยไปจนถึงที่สุดคืออรหัตตผล) กับความเป็นผู้ไม่ถอยหลังในความเพียร แล้วทรงแสดงผลดีที่ทรงได้รับมาจากคุณธรรมที่กล่าวนี้ แล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลายเน้นให้ไม่ถอยหลังในความเพียร

๕. ทรงแสดงธรรม ๒ อย่าง คือการพิจารณาเห็นด้วยความพอใจในธรรมอันเป็น ที่ตั้งแห่งกิเลสที่ผูกมัด กับการพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่ายในธรรมเช่นนั้น ทรงแสดงโทษของการพิจารณาเห็นด้วยความพอใจ คือการละกิเลสและหลุดพ้นจากทุกข์ไม่ได้ ส่วนการ พิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย ทำให้ละกิเลสและหลุดพ้นจากทุกข์ได้

๖. ทรงแสดงธรรมฝ่ายดำ ๒ อย่าง คือความไม่ละอาย และความไม่เกรงกลัว (ต่อบาป) และทรงแสดงธรรมฝ่ายขาว คือความละอาย และความเกรงกลัว (ต่อบาป)

๗. ทรงแสดงธรรมฝ่ายขาวที่คุ้มครองโลก คือความละอาย และความเกรงกลัว ต่อบาป ถ้าธรรมทั้งสองนี้ไม่คุ้มครองโลก ก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นมารดา น้า ป้า ภริยาของอาจารย์ ของครู โลกจะปนเปกันเหมือน แพะ ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขป่า

๘. ทรงแสดงการเข้าพรรษา ๒ อย่าง คือการเข้าพรรษาแรก กับการเข้าพรรษาหลัง (ดูหน้า ๒๓๑)

วรรคที่ ๒ ชื่ออธิกรณวรรค ว่าด้วยอธิกรณ์

๑. ทรงแสดงกำลัง ๒ อย่าง คือ กำลังคือการพิจารณา (ปฏิสังขานพละ) กับกำลังคือการอบรม (ภาวนาพละ) แล้วตรัสอธิบายกำลังคือการพิจารณาว่า ได้แก่การพิจารณาเห็นโทษ ของทุจจริต แล้วละทุจจริต เจริญสุจริตบริหารตนให้บริสุทธิ์ได้ ส่วนกำลังคือการอบรม ได้แก่กำลังของพระเสขะ (พระอริยบุคคลผู้ยังศึกษา) ซึ่งเป็นเหตุให้ละราคะ โทสะ โมหะ ไม่ทำ อกุศล ไม่เสพบาป ครั้นแล้วทรงอธิบายกำลังทั้งสองอย่างนี้ ยักย้ายนัยต่อไปอีก ๒ แนว โดยอธิบายถึงกำลังการพิจารณาตามแนวเดิม ส่วนกำลังคือการอบรมได้แก่การเจริญโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ๗ อย่าง) มีสติ เป็นต้น แนวหนึ่ง กับอีกแนวหนึ่งได้แก่ การเจริญฌาน (การเพ่งอารมณ์) ทั้งสี่

๒. ทรงแสดงธรรมเทศนาของพระตถาคตว่า มี ๒ อย่าง คืออย่างย่อ กับอย่าง พิสดาร

๓. ทรงแสดงถึงภิกษุที่ถูกกล่าวหาในอธิกรณ์ กับภิกษุผู้โจทฟ้องว่า ถ้าไม่พิจารณา ตนให้ดี เรื่องก็จะยืดเยื้อแรงร้ายขึ้น และภิกษุทั้งหลายก็จะอยู่ไม่ผาสุก แล้วทรงแสดง รายละเอียดในการพิจาณาตนของภิกษุทั้งสองฝ่ายนั้น

๔. ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์ผู้หนึ่งถึงเหตุคือการประพฤติอธรรม ประพฤติไม่ เรียบร้อย ว่าเป็นเหตุให้เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรกเมื่อตายแล้ว ส่วนการประพฤติธรรม ประพฤติเรียบร้อย เป็นเหตุให้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เมื่อตายแล้ว

๕. ทรงแสดงธรรมแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์เรื่องการเข้าถึงนรก สวรรค์ โดยชี้ไปที่ การกระทำทุจจริตและการกระทำสุจริตโดยลำดับ

๖. ทรงแสดงธรรมแก่พระอานนท์ว่า ทุจจริตไม่ควรทำโดยเด็ดขาด (ไม่มีทางผ่อนให้) เพราะเมื่อทำเข้าตนก็ติตนได้ ผู้รู้พิจารณาแล้วก็ติได้ กิตติศัพท์อันชั่วย่อมฟุ้งไป เป็นผู้หลง เมื่อตาย ตายแล้วก็เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก ส่วนสุจริตทรงแสดงโดยประการ ตรงกันข้าม

๗. ทรงสอนให้ละอกุศล เพราะอาจจะละได้ ถ้าละไม่ได้ หรือถ้าละแล้วไม่เป็น ประโยชน์ เป็นทุกข์ ก็จะไม่ทรงสอนให้ละ แล้วทรงสอนให้เจริญกุศล เพราะอาจจะเจริญได้ ถ้าเจริญไม่ได้ หรือเจริญแล้ว ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ ก็จะไม่ทรงสอนให้เจริญ

๘. ทรงแสดงถึงธรรมะ ๒ อย่าง ที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธาน คือการ ยกบทพยัญชนะผิด กับการแนะนำความหมายผิด ส่วนธรรม ๒ อย่างที่ไม่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธาน คือการยกบทพยัญชนะถูก กับการแนะนำความหมายถูก

วรรคที่ ๓ ชื่อพาลวรรค ว่าด้วยคนพาล

๑. ทรงแสดงคนพาล ๒ ประเภท คือไม่เห็นโทษ (ของตน) กับเมื่อผู้อื่นแสดงคืน โทษ (ผู้อื่นขอโทษ) ไม่ยอมรับ แล้วทรงแสดงบัณฑิต ๒ ประเภทในทางตรงกันข้าม

๒. ทรงแสดงบุคคลที่กล่าวตู่พระตถาคต ๒ ประเภท คือ

(๑)ผู้คิดประทุษร้าย ตกอยู่ในอำนาจความคิดประทุษร้าย

(๒)ผู้มีศรัทธาถือเอาผิด (จำผิด เข้าใจผิด)

๓. ทรงแสดงบุคคลที่กล่าวตู่พระตถาคต ๒ ประเภทอีก ๒ ข้อ คือข้อแรก ผู้ที่แสดงถ้อยคำที่พระตถาคตมิได้กล่าว มิได้พูด ว่าพระตถาคตกล่าวไว้ พูดไว้ กับผู้ที่แสดงถ้อยคำที่ พระตถาคตกล่าวไว้ พูดไว้ ว่าตถาคตมิได้กล่าวไว้ มิได้พูดไว้ กับอีกข้อหนึ่ง ผู้แสดงพระสูตร ที่มีอรรถอันควรแนะนำว่า มีอรรถอันแนะนำแล้ว แสดงพระสูตรที่มีอรรถอันแนะนำแล้ว ว่ามีอรรถอันควรแนะนำ (แสดงสับสนไปจากหลักธรรม)

๔. ทรงแสดงคติของคนที่ทำกรรมซึ่งต้องปกปิด (กรรมชั่ว) ว่า ได้แก่นรก หรือกำเนิดดิรัจฉาน ส่วนผู้ทำกรรมไม่ต้องปกปิด (กรรมดี) มีคติเป็น ๒ คือเทพ หรือมนุษย์

๕. ทรงแสดงว่า ผู้เห็นผิด และผู้ทุศีล มีคติเป็น ๒ ในทางชั่ว ส่วนผู้เห็นชอบและ ผู้มีศีลก็มีคติ เป็น ๒ ในทางดี เช่นเดียวกับข้อ ๔

๖. ทรงแสดงธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา (ความรู้) ๒ อย่าง คือ สมถะ (การทำจิตให้สงบ) และวิปัสสนา (การทำปัญญาให้เห็นแจ้ง) แล้วทรงแสดงผลว่า อบรมสมถะ ชื่อว่า อบรมจิต อบรมจิต (สมาธิ) แล้วทำให้ละราคะ (ความกำหนัดยินดี) ได้ อบรมวิปัสสนาแล้ว ชื่อว่าอบรมปัญญา อบรมปัญญาแล้ว ทำให้ละอวิชชา (ความไม่รู้จริง) ได้

๗. ทรงแสดงว่า จิตที่เศร้าหมองเพราะราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น ปัญญาที่เศร้าหมอง เพราะอวิชชา ย่อมชื่อว่าไม่ได้รับการอบรม ด้วยเหตุนี้ เพราะคลายราคะ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะสมาธิ) เพราะคลายอวิชชา จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะปัญญา)

วรรคที่ ๔ ชื่อสมจิตตวรรค ว่าด้วยจิตสม่ำเสมอ

๑. ทรงแสดงภูมิของอสัตบุรุษ (คนชั่ว) และภูมิของสัตบุรุษ (คนดี) โดยชี้ไปที่ความเป็นผู้ไม่กตัญญูกตเวที หรือความเป็นผู้กตัญญูกตเวที (รู้คุณที่ผู้อื่นทำแล้ว ชื่อกตัญญู ตอบแทนหรือประกาศคุณที่ผู้อื่นทำแล้ว ชื่อกตเวที)

๒. ทรงแสดงว่า บุคคล ๒ ท่าน คือมารดาบิดาเป็นผู้ที่จะสนองคุณได้โดยยาก แม้ บุตรจะแบกมารดาบิดาไว้บนบ่าคนละข้างตั้ง ๑๐๐ ปี ปฏิบัติบำรุงด้วยประการต่าง ๆ ให้มารดาบิดาถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้น หรือทำให้มารดาบิดาเสวยราชสมบัติ ก็ยังไม่ชื่อว่า ตอบแทนคุณได้ เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก เป็นผู้เลี้ยงดู แสดงโลกนี้แก่บุตร แล้วทรง แสดงการแทนคุณ คือทำมารดาบิดาที่ไม่มีศรัทธา ที่ทุศีล ที่ตระหนี่ ที่มีปัญญาทราม ให้มี ศรัทธา ให้มีศีล ให้รู้จักเสียสละ ให้มีปัญญา (ให้ตั้งอยู่ในศีลธรรม)

๓. ตรัสแสดงธรรมแก่พราหมณ์ผู้หนึ่งว่า พระองค์เป็นทั้งกิริยวาที (ผู้พูดว่าทำ) และอกิริยวาที (ผู้พูดว่าไม่ทำ) คือให้ทำสุจริต แต่ไม่ให้ทำทุจจริต

๔. ทรงแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดีว่า ทักขิเณยยบุคคล (บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณาหรือของถวาย) คือพระเสขะ (พระอริยบุคคลที่ยังศึกษา คือตั้งแต่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคขึ้นไปถึงอรหัตตมรรค) กับพระอเสขะ (พระอรหันต์ ผู้ไม่ต้องศึกษา เพราะบรรลุถึงฐานะอัน สูงสุดแล้ว) ควรถวายทานในท่านเหล่านี้

๕. พระสาริบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายถึงบุคคล ๒ ประเภท คือ ผู้มีสัญโญชน์ภายใน (มีกิเลสเครื่องร้อยรัดภายใน) มีศีลสมบูรณ์ เมื่อตายแล้วก็เกิดใหม่ในหมู่เทพ พวกใดพวกหนึ่ง และจะกลับมาสู่โลกนี้อีก ส่วนผู้มีสัญโญชน์ภายนอก มี ๒ ประเภท คือ ผู้มีศีลสมบูรณ์ เข้าสู่เจโตวิมุติ (ฌานหรือสมาบัติ) อันใดอันหนึ่ง เกิดในหมู่เทพพวกใด พวกหนึ่งแล้วไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก กับอีกประเภทหนึ่งคือมีศีลสมบูรณ์ ปฏิบัติเพื่อดับกาม (ความใคร่) เพื่อดับภพ (ความเป็นนั้นเป็นนี่) เพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นความโลภ เมื่อตายไปแล้ว เกิดในหมู่เทพพวกใดพวกหนึ่งแล้วไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก

๖. พราหมณ์ชื่ออารามทัณฑะถามพระมหากัจจานะถึงเหตุให้กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีทะเลาะกันเองกับพวกของตน พระเถระตอบชี้ไปที่ความยึดในกามราคะ (ความ กำหนัดหรือความติดในกาม) เมื่อถามถึง สมณะทะเลาะกันเองกับสมณะเพราะเหตุไร ก็ ตอบว่า เพราะติดทิฏฐิราคะ (ความติดในทิฏฐิความเห็น) เมื่อถามว่า มีท่านผู้ก้าวล่วง ความยึดในกามราคะและทิฏฐิราคะหรือไม่ ก็ตอบว่า มี และชี้ให้ทราบว่าพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี พราหมณ์เลื่อมใส แสดงตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

๗. พระมหากัจจานะแสดงธรรมแก่กัณฑรายนพราหมณ์ ชี้ให้เห็นว่า คนมีอายุแม้ มาก แต่ยังบริโภคกาม ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นเถระ (ผู้เฒ่าผู้ใหญ่) ส่วนคนหนุ่มตั้งอยู่ในปฐมวัย ถ้า ไม่บริโภคกาม ก็ชื่อว่าเป็นเถระได้

๘. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเปรียบภิกษุชั่วด้วยโจร เปรียบภิกษุผู้รักศีลว่าเหมือนพระราชา ที่ทำให้ชนบทไม่มีความผาสุกหรือมีความผาสุกได้ สุดแต่ฝ่ายไหนจะมีกำลัง กว่ากัน

๙. ตรัสว่า ไม่ทรงสรรเสริญการปฏิบัติของคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต (นักบวช) คฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ปฏิบัติผิดแล้ว ก็ไม่ได้บรรลุกุศลธรรมที่ถูก ทรงสรรเสริญการปฏิบัติ ชอบของคฤหัสถ์หรือบรรพชิต คฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมได้บรรลุ กุศลธรรมที่ถูก

๑๐. ตรัสว่า ภิกษุที่คัดค้านอรรถะธรรมะด้วยพระสูตรที่จำมาผิด มีพยัญชนะวิจิตร ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชน์และความสุข และประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก ทั้งทำให้ พระสัทธรรมอันตรธาน แล้วทรงแสดงถึงภิกษุที่รับรองอรรถะธรรมะด้วยพระสูตรที่ทรงจำไว้ดี มีพยัญชนะวิจิตร ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์และความสุข และประสบบุญเป็นอันมาก ทั้ง ดำรงพระสัทธรรมไว้

