Skip to content

เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์

ภาพรวม

ในเล่ม ๑ และ ๒ แห่งบาลีวินัยปิฎก ซึ่งย่อมาแล้ว ว่าด้วยศีลของภิกษุ ซึ่งมีอยู่ ๒๒๗ ข้ออันจะต้องสวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน บัดนี้จึงมาถึงบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๓ ซึ่งชื่อว่าภิกขุนีวิภังค์อันแปลว่า ข้อแจกแจงอันเกี่ยวด้วยนางภิกษุณี พูดง่าย ๆ ก็คือแสดงถึงศีล ๓๑๑ ข้อของนางภิกษุณี ซึ่งจะต้องสวดในที่ประชุมภิกษุณีสงฆ์ทุกกึ่งเดือนเช่นเดียวกับภิกษุสงฆ์

ในศีล ๓๑๑ ของนางภิกษุณีนั้น เป็นของนางภิกษุณีแท้ ๆ เพียง ๑๓๐ ข้อ ส่วนอีก ๑๘๑ ข้อ นำมาจากศีล ๒๒๗ ของภิกษุ เหตุที่นำมา ๑๘๑ ข้อ ก็เพราะได้เลือกเฉพาะที่ใช้กันได้ทั้งภิกษุและภิกษุณี อันใดที่เป็นของเฉพาะภิกษุแท้ ๆ ก็ไม่นำมาใช้สำหรับนางภิกษุณี

บาลีวินัยปิฎก เล่ม ๓ ที่ชื่อว่าภิกขุนีวิภังค์นี้ แบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ ๗ หัวข้อ คือ

๑.ปาราชิกกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติปาราชิก คืออาบัติที่ต้องเข้าแล้ว ทำให้ขาดจาก ความเป็นภิกษุณี อาบัติปาราชิกของนางภิกษุณีมี ๘ แต่แสดงไว้ในที่นี้เพียง ๔ ส่วนอีก ๔ ข้อ อนุโลมตามของภิกษุ

๒.สัตตรสกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส ๑๗ ข้อ (สัตตรส แปลว่า ๑๗) อาบัติ สังฆาทิเสสนั้นต้องเข้าแล้ว ต้องประพฤติมานัตต์ ๑๕ วัน (คือ ๑ ปักษ์) ในสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือ ทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องประจานตัวเองแก่ สงฆ์ทั้งสองฝ่าย และตลอดเวลา ๑๕ วันนั้น ต้องเสียสิทธิหลายอย่าง อาบัติ สังฆาทิเสสสำหรับภิกษุมี ๑๓ ข้อ ใช้ได้แก่นางภิกษุณีเพียง ๗ ข้อ เป็นของ นางภิกษุณีแท้ ๆ ที่แสดงไว้ในบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๓ นี้เพียง ๑๐ ข้อ

๓.นิสสัคคิยกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ ที่ต้องสละสิ่งของ เรียกเต็มว่า อาบัติ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี ๓๐ ข้อ เท่ากับของภิกษุ แต่นำของภิกษุมาใช้เพียง ๑๘ ข้อ อีก ๑๒ ข้อที่แสดงไว้ในที่นี้ เป็นของนางภิกษุณีโดยตรง

๔.ปาจิตติยกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ตามปกติ ที่ไม่ต้องสละสิ่งของ รวม ๑๖๖ ข้อ ในจำนวนนี้ ที่แสดงไว้ในที่นี้อันเป็นของนางภิกษุณีโดยตรงมี ๙๖ ข้อ นำของภิกษุ มาใช้ ๗๐ ข้อ (๙๖ + ๗๐ = ๑๖๖) อาบัติปาจิตตีย์ของภิกษุมี ๙๒ ข้อ

๕.ปาฏิเทสนียกัณฑ์ ว่าด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ คืออาบัติที่ควรแสดงคืน รวม ๘ ข้อ ซึ่งไม่ซ้ำกับของภิกษุเลย อาบัติปาฏิเทสนียะของภิกษุมี ๔ ข้อ มีที่น่าสังเกตก็คือ อาบัตินี้ของนางภิกษุณี เนื่องด้วยการขอของบริโภคทั้ง ๘ ข้อ

๖.เสขิยกัณฑ์ ว่าด้วยระเบียบมารยาทที่ต้องศึกษา รวม ๗๕ ข้อ เป็นการนำของภิกษุ มาใช้ทั้ง ๗๕ ข้อ เป็นแต่ว่าในที่นี้ได้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเรื่องนุ่งห่ม ไม่เรียบร้อย กับเรื่องถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และบ้วนเขฬะ (น้ำลาย) ลงในน้ำ ซึ่ง ก็มีที่ห้ามอยู่แล้วในเสขิยวัตร ๗๕ ของภิกษุ

๗.อธิกรณสมถะ วิธีระงับอธิกรณ์ คงมี ๗ ข้ออย่างเดียวกับของภิกษุ

ขยายความ

๑. ปาราชิกกัณฑ์

(ว่าด้วยอาบัติปาราชิก ๘ สิกขาบท)

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามกำหนัดยินดีการจับต้องของบุรุษ

มีเรื่องเล่าว่านางภิกษุณีชื่อสุนทรีนันทา มีความกำหนัดยินดีการจับต้องกายแห่ง หลานชายของนางวิสาขาผู้มีนามว่าสาฬหะ ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติ สิกขาบท ความว่า

นางภิกษุณีมีความกำหนัดยินดีการลูบ การคลำ การจับ การต้อง การบีบ ของชายผู้มีความกำหนัดเบื้องบนตั้งแต่ใต้รากขวัญ ลงไป เบื้องต่ำตั้งแต่เข่าขึ้นมา ต้องอาบัติปาราชิก

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามปกปิดอาบัติปาราชิกของนางภิกษุณีอื่น

นางถุลลนันทาภิกษุณีรู้ว่านางสุนทรีนันทาภิกษุณีมีครรภ์กับสาฬหะมาณพ ก็ไม่ โจทท้วงบอกกล่าว นางสุนทรีนันทาปกปิดการมีครรภ์ของตน จนครรภ์แก่จึงสึกไปคลอด พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ความว่า

นางภิกษุณีรู้ว่านางภิกษุณีอื่นต้องอาบัติปาราชิก ไม่โจทด้วยตนเอง ไม่บอกแก่หมู่คณะ ต้องอาบัติปาราชิก

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามเข้าพวกภิกษุที่สงฆ์ขับจากหมู่

นางถุลลนันทาภิกษุณีประพฤติตามภิกษุชื่ออริฏฐะผู้ประพฤติไม่ ดี สงฆ์จึงสวด ประกาศยกเสียจากหมู่ (ไม่ให้ร่วมกินร่วมนอน) พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติ สิกขาบท ความว่า

นางภิกษุณีประพฤติตามภิกษุที่สงฆ์สวดประกาศยกเสียจากหมู่ เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทำคืน ไม่ทำตนให้เป็นสหายกับพระธรรม พระวินัย คำสอนของพระศาสดา นางภิกษุณีนั้น อันสงฆ์พึงตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือนชี้แจง ถ้าสวดประกาศครบ ๓ ครั้ง ยังไม่ละเลิก ต้องอาบัติปาราชิก

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามเกี่ยวข้องนัดหมาย เป็นต้น กับบุรุษ

นางภิกษุณีที่เป็นคณะเดียวกัน ๖ รูป ประพฤติตนไม่สมควร มียินดีการจับมือบ้าง การจับชายสังฆาฏิบ้าง ของบุรุษ ยืนกับบุรุษบ้าง พูดจากับเขาบ้าง นัดหมายกับเขาบ้าง ยินดี การมาตามนัดหมายของเขาบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายให้เขาเพื่อเสพอสัทธรรมบ้าง พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาราชิกแก่นางภิกษุณี ผู้ประพฤติเช่นนั้น

(หมายเหตุ : ปาราชิกอีก ๔ ข้อ คือตั้งแต่ข้อ ๕ ถึงข้อ ๘ อนุโลมตามของภิกษุ พึงดูหน้า ๒๑๘ - ๒๒๓)

๒. สัตตรสกัณฑ์

(ว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส ๑๗ สิกขาบท)

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามก่อคดีในโรงศาลกับคฤหัสถ์และนักบวช

นางถุลลนันทาภิกษุณี เป็นความกับชายคนหนึ่งด้วยเรื่องโรงเก็บของ ที่บิดาของ ชายคนนั้นถวายเป็นของภิกษุณีสงฆ์ แต่เมื่อบิดาตาย ชายคนนั้นจะเอาคืน ศาลตัดสินให้ นางภิกษุณีชนะ ชายนั้นหาว่านางโกง นางแจ้งความ ศาลลงโทษชายนั้น ชายนั้นสร้างที่อยู่ให้ อาชีวก และให้อาชีวกมาด่า นางแจ้งความ ศาลตัดสินจำคุกชายนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ความว่า

นางภิกษุณีฟ้องความกับคฤหบดี บุตรคฤหบดี ทาส กรรมกร หรือแม้โดยที่สุด กับสมณะนักบวช ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามให้บวชแก่หญิงที่เป็นโจร

ชายาของเจ้าลิจฉวีคนหนึ่งนอกใจสามี สามีจะฆ่า จึงหนีไป พร้อมทั้งขโมยของมีค่า ไปด้วย นางไปขอบวชในลัทธิอื่น ก็ไม่มีใครบวชให้แต่นางถุลลนันทาภิกษุณีเห็นแก่ของกำนัล ยอมบวชให้ สามีตามมาถึงเมืองสาวัตถี ฟ้องต่อพระเจ้าปเสนทิขอให้สึกให้ พระเจ้าปเสนทิ ไม่ทรงยินยอม ทรงถือว่าบวชแล้วก็แล้วไป สามีจึงติเตียนนางถุลลนันทาภิกษุณี พระผู้มีพระภาค ทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ความว่า

นางภิกษุณีรู้อยู่ รับสตรีซึ่งเป็นโจร อันคนทั้งหลายรู้ว่ามีโทษประหารให้อยู่ (ให้บวช) โดยไม่บอกเล่า พระราชา สงฆ์ คณะ หมู่ พวก เว้นแต่ผู้ที่สมควร (คือบวชในลัทธิอื่นแล้ว หรือบวชในสำนักนางภิกษุณีอื่นอยู่แล้ว) ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามเข้าบ้าน ข้ามน้ำ ค้างคืนแต่ผู้เดียว

มีเรื่องหลายเรื่องที่นางภิกษุณีข้ามน้ำ นอนตามลำพัง เดินทางแตกหมู่แล้วถูกข่มขืน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ความว่า