วรรคที่ ๕ ชื่อปริสวรรค ว่าด้วยบริษัท

ทรงแสดงถึงบริษัท ๒ อย่าง คือตื้นอย่างหนึ่ง ลึกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าตื้นเพราะขาดคุณธรรม ที่ชื่อว่าลึกเพราะมีคุณธรรม

บริษัท ๒ อย่างคือที่ (แตก) เป็นพวก กับที่พร้อมเพรียงกัน

บริษัท ๒ อย่างที่มีคนเลิศ กับไม่มีคนเลิศ ที่ไม่มีคนเลิศ คือที่มักมาก ย่อหย่อน เห็นแก่นอน ทอดธุระในความสงัด เป็นต้น ที่มีคนเลิศ คือที่ตรง กันข้าม

บริษัท ๒ อย่างคือที่ไม่ประเสริฐ กับประเสริฐ เพราะไม่รู้หรือเพราะรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง

บริษัท ๒ อย่างคือบริษัทขยะ กับบริษัทที่มีแก่นสาร บริษัทขยะ คือที่ลำเอียง เพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว บริษัทที่มีแก่นสาร คือที่ไม่ลำเอียงเพราะรัก เป็นต้น

บริษัท ๒ อย่างคือ บริษัทที่แนะนำยาก กับบริษัทที่แนะนำง่าย

บริษัท ๒ อย่างคือที่หนักในอามิส (เห็นแก่ลาภ) ไม่หนักในสัทธรรม กับที่หนักใน สัทธรรม ไม่หนักในอามิส

บริษัท ๒ อย่างคือที่ไม่สม่ำเสมอ กับที่สม่ำเสมอ (กำหนดด้วยบริษัทที่มีการกระทำ ไม่ถูกธรรมวินัยหรือถูกธรรมวินัย)

บริษัท ๒ อย่างคือที่ไม่ประกอบด้วยธรรม กับที่ประกอบด้วยธรรม

บริษัท ๒ อย่างคือที่กล่าวเป็นอธรรม กับที่กล่าวเป็นธรรม

(หมายเหตุ ในหมวด ๕๐ ที่ ๑ ซึ่งมี ๕ วรรค มี ๕๐ สูตรนี้ ได้ย่อมากล่าว ให้เห็นทุกสูตร ส่วนหมวด ๕๐ ต่อ ๆ ไป จะย่อพอเห็นความที่สำคัญ)

ทุติยปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๒

(แบ่งออกเป็น ๕ วรรค ๆ ละ ๑๐ สูตร เช่นเดียวกัน วรรคที่ ๑ ว่าด้วยบุคคล วรรคที่ ๒ ว่าด้วยความสุข วรรคที่ ๓ ว่าด้วยสิ่งที่มีเครื่องหมาย วรรคที่ ๔ ว่าด้วยธรรม และวรรคที่ ๕ ว่าด้วยคนพาล)

วรรคที่ ๑ ชื่อปุคคลวรรค ว่าด้วยบุคคล

๑. ทรงแสดงบุคคล ๒ ประเภท ในลักษณะต่าง ๆ เช่น พระตถาคตอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้า กับพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นผู้เกิดเพื่อประโยชน์และความสุขแก่โลก เป็นอัจฉริยมนุษย์ สิ้นชีวิตก็ทำให้คนส่วนมากเดือดร้อนถึง เป็นผู้ควรแก่สตูป (ก่อเจดีย์ไว้ใส่อัฏฐิธาตุหรือกระดูกเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว) เป็นต้น

วรรคที่ ๒ ชื่อสุขวรรค ว่าด้วยความสุข

๒. ทรงแสดงความสุข ๒ อย่าง หลายประเภท เช่น ความสุขของคฤหัสถ์ กับ ความสุขในการบรรพชา ความสุขในกาม กับความสุขในการออกจากกาม ความสุขที่มีกิเลส กับความสุขที่ไม่มีกิเลส ความสุขที่มีอาสวะ (กิเลสที่ดองอยู่ในสันดาน) กับความสุขที่ไม่มี อาสวะ ความสุขที่มีอามิส กับความสุขที่ไม่มีอามิส ความสุขที่ประเสริฐ (อริยะ) กับความสุข ที่ไม่ประเสริฐ ความสุขทางกาย กับความสุขทางใจ ความสุขที่มีปีติ (ความอิ่มใจ) กับความสุข ที่ไม่มีปีติ ความสุขที่มีความสำราญ กับความสุขที่มีความวางเฉย ความสุขที่เนื่องด้วยสมาธิ กับความสุขที่ไม่เนื่องด้วยสมาธิ เป็นต้น

วรรคที่ ๓ ชื่อสนิมิตตวรรค ว่าด้วยสิ่งที่มีเครื่องหมาย

๓. ทรงแสดงว่า อกุศลบาปธรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะมีนิมิต (เครื่องหมายในจิตใจ) มิใช่เกิดขึ้นโดยไม่มีนิมิต เพราะละนิมิตได้ อกุศลบาปธรรมก็จะไม่มี แล้วทรงแสดงหลักการ โดยทำนองเดียวกันว่า อกุศลบาปธรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะมีต้นเหตุ (นิทาน) มีเหตุ มีเครื่อง ปรุง มีปัจจัย มีรูป มีเวทนา มีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) มีวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์) มีอารมณ์ที่ปัจจัยปรุงแต่ง

วรรคที่ ๔ ชื่อธัมมวรรค ว่าด้วยธรรม

๔. ทรงแสดงธรรมที่เป็นคู่กัน ๒ อย่าง หลายประเภท คือเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะสมาธิ) กับปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะปัญญา) ความเพียร กับความที่จิตมี อารมณ์เป็นหนึ่ง นาม กับรูป วิชชา (ความรู้) กับวิมุติ (ความหลุดพ้น) ภวทิฏฐิ (ความเห็นว่า เที่ยง) กับวิภวทิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) ความไม่มีหิริ กับความไม่มีโอตตัปปะ หิริ (ความ ละอายต่อปาป) กับโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป) ความเป็นผู้ว่ายาก กับการคบ คนชั่วเป็นมิตร ความเป็นผู้ว่าง่าย กับการคบคนดีเป็นมิตร ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ กับ ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ (ความใส่ใจหรือทำในใจ) ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ กับความ เป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ

วรรคที่ ๕ ชื่อพาลวรรค ว่าด้วยคนพาล

๕. ทรงแสดงคนพาลกับบัณฑิต ๒ ประเภท หลายอย่าง โดยแบ่งไปตามลักษณะ คือผู้เอาภาระที่ยังไม่มาถึงกับไม่เอาภาระที่มาถึง เป็นพาล ที่ตรงกันข้ามเป็นบัณฑิต ผู้สำคัญ ว่าควรในของที่ไม่ควรกับสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร เป็นพาล ที่ตรงกันข้ามเป็นบัณฑิต ผู้สำคัญผิดในเรื่องต่าง ๆ เช่น อาบัติ ธรรมะ วินัย ว่าไม่เป็นอาบัติ ไม่เป็นธรรมะ ไม่เป็นวินัย เป็นคนพาล ที่ตรงกันข้ามเป็นบัณฑิต แล้วทรงแสดงว่าอาสวะ (กิเลสที่ดองอยู่ในสันดาน) ย่อมเจริญและไม่เจริญแก่บุคคล ๒ ประเภท ที่สำคัญผิดต่าง ๆ กับที่ไม่สำคัญผิดต่าง ๆ ในเรื่องที่ควรรังเกียจเรื่องอาบัติ ธรรมะและวินัย

ตติยปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๓

(มี ๕๐ สูตร และ ๕ วรรค เช่นเดียวกัน วรรคที่ ๑ ว่าด้วยความหวัง วรรคที่ ๒ ว่าด้วยการขอร้อง วรรคที่ ๓ ว่าด้วยทานการให้ วรรคที่ ๔ ว่าด้วยการต้อนรับ วรรคที่ ๕ ว่าด้วย สมาบัติ)

วรรคที่ ๑ ชื่ออาสาวรรค ว่าด้วยความหวัง

๑. ทรงแสดงความหวังที่ละได้ยาก คือความหวังในลาภ กับความหวังในชีวิต บุคคลที่หาได้ยาก คือบุพพการี (ผู้ทำคุณก่อน) กตัญญูกตเวที (ผู้รู้คุณและตอบแทน) บุคคลที่หา ได้ยาก คือผู้อิ่ม กับผู้ทำให้คนอื่นอิ่ม บุคคลที่ทำให้อิ่มได้ยาก คือผู้เก็บไว้ (ไม่ใช้เอง ไม่ให้ ใคร) กับผู้สละสิ่งที่ได้มาแล้ว ส่วนบุคคลที่ทำให้อิ่มได้ง่าย คือที่ตรงกันข้าม ปัจจัยให้เกิด ราคะ (ความกำหนัดยินดี) คือความกำหนดเครื่องหมายสิ่งที่งาม (สุภนิมิต) กับการไม่ใส่ใจ โดยแยบคาย ปัจจัยให้เกิดโทสะ คือความกำหนดเครื่องหมายสิ่งที่ขัดใจ (ปฏิฆนิมิต) กับการ ไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ปัจจัยให้เกิดความเห็นผิด คือเสียงโฆษณาจากคนอื่น กับการไม่ใส่ใจ โดยแยบคาย อาบัติ ๒ อย่าง ๓ ประเภท คืออาบัติเบา กับอาบัติหนัก อาบัติชั่วหยาบ กับอาบัติไม่ชั่วหยาบ อาบัติมีส่วนเหลือ (ต้องเข้าแล้วยังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ) กับอาบัติไม่มีส่วน เหลือ (ต้องเข้าแล้วขาดจากความเป็นภิกษุ)

วรรคที่ ๒ ชื่ออายาจนวรรค ว่าด้วยการขอร้อง

๒. ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้มีศรัทธาขอร้องโดยชอบ พึงขอร้องให้ (ตนเอง) เป็นเช่น พระสาริบุตรกับพระโมคคัลลานะ เพราะทั้งสองท่านนั้นเป็นเครื่องชั่ง เป็นเครื่องประมาณ (เป็นมาตรฐาน) แห่งภิกษุทั้งหลายที่เป็นสาวกของพระองค์

ส่วนภิกษุณีผู้มีศรัทธา พึงขอร้องให้เป็นเช่นนางเขมา กับนางอุปปลวัณณา

อุบาสกผู้มีศรัทธา พึงขอร้องให้เป็นเช่นจิตตคฤหบดี กับหัตถกะ อาฬวกะ

อุบาสิกาผู้มีศรัทธา พึงขอร้องให้เป็นเช่นขุชชุตตรา อุบาสิกา กับนางเวฬุกัณฏกิยา ผู้เป็นมารดาของนันทมาณพ (ถ้าดูหน้า ๗๒๐ ฝ่ายอุบาสิกา หมายเลข ๕ จะเห็นว่า ในที่นั้นชื่อ อุตตรา ผู้เป็นมารดาของนันทมาณพ ถ้าเป็นคนเดียวกันก็น่าจะมีชื่อนำหน้าหลายอย่าง อรรถกถา แก้ว่า นางขุชชุตตรา เป็นผู้เลิศทางปัญญา นันทมาตา (มารดาของนันทมาณพ) เป็นผู้เลิศใน ทางมีฤทธิ์) ต่อจากนั้นทรงแสดงว่า คนพาลกับบัณฑิตต่างประกอบด้วยธรรม ๒ อย่าง ในทางที่ตรงกันข้าม เช่น คนพาลไม่พิจารณาสอบสวน ชมผู้ไม่ควรชม ติผู้ไม่ควรติ ส่วนบัณฑิตตรงกันข้าม เป็นต้น

วรรคที่ ๓ ชื่อทานวรรค ว่าด้วยทานการให้

๓. ทรงแสดงถึงการให้ การบูชา การสละ เป็นต้น ว่ามี ๒ อย่าง คือการให้อามิส (สิ่งของ) กับการให้ธรรม

วรรคที่ ๔ ชื่อสันถารวรรค ว่าด้วยการต้อนรับ

๔. ทรงแสดงถึงการต้อนรับ การแสวงหา เป็นต้น ว่ามี ๒ อย่าง คือการต้อนรับด้วยอามิส (สิ่งของ) กับการต้อนรับด้วยธรรม

วรรคที่ ๕ ชื่อสมาปัตติวรรค ว่าด้วยการเข้าสมาบัติ

๕. ทรงแสดงถึงความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ (เข้าฌาน) กับความเป็นผู้ฉลาด ในการออกจากสมาบัติ และธรรมฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว เป็นคู่ ๆ กันไป

พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในหมวด ๕๐

(หมายความว่า หมวดนี้ประมวลพระสูตรที่เป็นพระสูตรที่เป็นเศษของ ๕๐ อันเหลือ มาจากที่ประมวลไว้ในหมวด ๕๐ รวม ๓ หมวดที่แล้วมา หรือเท่ากับเป็นหมวดรวบรวม พระสูตรที่เป็นเศษของ ๑๕๐ สูตร)

ใจความในหมวดนี้ คงกล่าวถึงธรรมที่มีจำนวน ๒ ข้อ ฝ่ายชั่วฝ่ายดีคู่กัน เช่น ความโกรธกับความผูกโกรธ ความลบหลู่บุญคุณท่าน กับการตีเสมอ ความริษยา กับความตระหนี่ มายา กับความโอ้อวด ความไม่ละอาย กับความไม่เกรงกลัว ในฝ่ายดีพึงทราบโดยนัย ตรงกันข้าม

ติกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๓ ข้อ

ปฐมปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๑

วรรคที่ ๑ ชื่อพาลวรรค ว่าด้วยคนพาล

ทรงแสดงว่า ภัย (สิ่งที่น่ากลัว) อุปัทวะ (สิ่งที่เบียดเบียนหรือเป็นอันตราย) อุปสัค (สิ่งที่ขัดข้อง) ทั้งปวง ย่อมเกิดจากคนพาล ไม่เกิดจากบัณฑิต

ทั้งพาลทั้งบัณฑิตมีกรรม (การกระทำ) เป็นลักษณะ พึงทราบคนพาลด้วยธรรม ๓ ประการ คือทุจจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจ ส่วนบัณฑิตพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

ลักษณะ เครื่องหมายและความประพฤติของคนพาลมี ๓ อย่าง คือ คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ส่วนบัณฑิตพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

นอกจากนั้นทรงแสดงว่า คนพาลประกอบด้วยธรรมะ ๓ ประการ หลายประเภท เช่น ไม่เห็นโทษล่วงเกิน (ที่ตนทำ) เห็นแล้วไม่ทำคืน เมื่อผู้อื่นแสดงโทษล่วงเกิน (ขอโทษ) ไม่รับ

ตั้งปัญหาโดยไม่แยบคาย ตอบปัญหาไม่แยบคาย เมื่อคนอื่นตอบปัญหาโดยแยบคาย ไม่อนุโมทนา (ไม่รับรองว่าถูกต้อง)

มีการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ อันเป็นอกุศล อันเป็นโทษ อันมีการเบียดเบียน ส่วนบัณฑิตพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

ทรงแสดงทุจจริต ๓ ว่าเป็นเหตุบริหารตนอย่างขุดรากตัวเอง กำจัดตัวเอง มีโทษ อันผู้รู้ตามว่ากล่าวได้ ทำให้ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก

ทรงแสดงมลทิน คือความเป็นผู้ทุศีล ความริษยา ความตระหนี่ว่า ทำให้เหมือนนำตนไปตั้งไว้ในนรก กับตรงกันข้ามทำให้เหมือนนำตนไปตั้งไว้ในสวรรค์

วรรคที่ ๒ ชื่อรถการวรรค ว่าด้วยช่างทำรถ

ทรงแสดงถึงการที่ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ อย่างว่า ปฏิบัติมิใช่เพื่อประโยชน์ ความสุขแก่คนมาก คือผู้ชักชวนในการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ อันไม่สมควร แล้วทรง แสดงฝ่ายดีทางตรงกันข้าม

การที่ภิกษุบวช รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกตลอดชีวิต

บุคคล ๓ ประเภท คือผู้ไม่มีความหวัง ผู้มีความหวัง ผู้ปราศจากความหวัง

ผู้ไม่มีความหวัง คือผู้ตกต่ำ ผู้มีความหวัง คือราชบุตรผู้รอการอภิเษก ผู้ปราศจาก ความหวังคือพระราชาผู้ได้รับอภิเษกแล้ว เทียบกับคดีธรรม ผู้ไม่มีความหวัง คือผู้ทุศีล ผู้มี ความหวัง คือผู้มีศีล ผู้ปราศจากความหวัง คือผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน (ผู้เป็นอรหันต์แล้ว)

พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมราชา อาศัยธรรม เคารพธรรม ทรงให้การรักษาคุ้มครองการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ ว่าอย่างนี้ควรเสพ ไม่ควรเสพ ย่อมทรงหมุนธรรมจักร ซึ่งสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ปฏิวัติไม่ได้ (ทำให้ย้อนกลับไม่ได้) ในโลก เปรียบเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ (ทางโลก) ที่อาศัยธรรม เคารพธรรม ให้การรักษาคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่มนุษย์และสัตว์ ย่อมหมุนล้อรถได้โดยธรรม ซึ่งข้าศึกจะปฏิวัติหรือหมุนกลับไม่ได้ด้วยมือ

ทรงเล่าเรื่องช่างทำรถที่ทำล้อรถข้างหนึ่งกินเวลา ๖ เดือน ขาด ๖ คืน แต่ล้อรถอีกข้างหนึ่งเสร็จภายใน ๖ วัน พระราชาตรัสถาม ก็ทดลองให้ดูล้อรถข้างที่ทำนานหมุนไปได้ เมื่อหยุดหมุนก็ไม่ล้ม แต่ข้างที่เสร็จไว เมื่อหยุดหมุนก็ล้ม เพราะมีความคด ทรงสอนให้ละความคดทางกาย วาจา ใจ เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องนั้น

ทรงแสดงข้อปฏิบัติไม่ผิด ๓ ประการ คือสำรวมอินทรีย์ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น (ไม่เห็นแก่การนอนมากนัก)

ทรงแสดงทุจจริตทางกาย วาจา ใจ ว่าเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย ส่วนสุจริตกาย วาจา ใจ ตรงกันข้าม

ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายเบื่อหน่ายด้วยอายุ วรรณะ (ผิวพรรณ) สุข ยศ และความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ แต่ก็พึงเบื่อหน่ายทุจจริตกาย วาจา ใจก่อน

พ่อค้าที่ประกอบด้วยองค์ ๓ คือไม่ตรวจตราการงานด้วยดีในเวลาเช้า เที่ยง เย็น ก็ไม่ควรจะได้รับโภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้มาแล้วให้เจริญขึ้น

ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ไม่ตรวจสมาธินิมิต (เครื่องหมายในสมาธิ) ด้วยดีในเวลาเช้า เที่ยง เย็น ก็ไม่ควรได้บรรลุ กุศลธรรมที่ยังมิได้บรรลุ หรือทำกุศลธรรมที่บรรลุแล้วให้เจริญขึ้นฉันนั้น

พ่อค้าที่ประกอบด้วยองค์ ๓ ย่อมถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความไพบูลในโภคทรัพย์ในเวลาไม่นาน คือมีตาดี ขยัน ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย (รู้จักคนกว้างขวาง) ทรงแสดงว่า ภิกษุมีตาดี คือรู้อริยสัจจ์ ๔ ขยัน คือไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย คือเข้าไปหาท่านผู้รู้เป็นครั้งคราว เพื่อไต่ถามปัญหา ก็จะถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความไพบูลในกุศลธรรมฉันนั้น

วรรคที่ ๓ ชื่อปุคคลวรรค ว่าด้วยบุคคล

พระสวิฏฐะ กับพระมหาโกฏฐิตะ ไปหาพระสาริบุตร พระสาริบุตรจึงถามพระสวิฏฐะว่า บุคคล ๓ ประเภท คือ

กายสักขี (ผู้บรรลุฌานก่อนแล้วจึงทำนิพพานให้แจ้ง ได้แก่พระอริยบุคคล ๖ ประเภทที่ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จนถึงตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค )

ทิฏฐิปัตตะ (ผู้ถึงที่สุดแห่งทิฏฐิ คือรู้แจ้งอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่พระอริยบุคคล ๖ ประเภท เหมือนกายสักขี)

สัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นเพราะศรัทธา ได้แก่พระอริยบุคคล ๖ ประเภทเช่นเดียวกัน ที่ต่างกันก็คือ ลักษณะเฉพาะก่อนที่จะได้บรรลุมรรคผล)

ในบุคคล ๓ ประเภทนี้ พระสวิฏฐะชอบว่าใครจะดีกว่า ประณีตกว่ากัน พระสวิฏฐะตอบว่า ชอบ สัทธาวิมุต ว่าดีกว่า ประณีตกว่า เพราะมีอินทรีย์ คือศรัทธามีประมาณยิ่ง แล้วพระสาริบุตรจึงย้อนถามพระมหาโกฏฐิตะว่า ชอบบุคคลประเภทไหน พระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ชอบ กายสักขี เพราะมีอินทรีย์ คือสมาธิมีประมาณยิ่ง พระมหาโกฏฐิตะถามพระสาริบุตรบ้างว่า ชอบบุคคลประเภทไหน พระสาริบุตรตอบว่า ชอบ ทิฏฐิปัตตะ เพราะมีอินทรีย์ คือปัญญามีประมาณยิ่ง แล้วทั้งสามท่านจึงพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลให้ทรงทราบ ตรัสตอบว่ายากที่จะชี้ลงไปโดยส่วนเดียวว่า ใครจะดีกว่า ประณีตกว่ากัน เพราะต่างก็ปฏิบัติเพื่ออรหัตต (ผล) และเป็นพระสกทาคามีหรือพระอนาคามีด้วยกัน

(หมายเหตุ : คำอธิบายในวงเล็บว่า บุคคลทั้งสามประเภท ได้แก่พระอริยบุคคล ๖ ประเภท คือ ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จนถึงอรหัตตมรรคนั้น เป็นคำอธิบายตามอรรถกถา ปุคคลบัญญัติ แต่สังเกตตามพระพุทธภาษิตในตอนท้ายคล้ายกับว่า ตั้งแต่สกทาคามี อนาคามี ขึ้นไปถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค มิได้กล่าวถึงพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันเลย จึงน่าสังเกตเป็นหลักวิชาประกอบการค้นคว้าต่อไป)

ต่อจากนั้นทรงแสดงถึงคนไข้ ๓ ประเภท คือ

๑.ได้อาหาร ยา คนพยาบาล ซึ่งเป็นที่สบายหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่หายจากอาพาธนั้น

๒.ได้อาหาร ยา คนพยาบาล ซึ่งเป็นที่สบายหรือไม่ก็ตาม ก็หายจากอาพาธนั้น

๓.ต่อเมื่อได้อาหาร ยา คนพยาบาล ซึ่งเป็นที่สบายจึงหายจากอาพาธนั้น

ทรงอาศัยบุคคลประเภทหลัง จึงทรงอนุญาตอาหาร ยา คนพยาบาล สำหรับผู้เป็นไข้ และอาศัยคนไข้ (ประเภทหลัง) นี้ จึงพยาบาลคนไข้อื่น ๆ (๒ ประเภทแรก) ด้วย

แล้วทรงแสดงธรรมเปรียบเทียบถึงบุคคล ๓ ประเภท (ในทางธรรม) คือ

๑.ได้เห็นพระตถาคตหรือไม่ก็ตาม ได้ฟังพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศ แล้วหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ก้าวลงสู่ทำนองอันชอบในกุศลธรรม

๒.ได้เห็นพระตถาคตหรือไม่ก็ตาม ได้ฟังพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศ แล้วหรือไม่ก็ตาม ก็ก้าวลงสู่ทำนองอันชอบในกุศลธรรมได้

๓.ต่อเมื่อได้เห็นพระตถาคต ได้ฟังพระธรรมวินัยอันพระตถาคตประกาศ แล้ว จึงก้าวลงสู่ทำนองอันชอบในกุศลธรรมได้ เพราะอาศัยบุคคล (ประเภทหลัง) นี้ จึงทรงอนุญาตการแสดงธรรม และเพราะอาศัยบุคคล (ประเภทหลัง) นี้ จึงควรแสดงธรรมแก่คนอื่น (๒ ประเภทแรก) ด้วย

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือผู้ปรุงกายสังขาร (เจตนาทางกาย) ปรุงวจีสังขาร (เจตนาทางวาจา) และปรุงมโนสังขาร (เจตนาทางใจ) อันมีการเบียดเบียน ย่อมเข้าสู่ (เกิดใน) โลกที่มีการเบียดเบียนถูกต้องผัสสะ อันมีการเบียดเบียน เสวยเวทนาอันมีการเบียดเบียน มีทุกข์โดยส่วนเดียว เช่น สัตว์นรก ส่วนที่ตรงกันข้าม คือไม่เกี่ยวกับการเบียดเบียนเลย ก็ ได้รับผลตรงกันข้าม เช่น เทพสุภกิณหะ พวกที่ปรุงกายสังขาร เป็นต้น มีการเบียดเบียนบ้าง ไม่เบียดเบียนบ้าง ก็ได้รับผลผสมกัน (ทุกข์บ้าง สุขบ้าง) เช่น มนุษย์บางพวก เทพบางพวก วินิบาต (เปรตที่อยู่วิมาน) บางพวก

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภทที่มีอุปการะมาก คือ

๑.ผู้ที่เป็นเหตุให้บุคคลถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ

๒.ผู้ที่เป็นเหตุให้บุคคลรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง

๓.ผู้ที่เป็นเหตุให้บุคคลทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน

ไม่มีบุคคลอื่นจะมีอุปการะยิ่งกว่าบุคคลทั้งสามประเภทนี้ และบุคคลทั้งสามประเภท นี้ มิใช่จะตอบแทนคุณได้โดยง่ายด้วยการแสดงความเคารพหรือให้ปัจจัย ๔

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

๑.คนมีจิตเปรียบด้วยแผล คือคนขี้โกรธ ถูกว่ากล่าวเล็กน้อย ก็แสดงอาการ โกรธเคือง เหมือนแผลถูกไม้หรือกระเบื้อง ก็มีเลือดหรือหนองไหล

๒.คนมีจิตเปรียบด้วยสายฟ้า คือรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง เหมือนคนตาดี เห็นรูปในเวลากลางคืนอันมืดสนิทในระหว่างที่ฟ้าแลบ

๓.คนมีจิตเปรียบด้วยเพชร คือทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ อยู่ในปัจจุบัน เหมือนเพชรทำลาย (ตัด) แก้วมณี หรือแผ่นหินได้

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

๑.คนที่ไม่ควรคบ ได้แก่คนที่เสื่อมจากศีล สมาธิ ปัญญา

๒.คนที่ควรคบ ได้แก่คนที่เสมอกันโดยศีล สมาธิ ปัญญา

๓.คนที่ควรคบอย่างสักการะเคารพ ได้แก่คนที่ยิ่งกว่าโดยศีล สมาธิ ปัญญา

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

๑.คนที่ควรเกลียด ไม่ควรคบ ได้แก่คนทุศีล ไม่เป็นสมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็น สมณะ เป็นคนเน่าใน

๒.คนที่ควรวางเฉย ไม่ควรคบ ได้แก่คนขี้โกรธ ถูกว่ากล่าวเล็กน้อย ก็แสดงอาการ โกรธเคือง

๓.คนที่ควรคบ ได้แก่คนที่มีศีล มีกัลยาณธรรม (ตรัสเปรียบเทียบขำ ๆ สำหรับ บุคคลประเภท ๑ และ ๒ คือประเภทที่ ๑ เปรียบเหมือนงูที่เลื้อยลงไปในอุจจาระ แม้ไม่กัดก็เปื้อน ประเภทที่ ๒ เหมือนเอาไม้หรือกระเบื้องไปเขี่ยหลุมอุจจาระ รังแต่จะเกิดกลิ่นเหม็นยิ่งขึ้น)

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

๑.คนพูดเหม็น (พูดเป็นอุจจาระ) ได้แก่ผู้พูดปดทั้ง ๆ รู้ เพื่อตน เพื่อผู้อื่นหรือ เพราะเห็นแก่อามิส

๒.คนพูดหอม (พูดเป็นดอกไม้) ได้แก่ผู้ไม่พูดปดทั้ง ๆ รู้ เพื่อตน เพื่อผู้อื่น หรือเพราะเห็นแก่อามิส

๓.คนพูดหวาน (พูดเป็นน้ำผึ้ง) ได้แก่ผู้ที่เว้นจากการพูดคำหยาบ พูดแต่คำที่ รื่นหู เป็นที่พอใจแห่งคนมาก