นางภิกษุณีแต่ลำพังผู้เดียวไปสู่ละแวกบ้านก็ตาม ข้ามแม่น้ำก็ตาม ค้างคืนก็ตาม ล้าหลังแยกจากหมู่ (ในการเดินทาง) ก็ตาม ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามสวดเปลื้องโทษโดยไม่บอกสงฆ์ที่สวดลงโทษ

ภิกษุสงฆ์สวดประกาศลงโทษนางภิกษุณีรูปหนึ่งผู้ไม่เห็นอาบัติ นางถุลลนันทาภิกษุณีหาพวกสวดประกาศเปลื้องโทษ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ความว่า

นางภิกษุณีไม่บอกกล่าวสงฆ์ผู้ทำการ ไม่รู้ฉันทะ (ไม่ได้รับความยินยอม) ของคณะ เปลื้องโทษ นางภิกษุณีที่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกเสียจากหมู่ ตามธรรม ตามวินัย ตาม สัตถุศาสนา ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามรับของเคี้ยวของฉันจากมือของบุรุษ

นางภิกษุณีรูปหนึ่ง รูปร่างงดงาม คนก็รุมถวายอาหารดี ๆ เกิดมีเสียงครหาขึ้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ใจความว่า

นางภิกษุณีมีความกำหนัด รับของเคี้ยวของฉันจากมือบุรุษผู้มีความกำหนัด ด้วยมือของตนมาเคี้ยว มาฉัน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามพูดจูงใจให้นางภิกษุณีประพฤติย่อหย่อน

นางสุนทรีนันทาภิกษุณีผู้มีรูปงาม เห็นคนถวายอาหารดี ๆ มาก และรู้ว่าคนเหล่านั้น มีความกำหนัดจึงไม่รับ นางอนันตริกาภิกษุณี กลับพูดจูงใจว่า เขากำหนัดหรือไม่กำหนัด จะเป็นไรไป ควรรับได้ ท่านไม่กำหนัดก็แล้วกัน ความทราบถึงพระพุทธเจ้า จึงทรงบัญญัติ สิกขาบท ปรับอาบัติสังฆาทิเสสแก่นางภิกษุณีผู้พูดจูงใจให้ย่อหย่อนแบบนั้น

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามพูดดูหมิ่นภิกษุณีสงฆ์เมื่อโกรธเคือง

นางจัณฑกาลีภิกษุณีทะเลาะกับนางภิกษุณีอื่น มีความโกรธเคือง พูดว่า ข้าพเจ้า ขอบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมณสตรีพวกศากยบุตรนี้จะอะไรนักเทียว สมณสตรีดี ๆ พวกอื่นก็มี ข้าพเจ้าจะไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสมณสตรีเหล่านั้น

พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามกล่าววาจาเช่นนั้น เมื่อโกรธเคือง และเมื่อกล่าวไปแล้ว ให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศ ตักเตือน ถ้าครบ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามพูดติเตียนเมื่อถูกลงโทษโดยธรรม

นางจัณฑกาลีภิกษุณีถูกลงโทษในอธิกรณ์เรื่องหนึ่ง โกรธเคือง จึงกล่าวหาว่า นางภิกษุณีทั้งหลาย ลุแก่อคติ ๔ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามติเตียน เช่นนั้น และให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือน ถ้าครบ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามรวมกลุ่มกันประพฤติเสื่อมเสีย

นางภิกษุณีที่เป็นศิษย์ของนางถุลลนันทาภิกษุณี รวมกลุ่มกันประพฤติเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี เบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดความชั่วของกันและกัน พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามประพฤติเช่นนั้น และให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน เมื่อไม่เชื่อฟัง จึงสวดประกาศตักเตือน ถ้าครบ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่เลิกละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามพูดยุยงนางภิกษุณีผู้ประพฤติผิด

นางถุลลนันทาภิกษุณีพูดกับนางภิกษุณีทั้งหลายที่ถูกสงฆ์สวดประกาศตักเตือน (ตามสิกขาบทที่ ๙) ว่า “ แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรวมกลุ่มกัน อย่าแยกกัน แม้นางภิกษุณีเหล่าอื่นที่มีความประพฤติอย่างนี้ มีชื่อเสียงอย่างนี้ เบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดโทษของกัน และกันก็มีอยู่ในสงฆ์ แต่สงฆ์ก็มิได้กล่าวอะไรซึ่งนางภิกษุณีเหล่านั้น สงฆ์ว่ากล่าวพวกท่าน เพราะดูหมิ่น เพราะข่มเหง เพราะไม่ชอบใจ เพราะเสียงซุบซิบ เพราะ (พวกท่าน) มีกำลังน้อย” พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามนางภิกษุณี กล่าวกะนางภิกษุณีที่ถูก สงฆ์สวดประกาศตักเตือนเช่นนั้น ถ้ามีใครขืนทำ ให้ภิกษุณีสงฆ์ตักเตือน ถ้าไม่ฟัง ให้สวด ประกาศเตือน ครบ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่ละเลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

(หมายเหตุ : อีก ๗ สิกขาบทไม่ได้กล่าวไว้ แต่ให้ใช้สิกขาบทของภิกษุ คือสิกขาบท ที่ ๕ ๘ ๙ และ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ รวม ๗ สิกขาบท ดูหน้า ๒๒๘ - ๒๓๔)

๓. นิสสัคคิยกัณฑ์

(ว่าด้วยอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท ที่ต้องสละสิ่งของ)

ในที่นี้มีเพียง ๑๒ สิกขาบท อีก ๑๘ สิกขาบทนำมาจากของภิกษุ

(๑) ปัตตวรรค วรรคว่าด้วยบาตร มี ๑๐ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามสะสมบาตร

นางภิกษุณีที่เป็นคณะเดียวกัน ๖ รูป สะสมบาตรไว้มาก เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีสะสมบาตร ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (บาตรที่นับว่า สะสม คือนอกจากที่ใช้ประจำ ๑ ลูก และนอกจากที่ทำวิกัป หรือทำให้เป็นสองเจ้าของ คืออนุญาตให้ผู้อื่นมีสิทธิด้วย)

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามอธิษฐานจีวรนอกกาลและแจกจ่าย

ชาวบ้านเห็นนางภิกษุณีกลุ่มหนึ่งมีจีวรเก่า แต่ประพฤติตนสำรวมดี จึงเลื่อมใสถวายจีวรนอกกาลแก่ภิกษุณีสงฆ์ นางถุลลนันทาภิกษุณีอ้างว่าตนกราลกฐินแล้ว จึงอธิษฐานเป็น จีวรในกาล ให้แจกจ่าย (เมื่อทำวิธีนี้ จีวรก็ตกเป็นของนางถุลลนันทาภิกษุณี ในฐานะเป็น ผู้มีพรรษามาก) เจ้าของจีวรถามนางภิกษุณีที่ตนประสงค์จะให้ได้รับ ทราบว่าไม่ได้รับ เพราะ นางถุลลนันทาภิกษุณีทำไปอย่างนั้น จึงติเตียน พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามอธิษฐานจีวรนอกกาล เป็นจีวรในกาล แล้วแจกจ่าย ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่นางภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามชิงจีวรคืนเมื่อแลกเปลี่ยนกันแล้ว

นางถุลลนันทาภิกษุณีแลกจีวรกับภิกษุณีรูปอื่นแล้ว ภายหลังชวนแลกคืนตามเดิม พร้อมทั้งชิงเอาทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ทันตกลงประการไร พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ชิงคืนเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นชิง

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามขอของอย่างหนึ่งแล้วขออย่างอื่นอีก

อุบาสกคนหนึ่งถามนางถุลลนันทาภิกษุณีว่า ต้องการอะไร นางตอบว่า ต้องการเนยใส เขาจึงซื้อเนยใสมาถวาย นางกลับบอกว่า ไม่ต้องการเนยใส แต่ต้องการน้ำมัน เขาจึงเอาเนยใสไปคืน จะขอน้ำมันมาแทน แต่พ่อค้าไม่ยอมให้คืน เขาจึงติเตียนนางถุลลนันทาภิกษุณี พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามขอของอย่างหนึ่ง แล้วขอของอย่างอื่นอีก ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ประพฤติเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามสั่งซื้อของกลับกลอก

อุบาสกผู้หนึ่งเอาเงิน ๑ กหาปณะฝากไว้ที่พ่อค้าในตลาด แล้วบอกกับนางถุลลนันทาภิกษุณีว่า ต้องการอะไรในราคานั้นให้ไปนำมานางใช้นางสิกขมานา (สามเณรีผู้กำลังศึกษา คือสามเณรีที่เตรียมตัวจะเป็นนางภิกษุณีตามระยะกาลกำหนด) ผู้หนึ่ง ให้ไปนำน้ำมันมาราคา ๑กหาปณะ ครั้นนำมาแล้ว สั่งเปลี่ยนใหม่ว่า ไม่ต้องการน้ำมัน แต่ต้องการเนยใส นางสิกขมานานำน้ำมันไปคืน จะขอเนยใสมา พ่อค้าไม่ยอมรับคืน นางสิกขมานาก็ยืนร้องไห้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้สั่งซื้อของกลับกลอกเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามจ่ายของผิดวัตถุประสงค์เดิม

พวกอุบาสกเรี่ยไรกันเพื่อทำจีวรถวายภิกษุณีสงฆ์ แล้วเก็บของไว้ ณ บ้านของพ่อค้าผ้าคนหนึ่ง เข้าไปหานางภิกษุณีทั้งหลาย สั่งว่า ถ้าต้องการจีวรให้ไปรับมาจัดแบ่งกัน นางภิกษุณี ทั้งหลายเอาผ้านั้นไปจ่ายแลกเภสัชมาบริโภคเสียเอง เขารู้เข้าก็พากันติเตียน พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ที่เอาของที่เขาประสงค์ เจาะจงเพื่อประโยชน์อย่างหนึ่ง ถวายแก่สงฆ์ไว้ไปจ่ายแลกของอื่น

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามขอของมาจ่ายแลกของอื่น

พวกอุบาสกเรี่ยไรกันเพื่อทำจีวรถวายภิกษุณีสงฆ์ แล้วเก็บของไว้ที่บ้านของพ่อค้าผ้าคนหนึ่ง เข้าไปหานางภิกษุณีทั้งหลาย สั่งว่า ถ้าต้องการจีวร ก็ให้ไปรับมาจัดแบ่งกัน นางภิกษุณีขอผ้านั้นด้วยตนแล้ว เอาบริขารนั้นไปจ่ายแลกเภสัชมาบริโภค เขารู้เข้าก็พากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ที่เอาของที่เขาประสงค์เจาะจงเพื่อประโยชน์อย่างหนึ่ง ถวายแก่พระสงฆ์ซึ่งตนขอมาเองไปจ่ายแลก ของอื่น