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

๑.คนตาบอด ได้แก่ผู้ไม่มีตาที่จะทำโภคทรัพย์ให้เกิด ที่จะทำโภคทรัพย์ที่เกิด แล้วให้เจริญ กับไม่มีตาที่จะรู้ธรรมอันเป็นกุศลหรืออกุศล

๒.คนมีตาข้างเดียว ได้แก่ผู้มีตาที่จะทำโภคทรัพย์ให้เกิด ที่จะทำโภคทรัพย์ที่เกิด แล้วให้เจริญแต่อย่างเดียว แต่ไม่มีตาที่จะรู้กุศลธรรมหรืออกุศลธรรม

๓.คนมีตาทั้งสองข้าง ได้แก่คนที่มีตาทั้งสองประเภทนั้น (ตาทางโลก ตาทางธรรม)

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

๑.ผู้มีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำที่กรอกน้ำไม่ลง ได้แก่คนที่ไม่สนใจฟังธรรมทั้งใน ขณะแสดงและขณะที่ตนลุกไปแล้ว

๒.คนมีปัญญาเหมือนชายพกที่ใส่ของไว้ เวลาลุกขึ้นก็หล่นเรี่ยราด ได้แก่คนที่ สนใจฟังธรรมขณะแสดง ลุกขึ้นแล้วไม่สนใจ

๓.คนมีปัญญาหนาแน่น (เหมือนหม้อน้ำหงายเปิดฝากรอกน้ำลงไปได้ไม่หก) ได้แก่ คนที่สนใจฟังธรรม ลุกไปแล้วก็สนใจ (พิจารณาเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด)

วรรคที่ ๔ ชื่อเทวทูตวรรค ว่าด้วยทูตของเทวดา

ทรงแสดงว่า ตระกูลที่บุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน ชื่อว่าเป็นตระกูลที่มี พรหม มีบูรพาจารย์ (อาจารย์คนแรก) มีผู้ควรแก่ของคำนับ คำทั้งสามคำนี้เป็นชื่อของมารดา บิดา เพราะท่านเป็นผู้มีอุปการะมากเป็นผู้เลี้ยงดูแสดงโลกนี้แก่บุตร

ตรัสตอบคำถามของพระอานนท์ โดยทรงแสดงว่า มีภิกษุที่ได้สมาธิ โดยประการ ที่จะไม่มีการถือเรา ถือของเราและถือตัว ในร่างกายอันมีวิญญาณครองนี้ จะไม่มีการถือเรา เป็นต้น ในนิมิต (เครื่องหมาย) ทั้งปวง ภายนอก จะเข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอยู่

ตรัสกับพระสาริบุตรว่า ทรงแสดงธรรมโดยย่อบ้าง โดยพิสดารบ้าง ทั้งโดยย่อทั้ง พิสดารบ้าง แต่ผู้รู้ธรรมะหาได้ยาก เมื่อพระสาริบุตรกราบทูลขอร้องให้ทรงแสดง จึงทรงแสดงให้สำเหนียกว่า จักมีคุณธรรมอย่างที่ตรัสตอบพระอานนท์ (ข้างบนนี้) แล้วตรัสว่า ภิกษุผู้ทำได้อย่างนี้ ชื่อว่าตัดตัณหาได้ แก้เครื่องผูกมัดได้ ทำที่สุดได้ เพราะตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุละมานะ ได้โดยชอบ

ทรงแสดงโลภะ โทสะ โมหะ ว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดกรรม (การกระทำ) ซึ่งจะเป็นเหตุ ให้ได้รับผลในชาติปัจจุบัน ชาติหน้า หรือชาติต่อ ๆ ไป และทรงแสดงอโลภะ อโทสะ อโมหะ ว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดกรรม (การกระทำ) เช่นเดียวกัน (แต่เป็นไปในทางดี)

ตรัสตอบคำถามของหัตถกะ อาฬวกะ (ชาวแคว้นอาฬวี) ว่าทรงบรรทมเป็นสุขคนหนึ่ง ในโลก แม้ราตรีฤดูหนาวจะเย็น หิมะจะตก ดินจะแตกระแหง เครื่องปูลาดจะน้อย ใบไม้ จะโปร่ง ผ้ากาสายะจะเย็น ลมจะพัด เพราะทรงละราคะ โทสะ โมหะ (อันทำให้เกิดความ เดือดร้อนทางกาย ทางจิต) ได้เด็ดขาดแล้ว

ทรงแสดงเรื่องเทวทูต ๓ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ซึ่งควรเป็นเครื่องเตือนใจคน ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท แล้วแสดงการที่ผู้ทำกรรมชั่วจะถูกทรมานในนรกอย่างไร

ทรงแสดงการที่เทพชั้นดาวดึงส์ไม่พอใจ เมื่อทราบว่ามนุษย์ไม่ปฏิบัติต่อมารดาบิดา เป็นต้น ไม่รักษาอุโบสถ และพอใจเมื่อทราบว่ามนุษย์ปฏิบัติดี

ทรงแสดงว่า ท้าวสักกะสอนเทพชั้นดาวดึงส์ สรรเสริญการรักษาอุโบสถมีองค์ ๘ ในวันอุโบสถ

ทรงแสดงความที่พระองค์เป็น (กษัตริย์) สุขุมาลชาติ แล้วทรงละความเมาในความ เป็นหนุ่มสาว ความเมาในความไม่มีโรค ความเมาในชีวิตเสียได้

ทรงแสดงอธิปไตย (ความเป็นใหญ่) ๓ อย่าง คือ อัตตาธิปไตย (ถือตนเป็นใหญ่) โลกาธิปไตย (ถือโลกเป็นใหญ่) และธัมมาธิปไตย (ถือธรรมะเป็นใหญ่) แล้วทรงอธิบายถึงคนที่เว้นความชั่ว ประพฤติความดี เพราะปรารภตนบ้าง ปรารภโลกบ้าง ปรารภธรรมะบ้าง

วรรคที่ ๕ ชื่อจูฬวรรค ว่าด้วยเรื่องเล็กน้อย

ทรงแสดงว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธา ย่อมได้บุญมาก เพราะพร้อมหน้าธรรมะ ๓ อย่าง คือ

๑.พร้อมหน้าศรัทธา

๒.พร้อมหน้าไทยธรรม (ของถวาย)

๓.พร้อมหน้าผู้ควรแก่ของถวาย (ทักขิไณยบุคคล)

คนมีศรัทธาพึงทราบโดยฐานะ ๓ คือ

๑.ใคร่เห็นท่านผู้มีศีล

๒.ใคร่ฟังพระสัทธรรม

๓.ยินดีในการบริจาคทาน

บุคคลเห็นอำนาจประโยชน์ ๓ อย่าง จึงควรแสดงธรรม คือ

๑.ผู้แสดงย่อมรู้อรรถรู้ธรรม

๒.ผู้ฟังย่อมรู้อรรถรู้ธรรม

๓.ทั้งผู้แสดงทั้งผู้ฟังสองฝ่ายย่อมรู้อรรถรู้ธรรม

กถา (ถ้อยคำ) ย่อมเป็นไปโดยฐานะ ๓ คือ

๑.ผู้แสดงธรรม

๒.ผู้ฟังธรรม

๓.ทั้งผู้แสดงทั้งผู้ฟังย่อมรู้อรรถรู้ธรรม

สิ่งที่บัณฑิตบัญญัติ ที่สัตบุรุษ (คนดี) บัญญัติ ๓ อย่าง คือ

๑.ทาน การให้

๒.บรรพชา การถือบวช

๓.มาตาปิตุปัฏฐาน บำรุงเลี้ยงมารดาบิดา

มนุษย์ย่อมได้บุญมาก ในที่ที่บรรพชิตผู้มีศีลอาศัยอยู่ เป็นการได้บุญโดยฐานะ ๓ คือทางกาย ทางวาจา ทางใจ

ลักษณะของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตลักษณะ) ๓ อย่าง คือความเกิดขึ้นปรากฏ ความเสื่อมปรากฏ ความแปรปรวนปรากฏ ส่วนลักษณะของสิ่งที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง (อสังขตลักษณะ) ตรงกันข้าม

อันโตชน (คนภายใน) ที่อาศัยหัวหน้าครอบครัว ผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญด้วยความ เจริญ ๓ อย่าง คือเจริญด้วยศรัทธา ด้วยศีล ด้วยปัญญา เหมือนไม้สาละใหญ่ เจริญด้วยกิ่งใบ ด้วยเปลือกและสะเก็ด ด้วยกะพี้และแก่น

ควรทำความเพียรโดยฐานะ ๓ คือ

๑.เพื่อมิให้เกิดอกุศลบาปธรรมที่ยังไม่เกิด

๒.เพื่อให้เกิดกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด

๓.เพื่ออดทนต่อทุกขเวทนากล้า

ภิกษุผู้ทำได้อย่างนี้ ชื่อว่ามีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เพื่อทำความทุกข์ให้ถึงที่สุดโดยชอบ

มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๓ จึงทำการของโจรได้ คือ

๑.อาศัยทางอันไม่สม่ำเสมอ

๒.อาศัยป่ารก

๓.อาศัยกำลัง

ภิกษุชั่วก็ประกอบด้วยองค์ ๓ คืออาศัยทางอันไม่สม่ำเสมอ เทียบด้วยการกระทำทางกาย วาจา ใจ อันไม่เรียบร้อย อาศัยป่าชัฏ เทียบด้วยมีความเห็นผิด อาศัยกำลัง เทียบด้วย อาศัยพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชา (สนับสนุน)

ทุติยปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๒

ในหมวด ๕๐ นี้ คงมี ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตร เช่นเดียวกับหมวด ๕๐ ที่แล้วมา วรรคทั้งห้า คือ ๑. พราหมณวรรค ว่าด้วยพราหมณ์ ๒. มหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่ ๓. อานันทวรรค ว่าด้วยพระอานนท์ ๔. สมณวรรค ว่าด้วยสมณะ ๕. โลณผลวรรค ว่าด้วย เมล็ดเกลือ ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า ในหมวด ๕๐ ที่ ๑ ย่อไว้ค่อนข้างพิสดาร พอถึงหมวด ๕๐ ต่อไป ก็ย่อสั้นลงไปอีก ดังที่เป็นมาแล้วในทุกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๒ ข้อ ในติกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๓ ข้อนี้ ก็จะทำเช่นเดียวกัน หมายเลขข้างหน้าข้อความจึงเท่ากับเป็น เครื่องหมายวรรคที่ เท่านั้นเท่านี้ด้วย

วรรคที่ ๑ ชื่อพราหมณวรรค ว่าด้วยพราหมณ์

๑. ตรัสสอนพราหมณ์ชรา อายุประมาณ ๑๒๐ ปี ๒ คน ที่มาเฝ้าขอให้ทรงสั่งสอน จึงตรัสว่าโลกอันความแก่ ความเจ็บ ความตาย นำเข้าไปใกล้ จึงควรสำรวมทางกาย วาจา ใจ เพื่อ เป็นเครื่องต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่ไปในเบื้องหน้าของผู้ที่ละโลกนี้ไป และทรงสอนพราหมณ์ชราทั้งสองคน ในทำนองเดียวกัน เป็นแต่แสดงว่า โลกร้อน (ลุกเป็นไฟ) เพราะความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตรัสตอบปัญหาของพราหมณ์ผู้หนึ่ง เรื่องธรรมะที่เห็นได้ ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิกะ) ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันผู้รู้ พึงทราบจำเพาะตน โดยชี้ให้เห็นว่า เมื่อคนกำหนัดแล้ว คิดประทุษร้ายแล้ว หลงแล้ว ย่อม คิดเบียดเบียนตน คนอื่น ทั้งตนทั้งผู้อื่น ได้ประสบความทุกข์โทมนัส เมื่อละราคะ โทสะ โมหะได้ ก็ไม่เป็นเช่นนั้น และนี่เเหละคือธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นต้น

ตรัสตอบปัญหาของพราหมณ์ปริพพาชกผู้หนึ่ง เรื่องธรรมะที่เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นต้น โดยชี้ไปที่ราคะ โทสะ โมหะเช่นเดิม เป็นแต่ย้ายสำนวนว่า ผู้กำหนัดแล้ว คิดประทุษร้ายแล้ว หลงแล้ว ย่อมคิดเบียดเบียนดั่งกล่าวข้างต้น ย่อมประพฤติทุจจริตกาย วาจา ใจ ย่อมไม่รู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งของตนทั้งของผู้อื่นตามความเป็นจริง

ตรัสตอบปัญหาของชาณุสโสณิพราหมณ์ เรื่องนิพพานที่เห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิกะ) ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู เป็นต้น โดยชี้ไปที่การที่บุคคลถูกราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำจิต ย่อมคิดเบียดเบียนตนและผู้อื่น หรือคิดเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่นดั่งกล่าวข้างต้น

ตรัสตอบปัญหาของพราหมณมหาศาลคนหนึ่ง ถึงเรื่องความเสื่อมของมนุษย์และ บ้านเมือง โดยชี้ไปที่การที่มนุษย์ยินดีในอธรรม โลภอย่างไม่เลือกทาง (วิสมโลภ) มีธรรมะที่ผิดนำทาง

ตรัสตอบปัญหาของวัจฉโคตรปริพพาชก ผู้ได้ฟังมาว่า พระองค์สอนให้ถวายทานแก่พระองค์และสาวกของพระองค์เท่านั้น ไม่ควรให้แก่ผู้อื่นและสาวกของผู้อื่น ทานที่ถวายแก่พระองค์และสาวกของพระองค์มีผลมาก ที่ให้แก่ผู้อื่นและสาวกของผู้อื่นไม่มีผลมาก ตรัสปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ผู้ใดห้ามผู้ให้ทาน ผู้นั้นชื่อว่าทำอันตรายแก่คน ๓ ประเภท คือ แก่ผู้ให้ แก่ผู้รับ และทำลายตนเองก่อน แล้วตรัสว่า ผู้ใดเทน้ำล้างถาดหรือน้ำล้างชามลงไปในน้ำครำหรือในหลุมโสโครก ด้วยคิดว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนั้น จะได้ยังชีพ ก็ยังได้บุญ จึงไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานแก่มนุษย์ แต่ตรัสว่า ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลมีผลมาก ให้แก่ผู้ทุศีลไม่มีผลมาก ทานที่ให้แก่ผู้ละองค์ ๕ (นีวรณ์กิเลสอันกั้นจิตมิให้บรรลุความดี ๕) ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ) มีผลมาก

ตรัสแสดงธรรมแก่ติกัณณพราหมณ์ ผู้สรรเสริญพราหมณ์ผู้รู้วิชชา ๓ (พระเวท ทั้งสาม) โดยอธิบายวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนา คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้) จุตูปปาตญาณ (เห็นความตายความเกิดหรือมีทิพยจักษุ) และอาสวักขยญาณ (ญาณอันทำอาสวะให้สิ้น)

ทรงแสดงธรรมแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์ โดยอธิบายเรื่องวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนาดั่งกล่าวข้างต้น ต่างจากพระเวททั้งสามของพราหมณ์

ทรงแสดงธรรมแก่สังคารวพราหมณ์ เรื่องการบูชายัญ และปาฏิหาริย์ ๓ คือ อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์) อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ดักใจทายใจได้เป็นอัศจรรย์) และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สั่งสอนเป็นอัศจรรย์) เมื่อตรัสอธิบายและตรัสถามให้พราหมณ์ตอบ พราหมณ์ก็ตอบแสดงความพอใจในอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สั่งสอนเป็นอัศจรรย์) ว่าดีงามกว่า ประณีตกว่า

วรรคที่ ๒ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่

๒. ทรงแสดงติตถายตนะ (ลัทธิศาสนา ลัทธิเดียรถีย์) ๓ ประเภท คือ ถือว่าสุข ทุกข์ มิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่บุคคลเสวยทั้งปวงเกิดขึ้น

(๑)เพราะเหตุที่ทำไว้ในกาลก่อน

(๒)เพราะพระผู้เป็นเจ้าบันดาล (อิสสรนิมมานเหตุ)

(๓)เพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย

ทรงค้านลัทธิศาสนาทั้งสามนั้นว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ที่บุคคลประพฤติทุจจริตกาย วาจา ใจ ก็คงจะเนื่องมาจากเหตุสามประการนี้ แล้วทรงแจกธาตุ ๖ อายตนะ ๖ มโนปวิจาร ๑๘ (ความท่องเที่ยวไปแห่งใจในอารมณ์ ๖ มีรูป เสียง เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส โทมนัส อุเบกขา จึงเป็น ๑๘ คืออารมณ์ ๖ × เวทนา ๓ = ๑๘) อริยสัจจ์ ๔ (มีข้อน่าสังเกตใน การอธิบายอริยสัจจ์ ๔ ทรงอธิบายอริยสัจจ์ข้อที่ ๑ กับที่ ๔ คือ ทุกข์ กับทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ตามแนวทั่วไป แต่อริยสัจจ์ข้อที่ ๒ กับที่ ๓ คือ ทุกข์ สมุทัย ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทสายเกิดตลอดสาย ว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ส่วนทุกขนิโรธ ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทสายดับตลอดสาย ว่าเป็นความดับทุกข์)

ทรงแสดงอมาตาปุตติกภัย คือภัยที่แม่ลูกพลัดกัน ตามความเข้าใจของบุถุชน (คนที่ยังหนาไปด้วยกิเลส) ว่าได้แก่ไฟไหม้ น้ำท่วม โจรปล้นและทรงชี้ว่า บางครั้งแม่ลูกก็พบกันได้ ส่วนภัยที่แม่ลูกพลัดกัน คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ซึ่งแม่หรือลูกจะปรารถนาให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายไม่ได้ แล้วทรงแสดงมรรคมีองค์ ๘ ว่าเป็นข้อปฏิบัติเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงภัยทั้งสามนี้

ตรัสตอบคำถามของพราหมณคฤหบดี ชาวบ้านพราหมณ์ ชื่อ เวนาคปุระ ผู้เห็นอินทรีย์และพระฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาคบริสุทธิ์ผ่องใส จึงกราบทูลถามว่า ทรงใช้ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ มีอาสันทิ บัลลังก์ เป็นต้น ได้ตามต้องการใช่หรือไม่ ทรงชี้แจงว่า ที่นั่งหรือที่นอนสูงใหญ่ แบบนั้นไม่ควรแก่สมณะ แต่มีอยู่ ๓ อย่างที่ทรงได้ตามต้องการ คือที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ ที่เป็นทิพย์ อันได้แก่การเข้าฌาน ๑ ที่เป็นพรหม อันได้แก่การเจริญพรหมวิหาร ๔ มีเมตตา เป็นต้น ที่เป็นอริยะ อันได้แก่การละ ราคะ โทสะ โมหะ

ตรัสปรารภสรภปริพพาชก ผู้เข้ามาบวชแล้วหลีกไปจากพระธรรมวินัย เที่ยวอวดอ้างว่าตนรู้ทั่วถึงธรรมของสมณศากยบุตรแล้ว เมื่อรู้ทั่วถึงแล้ว จึงหลีกไปจากพระธรรมวินัยนั้น พระผู้มีพระภาคจึงเสด็จไปยังอารามของปริพพาชก ถามให้สรภปริพพาชกตอบในที่ประชุม ปริพพาชกว่า รู้ทั่วถึงธรรมของสมณศากยบุตรอย่างไร ถ้าบกพร่องก็จะช่วยเติมให้ ตรัสถาม ถึง ๓ ครั้ง สรภปริพพาชกก็ไม่ตอบ นั่งนิ่งเก้อเขิน ก้มหน้า จึงตรัสว่า ผู้ที่พูดโอ้อวดเช่นนี้ เมื่อตรัสสอบถามเข้า ก็มีทางไปอยู่ ๓ ทาง คือ

(๑)พูดเลี่ยงไปเลี่ยงมา

(๒)แสดงอาการโกรธเคือง

(๓)นั่งนิ่งเก้อเขิน ก้มหน้า

ตรัสแสดงธรรมแก่ชาวนิคมเกสปุตตะแคว้นกาลามะ ผู้ทูลถามถึงสมณพราหมณ์ ต่าง ๆ ที่ยกย่องวาทะของตนข่มผู้อื่น ตรัสสอนมิให้เชื่อ

(๑)โดยฟังตามกันมา

(๒)โดยนำสืบกันมา

(๓)โดยตื่นข่าวลือ

(๔)โดยอ้างตำรา

(๕)โดยนึกเดาเอา

(๖)โดยคาดคะเน

(๗)โดยตรึกตามอาการ

(๘)โดยพอใจว่าชอบแก่ความเห็นของตน

(๙)โดยเห็นว่าพอเชื่อได้

(๑๐)โดยเห็นว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา

แต่ให้สอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเอง

แล้วตรัสถามให้เห็นจริงในโทษของความโลภ ความคิดประทุษร้าย ความหลง และ คุณของความไม่โลภ ไม่คิดประทุษร้าย ไม่หลง

ตรัสเรื่องการเจริญพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา (ไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข) กรุณา (สงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์) มุทิตา (ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่ริษยา) อุเบกขา (วางใจเป็นกลาง)

แล้วแสดงว่า ผู้มีจิตไม่ผูกเวร ไม่พยาบาท ไม่เศร้าหมอง มีจิตบริสุทธิ์ ย่อมวางใจ (หรือเบาใจสบายใจได้) ๔ อย่าง คือ

(๑)ถ้าผลของความดีความชั่วมี ตนก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ (เพราะตนทำ ความดี)

(๒)ถ้าผลของความดีความชั่วไม่มี ก็รักษาตัวให้มีความสุขได้ในปัจจุบัน

(๓)ถ้าทำบาปเป็นอันทำ ตนไม่ทำบาปก็คงจะไม่ประสบทุกข์

(๔)ถ้าทำบาปไม่เป็นอันทำ ก็เห็นตัวเองว่าบริสุทธิ์ทั้งสองทาง (คือไม่ว่าจะทาง ทำบาปเป็นอันทำ หรือทำบาปแล้วไม่เป็นอันทำ ตนก็ไม่มีข้อเสียหายทาง ไหนเลย)

ชาวกาลามะกราบทูลเห็นด้วยกับความวางใจหรือความอุ่นใจ ๔ ประการเกี่ยวกับ โลกหน้าของผู้มีจิตอันไม่ผูกเวร เป็นต้น คือ

(๑)ถ้าโลกหน้ามี ถ้าผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมี ก็มีฐานะอยู่ที่เราจะเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์

(๒)ถ้าโลกหน้าไม่มี ถ้าผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี เราก็บริหารตนให้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขได้ในปัจจุบัน

(๓)ถ้าทำบาปเป็นอันทำ เราไม่ได้ทำบาปก็คงจะไม่ได้รับทุกข์

(๔)ถ้าทำบาปไม่เป็นอันทำ เราก็มองเห็นตัวเองบริสุทธิ์ทั้งสองทาง

พระนันทกะแสดงธรรมสอน สาฬหะ หลานมิคารเศรษฐี และโรหนะ หลานเปขุณิยเศรษฐี (อรรถกถาว่า เขณิยเศรษฐี) มิให้เชื่อตามที่ฟังตามกันมา เป็นต้น คล้ายคลึงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนชาวกาลามะ ต่างแต่แสดงโลภะ คู่กับอภิชฌา โทสะ คู่กับพยาบาท โมหะ คู่กับอวิชชา (ว่าเป็นพวกเดียวกันในคู่นั้น ๆ) แล้วแสดงถึงข้อปฏิบัติพรหมวิหาร ๔ มีเมตตา เป็นต้น จนจิตหลุดพ้นจากอาสวะ นิพพานได้ในปัจจุบัน

พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงเรื่องกถาวัตถุ (เรื่องของคำพูด) ๓ อย่าง คือถ้อยคำที่ปรารภอดีต อนาคต และปัจจุบัน และเรื่องบุคคลผู้ควรพูดด้วย ไม่ควรพูดด้วย พึงทราบด้วยการเผชิญถ้อยคำ คือปัญหาที่ควรตอบแง่เดียว ควรตอบแยกตามเหตุผล (หลายแง่) ควรย้อนถาม หรือควรระงับไว้ไม่ตอบ ถ้าบุคคลไม่ตอบตามที่ควร ก็ไม่ควรพูดด้วย ถ้าตอบตามที่ควร ก็ควรพูดด้วย นอกจากนั้นยังทรงแสดงผู้ควรพูดด้วย ไม่ควรพูดด้วย ที่มีลักษณะอื่น ๆ อีก

ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า ถ้านักบวชลัทธิอื่นถามว่า ราคะ โทสะ โมหะ ต่างกันอย่างไร พึงตอบว่า

ราคะมีโทษน้อย แต่คลายช้า

โทสะมีโทษมาก แต่คลายเร็ว

โมหะมีโทษมาก และคลายช้า

สุภนิมิต (เครื่องหมายที่สวยงาม)

ทำราคะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น

ปฏิฆนิมิต (เครื่องหมายที่ทำให้ขัดใจ)

ทำโทสะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น

อโยนิโสมนสิการ (การไม่ทำไว้ในใจคือไม่พิจารณาโดยแยบคาย)

ทำโมหะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น

ทรงแสดงโลภะ โทสะ โมหะ ว่าเป็นอกุศลมูล (มูลรากแห่งอกุศล) อโลภะ อโทสะ อโมหะ ว่าเป็นกุศลมูล (มูลรากแห่งกุศล)

ทรงแสดงธรรมแก่นางวิสาขา เรื่องอุโบสถ ๓ อย่าง คือ

โคปาลอุโบสถ(อุโบสถ หรือการรักษาศีล หรือจำศีลแบบคนเลี้ยงโค) ได้แก่ การรักษาอุโบสถด้วยความโลภ คิดแต่จะกินสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหมือนคนเลี้ยงโค คิดแต่เรื่องการหากินของโค

นิคคัณฐอุโบสถ(อุโบสถของนักบวชพวกนิครนถ์) ได้แก่อุโบสถแบบนิครนถ์ คือ ให้ชักชวนให้เว้นจากการฆ่าสัตว์เจาะจงอุทิศ เจาะจงบางประเภท ไม่นุ่งผ้าด้วยคิดว่าหมดกิเลส ชักชวนให้พูดปดในสมัยที่ควรชักจูงให้ พูดจริง บริโภคของที่ไม่มีผู้ให้ (ไม่ได้ประเคน) ในเวลารุ่งเช้า อุโบสถทั้งสองแบบนี้ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก

ส่วนอุโบสถประเภทที่ ๓ คือ

อริยอุโบสถ(อุโบสถแบบพระอริยเจ้า) ได้แก่เพียรชำระจิตที่เศร้าหมองด้วย ความพยายาม และระลึกถึง (คุณของ) พระพุทธเจ้า ระลึกถึง (คุณของ) พระธรรม ระลึกถึง (คุณของ) พระสงฆ์ ระลึกถึงศีลของตน ระลึกคุณที่ ทำให้เป็นเทวดา และพิจารณาองค์อุโบสถทีละข้อ ซึ่งตนตั้งใจรักษาคืนหนึ่ง กับวันหนึ่งเทียบกับพระอรหันต์

แล้วตรัสแสดงอานิสงส์ของอริยอุโบสถว่า มากยิ่งกว่าการครองราชย์ในชนบททั้งสิบหก

วรรคที่ ๓ ชื่ออานันทวรรค ว่าด้วยพระอานนท์

๓. พระอานนท์โต้ตอบกับฉันทปริพพาชก อธิบายการละราคะ โทสะ โมหะ พร้อมทั้ง ข้อปฏิบัติเพื่อละให้ฟัง ปริพพาชกกล่าวชมเชย

พระอานนท์โต้ตอบกับคฤหบดีคนหนึ่ง ผู้เป็นสาวกของอาชีวกผู้ถามว่า ใครกล่าวธรรมไว้ดีแล้ว ใครปฏิบัติดีในโลก ใครเป็นพระสุคต (ผู้ไปดี) ในโลก พระอานนท์ถามว่าผู้ใดแสดงธรรมเพื่อละราคะ โทสะ โมหะ ผู้นั้นจะเชื่อว่ากล่าวธรรมไว้ดีแล้วหรือไม่ ตอบว่า กล่าวธรรมไว้ดีแล้ว ถามว่า ผู้ใดปฏิบัติเพื่อละราคะ โทสะ โมหะ ผู้นั้นชื่อว่าปฏิบัติดีในโลกหรือไม่ ตอบว่า ใช่ ถามว่าผู้ใดละราคะ โทสะ โมหะ ได้เด็ดขาด ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพระสุคตในโลกหรือไม่ ตอบว่า เป็น พระอานนท์จึงตอบสรุปว่า เป็นอันท่านตอบปัญหาของท่านด้วยตนเองแล้ว คฤหบดีสาวกของอาชีวกก็ชมเชยว่า แสดงธรรมไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น จึงแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต