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามจ่ายของของคณะแลกของอื่น

ชนกลุ่มหนึ่งเรี่ยไรกันเพื่อทำข้าวยาคูถวายนางภิกษุณีทั้งหลาย (ในที่นี้ไม่ใช้คำว่า สงฆ์ ด้วยมุ่งหมายหมู่นางภิกษุณีที่ลำบากด้วยข้าวยาคู) แล้วฝากของไว้ที่บ้านพ่อค้าคนหนึ่ง เข้าไปหา นางภิกษุณีทั้งหลาย สั่งว่า ถ้าต้องการข้าวยาคู ให้ไปเอาข้าวสารมาต้มเป็นข้าวยาคูบริโภค นางภิกษุณีทั้งหลายเอาของนั้นจ่ายแลกเภสัชมาบริโภค เขาทราบเข้าพากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ที่เอา ของที่เขาประสงค์เจาะจงเพื่อประโยชน์อย่างหนึ่ง ถวายไว้แก่คณะนางภิกษุณี มาจ่ายแลก ของอย่างอื่น(ความต่างกันของสิกขาบทนี้ กับสิกขาบทที่ ๖ ที่ ๗ อยู่ที่คณะกับสงฆ์ คณะ หมายเอา ๒ - ๓ รูป สงฆ์หมายเอา ๔ รูปขึ้นไป)

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามขอของของคณะมาจ่ายแลกของอื่น

เรื่องเช่นเดียวกับสิกขาบทที่ ๘ เป็นแต่นางภิกษุณีขอก่อนแล้วจึงจ่ายแลกของ ทำนองเดียวกับสิกขาบทที่ ๗ เป็นแต่สิกขาบทนี้เขาถวายแก่คณะ

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามขอของบุคคลมาจ่ายแลกของอื่น

เรื่องทำนองเดียวกับสิกขาบทที่ ๙ เป็นแต่เขาถวายของเป็นส่วนบุคคลสำหรับค่า ทำความสะอาดบริเวณ แต่ผู้รับเอามาจ่ายแลกเภสัช

(๒) จีวรวรรค วรรคว่าด้วยจีวร มี ๒ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามขอผ้าห่มหนาวเกินราคา ๑๖ กหาปณะ

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใสในธรรมเทศนาของนางถุลลนันทาภิกษุณี ออกปาก ให้ขอของได้ นางจึงขอผ้ากัมพลราคาแพง พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติ นิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ขอ (หรือให้เขาจ่าย) ผ้าห่มหนาว ราคาเกิน ๔ กังสะ (๑๖ กหาปณะ)

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามขอผ้าห่มฤดูร้อน ราคาเกิน ๑๐ กหาปณะ

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใสในธรรมเทศนาของนางถุลลนันทาภิกษุณี ตรัสให้ขอสิ่งที่ต้องการได้ นางขอผ้าเปลือกไม้ ก็ถวายผ้าเปลือกไม้ตามประสงค์ มนุษย์ทั้งหลายพากัน ติเตียนว่ามักมาก (เข้าใจว่าจะขอผ้าที่ทรงห่มอยู่ซึ่งมีราคาแพง) พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี เมื่อขอผ้าห่มฤดูร้อน ขอผ้าเกินราคา ๒ กังสะครึ่ง (๑๐ กหาปณะ)

(หมายเหตุ : นิสสัคคิยกัณฑ์ที่แสดงไว้นี้ มีเพียง ๑๒ สิกขาบท ทั้ง ๆ ที่กล่าวมา มี ๓๐ สิกขาบท เพราะนำของภิกษุมาใช้ ๑๘ สิกขาบท กล่าวอีกอย่างหนึ่งนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ของภิกษุ ๓๐ สิกขาบทนั้น เอาออกเสีย ๑๒ นำมาใช้สำหรับนางภิกษุณีได้ ๑๘ สิกขาบท ที่เอาออก ๑๒ คือสิกขาบทที่ ๔ ที่ ๕ แห่งจีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑ ถึง ๗ แห่งโกสิยวรรค สิกขาบท ที่ ๑ ที่ ๘ และที่ ๙ แห่งปัตตวรรค ดูหน้า ๒๓๗ - ๒๔๓)

๔. ปาจิตติยกัณฑ์

(ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ ๑๖๖ สิกขาบท ที่ไม่ต้องสละสิ่งของ)

(ในเล่มนี้แสดงเฉพาะที่เป็นของนางภิกษุณีแท้ ๆ ๙๖ สิกขาบท ส่วนอีก ๗๐ สิกขาบทนำของภิกษุมาใช้ จึงรวมเป็น ๑๖๖ สิกขาบท ใน ๙๖ สิกขาบท แบ่งออกเป็น ๙ วรรค วรรคที่ ๑ ถึงวรรคที่ ๗ มีวรรคละ ๑๐ สิกขาบท วรรคที่ ๘ และที่ ๙ วรรคละ ๑๓ สิกขาบท)

(๑) ลสุณวรรค วรรคว่าด้วยกระเทียม มี ๑๐ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามฉันกระเทียม

อุบาสกผู้หนึ่งอนุญาตให้ภิกษุณีสงฆ์ขอกระเทียมได้ พร้อมทั้งสั่งคนเฝ้าไร่ให้จัดถวาย วันหนึ่งนางภิกษุณีหลายรูปไปขอกระเทียม เผอิญกระเทียมที่บ้านหมด เขาจึงให้ไปเก็บเอาเอง ที่ไร่นางถุลลนันทาภิกษุณี ไม่รู้จักประมาณ ใช้คนเก็บไปเสียมากมาย คนเฝ้าไร่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ฉันกระเทียม (คงเพื่อป้องกันไม่ให้ไปเที่ยวขอกระเทียมชาวบ้านอีก)

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามนำขนในที่แคบออก

นางภิกษุณีไปอาบน้ำเปลือยกายในท่าน้ำอันเดียวกับหญิงแพศยา (โสเภณี) ถูกพวกหญิงแพศยายกโทษติเตียนว่า นำขนในที่แคบออกเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ให้นำขนในที่แคบออก

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามใช้ฝ่ามือตบกันด้วยความกำหนัด

นางภิกษุณี ๒ รูปเกิดความกำหนัด จึงเข้าห้องใช้ฝ่ามือตบ (ตามเนื้อตัวของกัน และกัน) พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามใช้สิ่งที่ทำด้วยยางไม้

นางภิกษุณีมีความกำหนัด ใช้สิ่งที่ทำด้วยยางไม้ใส่ในองค์กำเนิด พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น (คำว่า ยางไม้ กินความถึงไม้ แป้ง ดินเหนียว โดยที่สุด แม้ใบบัว - คำอธิบายท้ายสิกขาบท)

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามชำระลึกเกิน ๒ ข้อนิ้ว

พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้นางภิกษุณีใช้น้ำชำระได้เมื่อปัสสาวะ ภิกษุณีบางรูป ใช้น้ำชำระลึกเกินไปทำให้เป็นแผล จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ใช้น้ำชำระลึกเกิน ๒ ข้อนิ้ว (เพื่อป้องกันการกระทำด้วยความกำหนัด - คำอธิบายท้ายสิกขาบท)

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามเข้าไปยืนถือน้ำและพัดในขณะที่ภิกษุกำลังฉัน

มหาอำมาตย์ผู้หนึ่งออกบวช ภริยาก็ออกบวชเป็นนางภิกษุณีด้วย เวลาฉัน นางภิกษุณีที่เคยเป็นภริยามายืนถือภาชนะน้ำดื่มและถือพัดปฏิบัติอยู่ ภิกษุที่เคยเป็นสามีเห็นไม่เหมาะ จึงห้ามปราม นางโกรธจึงเอาภาชนะน้ำคว่ำลงไปบนศีรษะและเอาพัดตีภิกษุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เข้าไปยืนถือภาชนะน้ำและพัด เมื่อภิกษุกำลังฉัน

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามทำการหลายอย่างกับข้าวเปลือกดิบ

นางภิกษุณีไปขอข้าวเปลือกดิบได้มา แต่ถูกแย่งชิงที่ประตูเมือง พระผู้มีพระภาคจึง ทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ขอเอง ใช้ให้ขอ ฝัดเอง ใช้ให้ฝัด ตำเอง ใช้ให้ตำ ซึ่งข้าวเปลือกดิบหุงต้มเอง ใช้ให้หุงต้ม ฉันข้าวนั้น (คือฉันข้าวที่ตนทำ หรือใช้ให้ทำ อย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับข้าวเปลือกดิบนั้น ต้องอาบัติ)

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามทิ้งของนอกฝานอกกำแพง

นางภิกษุณีถ่ายอุจจาระใส่ภาชนะ เทลงไปนอกฝา ตกใส่ศีรษะของพราหมณ์คนหนึ่ง พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ทิ้งหรือใช้ให้ทิ้งอุจจาระปัสสาวะขยะ หรือของที่เป็นเดน นอกฝาหรือนอกกำแพง

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามทิ้งของเช่นนั้นลงบนของเขียวสด

นางภิกษุณีทิ้งอุจจาระ เป็นต้น ลงในนาของพราหมณ์ผู้หนึ่ง พราหมณ์ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ทิ้ง หรือใช้ให้ ทิ้งอุจจาระ ปัสสาวะ หรือของที่เป็นเดนในของเขียวสด

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามไปดูฟ้อนรำขับร้อง

มีงานมหรสพบนยอดเขากรุงราชคฤห์ นางภิกษุณีไปดู มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ไปดูการฟ้อนรำ การขับร้อง การบรรเลง

(๒) อันธการวรรค วรรคว่าด้วยเวลากลางคืน มี ๑๐ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่มืด

นางภิกษุณีบางรูปยืนบ้าง สนทนาบ้าง กับบุรุษสองต่อสองในราตรีอันมืด มิได้ตามประทีป พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่ลับ

นางภิกษุณีบางรูปยืนบ้าง สนทนาบ้าง กับบุรุษสองต่อสองในที่ลับ พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามยืนหรือสนทนาสองต่อสองกับบุรุษในที่แจ้ง

นางภิกษุณีบางรูปเห็นว่า ห้ามทำ เช่น สิกขาบทที่ ๒ ในที่ลับ จึงยืนบ้าง สนทนาบ้าง กับบุรุษสองต่อสองในที่แจ้ง มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามทำเช่นนั้นในที่อื่นอีก