พระผู้มีพระภาค ทรงหายประชวรจากไข้ไม่นานนัก มหานามศากยะ (พี่พระอนุรุทธเถระ มีศักดิ์เป็นน้องพระผู้มีพระภาค) เข้าไปเฝ้ากราบทูลถามปัญหาเรื่องสมาธิกับญาณ อย่างไหนจะเกิดก่อน พระอานนท์เกรงจะเป็นการรบกวนพระผู้มีพระภาค จึงจับแขนชวนมหานามศากยะไปสนทนากันที่อื่น แล้วกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงศีล สมาธิ ปัญญา ไว้ทั้งอย่างที่เป็นเสขะ (ของผู้ยังศึกษา) ทั้งที่เป็นอเสขะ (ของผู้ไม่ต้องศึกษา คือที่เป็นพระอรหันต์) พร้อมทั้งแสดงรายการเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นเสขะ

พระอานนท์แสดงธรรมแก่เจ้าลิจฉวี ๒ องค์ คือ อภัยกับปัณฑิตกุมารกะ ผู้เล่าถึง เรื่องนิครนถนาฏบุตร ผู้ปฏิญญาถึงญาณทัสสนะของตนว่ารู้รอบไม่มีส่วนเหลือไม่ว่าจะเดิน ยืน หลับ ตื่น ญาณทัสสนะจะปรากฏติดต่อสมบูรณ์ตลอดเวลา นิครนถนาฏบุตรนั้น บัญญัติความสิ้นสุดแห่งกรรมเก่าด้วยตบะ (ความเพียร ทรมานตน) การชักสะพาน (งดเว้น เลิกทำ) กรรมใหม่ด้วยการไม่ทำ เพราะสิ้นกรรม ก็สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ จึงสิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ความทุกข์ทั้งปวงจึงหมดสิ้นไป ความก้าวล่วงทุกข์ ย่อมมีได้ด้วยความ บริสุทธิ์อันไม่เสื่อมโทรม เห็นได้ด้วยตนเองดังนี้ ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร

พระอานนท์ตอบว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนิชชราวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์อันไม่ชรา ไม่เสื่อมโทรม) ๓ ประการ เพื่อดับทุกข์ เพื่อทำให้แจ้งพระนิพพาน คือภิกษุตั้งอยู่ในศีล (ปาฏิโมกข์) เจริญฌาน ๔ (สมบูรณ์ด้วยสมาธิ) ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน สองมาณพก็ชื่นชมภาษิตของพระเถระ

พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงธรรมแก่พระอานนท์ว่า ท่านทั้งหลายจงอนุเคราะห์ ญาติมิตรสาโลหิต ให้ตั้งอยู่ในความเชื่ออันไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย

พระผู้มีพระภาคทรงตอบคำถามของพระอานนท์ ผู้กราบทูลถามเรื่องเหตุที่ให้มีภพ (คือความมีความเป็น) โดยทรงชี้ว่า กรรมเป็นนา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยางเหนียว (ในพืช) ตรัสชมเชยพระอานนท์ว่า เป็นพระเสขะ ยากที่จะมีผู้เสมอในทางปัญญา เมื่อตรัสเรื่องศีล พรต พรหมจรรย์ เป็นต้นว่า มีแก่นสาร มีผลทุกอย่างหรือ พระอานนท์ตอบแบ่งว่า อย่างไหนเมื่อเสพเข้าอกุศลธรรมเจริญ แต่กุศลธรรมเสื่อม อย่างนั้นก็ไม่มีแก่นสาร ไม่มีผล อย่างไหน เมื่อเสพเข้า อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ อย่างนั้นก็มีแก่นสาร มีผล

ตรัสตอบคำถามของพระอานนท์ เรื่องกลิ่นที่ไปได้ทั้งตามลมและทวนลม โดยทรงชี้ไปที่กลิ่นศีล

ตรัสแสดงธรรมแก่พระอานนท์ เรื่องมีโลกธาตุขนาดเล็ก จำนวนพัน ขนาดกลาง จำนวน ๒ พัน ขนาดใหญ่ จำนวน ๓ พัน มีพระจันทร์ พระอาทิตย์ จำนวนพัน ๆ

วรรคที่ ๔ ชื่อสมณวรรค ว่าด้วยสมณะ

๔. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงกรณียกิจของสมณะ คือการสมาทานอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา (อรรถกถา อธิบายคำว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาไว้น่าฟังมาก คือกล่าวว่า เรื่องนี้ ก็คือ เรื่องของศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย จิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมคือสมาธิ และปัญญาความรอบรู้นั้นเอง ถ้าจะรู้ว่าเป็น “อธิ” คือ “ยิ่ง” ก็ให้ตั้งเกณฑ์ศีล จิต หรือปัญญา ธรรมดา แล้วเทียบกับศีล จิต ปัญญา ที่สูงกว่า อันที่สูงกว่า ก็เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เช่นเมื่อเทียบกับศีล ๕ ศีล ๑๐ ก็เป็นอธิศีล เมื่อเทียบกับศีล ๑๐ ปาริสุทธิศีล ก็เป็นอธิศีล เมื่อเทียบกับโลกิยศีล โลกุตตรศีล ก็เป็นอธิศีล เมื่อเทียบกับกามาวจรจิต รูปาวจรจิตก็ เป็นอธิจิต เมื่อเทียบกับรูปาวจรจิต อรูปาวจรจิตก็เป็นอธิจิต ดังนี้เป็นต้น)

ตรัสแสดงธรรมเรื่องลาเดินตามหลังโค ร้องว่า ฉันเป็นโค ฉันเป็นโค แต่สีกาย เสียง และรอยเท้าก็ไม่เหมือนของโคฉันใด ภิกษุบางรูปที่เดินตามหลังภิกษุสงฆ์ กล่าวว่า ฉันเป็นภิกษุ ฉันเป็นภิกษุ แต่ความพอใจในการสมาทาน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ของภิกษุนั้น ย่อมไม่เหมือนของภิกษุเหล่าอื่น จึงได้แต่ตามหลังเท่านั้น

ตรัสแสดงเรื่องกิจที่ควรทำก่อนของผู้ครองเรือนที่เป็นชาวนา ๓ อย่าง คือ

(๑)ไถพื้นให้ดี

(๒)ปลูกพืชโดยกาลอันสมควร

(๓)นำน้ำมา (ไขน้ำเข้านา) โดยสมัยอันสมควร ทรงเปรียบเทียบด้วยกิจที่ควรทำ ก่อนของภิกษุ ๓ อย่าง คือ การสมาทานอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา

ตรัสสอนภิกษุวัชชีบุตร ผู้ปรารภว่าสิกขาบท ๑๕๐ (เท่าที่บัญญัติไว้ในครั้งนั้น แต่ ต่อมายังทรงบัญญัติไว้มากกว่านั้น) ซึ่งมาสู่อุทเทสทุกกึ่งเดือน (คือที่สวดปาฏิโมกข์ทบทวน กันทุกกึ่งเดือน) มากไป ไม่สามารถจะรักษาได้ พระองค์ตรัสถามว่า เธอจะสามารถศึกษาใน สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขาได้หรือไม่ เมื่อกราบทูลตอบว่า รักษาได้ จึงตรัสว่า เมื่อเธอศึกษา อธิศีล เป็นต้นแล้ว ก็จะละราคะ โทสะ โมหะได้ ไม่ทำ ไม่เสพอกุศล

ตรัสตอบคำถามของภิกษุรูปหนึ่ง เรื่องพระเสขะ ว่าได้แก่ผู้ศึกษาอธิศีล อธิจิต และ อธิปัญญา

ตรัสแสดงว่า พระโสดาบัน เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา แต่ก็อาจต้องอาบัติเล็กน้อยได้ มี ๓ ประเภท คือ เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓ จึงจะท่องเที่ยวไปในเทพและมนุษย์อย่างมากเพียง ๗ ครั้งก็ทำที่สุดทุกข์ได้ ท่องเที่ยวไปสู่ ๒ - ๓ สกุล (๒ - ๓ ชาติ) ก็ทำที่สุดทุกข์ได้ เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งเดียวก็ทำที่สุดทุกข์ได้ ทรงแสดง พระสกทาคามี พิเศษออกไปว่า เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓ และเพราะมีราคะ โทสะ โมหะน้อยลง (กว่าพระโสดาบัน) จึงจะมาสู่โลกนี้ เพียงครั้งเดียวแล้วทำที่สุดทุกข์ได้ ทรงแสดงพระอนาคามี ว่าทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๕ (เพิ่มการละกามราคะ ความกำหนัดในกาม และปฏิฆะ ความขัดใจ รวมเป็นข้อที่ ๔ และที่ ๕) จึงเป็นพระอนาคามีประเภทใดประเภทหนึ่งใน ๕ ประเภท คือ

(๑)อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี (ผู้มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ)

(๒)สสังขารปรินิพพายี (ดับกิเลสในภพที่เกิด ต้องใช้ความพยายาม)

(๓)อสังขารปรินิพพายี (ดับกิเลสในภพที่เกิดโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม)

(๔)อุปหัจจปรินิพพายี (มีอายุเกินกึ่ง จึงดับกิเลส คำว่า ดับกิเลส หมายถึงบรรลุ อรหัตตผล เพ่งถึงกิเลสปรินิพพาน อนึ่ง คำอธิบายพระอนาคามีประเภทนี้ ควรดูอรรถกถาปุคคลบัญญัติในอภิธัมมปิฎกประกอบด้วย เพราะดูเหมือน คำอธิบายของอรรถกถาอังคุตตรนิกายตรงนี้คำบาลีเคลื่อนคลาด อาจทำให้ ตีความหมายผิด)

(๕)อันตราปรินิพพายี (มีอายุไม่ถึงกึ่งดับกิเลสได้)

แล้วตรัสแสดงถึงท่านผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ (พระอรหันต์) ว่าเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ และปัญญา

ตรัสอธิบาย การมีศีล สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ว่าเป็นอธิศีลสิกขา การเจริญฌาน ๔ ว่าเป็นอธิจิตตสิกขา การรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง ว่าเป็นอธิปัญญาสิกขา อีกนัยหนึ่งทรงแสดง การทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ ว่าเป็นอธิปัญญาสิกขา

ตรัสสอนภิกษุกัสสปโคตร ผู้อยู่ในนิคมปังกธา ถึงภิกษุที่พระองค์ตรัสสรรเสริญและ ไม่ตรัสสรรเสริญ แม้เป็นภิกษุหนุ่มถ้าใคร่การศึกษา สรรเสริญการศึกษา ชักชวนเพื่อการศึกษา เป็นต้น ก็ตรัสสรรเสริญ

วรรคที่ ๕ ชื่อโลณผลวรรค ว่าด้วยเมล็ดเกลือ

๕. ตรัสถึงกิจรีบด่วนของผู้ครองเรือนที่เป็นชาวนา ๓ ประการ คือการไถ การปลูกพืช และการไขน้ำเข้านาเทียบด้วยสิกขา ๓ ตรัสแสดงการบัญญัติปวิเวก (ความสงัด) ๓ ประการ ของนักบวชลัทธิอื่น คือ

จีวรวิเวก (ความสงัดจากกิเลสที่เกิดขึ้น เพราะผ้านุ่งห่ม)

ปิณฑปาตวิเวก (ความสงัดจากกิเลสที่เกิดขึ้น เพราะอาหาร)

เสนาสนปวิเวก (ความสงัดจากกิเลสที่เกิดขึ้น เพราะที่อยู่อาศัย)

โดยกำหนดการใช้ผ้านุ่งห่ม การบริโภคอาหาร ที่อยู่อาศัยอย่างนั้นอย่างนี้

ส่วนปวิเวกในพระธรรมวินัยมี ๓ อย่าง คือ

(๑)มีศีล ละความทุศีลได้ สงัดจากกิเลสเพราะเหตุนั้น

(๒)มีความเห็นถูก ละความเห็นผิดได้ สงัดจากกิเลสเพราะเหตุนั้น

(๓)สิ้นอาสวะ ละอาสวะได้ สงัดจากกิเลสเพราะเหตุนั้น

ทรงแสดงการที่ภิกษุละสัญโญชน์ ๓ ได้ ต่อมา นำตนออกจากอภิชฌา (ความโลภ) พยาบาท (ความคิดปองร้าย) ได้ เจริญฌานที่ ๑ ได้ ถ้าสิ้นชีวิตในสมัยนั้นก็จะไม่มาสู่โลกนี้ (เป็นพระอนาคามี)

ทรงแสดงบริษัท ๓ ประเภท คือ ที่เลิศ ที่เป็นพรรค เป็นพวก ที่สามัคคีกัน

ทรงแสดงม้าอาชาไนย ที่ควรแก่พระราชา คือสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณ กำลัง และฝีเท้า เทียบด้วยภิกษุมีศีล มีความเพียร มีปัญญารู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง อีกนัยหนึ่งเทียบด้วยภิกษุ มีศีล มีความเพียร ละสัญโญชน์ ๕ ได้ (เป็นพระอนาคามี) อีกนัยหนึ่งเทียบด้วยภิกษุ มีศีล มีความเพียร ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ

ทรงแสดงว่าผ้าเปลือกไม้ แม้จะใหม่ ปานกลาง หรือเก่า ก็มีสีทราม มีสัมผัสหยาบ มีราคาถูก ถ้าเป็นผ้าเก่า เขาก็ใช้เป็นผ้าเช็ดหม้อ หรือทิ้งที่กองขยะเปรียบเหมือนภิกษุผู้ทุศีล ไม่ว่าจะเป็นภิกษุใหม่ ปานกลาง หรือผู้เฒ่า การที่ทุศีลเทียบด้วยมีสีทราม ทำคนที่คบหา ให้ขาดประโยชน์มีทุกข์ เทียบด้วยมีสัมผัสหยาบ การรับปัจจัย ๔ ซึ่งไม่มีผลมากแก่ผู้ถวาย เทียบด้วยมีราคาถูก

ส่วนผ้ากาสีตรงกันข้าม มีสีดี มีสัมผัสนุ่มนวล มีราคาแพง แม้เก่าแล้วเขาก็ใช้ห่อรัตนะ หรือใส่ไว้ในกรักของหอม แล้วทรงเปรียบด้วยภิกษุผู้มีศีล ในทางตรงกันข้ามกับภิกษุผู้ทุศีล ในที่สุดตรัสสอนให้เป็นอย่างผ้ากาสี อย่าเป็นอย่างผ้าเปลือกไม้

ตรัสแสดงว่าบุคคลทำกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเดียวกัน แต่กรรมส่งผลให้บางคนไปสู่นรก บางคนได้รับผลในปัจจุบันเพียงเล็กน้อยไม่มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่แก่การที่บุคคลอบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญาหรือไม่ เปรียบเหมือนเอาเมล็ดเกลือใส่ลงไปในจอกน้ำเล็ก ๆ น้ำในจอกนั้นก็เค็มได้ แต่ถ้าใส่ลงไปในแม่น้ำคงคาก็ไม่เค็ม เพราะเป็นห้วงน้ำใหญ่

ทรงแสดงอุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ดูหน้า ๕๓๑ วัตถูปมสูตร ข้อ ๒) ของภิกษุผู้บำเพ็ญสมาธิ ว่ามี ๓ ชั้น คืออย่างหยาบ ได้แก่ทุจจริตกาย วาจา ใจ อย่างกลางได้แก่ ความตรึก (วิตก) ในกาม ในการคิดปองร้าย ในการเบียดเบียน อย่างละเอียด ได้แก่ความตรึกถึงชาติ ความตรึกถึงชนบท และความตรึกที่ไม่ต้องการให้ใครดูหมิ่น เปรียบเหมือนเครื่องเศร้าหมองของเงินทองมีทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด

แล้วทรงแสดงถึงการที่จิตเป็นสมาธิ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นเหตุให้บรรลุอภิญญา ๖ คือ

(๑)อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้

(๒)ทิพพโสต หูทิพย์

(๓)เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่น

(๔)ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้

(๕)จุตูปปาตญาณ มีทิพยจักษุ เห็นความตายความเกิดของสัตว์ทั้งหลาย

(๖)อาสวักขยญาณ บรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ

ทรงแสดงว่าภิกษุผู้บำเพ็ญสมาธิ พึงใส่ใจนิมิต (เครื่องหมายในจิตใจ) ๓ อย่าง โดยกาลอันสมควร ได้แก่

สมาธินิมิต(เครื่องหมาย คือสมาธิหรือความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)

ปัคคาหนิมิต(เครื่องหมาย คือความเพียร)

อุเบกขานิมิต(เครื่องหมาย คือความวางเฉย)

ถ้าใส่ใจแต่สมาธินิมิตอย่างเดียว จิตก็จะน้อมไปเพื่อความเกียจคร้านได้ ถ้าใส่ใจแต่ ปัคคาหนิมิตอย่างเดียว จิตก็น้อมไปเพื่อความฟุ้งสร้านได้ ถ้าใส่ใจแต่อุเบกขานิมิตอย่างเดียว จิตก็ไม่พึงตั้งมั่นโดยชอบเพื่อสิ้นอาสวะได้ ต่อเมื่อใส่ใจนิมิตทั้งสามโดยกาลอันสมควร จิตจึงอ่อน ควรแก่การงาน ผ่องใสตั้งมั่นโดยชอบเพื่อสิ้นอาสวะ เปรียบเหมือนช่างทองที่หลอมทองเงิน ย่อมสูบ (เป่าลม) โดยกาลอันสมควร พรมน้ำโดยกาลอันสมควร วางเฉยโดยกาลอันสมควร

ตติยปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๓

(ในหมวด ๕๐ ที่ ๓ นี้ คงแบ่งออกเป็น ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตร เช่นเดียวกับหมวด ๕๐ ที่แล้ว ๆ มา วรรคที่ ๑ ชื่อสัมโพธิวรรค ว่าด้วยการตรัสรู้ วรรคที่ ๒ ชื่ออาปายิกวรรค ว่าด้วยผู้ที่เกิดในอบาย วรรคที่ ๓ ชื่อกุสินารวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ใน กรุงกุสินารา วรรคที่ ๔ ชื่อโยธาชีววรรค ว่าด้วยทหารหรือนักรบ วรรคที่ ๕ ชื่อมังคลวรรค ว่าด้วยมงคล หมายเลขหน้าข้อความ พึงทราบว่าหมายถึงลำดับวรรคด้วยเช่นเคย)

วรรคที่ ๑ ชื่อสัมโพธิวรรค ว่าด้วยการตรัสรู้

๑. ตรัสว่า เมื่อก่อนตรัสรู้ขณะที่พระองค์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงคิดว่าอะไร หนอเป็นความพอใจ เป็นโทษ เป็นความพ้นไปในโลก แล้วทรงคิดว่า

ความสุขกายสุขใจที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยโลก

ชื่อว่าความพอใจในโลก

ข้อที่โลกไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ชื่อว่าโทษในโลก

การนำออก การละความกำหนัด เพราะความพอใจในโลกเสียได้

ชื่อว่าความพ้นไปในโลก

แล้วตรัสว่า ตราบใดที่ยังไม่ทรงรู้เรื่องทั้งสามนี้ตามเป็นจริง ก็ไม่ทรงปฏิญญาพระองค์ว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ตรัสแสดงยักย้ายนัย เรื่องอัสสาทะ (ความพอใจ) อาทีนวะ (โทษ) และนิสสรณะ (ความพ้นไป) ในโลกและของโลกอีก ๒ นัย

ทรงแสดงว่า

การร้องเพลง เป็นการร้องไห้ในอริยวินัย

การฟ้อนรำ เป็นการกระทำของคนบ้าในอริยวินัย

การหัวเราะจนเห็นไรฟันเกินขอบเขต เป็นการกระทำของเด็กในอริยวินัย

(ในที่นี้มุ่งถึงการที่ภิกษุทำการเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการกระทบกระเทือน ต่อชาวโลก หรือคฤหัสถ์ทั่ว ๆ ไปผู้จะหัวเราะ ร้องเพลง หรือฟ้อนรำ)

ครั้นแล้วตรัสสอนให้ชักสะพาน (เลิกเด็ดขาด) ในการร้องเพลงและฟ้อนรำ เมื่อมี ความบันเทิงในธรรมก็ควรทำแต่เพียงยิ้มแย้ม

ตรัสแสดงว่า ไม่มีความอิ่ม ในการเสพของ ๓ อย่าง คือในการเสพความหลับ ในการเสพสุราเมรัย และในการเสพเมถุน

ตรัสแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดี ว่าเมื่อมิได้รักษาจิตแล้ว แม้การกระทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็เป็นอันไม่ได้รักษา เมื่อไม่เป็นอันรักษาจึงเหมือนถูกฝนตกรดเป็น ของเน่า และมีการตายอันไม่เจริญ (ไม่ดีงาม) เปรียบเหมือนเรือนยอดที่มุงไม่ดี ยอดเรือน กลอนเรือน (ไม้ที่รับสิ่งมุง) ข้างฝา จึงชื่อว่าไม่เป็นอันรักษา ถูกฝนรั่วรด เป็นของผุ เมื่อรักษาจิตแล้ว พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม พร้อมทั้งข้ออุปมา

ตรัสแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดี ว่าเมื่อจิตผิดปกติ (พยาปันนะ น่าจะแปลว่าพยาบาท แต่อรรถกถาอธิบายว่า ละปกติภาพ และผู้เขียนเห็นด้วย เพราะแปลว่าผิดปกติได้ทั้งโดยใจความและโดยพยัญชนะ) แม้กระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็เป็นอันผิดปกติได้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะมีการตายที่ไม่เจริญ แล้วทรงอุปมาด้วยเรือนยอดที่มุงไม่ดีดังข้อแรก พร้อมทั้งแสดงในทางตรงกันข้าม

ทรงแสดงต้นเหตุที่ให้เกิดการกระทำ (กัมมนิทาน) ๓ ประการ (ฝ่ายชั่ว) คือความโลภ ความคิดประทุษร้าย ความหลง และทรงแสดงต้นเหตุที่ให้เกิดการกระทำ (ฝ่ายดี) อีก ๓ ประการ คือความไม่โลภ ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่หลง

ทรงแสดงต้นเหตุที่ให้เกิดการกระทำนัยอื่น อีก ๓ ประการ (ฝ่ายชั่ว) คือฉันทะ ความพอใจอันเกิดเพราะปรารภธรรมะอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ด้วยอำนาจแห่งความพอใจที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน พร้อมทั้งทรงแสดงฝ่ายดีที่ตรงกันข้าม

วรรคที่ ๒ อาปายิกวรรค ว่าด้วยผู้ที่เกิดในอบาย

๒. ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท ที่ถ้าไม่ละการกระทำดังจะกล่าวต่อไปว่า จะไปเกิด ในอบาย ในนรก คือ

(๑)ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์

(๒)โจทฟ้องผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ด้วยข้อกล่าวหาว่าไม่ประพฤติ พรหมจรรย์ (เสพกาม) อันไม่มีมูล

(๓)มีวาทะ มีทิฏฐิว่า กามไม่มีโทษ จึงเสพกาม

ทรงแสดงว่า ความปรากฏแห่งบุคคล ๓ ประเภท หาได้ยากในโลก คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว และบุคคลที่กตัญญูกตเวที

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

ผู้ประมาณได้ง่าย ได้แก่ผู้ฟุ้งสร้าน เป็นต้น

ผู้ประมาณยาก ได้แก่ผู้ไม่ฟุ้งสร้าน เป็นต้น (ตรงกันข้าม)

ผู้ประมาณไม่ได้ ได้แก่พระอรหันต์ขีณาสพ (ผู้หมดกิเลส)

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

ผู้เกิดในเทพชั้นอากาสานัญจายตนะ มีอายุ ๒ หมื่นกัปป์

ผู้เกิดในเทพชั้นวิญญาณัญจายตนะ มีอายุ ๔ หมื่นกัปป์

ผู้เกิดในเทพชั้นอากิญจัญญายตนะ มีอายุ ๖ หมื่นกัปป์

บุถุชนเกิดในเทพเหล่านั้นตั้งอยู่ตลอดอายุนั้น ๆ แล้ว ก็ไปสู่นรกบ้าง กำเนิดดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาคตั้งอยู่ตลอดอายุนั้นแล้ว ก็นิพพานในภพนั้น นี้คือความต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ กับบุถุชนผู้มิได้สดับ

ทรงแสดงวิบัติ ๓ คือความวิบัติแห่งศีล ความวิบัติแห่งจิต ความวิบัติแห่งทิฏฐิ (ความเห็น)

ความวิบัติแห่งศีล ได้แก่การประพฤติกายทุจจริต ๓ วจีทุจจริต ๔

ความวิบัติแห่งจิต ได้แก่การมีความโลภ กับการคิดปองร้าย

ส่วนความวิบัติแห่งทิฏฐิ ได้แก่การเห็นผิดจากคลองธรรม

(เช่น เห็นว่า ทานที่ให้ไม่มีผล บุญบาปไม่มี เป็นต้น)

แล้วทรงแสดงสัมปทา (สมบัติตรงกันข้ามกับวิบัติ) อีก ๓ อย่าง คือ ศีลสัมปทา จิตตสัมปทา ทิฏฐิสัมปทา

ทรงแสดงวิบัติ ๓ และสัมปทา ๓ ตามชื่อเดิมตามคำอธิบายเดิม แต่เพิ่มว่า วิบัติ เป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ทุคคติ วินิบาต นรก สัมปทาเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์

ทรงแสดงวิบัติ ๓ อีกนัยหนึ่ง คือ

(๑)กัมมันตวิบัติ (ความวิบัติแห่งการงาน) ได้แก่กายทุจจริต วจีทุจจริต

(๒)อาชีววิบัติ (ความวิบัติแห่งอาชีพ) ได้แก่เลี้ยงชีพในทางที่ผิด

(๓)ทิฏฐิวิบัติ (ความวิบัติแห่งความเห็น) ได้แก่เห็นผิดจากคลองธรรมดังกล่าวแล้ว

แล้วทรงแสดงสัมปทาหรือสมบัติ ๓ ในทางตรงกันข้าม ทรงแสดงความสะอาด (โสเจยยะ) ๓ ประการ คือความสะอาดกายได้แก่กายสุจริต สะอาดวาจาได้แก่วจีสุจริต สะอาดใจได้แก่มโนสุจริต แล้วทรงแสดงความสะอาด ๓ ตามชื่อเดิม แต่อธิบายในทางที่สูง กว่าเดิม คือสะอาดกายที่ได้แก่กายสุจริตนั้น แต่เฉพาะข้อ ๓ ของกายสุจริต เป็นการเว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ (เสพเมถุน) ส่วนสะอาดใจ ได้แก่รู้ว่านีวรณ์ ๕ (กิเลสอันกั้นจิตมิให้ บรรลุความดี มีกามฉันท์ เป็นต้น) มีอยู่ในภายในหรือไม่มี รู้ว่าละนีวรณ์ ๕ ที่เกิดขึ้นแล้ว และจะไม่เกิดอีกต่อไป

ทรงแสดงความเป็นมุนี ๓ อย่าง (อรรถกถาแก้ว่า ความเป็นมุนี คือความเป็นคนดีหรือ เป็นบัณฑิต) คือ

ความเป็นมุนีทางกาย ได้แก่เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และประพฤติผิดพรหมจรรย์

ความเป็นมุนีทางวาจา ได้แก่เว้นจากพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

ความเป็นมุนีทางใจ คือทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ

วรรคที่ ๓ ชื่อกุสินารวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในกรุงกุสินารา

๓. ทรงแสดงถึงภิกษุ ผู้ติดในบิณฑบาต ปรารถนาจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ เกิดอกุศล วิตก ๓ ทานที่ให้แก่ภิกษุเช่นนี้ไม่มีผลมาก เพราะเป็นผู้อยู่อย่างประมาท ส่วนภิกษุผู้ไม่ติด ในบิณฑบาต ไม่ปรารถนาจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ มีกุศลวิตก ๓ ทานที่ให้แก่ภิกษุเช่นนี้มีผล มาก เพราะเป็นผู้อยู่อย่างไม่ประมาท

ทรงแสดงว่าเพียงแต่คิดไป ในทิศที่มีภิกษุทะเลาะวิวาทกัน ก็ไม่ผาสุกเสียแล้ว จะกล่าวไยถึงการไปในทิศนั้น และทำให้ปลงใจว่า ภิกษุเหล่านั้นละกุศลวิตก ทำให้มากซึ่งอกุศลวิตก ส่วนภิกษุผู้สามัคคีกันพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