นางถุลลนันทาภิกษุณี กับบุรุษสองต่อสอง ยืนอยู่บ้าง สนทนากันบ้าง กระซิบที่หู กันบ้าง ส่งนางภิกษุณีที่เป็นเพื่อนไปเสียบ้าง ในถนนรกบ้าง ในถนนตันบ้าง (ถนนเช่นนี้ เข้าทางไหนต้องออกทางนั้น) ในทางแยกบ้าง มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติแก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามเข้าบ้านผู้อื่นแล้วเวลากลับไม่บอกลา

นางภิกษุณีบางรูปไปฉันประจำในบ้านหนึ่ง วันหนึ่งเมื่อฉันเสร็จแล้วก็หลีกไปโดยมิได้บอกลาเจ้าของบ้าน นางทาสีกวาดบ้าน จึงเอาเครื่องลาดใส่ลงไปในภาชนะ เจ้าของบ้านไม่เห็นเครื่องลาด จึงถามเอากับนางภิกษุณี นางภิกษุณีตอบว่าไม่ทราบ เขาก็ทวงเอากับนางภิกษุณี บริภาษเอาแล้วตัดการถวายอาหารประจำ ภายหลังคนทั้งหลายพบเครื่องลาดนั้นในภาชนะ จึงให้เจ้าของบ้านไปขอขมานางภิกษุณีนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เข้าไปสู่สกุลก่อนเวลาอาหาร (ก่อนเที่ยง) นั่งบนอาสนะแล้ว ไม่บอกลาเจ้าของบ้านก่อนหลีกไป

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามนั่งนอนบนอาสนะโดยไม่บอกเจ้าของบ้านก่อน

นางถุลลนันทาภิกษุณีเข้าไปสู่สกุลในเวลาหลังอาหาร (เที่ยงไปแล้ว) ไม่บอกเจ้าของบ้าน นั่งบ้าง นอนบ้าง เหนืออาสนะ มนุษย์ทั้งหลายละอายนาง ก็ไม่นั่งไม่นอนเหนืออาสนะ (เกรง จะเป็นการตีเสมอ) และพากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่เข้าสู่สกุล ในเวลาหลังอาหาร ไม่บอกเจ้าของบ้านก่อน นั่งหรือนอนบนอาสนะ

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามปูลาดที่นอนในบ้านโดยไม่บอกเจ้าของบ้าน

นางภิกษุณีหลายรูปเดินทางไปสู่กรุงสาวัตถี ในระหว่างทางแวะขออาศัยพักกับสกุลพราหมณ์แห่งหนึ่ง นางพราหมณีขอให้รอจนกว่าพราหมณ์ผู้สามีจะกลับมา นางภิกษุณีก็ปูลาดที่นอน ด้วยคิดว่าจะรอแล้วนั่งบ้าง นอนบ้าง พราหมณ์นั้นมาในเวลากลางคืน ถาม ทราบความแล้วสั่งให้ไล่ออกไป พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เข้าสู่สกุลในเวลาวิกาล ไม่บอกเจ้าของบ้านก่อนปูลาด หรือใช้ให้ปูลาดที่นอนแล้วนั่งหรือนอน

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามติเตียนผู้อื่นไม่ตรงกับที่ฟังมา

นางภัททา กาปิลานีเห็นศิษย์ที่ตนเป็นอุปัชฌายะ บวชให้ รับใช้ดี จึงกล่าวกะนางภิกษุณีทั้งหลายว่า “ แม่เจ้าทั้งหลาย นางภิกษุณีนี้อุปฐากเราดี เราจักให้จีวรแก่เธอ” นางภิกษุณีนั้น ก็เทียวพูดยกโทษ กะผู้อื่นด้วยถ้อยคำ (ประชด) ที่ถือมาผิด จำมาผิดว่า “ ได้ยินว่า ข้าพเจ้า อุปฐากแม่เจ้าไม่ดี แม่เจ้าจึงไม่ให้จีวรแก่ข้าพเจ้า” ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ผู้ยกโทษผู้อื่นด้วยถ้อยคำที่ถือมาผิด ทรงจำผิด

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามสาปแช่งด้วยเรื่องนรกหรือพรหมจรรย์

ของของนางภิกษุณีหลายรูปหาย นางภิกษุณีจึงพากันถามนางจัณฑกาลีภิกษุณีว่า เห็นบ้างไหมนางจัณฑกาลีภิกษุณีก็สาปแช่งตัวเอง สาปแช่งผู้อื่นว่า ถ้าข้าพเจ้าเอาของไป ขอให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์ ขอให้ตกนรก ถ้าใครหาความไม่จริง ก็ขอให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์ ให้ตกนรก พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้สาปแช่งตัวเองหรือผู้อื่นด้วยนรกหรือพรหมจรรย์

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามทำร้ายตัวเองแล้วร้องไห้

นางจัณฑกาลีภิกษุณีทะเลาะกับนางภิกษุณีอื่น ๆ ก็ตีอกชกหัวแล้วร้องไห้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำร้ายตัวเองแล้วร้องไห้

(๓) นัคควรรค วรรคว่าด้วยเรื่องเปลือยกาย มี ๑๐ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามเปลือยกายอาบน้ำ

นางภิกษุณีเปลือยกายอาบน้ำร่วมกับหญิงแพศยา ในท่าน้ำอันเดียวกัน ถูกพูด เย้ยหยันต่าง ๆ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เปลือยกายอาบน้ำ

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามทำผ้าอาบน้ำยาวใหญ่เกินประมาณ

นางภิกษุณีพวก ๖ ทำผ้าอาบน้ำเกินประมาณย้อยไปข้างหน้าข้างหลัง พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ให้ทำผ้าอาบน้ำเกินประมาณ คือ ยาวเกิน ๔ คืบ กว้าง ๒ คืบ ด้วยคืบพระสุคต

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามพูดแล้วไม่ทำ

นางถุลลนันทาภิกษุณีพูดกับภิกษุณีรูปหนึ่งว่า ผ้าทำจีวรของท่านดี แต่จีวรทำไว้ไม่ดี เย็บไว้ไม่ดี นางภิกษุณีนั้นจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะเลาะออก ท่านจะเย็บให้ไหม นางถุลลนันทาภิกษุณีรับปากว่า จะเย็บให้ นางภิกษุณีนั้นเลาะจีวรนั้นแล้ว จึงให้แก่นางถุลลนันทาภิกษุณี นางพูดว่า จะเย็บ ๆ แต่ก็ไม่เย็บ หรือขวนขวายให้ผู้อื่นเย็บ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เลาะหรือให้เลาะจีวรแล้ว ภายหลังไม่มี เหตุขัดข้อง ไม่เย็บเองหรือไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นเย็บ เว้นไว้แต่พักไว้เพียง ๔ - ๕ วัน

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามเว้นการใช้ผ้าซ้อนนอกเกิน ๕ วัน

นางภิกษุณีทั้งหลายฝากจีวรกับนางภิกษุณีด้วยกันแล้วจาริกไปสู่ชนบท จีวรเหล่านั้นเก็บไว้นานก็เปรอะเปื้อน นางภิกษุณี (ที่รับฝาก) จึงนำออกตาก พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่เว้นการใช้ผ้าซ้อนนอกเกิน ๕ วัน

(หมายเหตุ : ตามธรรมดานางภิกษุณีมีผ้าสำหรับใช้ประจำ ๕ ผืน คือ ๑.สังฆาฏิ (ผ้าซ้อนนอก สำหรับใช้เมื่อหนาว) ๒.อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) ๓.อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) ๔.สังกัจฉิกะ (ผ้ารัดหรือผ้าโอบ) ๕.อุทกสาฏิกา (ผ้าอาบน้ำ) พิจารณาดูตามสิกขาบทนี้ เป็นเชิงห้าม เว้นการใช้ผ้าซ้อนนอก คือสังฆาฏิอย่างเดียว แต่ในคำอธิบายท้ายสิกขาบท ขยายความเป็นว่า เว้นผืนใดผืนหนึ่งใน ๕ ผืน เกิน ๕ วันไม่ได้ คำว่า เว้น คือไม่นุ่งไม่ห่มหรือไม่ตากแดด)

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามใช้จีวรสับกับของผู้อื่น

นางภิกษุณีรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาต แล้วตากจีวรที่เปียกไว้ เข้าไปสู่วิหาร ภิกษุณีอีกรูปหนึ่ง จึงห่มจีวรนั้นเข้าไปสู่บ้าน เจ้าของจีวรออกมาเที่ยวถามหา ทราบความก็ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ใช้จีวรสับกับของ ผู้อื่น (ได้รับอนุญาตจากเจ้าของก่อนไม่เป็นอาบัติ)

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามทำอันตรายลาภจีวรของสงฆ์

สกุลอุปฐากของนางถุลลนันทาภิกษุณีกล่าวว่า ใคร่จักถวายจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์ นางกลับตัดบทด้วยวาจาว่า ท่านทั้งหลายมีกิจมาก มีกรณียะมาก ไฟไหม้เรือนของเขา เขาจึง ติเตียนที่ทำอันตรายไทยธรรม (ของถวาย) ของเขา และทำให้เขาเสื่อมจากทรัพย์และจากบุญ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำอันตรายลาภ จีวรของสงฆ์

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามยับยั้งการแบ่งจีวรอันเป็นธรรม

จีวรนอกกาลเกิดขึ้นแก่ภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์จึงประชุมกันเพื่อแบ่งจีวรนั้น นางถุลลนันทาภิกษุณีถือเอาเหตุที่ศิษย์ของตนหลีกไปที่อื่น คัดค้านมิให้แบ่ง ภิกษุณีทั้งหลาย จึงแบ่งไม่ได้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ที่คัดค้านการแบ่งจีวรอันเป็นธรรม

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามให้สมณจีวรแก่คฤหัสถ์หรือนักบวช

นางถุลลนันทาภิกษุณีให้สมณจีวร (ผ้าที่ทำสำเร็จรูปสำหรับภิกษุณี) แก่นักแสดง ละครบ้าง นักฟ้อนบ้าง นักกระโดดบ้าง นักเล่นกลบ้าง นักเล่นกลองบ้างโดยขอให้เขา สรรเสริญตนในที่ประชุมชน พวกนั้นก็เที่ยวสรรเสริญต่าง ๆ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ให้สมณจีวรแก่ผู้ครองเรือน แก่นักบวช (นอกศาสนา) ชายหรือหญิง

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามทำให้กิจการชะงักด้วยความหวังลอย ๆ

สกุลอุปฐากของนางถุลลนันทาภิกษุณีกล่าวว่า ถ้าสามารถก็จะถวายจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์ เมื่อภิกษุณีทั้งหลายจำพรรษาเสร็จแล้ว ก็ประชุมกันจะแบ่งจีวร นางถุลลนันทาภิกษุณีคัดค้านให้รอไปก่อน อ้างว่าภิกษุณีสงฆ์ยังหวังจะได้จีวรอยู่ เมื่อ (รอไปพอสมควรแล้ว) ภิกษุณีทั้งหลาย ก็เตือนเรื่องจีวรที่จะได้นั้น นางถุลลนันทาภิกษุณีจึงไปเตือนสกุลที่เขาว่าจะให้ เขาตอบว่า เขาไม่สามารถให้เสียแล้ว ภิกษุณีทั้งหลายจึงติเตียนนางถุลลนันทาภิกษุณีที่ทำให้คอยจนเกิน สมัยสำหรับทำจีวร พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ที่ทำให้ล่วงเลยสมัยทำจีวรไป ด้วย (อ้าง) ความหวังว่าจะได้จีวรที่เพียงเขาพูดไว้

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามคัดค้านการเพิกถอนกฐินที่ถูกธรรม

อุบาสกผู้หนึ่งสร้างวิหารถวายสงฆ์ และใคร่จะถวายจีวรนอกกาลแก่ภิกษุสงฆ์และ ภิกษุณีสงฆ์ ในการฉลองวิหารนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อขอให้ทรงเพิกถอน (ภาษาพระว่าเดาะ) กฐิน พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตโดยให้ประชุมสงฆ์สวดประกาศ ขอมติในการเพิกถอนกฐิน แต่ในภิกษุณีสงฆ์ ไม่มีใครทำการนี้สำเร็จ เพราะนางถุลลนันทาภิกษุณี คัดค้านไว้ด้วยหวังจะได้ลาภจีวรเป็นส่วนตัว พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้คัดค้านการเพิกถอนกฐินอันเป็นธรรม

(๔) ตุวัฏฏวรรค วรรคว่าด้วยการนอนร่วมกัน มี ๑๐ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามนอนบนเตียงเดียวกันสองรูป

นางภิกษุณีสองรูปนอนร่วมกันบนเตียงเดียวกัน พวกมนุษย์พากันติเตียนว่าทำ เหมือนคฤหัสถ์ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ นางภิกษุณีที่นอนบนเตียงเดียวกันสองรูป

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามใช้เครื่องปูลาดและผ้าห่มร่วมกันสองรูป

นางภิกษุณีสองรูปนอนร่วมกัน ใช้เครื่องปูลาดและห่มผืนเดียวกัน พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามแกล้งก่อความรำคาญแก่นางภิกษุณี

มนุษย์ทั้งหลายพากันสรรเสริญนางภัททากาปิลานีภิกษุณีด้วยประการต่าง ๆนางถุลลนันทาภิกษุณีริษยา จึงเดินจงกรม (เดินกลับไปกลับมา) บ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง สอนธรรมบ้าง ใช้ให้สอนบ้าง ทำการท่องบ่นบ้าง เบื้องหน้า นางภัททากาปิลานี (เพื่อก่อ ความรำคาญให้) พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ผู้แกล้งก่อความรำคาญแก่นางภิกษุณี

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามเพิกเฉยเมื่อศิษย์ไม่สบาย

นางถุลลนันทาภิกษุณีไม่พยาบาลเองไม่ขวนขวายเพื่อให้ผู้อื่นพยาบาลสหชีวินี (คือนางภิกษุณีที่ตนเป็นอุปัชฌายะ บวชให้) ผู้เป็นไข้ เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรง บัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามฉุดคร่านางภิกษุณีออกจากที่อยู่

นางถุลลนันทาภิกษุณีให้ที่อยู่แก่นางภัททากาปิลานีภิกษุณีแล้ว ภายหลังมีจิตริษยา โกรธเคือง ฉุดคร่านางภัททากาปิลานี จากที่อยู่ เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ให้ที่อยู่แก่นางภิกษุณีแล้ว โกรธเคือง ฉุดคร่าเองหรือใช้ให้ฉุดคร่าออกไป

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามคลุกคลีกับคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี

นางจัณฑกาลีภิกษุณีคลุกคลีกับคฤหบดีบ้าง บุตรคฤหบดีบ้าง เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่คลุกคลีกับ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี เป็นผู้อันนางภิกษุณีทั้งหลายตักเตือนแล้ว ไม่ฟัง ภิกษุณีสงฆ์ สวดประกาศให้ละเลิก ครบ ๓ ครั้ง แล้วก็ยังไม่ละเลิก

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามเดินทางเปลี่ยวตามลำพัง

นางภิกษุณีเดินทางเปลี่ยว มีภัยเฉพาะหน้า ภายในแว่นแคว้น โดยมิได้ไปกับหมู่เกวียน ถูกพวกนักเลงประทุษร้าย เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เดินทางเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามเดินทางเช่นนั้นนอกแว่นแคว้น

ความในสิกขาบทนี้เหมือนกับสิกขาบทที่ ๗ ต่างแต่ห้ามเดินทางเช่นนั้นนอก แว่นแคว้น คือออกนอกรัฏฐะ (เช่น จากแคว้นกาสีไปสู่แคว้นมคธ)

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามเดินทางภายในพรรษา

นางภิกษุณีเดินทางภายในพรรษา เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามอยู่ประจำที่เมื่อจำพรรษาแล้ว

นางภิกษุณีอยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์ ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ก็คงอยู่ประจำในที่ นั้น เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ผู้จำพรรษาแล้วไม่หลีกไปสู่ที่จาริก แม้สิ้นระยะทาง ๕ - ๖ โยชน์

(๕) จิตตาคารวรรควรรคว่าด้วยอาคารอันวิจิตร มี ๑๐ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามไปดูพระราชวังและอาคารอันวิจิตร เป็นต้น

มนุษย์ทั้งหลายพากันไปดูอาคารอันวิจิตร (ด้วยลวดลาย) ในอุทยานของพระเจ้า ปเสนทิโกศล นางภิกษุณีพวก ๖ ก็พากันไปดูบ้าง มีผู้ติเตียนว่าทำตนเหมือนคฤหัสถ์ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ไปดูพระราชวัง ก็ตาม อาคารอันวิจิตรก็ตาม ป่าก็ตาม สวนก็ตาม สระน้ำก็ตาม

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามใช้อาสันทิและบัลลังก์

นางภิกษุณีใช้อาสันทิ (ม้ายาว) บ้างบัลลังก์ (เก้าอี้นวมบุด้วยขนสัตว์) บ้าง มีผู้ ติเตียนว่า ใช้ของอย่างคฤหัสถ์ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่นางภิกษุณีผู้ใช้อาสันทิและบัลลังก์ (อาสันทิ ตัดเท้าออก บัลลังก์ รื้อนวมขนสัตว์ออก ใช้ได้ ไม่เป็นอาบัติ)

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามกรอด้าย

นางภิกษุณีพวก ๖ กรอด้าย มีผู้ติเตียนว่า ทำการเหมือนคฤหัสถ์ พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้กรอด้าย

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามรับใช้คฤหัสถ์

นางภิกษุณีทำการขวนขวายเพื่อคฤหัสถ์ (รับใช้) มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึง ทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้รับใช้คฤหัสถ์ (เช่น หุงข้าว หรือ ซักผ้าให้เขา)

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามรับปากแล้วไม่ระงับอธิกรณ์

นางถุลลนันทาภิกษุณีรับปากว่าจะระงับอธิกรณ์แล้วไม่ระงับ ไม่ขวนขวายเพื่อให้ ระงับ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำ เช่นนั้นในเมื่อไม่มีเหตุขัดข้อง

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามให้ของกินแก่คฤหัสถ์ เป็นต้น ด้วยมือ

นางถุลลนันทาภิกษุณีให้ของเคี้ยวของบริโภคด้วยมือของตนแก่นักแสดงละครบ้างนักฟ้อนบ้าง นักกระโดดบ้าง นักเล่นกลบ้าง นักเล่นกลองบ้าง เพื่อให้เขาสรรเสริญตนในที่ชุมนุมชน พวกนั้นก็พากันสรรเสริญต่าง ๆ มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติ สิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณี ผู้ให้ของเคี้ยวของบริโภคด้วยมือของตนแก่ คฤหัสถ์ก็ตาม แก่นักบวชชายก็ตาม หญิงก็ตาม

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามใช้ผ้านุ่งสำหรับผู้มีประจำเดือนเกิน ๓ วัน

นางถุลลนันทาภิกษุณีใช้ผ้านุ่งสำหรับผู้มีประจำเดือนแล้วไม่สละ (คือไม่ซักแล้ว เฉลี่ยให้ผู้อื่นใช้บ้าง) นางภิกษุณีที่มีประจำเดือนก็ไม่ได้ใช้ มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรง บัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ใช้ผ้านุ่งสำหรับผู้มีประจำเดือนครบ ๓ วันแล้วไม่สละ (มีความจำเป็น เช่น ผ้าอื่นถูกโจรลักไปหรือหายเสีย หรือไม่มีภิกษุณีผู้มี ประจำเดือน ไม่เป็นอาบัติ)

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามครอบครองที่อยู่เป็นการประจำ

นางถุลลนันทาภิกษุณีไม่สละที่อยู่ หลีกไปสู่ที่จาริก ที่อยู่ถูกไฟไหม้ ไม่มีใครกล้า ช่วยขนของออก ด้วยเกรงว่าจะถูกหาว่าทำให้ของหาย นางถุลลนันทาภิกษุณีกลับมาถาม ทราบความ กลับยกโทษติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่นางภิกษุณีผู้ไม่สละที่อยู่ หลีกไปสู่ที่จาริก (เมื่อจะเดินทางไปที่อื่น ต้องมอบที่อยู่ให้ นางภิกษุณีหรือนางสิกขมานา หรือสามเณรี)

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามเรียนติรัจฉานวิชชา

นางภิกษุณีพวก ๖เรียนติรัจฉานวิชชา (วิชาภายนอกที่ไม่มีประโยชน์) มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เรียนติรัจฉานวิชชา

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามสอนติรัจฉานวิชชา

นางภิกษุณีพวก ๖ สอนติรัจฉานวิชชา มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้สอนติรัจฉานวิชชา

(๖) อารามวรรค วรรคว่าด้วยอาราม มี ๑๐ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามเข้าไปในวัดที่มีภิกษุโดยไม่บอกล่วงหน้า