ทรงแสดงว่า พระองค์แสดงธรรม เพื่อความรู้ยิ่ง มีเหตุ (สนิทาน) มีปาฏิหาริย์

ตรัสแก่มหานามศากยะ ว่ามีศาสดา ๓ ประเภท คือ

(๑)บัญญัติให้กำหนดรู้กาม แต่ไม่บัญญัติให้กำหนดรู้รูปและเวทนา

(๒)บัญญัติให้กำหนดรู้กาม และรูป แต่ไม่บัญญัติให้รู้กำหนดเวทนา

(๓)บัญญัติให้กำหนดรู้ทั้งสามอย่าง

แล้วตรัสถามว่าคติของศาสดาทั้งสามประเภทนี้ เหมือนกันหรือต่างกัน ภรัณฑุ กาลามโคตรพูดแนะมหานามศากยะให้ตอบว่ามีคติอย่างเดียว พระผู้มีพระภาคตรัสแนะ ให้ตอบว่า มีคติต่างกัน ต่างฝ่ายต่างแนะนำอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง ภรัณฑุ กาลามโคตรจึงหลีกไป ไม่กลับมาสู่กรุงกบิลพัสดุ์อีก

หัตถกเทพบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาค ว่าตนไม่อิ่มด้วยธรรม ๓ ประการ (จน) ถึงแก่กรรม (ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สืบเนื่องมาแต่อดีตชาติ และทำอยู่แม้ในปัจจุบัน) คือไม่อิ่ม ด้วยการเฝ้าพระผู้มีพระภาค ไม่อิ่มด้วยการฟังพระสัทธรรม ไม่อิ่มด้วยการอุปฐากพระสงฆ์

ตรัสสอนภิกษุรูปหนึ่ง มิให้ทำตนเป็นเดน (อาหาร) ที่เขาทิ้ง ส่งกลิ่นคาว มีแมลงวันตอม โดยตรัสอธิบายแก่ที่ประชุมภิกษุทั้งหลายว่า ความโลภเปรียบเหมือนเดน (อาหาร) ความคิด ปองร้ายเปรียบเหมือนกลิ่นคาว วิตกหรือความตรึกที่เป็นบาปอกุศลเปรียบด้วยแมลงวัน

ตรัสตอบคำถามของพระอนุรุทธเถระ ว่า มาตุคาม (ผู้หญิง) ประกอบด้วยธรรม ๓ อย่าง เมื่อตายไปจะสู่คติที่ชั่ว คือเวลาเช้ามีจิตถูกรึงรัดด้วยมลทิน คือความตระหนี่ เวลา กลางวันมีจิตถูกรึงรัดด้วยความริษยา เวลาเย็นมีจิตถูกรึงรัดด้วยกามราคะ

พระสาริบุตรแนะนำแก่พระอนุรุทธเถระ ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามองดูโลกตั้งพันด้วยทิพยจักษุ ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม มีกายสงบไม่กระสับกระส่าย มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง แต่จิตของข้าพเจ้ามิได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่น

พระสาริบุตรชี้แจงว่า *การที่ท่านคิดว่าเรามองดูโลกตั้งพันด้วยทิพยจักษุนี้จัดเข้าในความถือตัวของท่าน การที่ท่านคิดว่าเราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม มีกายสงบไม่กระสับกระส่าย มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง นี้จัดเข้าในความฟุ้งสร้านของท่าน การที่ท่านคิดว่า แต่จิตของเรามิได้หลุดพ้นจากอาสวะไม่ถือมั่น นี้จัดเข้าในความรำคาญใจ ของท่าน* ท่านจงละธรรม ๓ ประการนี้เสีย อย่าใส่ใจ จงน้อมไปในอมตธาตุเถิด พระอนุรุทธเถระทำตามก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

ตรัสแสดงสิ่ง ๓ ประการ ที่คนนำไปอย่างปกปิด ไม่เปิดเผย คือมาตุคาม มนต์ของพราหมณ์ ความเห็นผิด แล้วตรัสแสดงสิ่งที่เปิดเผยแล้วรุ่งโรจน์ คือมณฑลแห่งดวงจันทร์ มณฑลแห่งดวงอาทิตย์ และพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว

ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ

(๑)ผู้เหมือนรอยขีดบนหิน ได้แก่คนมักโกรธและมีความโกรธตั้งอยู่นาน

(๒)ผู้เหมือนรอยขีดบนดิน ได้แก่คนมักโกรธ แต่มีความโกรธไม่ตั้งอยู่นาน

(๓)ผู้เหมือนรอยขีดบนน้ำ ได้แก่คนที่ถูกว่ากล่าวด้วยคำหยาบช้าไม่น่าพอใจ ก็ ยังเป็นไปได้ (ทนได้) แช่มชื่นอยู่ได้

วรรคที่ ๔ ชื่อโยธาชีววรรค ว่าด้วยทหารหรือนักรบ

๔. ทรงแสดงนักรบที่ประกอบด้วยองค์ ๓ ว่าควรแก่พระราชา คือ

(๑)ยิงไกล เทียบด้วยภิกษุผู้พิจารณาเห็นขันธ์ ๕ ตามเป็นจริงแล้วไม่ยึดถือ

(๒)ยิงไว เทียบด้วยภิกษุผู้รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง

(๓)ทำลายกายใหญ่ได้ เทียบด้วยภิกษุผู้ทำลายกองอวิชชาใหญ่ได้

ทรงแสดงบริษัท ๓ คือที่แนะนำยาก แนะนำง่าย ที่ต้องรู้อัธยาศัยแล้วแนะนำ

ทรงแสดงถึงมิตรที่ประกอบด้วยองค์ ๓ ว่า ควรคบ คือ

(๑)ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก

(๒)ทำสิ่งที่ทำได้ยาก

(๓)อดทนสิ่งที่ทนได้ยาก

ทรงแสดงว่า พระตถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ทำนองคลองธรรมก็คงมีอยู่แล้ว คือข้อที่สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) เป็นแต่พระตถาคตเป็นผู้ตรัสรู้ บอกเล่า แสดง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่าย

ทรงแสดงว่า บรรดาวาทะของสมณะเป็นอันมาก วาทะของมักขลิเลวที่สุด คือมีวาทะและความเห็นว่า

กรรม (การกระทำ) ไม่มี

กิริยา (อาการที่ทำ) ไม่มี

วิริยะ (ความเพียร) ไม่มี

เป็นการคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ผู้กล่าวว่า กรรม กิริยา ความเพียร มี

ทรงแสดงสัมปทา (ความถึงพร้อมหรือความสมบูรณ์) ๓ อย่าง และวุฑฒิ (ความเจริญ) ๓ อย่าง คือความถึงพร้อม และความเจริญด้วยศรัทธา ศีลและปัญญา

ทรงแสดงบุคคลประเภทด้อย กับประเภทดี เทียบด้วยม้าด้อย กับม้าดี อย่างละ ๓ ประเภท คือ

ประเภทด้อย

(๑)สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยสีกาย ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง และ ความสมส่วน ได้แก่ภิกษุที่รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง แต่เมื่อถูกถามปัญหา ในอภิธรรม อภิวินัย ก็พูดตะกุกตะกักตอบไม่ได้และเป็นผู้ไม่มีลาภปัจจัย ๔

(๒)สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า สมบูรณ์ด้วยสีกาย แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง และ ความสมส่วน ได้แก่ภิกษุที่รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง เมื่อถูกถามปัญหา ดังกล่าวก็ตอบได้ ไม่พูดตะกุกตะกัก แต่ไม่มีลาภปัจจัย ๔

(๓)สมบูรณ์ทั้งสามอย่าง ได้แก่ภิกษุผู้รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง ตอบปัญหาได้ ทั้งมีลาภปัจจัย ๔

ส่วนประเภทดี

(๑)สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยสีกาย ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง และ ความสมส่วน ได้แก่ภิกษุผู้เป็นพระอนาคามี แต่ตอบปัญหาไม่ได้ ทั้งไม่มีลาภ ปัจจัย ๔

(๒)สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า ด้วยสีกาย แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยความสูง และความ สมส่วน ได้แก่ภิกษุผู้เป็นพระอนาคามี ตอบปัญหาได้ แต่ไม่มีลาภปัจจัย ๔

(๓)สมบูรณ์ทั้งสามอย่าง ได้แก่ภิกษุผู้เป็นพระอนาคามี ตอบปัญหาได้ และมี ลาภปัจจัย ๔

(หมายเหตุ : ในที่นี้แสดงคนเทียบด้วยม้าทั้งประเภทด้อยประเภทดี ม้าประเภทด้อยใช้คำว่า อสฺสขลุํโก ซึ่งเมืองไทยเราแปลกันว่า ม้ากระจอก ส่วนม้าประเภทดีใช้คำว่า สทสฺโส (สตฺ = ดี อสฺส = ม้า) เวลากล่าวถึงคุณสมบัติของม้า กลับแสดงคุณสมบัติแบบเดียวกันทั้งสามประเภท พึงเห็นว่า ม้าประเภทด้อยนั้น แม้จะมีคุณสมบัติดีก็ดีอย่างม้าด้อยหรือม้ากระจอก แต่เวลาเเสดงถึงคุณสมบัติของคนประเภทด้อยกับประเภทดี แม้จะกล่าวถึงคุณสมบัติเทียบด้วยม้าที่สมบูรณ์ด้วยฝีเท้า เป็นต้น อย่างเดียวกัน แต่ก็แบ่งประเภทด้อยว่ารู้อริยสัจจ์ ๔ ส่วน ประเภทดีเป็นพระอนาคามี)

ทรงแสดงบุคคลประเภทดีเลิศ (บุรุษอาชาไนย) เทียบด้วยม้าอาชาไนย โดยคุณสมบัติของม้าอาชาไนยที่สมบูรณ์ทั้งสามประการ แต่แสดงคุณสมบัติของบุคคลต่างออกไปในข้อสมบูรณ์ด้วยฝีเท้า คือเป็นพระอรหันต์ (ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ) ส่วนที่สามารถตอบปัญหา กับมีลาภ คงเหมือนกัน

ทรงแสดงถึงภิกษุผู้ประกอบด้วย ธรรม ๓ อย่าง คือกองศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็น อเสขะ (ศีล สมาธิ ปัญญา ของพระอรหันต์) ว่าเป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน อยู่จบพรหมจรรย์ ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

แล้วทรงแสดงถึงภิกษุผู้ประกอบด้วย ธรรม ๓ อย่างอีก ๒ ประเภท คืออิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์) อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ทายใจได้เป็นอัศจรรย์) อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สั่งสอนได้เป็นอัศจรรย์) กับอีกประเภทหนึ่งประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาญาณะ (ความรู้ชอบ) สัมมาวิมุติ (ความหลุดพ้นชอบ) ว่าเป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน อยู่จบพรหมจรรย์ ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

วรรคที่ ๕ ชื่อมังคลวรรค ว่าด้วยมงคล

๕. ทรงแสดงว่า บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ อย่าง ในทางชั่วทางดี จะเป็นเหมือน ถูกนำไปตั้งไว้ในนรกหรือในสวรรค์ ในฝ่ายชั่ว คือประกอบด้วยการกระทำทางกาย วาจา ใจ อันเป็นอกุศล มีโทษ ไม่สม่ำเสมอ ไม่สะอาด ในฝ่ายดี พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

ทรงแสดงถึงคนพาลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ อย่าง (แยกตามการกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่เป็นอกุศล มีโทษ ไม่สม่ำเสมอ ไม่สะอาด ดังกล่าวข้างต้น) ว่าเป็นผู้บริหารตนอย่างถูกขุด มีโทษ ถูกติเตียน ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก ส่วนบัณฑิตตรงกันข้าม

ทรงแสดงการไหว้ ๓ อย่าง คือทางกาย วาจา ใจ และ สุจริต ๓ อย่าง คือทางกาย วาจา ใจ

พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในหมวด ๕๐

(หมายความว่า เป็นพระสูตรที่เป็นเศษจาก ๑๕๐ สูตรที่กล่าวมาแล้ว)

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปฏิปทา ๓ อย่าง คือ ๑. หยาบช้า ๒. เผาตน ๓. สายกลาง โดยทรงอธิบายว่า ปฏิปทาอย่างหยาบช้า ได้แก่ที่เห็นว่า กามไม่มีโทษ จึงบริโภคกาม อย่างเผา ตน ได้แก่ทรมานตนมีเปลือยกาย เป็นต้น อย่างสายกลาง ได้แก่การเจริญสติปัฏฐาน (การ ตั้งสติ) ๔ อย่าง ทรงแสดงปฏิปทา ๓ อย่างตามชื่อเดิมอีก เป็นแต่อธิบายต่างออกไปว่า อย่างหยาบช้า อย่างเผาตนเหมือนอย่างข้างต้น แต่อย่างสายกลาง ได้แก่ความเพียรชอบ ๔ อย่าง โดยนัยนี้ได้ทรงแสดงปฏิปทา ๓ อย่าง เฉพาะข้อสุดท้าย โดยแสดงหมวดธรรมในโพธิปักขิย ธรรม (ดูเสด็จป่ามหาวัน หน้า ๔๕๙) ทีละหัวข้อจนจบถึงมรรคมีองค์ ๘

อนึ่ง ทรงแสดงผู้ประกอบด้วยธรรมะฝ่ายชั่ว ๓ อย่าง ฝ่ายดี ๓ อย่าง คือตัวเองประกอบอกุศลกรรมบถ ๑๐ (มีฆ่าสัตว์เป็นต้น) แต่ละข้อด้วยตนเอง ชักชวนผู้อื่นให้ทำ มีความยินดีในอกุศลกรรมบถ ๑๐ แต่ละข้อ หรือประกอบกุศลกรรมบท ๑๐ แต่ละข้อด้วยตนเอง ชักชวนผู้อื่น มีความยินดีในกุศลกรรมบถแต่ละข้อ ว่าเป็นผู้เหมือนถูกนำไปตั้งไว้ในนรก ในสวรรค์ สุดแต่เป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว

ทรงแสดงสุญญตสมาธิ (สมาธิมีความว่างเปล่าเป็นอารมณ์) อนิมิตตสมาธิ (สมาธิ มีความไม่มีเครื่องหมายเป็นอารมณ์) อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิมีความไม่มีที่ตั้งเป็นอารมณ์) เพื่อกำหนดรู้ เพื่อละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น (คือละอุปกิเลส ๑๖ ดู หน้า ๕๓๑ วัตถูปมสูตร ข้อ ๒)

จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๒๐