ภิกษุหลายรูปนุ่งผ้าผืนเดียว (ไม่ได้ห่มจีวร) ทำจีวรอยู่ในวัดใกล้หมู่บ้าน นางภิกษุณี ไม่ได้บอกล่วงหน้า เข้าไปในวัด (คงทำให้น่าเกลียดที่เข้าไปเห็นพระนุ่งสบงโดยไม่ห่มจีวร) ภิกษุเหล่านั้นพากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท และบัญญัติเพิ่มเติมอีก ๒ ครั้ง รวมเป็นข้อความว่า นางภิกษุณีรู้อยู่ไม่บอก (ล่วงหน้า) เข้าไปสู่ที่วัดที่มีภิกษุ ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามด่าหรือบริภาษภิกษุ

นางภิกษุณีพวก ๖โกรธเคืองพระกัปปิตกะผู้เป็นอุปัชฌายะของพระอุบาลี คิดจะ ฆ่าเสีย บางรูปเล่าให้พระอุบาลีฟัง พระอุบาลีจึงบอกให้พระกัปปิตกะทราบ พระกัปปิตกะ จึงหลบซ่อน นางภิกษุณีพวกนั้นฆ่าไม่สำเร็จ ก็โกรธเคืองพระอุบาลีว่าเป็นผู้ไปบอก จึงพากันด่าและบริภาษพระอุบาลี พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ นางภิกษุณีผู้ด่า หรือบริภาษภิกษุ

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามบริภาษภิกษุณีสงฆ์

นางถุลลนันทาภิกษุณีโกรธเคืองภิกษุณีสงฆ์ ซึ่งสวดประกาศลงอุกเขปนียกรรม (ยกจากหมู่)แก่นางจัณฑกาลีภิกษุณี เพราะเหตุที่ไม่เห็นอาบัติ จึงด่าบริภาษภิกษุณีสงฆ์ว่า “ นางภิกษุณีเหล่านี้เป็นคนเขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้จักธรรม โทษของกรรม กรรมวิบัติหรือกรรมสมบัติ” พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้บริภาษภิกษุณีสงฆ์

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามฉันอีกเมื่อรับนิมนต์หรือเลิกฉันแล้ว

พราหมณ์ผู้หนึ่งนิมนต์นางภิกษุณีหลายรูปไปฉัน บางรูปฉันเสร็จแล้ว ไม่รับอาหาร ที่เขาจะเติมให้อีกแล้ว (ภาษาพระว่า ห้ามข้าวแล้ว) ก็ไปสู่สกุลญาติ บางรูปก็รับบิณฑบาตแล้ว จากไป พราหมณ์ผู้นิมนต์ทราบเรื่องก็ติเตียน ด้วยความน้อยใจว่า ตนไม่สามารถถวายอาหาร ให้ได้ตามต้องการหรืออย่างไร พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณี รับนิมนต์แล้ว หรือไม่รับอาหารที่เขาจะเติมให้อีกแล้ว เคี้ยวก็ตาม ฉันก็ตาม ซึ่งของเคี้ยว หรือของฉัน ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามพูดกีดกันภิกษุณีอื่น

นางภิกษุณีไปบิณฑบาตในตรอกแห่งหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี เจ้าของบ้านนิมนต์ให้ ฉันอาหาร แล้วสั่งให้บอกภิกษุณีอื่นให้มาบ้าง เธอคิดจะกีดกัน จึงพูดกับนางภิกษุณีอื่น ๆ ว่า ที่นั่นมีสุนัขร้าย มีโคดุ เป็นที่เฉอะแฉะ อย่าไปเลย ภายหลังความแตก เพราะนางภิกษุณีรูปอื่นไปทางตรอกนั้น ได้รับนิมนต์ให้ฉัน แล้วถูกต่อว่า ว่าเหตุไฉนนางภิกษุณีทั้งหลายจึงไม่มา เมื่อเขาทราบความก็พากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ตระหนี่สกุล (คือพูดกีดกันมิให้ภิกษุณีรูปอื่นไปสู่สกุล หรือแกล้งพูดติเตียน นางภิกษุณีด้วยกันให้เขาฟังเพื่อจะได้นิมนต์ตนแต่ผู้เดียว)

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ

นางภิกษุณีจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ

(หมายเหตุ : ในคำอธิบายท้ายสิกขาบท อ้างว่า ทำให้ไม่ได้ฟังโอวาทและไม่ได้อยู่ร่วม คำว่าอยู่ร่วม หมายความว่า ทำกรรมร่วมกัน เรียนร่วมกัน ศึกษาร่วมกัน เหตุผลที่ให้นางภิกษุณีอยู่ในวัดที่มีภิกษุ อาจจะเพื่อป้องกันคนข่มเหงด้วยอีกส่วนหนึ่ง)

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามการขาดปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย

นางภิกษุณีหลายรูปจำพรรษาแล้วมิได้ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์ มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีจำพรรษาแล้ว ไม่ปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (ภิกษุสงฆ์ - ภิกษุณีสงฆ์) โดยฐานะ ๓ คือ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยนึกรังเกียจสงสัย ต้องปาจิตตีย์ (ปวารณา คือการอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนได้)

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามการขาดรับโอวาทและการขาดการอยู่ร่วม

นางภิกษุณีพวก ๖ มีภิกษุพวก ๖ มาให้โอวาทอยู่แล้ว ก็ไม่ไปฟังโอวาทร่วมกับ นางภิกษุณีทั้งหลาย มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณี ไม่ไปเพื่อรับโอวาท เพื่อการอยู่ร่วม ต้องปาจิตตีย์ (การอยู่ร่วม คือร่วมสามัคคีทำกรรม หรือศึกษาเล่าเรียนร่วมกับนางภิกษุณีอื่น ๆ)

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามการขาดถามอุโบสถและการไปรับโอวาท

นางภิกษุณีไม่ถามวันอุโบสถ ไม่ขอรับโอวาท มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรง บัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีพึงหวังธรรม ๒ อย่าง จากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือการถาม วันอุโบสถ การเข้าไปหาเพื่อรับโอวาท ถ้าให้ล่วงกำหนดนั้นไป ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามให้บุรุษบีบฝี ผ่าฝี เป็นต้น

นางภิกษุณีรูปหนึ่ง สองต่อสองกับบุรุษ ให้บีบฝีซึ่งเกิดขึ้นที่“ ปสาขา”(ใต้สะดือลงไป เหนือเข่าขึ้นมา) บุรุษนั้นพยายามข่มขืนนางภิกษุณีนั้น นางจึงร้องขึ้น พระผู้มีพระภาคจึง ทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีไม่บอกสงฆ์หรือคณะก่อน เป็นผู้สองต่อสอง กับบุรุษ ให้บีบก็ตาม ให้ผ่าก็ตาม ให้ชะก็ตาม ให้พันผ้าก็ตาม ให้แก้ผ้าพันก็ตาม ซึ่งฝีหรือ แผลอันเกิดขึ้นที่“ ปสาขา” ต้องปาจิตตีย์

(๗) คัพภินีวรรควรรคว่าด้วยหญิงมีครรภ์ มี ๑๐ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามให้บวชแก่หญิงมีครรภ์

นางภิกษุณีให้หญิงมีครรภ์บวช นางออกบิณฑบาต มนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า จงถวายภิกษาแก่นางเถิด เพราะนางมีครรภ์ มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีให้หญิงมีครรภ์บวช ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามให้บวชแก่หญิงที่ยังมีเด็กดื่มนม

นางภิกษุณีให้หญิงที่ยังมีเด็กดื่มนมบวช นางออกบิณฑบาต มนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า จงถวายภิกษาแก่นางเถิด เพราะนางมีคนที่สอง มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติ สิกขาบทว่า นางภิกษุณีให้หญิงที่ยังมีเด็กดื่มนมบวช ต้องปาจิตตีย์ (หญิงเช่นนี้ หมายรวม ทั้งผู้เป็นมารดาและแม่นม)

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามให้บวชแก่นางสิกขมานาซึ่งศึกษายังไม่ครบ ๒ ปี

นางภิกษุณีให้บวชแก่นางสิกขมานาผู้ยังมิได้ศึกษาในธรรม ๖ อย่าง ครบ ๒ ปี นางก็เป็นผู้เขลาไม่ฉลาด ไม่รู้สิ่งที่ควรหรือไม่ควร มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอธิบายวิธีที่นางสิกขมานาจะขอสิกขาสมมติ (การสวดประกาศให้การศึกษา) จากภิกษุณีสงฆ์ และการ สวดสมมติของภิกษุณีสงฆ์ ตลอดจนการเปล่งวาจาสมาทานและการไม่ประพฤติล่วงธรรม ๖ ข้อ ครั้นแล้วได้ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีให้บวชแก่นางสิกขมานาที่ยังมิได้ศึกษาใน ธรรม ๖ อย่าง ครบ ๒ ปี ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามให้บวชแก่นางสิกขมานาที่สงฆ์ยังมิได้สวดสมมติ

นางภิกษุณีให้บวชแก่นางสิกขมานาที่ศึกษาในธรรม ๖ อย่าง ครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ ยังมิได้สวดสมมติ มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงวิธีที่นางสิกขมานาผู้ศึกษาครบ ๒ ปีแล้วจะพึงเข้าไปหาภิกษุณีสงฆ์เพื่อขอวุฏฐานสมมติ (การสวดประกาศให้ความเห็นชอบที่ จะอุปสมบทได้) แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีให้บวชแก่นางสิกขมานาที่ศึกษา ในธรรม ๖ อย่าง ครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สวดสมมติ ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามให้บวชแก่หญิงที่มีสามีแล้ว แต่อายุยังไม่ถึง ๑๒

นางภิกษุณีให้บวชแก่หญิงที่มีสามีแล้ว แต่อายุยังไม่ถึง ๑๒ ขวบ นางไม่อดทนต่อ หนาว ร้อน หิว ระหาย เหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เสือกคลาน คำพูดล่วงเกินและเวทนากล้า พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีให้บวชแก่หญิงที่มีสามีแล้ว แต่อายุ ยังไม่ถึง ๑๒ ขวบ ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามให้บวชแก่หญิงเช่นนั้นอายุครบ ๑๒ แล้ว แต่ยังมิได้ศึกษา ๒ ปี

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามให้บวชแก่หญิงเช่นนั้นที่ศึกษา ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สวดสมมติ

สองสิกขาบทนี้ มีข้อความคล้ายสิกขาบทที่ ๓ และสิกขาบทที่ ๔ คือจะต้องขอสิกขาสมมติ และขอวุฏฐานสมมติจากนางภิกษุณีสงฆ์ จึงจะให้บวชได้ ถ้าให้บวชผู้ยังมีคุณสมบัติ ไม่สมบูรณ์ ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามเพิกเฉยไม่อนุเคราะห์ศิษย์ที่บวชแล้ว

นางถุลลนันทาภิกษุณีให้สหชีวินี (สัทธิวิหาริก คือผู้เป็นศิษย์ที่อุปัชฌายะ หรือปวัตตินี บวชให้) บวชแล้วมิได้สงเคราะห์เอง หรือให้ผู้อื่นสงเคราะห์ (ด้วยการสอนธรรม การสอบถาม การให้โอวาท การพร่ำสอน) ตลอดเวลา ๒ ปี นางจึงเป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้สิ่งที่ควรหรือไม่ควร มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่นางภิกษุณีผู้เป็นอุปัชฌายะ (ปวัตตินี) ผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามนางภิกษุณีแยกจากอุปัชฌายะ คือไม่ติดตามครบ ๒ ปี

นางภิกษุณีทั้งหลายมิได้ติดตาม ปวัตตินี (อุปัชฌายะ) ผู้บวชให้ตนตลอด ๒ ปี จึงเป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เป็นสหชีวินี (สัทธิวิหาริก) ผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามเพิกเฉยไม่พาศิษย์ไปที่อื่น

นางถุลลนันทาภิกษุณีให้สหชีวินี (สัทธิวิหาริก) บวชแล้ว มิได้พาไปที่อื่น มิได้ใช้ ให้พาไปที่อื่น สามี (ของนางภิกษุณีนั้น) รับตัวไป (คือพาให้สึกไป) มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีให้สหชีวินีบวชแล้ว ไม่พาไปที่อื่น โดยที่สุดแม้เพียง ๕ - ๖ โยชน์ ต้องปาจิตตีย์

(๘) กุมารีภูตวรรค วรรคว่าด้วยหญิงสาวที่ยังไม่มีสามี มี ๑๓ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามให้บวชแก่หญิงสาวที่อายุไม่ครบ ๒๐ ปี

นางภิกษุณีทั้งหลายให้หญิงสาวที่มีอายุไม่ครบ ๒๐ ปีบวช นางไม่อดทนต่อหนาว ร้อน หิว ระหาย เป็นต้น มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณี ให้หญิงสาวที่มีอายุไม่ครบ ๒๐ ปีบวช ต้องปาจิตตีย์

(หมายเหตุ : พึงสังเกตว่าหญิงที่มีสามีแล้ว อายุครบ ๑๒ จะบวชเป็นนางภิกษุณี ต้องเป็นนางสิกขมานาศึกษาอยู่อีก ๒ ปี จนอายุครบ ๑๔ ปีบริบูรณ์แล้ว จึงบวชเป็นนางภิกษุณีได้ แต่ถ้ายังมิได้มีสามี ต้องอายุครบ ๒๐ จึงบวชได้ แต่ก่อนจะบวชเป็นนางภิกษุณี จะต้อง เป็นนางสิกขมานา ๒ ปี ทุกรายไป ฉะนั้น หญิงที่ประสงค์จะบวชเป็นนางภิกษุณี เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์จะต้องบวชเป็นสามเณรีและเป็นนางสิกขมานาก่อนอายุครบ เพื่อไม่ต้อง ยืดเวลาเป็นนางสิกขมานาเมื่ออายุครบแล้ว)

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามบวชหญิงที่อายุครบ แต่ยังมิได้ศึกษาครบ ๒ ปี

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามบวชหญิงที่ศึกษาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สวดสมมติ

สองสิกขาบทนี้ มีเค้าความทำนองเดียวกับสิกขาบทที่ ๓ และที่ ๔ และที่ ๖ ที่ ๗ แห่ง คัพภินีวรรค ที่กล่าวมาแล้ว เป็นแต่นำมาใช้ในกรณีที่เป็นหญิงสาวมีอายุครบ ๒๐ ปี มีสิทธิ จะบวชได้ ก็คงให้ศึกษาก่อน และศึกษาแล้วก็ต้องให้สงฆ์สวดสมมติอนุญาตให้อุปสมบทก่อน

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามเป็นอุปัชฌาย์เมื่อพรรษาไม่ครบ ๑๒

นางภิกษุณี พรรษาไม่ครบ ๑๒ ให้ผู้อื่นบวช ตนเองก็เป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควรแม้สัทธิวิหารินี (ผู้ที่ตนบวชให้แปลตามศัพท์ว่า ผู้อยู่ร่วม) ก็เป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณี พรรษาหย่อนกว่า ๑๒ ให้ผู้อื่นบวช ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามเป็นอุปัชฌาย์โดยที่สงฆ์มิได้สวดสมมติ

นางภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ (แต่งตั้ง) ให้ผู้อื่นบวช มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีที่มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ ให้ผู้อื่นบวช ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามรับรู้แล้วติเตียนในภายหลัง

นางจัณฑกาลีภิกษุณีเข้าไปหาภิกษุณีสงฆ์ ขอให้แต่งตั้งเป็นอุปัชฌายะ ภิกษุณีสงฆ์พิจารณาแล้วไม่อนุญาต (เพราะเห็นว่ายังไม่เหมาะสม) นางก็รับคำว่า “ สาธุ” ภายหลังภิกษุณีสงฆ์แต่งตั้งนางภิกษุณีอื่นให้เป็นอุปัชฌายะ นางจัณฑกาลีภิกษุณีจึงเที่ยวโพนทะนาว่ากล่าว พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีที่สงฆ์ยังไม่อนุญาตให้เป็นอุปัชฌายะ รับคำว่า สาธุ แล้วภายหลังกลับติเตียน ต้องปาจิตตีย์ (สิกขาบทนี้ให้อำนาจภิกษุณีสงฆ์ พิจารณาผู้ที่จะเป็นอุปัชฌายะด้วย แม้มีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว จะไม่แต่งตั้งสวดสมมติให้ก็ได้)

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามรับปากว่าจะบวชให้ แล้วกลับไม่บวชให้

นางถุลลนันทาภิกษุณีรับปากกับนางสิกขมานารูปหนึ่งว่า ถ้าให้จีวรจะบวชให้ แล้วไม่บวชให้ ไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นบวชให้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีกล่าวกะนางสิกขมานาว่า ถ้าท่านจักให้จีวรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักบวชให้ แล้วภายหลังไม่มี เหตุขัดข้อง ไม่บวชให้เองก็ดี ไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นบวชให้ก็ดี ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๘ ห้ามรับปากแล้วไม่บวชให้ในกรณีอื่น

นางถุลลนันทาภิกษุณีรับปากกับนางสิกขมานารูปหนึ่งว่า ถ้าติดตามครบ ๒ ปี จะบวชให้แล้วไม่บวช ไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นบวชให้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีกล่าวกะนางสิกขมานาว่า ถ้าติดตาม (รับใช้) ครบ ๒ ปี แล้วจะบวชให้ ภายหลังไม่มีเหตุ ขัดข้อง ไม่บวชให้เองก็ดี ไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นบวชให้ก็ดี ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๙ ห้ามบวชให้นางสิกขมานาที่ประพฤติไม่ดี

นางถุลลนันทาภิกษุณีบวชให้นางสิกขมานาผู้คลุกคลีด้วยบุรุษ คลุกคลีด้วยชายหนุ่ม เป็นคนดุร้าย ก่อความเศร้าใจแก่คนอื่น มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติ สิกขาบทว่า นางภิกษุณีบวชให้นางสิกขมานาผู้คลุกคลีด้วยบุรุษ คลุกคลีด้วยชายหนุ่ม เป็นคนดุร้าย ก่อความเศร้าใจแก่คนอื่น ต้องปาจิตตีย์ (บุรุษ คือคนมีอายุครบ ๒๐ แล้วกุมารกะหรือชายหนุ่ม คือที่อายุยังไม่ถึง ๒๐)

สิกขาบทที่ ๑๐ ห้ามบวชให้นางสิกขมานาที่มารดาบิดาหรือสามีไม่อนุญาต

นางถุลลนันทาภิกษุณีบวชให้นางสิกขมานาที่มารดาบิดายังไม่อนุญาตบ้าง ที่สามียัง ไม่อนุญาตบ้าง มารดาบิดาบ้าง สามีบ้าง พากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีบวชให้นางสิกขมานาที่มารดาบิดาหรือสามียังมิได้อนุญาต ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๑๑ ห้ามทำกลับกลอกในการบวช

นางถุลลนันทาภิกษุณีคิดจะบวชให้นางสิกขมานา จึงนิมนต์พระภิกษุที่เป็นเถระทั้งหลายมาประชุมกัน ครั้นแล้วเห็นของเคี้ยวของฉันมีมาก จึงกล่าวว่า “ ข้าพเจ้าจะยังไม่บวชให้ นางสิกขมานาละ” แล้วส่งพระภิกษุเถระเหล่านั้นกลับนิมนต์พระเทวทัต เป็นต้น (รวม ๕ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระที่ก่อเรื่องยุ่งยาก) มาประชุมกัน บวชให้นางสิกขมานา มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่นางภิกษุณีผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ ๑๒ ห้ามบวชให้คนทุกปี

สมัยนั้น นางภิกษุณีบวชให้คนทุก ๆ ปี ที่อยู่ไม่พอกัน มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้บวชให้ทุกปี (ต้องบวชปีเว้นปี)

สิกขาบทที่ ๑๓ ห้ามบวชให้ปีละ ๒ คน

สมัยนั้น นางภิกษุณีบวชให้ปีละ ๒ คน ที่อยู่ไม่พอกัน มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาค จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่บวชให้ปีละ ๒ คน

(๙) ฉัตตุปาหนวรรควรรคว่าด้วยร่มและรองเท้า มี ๑๓ สิกขาบท

สิกขาบทที่ ๑ ห้ามใช้ร่มใช้รองเท้า เว้นแต่จะไม่สบาย

สมัยนั้น นางภิกษุณีพวก ๖ ใช้ร่มใช้รองเท้า มนุษย์ทั้งหลายติเตียนว่าใช้ของเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีใช้ร่มใช้รองเท้า ต้องปาจิตตีย์ ภายหลังทรงบัญญัติเพิ่มเติม อนุญาตให้ใช้ได้ ถ้าเป็นไข้ หรือไม่ใช้แล้วจะไม่สบาย

สิกขาบทที่ ๒ ห้ามไปด้วยยาน เว้นแต่ไม่สบาย

นางภิกษุณีพวก ๖ ไปด้วยยาน มนุษย์ทั้งหลายติเตียนว่าทำเหมือนคฤหัสถ์ผู้ บริโภคกาม พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีไปด้วยยาน ต้องปาจิตตีย์ ภายหลังทรงบัญญัติเพิ่มเติม อนุญาตให้ไปด้วยยานได้ ถ้าเป็นไข้

(หมายเหตุ : ทั้งสองสิกขาบทนี้ เห็นได้ว่าเพื่อมิให้ถูกติว่าเลียนแบบคฤหัสถ์ เป็น การบัญญัติตามกาลเทศะ และสิ่งแวดล้อม ตกมาถึงสมัยนี้ ความรังเกียจคงเปลี่ยนแปลงไป สิกขาบทเหล่านี้ จึงคงอยู่ในประเภทที่ทรงอนุญาตไว้ก่อนปรินิพพานว่า ถ้าจะถอนสิกขาบท เล็กน้อยเสียก็ถอนได้ เป็นการเปิดทางให้กาลเทศะ แต่พระสาวกสมัยสังคายนาเห็นว่า ถ้าปล่อยให้ถอนกันตามชอบใจ จะยุ่งกันใหญ่ คืออาจจะไปถอนสิกขาบทที่สำคัญเข้า แต่เห็น เป็นไม่สำคัญ ฉะนั้น ท่านจึงสวดประกาศห้ามถอน เป็นการใช้อำนาจสงฆ์สั่งการ เช่นนั้น)

สิกขาบทที่ ๓ ห้ามใช้ผ้าหยักรั้ง

นางภิกษุณีถูกสกุลที่ตนเข้าไปฉันขอร้องให้นำผ้า“ สังฆาณี” (ผ้าแคบ แต่ยาวพอนุ่งปิดสะโพกได้ เมื่อนุ่งแล้วจะดูเป็นผ้าหยักรั้ง ฝรั่งเรียกว่า Loin - cloth คือผ้าปกสะโพก แสดงรูปชาวอินเดียนุ่งผ้าแบบนี้ให้ดูด้วย) ไปมอบให้สตรีอีกคนหนึ่ง นางภิกษุณีนั้นคิดว่าจะใส่บาตรนำไปก็เกรงน่าเกลียด จึงนุ่งไป ในขณะที่ไปในถนนด้ายขาด ผ้าจึงหลุดลงมาเรี่ยราด ถูกติเตียนว่าใช้ผ้านุ่งเหมือนคฤหัสถ์ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่นางภิกษุณีผู้ใช้ผ้าสังฆาณี

สิกขาบทที่ ๔ ห้ามใช้เครื่องประดับกายสำหรับหญิง

นางภิกษุณีพวก ๖ ใช้เครื่องประดับกายสำหรับหญิง (คือเครื่องประดับศีรษะ คอ มือ เท้า และสะเอว) มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีใช้ เครื่องประดับกายสำหรับหญิง ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๕ ห้ามอาบน้ำหอมและน้ำมีสี

นางภิกษุณีพวก ๖ อาบน้ำด้วยน้ำหอมและน้ำมีสี (อาจใช้ย้อมกายได้) มีผู้ติเตียนว่า ทำอย่างคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีอาบน้ำด้วยน้ำหอมและน้ำมีสี ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๖ ห้ามอาบน้ำด้วยแป้งงาอบ

นางภิกษุณีพวก ๖ อาบน้ำด้วยแป้งที่ทำด้วยงาอบกลิ่น มีผู้ติเตียนว่าทำอย่างคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีอาบน้ำด้วยแป้งงาอบกลิ่น ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๗ ห้ามให้นางภิกษุณีทาน้ำมันหรือนวด

สมัยนั้น นางภิกษุณีให้นางภิกษุณีด้วยกันทาน้ำมันบ้าง นวดบ้าง มีผู้ติเตียนว่าทำเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีให้นางภิกษุณี ทาน้ำมันหรือนวด ต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๘ - ๙ - ๑๐ ห้ามให้ผู้อื่นทาน้ำมันหรือนวด

สิกขาบททั้งสามนี้ ก็เหมือนกับสิกขาบทที่ ๗ ต่างแต่ผู้ทาน้ำมันและนวดในสิกขาบท ที่ ๘ เป็นนางสิกขมานา สิกขาบทที่ ๙ เป็นสามเณรี สิกขาบทที่ ๑๐ เป็นคิหินี (สตรีผู้เป็นคฤหัสถ์)

สิกขาบทที่ ๑๑ ห้ามนั่งหน้าภิกษุโดยไม่บอกก่อน

สมัยนั้นนางภิกษุณีทั้งหลายไม่อาปุจฉา นั่งบนอาสนะเบื้องหน้าของภิกษุ มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีไม่อาปุจฉา นั่งบนอาสนะเบื้องหน้าภิกษุต้องปาจิตตีย์

สิกขาบทที่ ๑๒ ห้ามถามปัญหาภิกษุโดยไม่ขอโอกาส

สมัยนั้น นางภิกษุณีถามปัญหาภิกษุผู้ที่ตนมิได้ขอโอกาส มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีถามปัญหาภิกษุที่ตนมิได้ขอโอกาส ต้องปาจิตตีย์ (เป็นระเบียบเรื่องความเคารพ)

สิกขาบทที่ ๑๓ ห้ามเข้าบ้านโดยไม่ใช้ผ้ารัดหรือผ้าโอบ

นางภิกษุณีเข้าบ้านไม่มีผ้าสังกัจฉิกะ (ผ้ารัดหรือโอบที่ใช้ปิดตั้งแต่หลุมคอลงไป และตั้งแต่สะดือขึ้นมา) มนุษย์พากันแกล้งชมโฉมต่าง ๆ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า นางภิกษุณีไม่ใช้ผ้าสังกัจฉิกะ (ผ้ารัดหรือผ้าโอบ) เข้าบ้าน (กำหนดตั้งแต่เขตรั้วเข้าไป) ต้องปาจิตตีย์

(หมายเหตุ : ปาจิตตีย์ของนางภิกษุณีทั้งหมดมี ๑๖๖ แต่แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ เพียง ๙๖ สิกขาบท แบ่งเป็น ๙ วรรค ๗ วรรคแรก มีวรรคละ ๑๐ สิกขาบท ๒ วรรคหลัง มีวรรคละ ๑๓ สิกขาบท และได้นำปาจิตตีย์ของภิกษุมาใช้ ๗๐ สิกขาบท (๙๖ + ๗๐ = ๑๖๖) คือปาจิตตีย์ของภิกษุมี ๙๒ สิกขาบท นำออกเสีย ๒๒ สิกขาบทเฉพาะที่ไม่จำเป็นสำหรับ นางภิกษุณี ๒๒ สิกขาบทที่ไม่ใช้แก่นางภิกษุณี คือ โอวาทวรรคที่ ๓ รวมหมดทั้งสิบสิกขาบท โภชนวรรคที่ ๕ เฉพาะสิกขาบทที่ ๓ ๕ ๖ และ ๙ รวม ๔ สิกขาบท อเจลกวรรคที่ ๕ เฉพาะสิกขาบทที่ ๑ สัปปาณกวรรคที่ ๗ เฉพาะสิกขาบทที่ ๔ ๕ และ ๗ รวม ๓ สิกขาบท รตนวรรคที่ ๙ เฉพาะสิกขาบทที่ ๑ ๓ ๗ และ ๙ รวม ๔ สิกขาบท รวมทั้งสิ้น ๒๒ สิกขาบท ท่านผู้ประสงค์จะทราบว่าสิกขาบทที่ไม่นำมาใช้สำหรับนางภิกษุณีตามที่ระบุไว้ ๒๒ สิกขาบทนี้ว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง โปรดดูหน้า ๒๔๘ - ๒๖๑)

๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์

(ว่าด้วยอาบัติที่พึงแสดงคืน ๘ สิกขาบท)

สิกขาบทที่ ๑ ถึงสิกขาบทที่ ๘ ห้ามขอโภชนะประณีต ๘ อย่าง
ตามลำดับสิกขาบท มาฉัน

ความในสิกขาบททั้งแปดนี้อย่างเดียวกัน ต่างกันแต่ของที่ขอรวม ๘ อย่าง ตามลำดับสิกขาบท คือนางภิกษุณีไม่เป็นไข้ ขอของเหล่านี้ มาบริโภค ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ คือ

(๑) เนยใส (๒) น้ำมัน (๓) น้ำผึ้ง (๔) น้ำอ้อย

(๕) ปลา (๖) เนื้อ (๗) นมสด (๘) นมส้ม

(เรียงลำดับสิกขาบทตามลำดับของ)

(หมายเหตุ : อาบัติปาฏิเทสนียะ แปลว่า อาบัติที่ต้องแสดงคืน ทั้งแปดสิกขาบทนี้ ไม่มีพ้องกับของภิกษุเลย อนึ่ง ของบริโภค ๘ อย่างที่ห้ามขอมาฉัน ในเมื่อไม่เป็นไข้นี้ เคยเรียก ในสิกขาบทสำหรับภิกษุว่า โภชนะประณีตมี ๙ อย่าง โดยเพิ่มเนยข้น (นวนีตํ) เข้าในลำดับที่ ๒ แล้วเลื่อนข้ออื่น ๆ ไปไว้ถัดไป โดยนัยนี้ จึงขาดเนยข้นไปอย่างเดียว อาจเป็นเพราะไม่มีใครทำ ตัวอย่าง จึงไม่บัญญัติสิกขาบทก็ได้)

๖. เสขิยกัณฑ์

(ว่าด้วยวัตรและมารยาทที่ภิกษุณีจะต้องศึกษา)

ในพระไตรปิฎกเรียกชื่อว่าเสขิยธรรม คือธรรมที่ต้องศึกษาของนางภิกษุณี คงมี ๗๕ ข้อ เหมือนของภิกษุ เป็นแต่ได้แสดงต้นเรื่องไว้ ๒ ข้อ ที่นางภิกษุณีพวก ๖ นุ่งห่มไม่เป็นปริมณฑล และถ่ายอุจจาระบ้าง ปัสสาวะบ้าง บ้วนเขฬะบ้าง ลงในน้ำ เป็นเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้น ซึ่งมีฟ้องกันอยู่แล้วในข้อห้ามสำหรับภิกษุ

๗. อธิกรณสมถะ

(ว่าด้วยธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ ๗ อย่าง)

ทั้งเจ็ดข้อนี้ก็ตรงกับของภิกษุ โปรดดูหน้า ๒๖๗

สรูปศีลของนางภิกษุณี

ชื่อของนางภิกษุณีนำของภิกษุมาใช้รวม
ปาราชิก
สังฆาทิเสส๑๐๑๗
นิสสัคคิยปาจิตตีย์๑๒๑๘๓๐
ปาจิตตีย์๙๖๗๐๑๖๖
ปาฏิเทสนียะ-
เสขิยะ-๗๕๗๕
อธิกรณสมถะ-
รวมทั้งสิ้น๑๓๐๑๘๑๓๑๑