ค้นหา K
Appearance
Appearance
พระไตรปิฎกเล่มนี้ ยังอยู่ในประเภท ‘ทีฆนิกาย’ คือ ‘หมวดพระสูตรขนาดยาว’ และปาฏิกวัคค์ คือวรรคที่เริ่มต้นด้วยปาฏิกสูตร ในวรรคนี้มี ๑๑ สูตร ตามลำดับดังนี้
๑.ปาฏิกสูตร ว่าด้วย ‘ชีเปลือยบุตรแห่งปาฏิกะ (ช่างทำถาด)’ ผู้คุยโอ่ยกตนเสมอ ด้วยพระพุทธเจ้า
๒.อุทุมพริกสูตร ว่าด้วย ‘เหตุการณ์ในปริพพาชการาม ซึ่งพระนางอุทุมพริกา สร้างถวาย’ กล่าวถึงการโต้ตอบระหว่างพระพุทธเจ้า กับนิโครธปริพพาชก เรื่อง นักบวช
๓.จักกวัตติสูตร ว่าด้วย ‘พระเจ้าจักรพรรดิ’ และความเสื่อม ความเจริญแห่ง ศีลธรรม และเรื่องพระเมตไตรยพุทธเจ้า
๔.อัคคัญญสูตร ว่าด้วย ‘บุคคลผู้เลิศกว่าคนอื่น’ ด้วยความรู้และความประพฤติ แสดงถึงเรื่องวรรณะ หรือชั้นแห่งบุคคล ๔ ประเภท รวมทั้งที่มาเดิมของโลก ซึ่ง เป็นต้นเรื่องของวรรณะ ๔
๕.สัมปสาทนียสูตร ว่าด้วย ‘คุณธรรมที่น่าเลื่อมใส’ กล่าวถึงคำพรรณนาพระคุณ อันน่าเลื่อมใสของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระสาริบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
๖.ปาสาทิกสูตร ว่าด้วย ‘พระธรรมเทศนาที่น่าเลื่อมใส’ กล่าวถึงธรรมวินัยที่กล่าว ไว้ไม่ดี และที่กล่าวไว้ดี พร้อมทั้งข้อปฏิบัติของสาวก
๗.ลักขณสูตร ว่าด้วย ‘มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ’ พร้อมด้วยเหตุผลที่ให้เกิด ลักษณะนั้น ๆ
๘.สิงคาลกสูตร ว่าด้วย ‘สิงคาลกมาณพ’ ส่วนใหญ่เป็นการสอนธรรมะของผู้ ครองเรือน และเรื่องทิศ ๖ ที่อุปมาด้วยบุคคล ๖ ประเภท
๙.อาฏานาฏิยสูตร ว่าด้วย ‘การรักษาในอาฏานาฏานคร’ ซึ่งท้าวจาตุมหาราช กราบทูลพระผู้มีพระภาค
๑๐.สังคีติสูตร ว่าด้วย ‘การร้อยกรองหรือสังคายนาคำสอน’ พระสาริบุตรได้แสดง ธรรมเป็นตัวอย่าง ในการจัดประเภทคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นหมวดหมู่ ซึ่ง เป็นแบบอย่างของการสังคายนาในภายหลัง
๑๑.ทสุตตรสูตร ว่าด้วย ‘หมวดธรรมอันยิ่งขึ้นไปจนถึงสิบ’ เป็นการแสดงธรรมของ พระสาริบุตรจำแนกธรรมหมวดหนึ่ง หมวดสอง จนถึงหมวดสิบ ซึ่งเป็นตัวอย่าง แห่งการร้อยกรองพระธรรมวินัยได้ดี เช่น สังคีติสูตร
(สูตร ว่าด้วยชีเปลือยบุตรเเห่งปาฏิกะ ช่างทำถาด)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคมชื่ออนุปปิยะ แคว้นมัลละ เช้าวันหนึ่งเสด็จออก บิณฑบาต แต่ยังเช้าอยู่ จึงเสด็จแวะไปยังอารามของภัคควโคตรปริพพาชก ตรัสสนทนากับ ภัคควโคตรปริพพาชก ผู้ทูลถามเรื่องบุตรลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ ผู้เข้ามาบวชแล้วสึกไป โดยให้เหตุผลว่า
๑.ตนจะไม่อยู่อุทิศพระผู้มีพระภาคต่อไป
๒.เพราะพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ดู
๓.เพราะไม่ทรงบัญญัติสิ่งที่เป็นเลิศ (ไม่ชี้สิ่งประเสริฐสุด หรือสิ่งที่เป็นต้นเดิม ของสิ่งทั้งหลายว่าได้แก่อะไร)
ซึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าว่า ในข้อ ๑ พระองค์ได้ตรัสถามเขาว่า พระองค์ได้เคยขอร้องให้เขามาอยู่อุทิศพระองค์ หรือว่าเขาเคยเข้ามากราบทูลว่า จะอยู่อุทิศพระองค์บ้าง หรือเปล่า เขาตอบว่า เปล่า เมื่อเป็นเรื่องเปล่า จึงมิไช่เรื่องที่ใครจะบอกเลิกใคร
ในข้อ ๒ ตรัสถามเขาว่า พระองค์เคยตรัสหรือไม่ว่าจงมาอยู่อุทิศพระองค์เถิด แล้วพระองค์จะทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ดู ก็ตอบว่า เปล่า ตรัสถามต่อไปว่า ถ้าแสดงฤทธิ์ให้ดู หรือไม่แสดงก็ตาม จะทำให้สิ้นทุกข์ได้หรือไม่ ตอบว่า ไม่ทำให้สิ้นทุกข์ได้ จึงตรัสว่า ถ้า อย่างนั้น การแสดงฤทธิ์จะทำอะไรได้
ในข้อ ๓ ตรัสถามเขาว่า พระองค์เคยตรัสหรือไม่ว่าจงมาอยู่อุทิศพระองค์เถิด แล้วพระองค์จะทรงบัญญัติสิ่งที่เลิศเเก่เขา เขาตอบว่า เปล่า ตรัสถามต่อไปว่า จะบัญญัติสิ่งที่เลิศ หรือไม่ก็ตาม จะทำให้สิ้นทุกข์ได้หรือไม่ ตอบว่า ไม่ทำให้สิ้นทุกข์ได้ จึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น การบัญญัติสิ่งที่เลิศจะทำอะไรได้ อนึ่ง ได้ตรัส (เป็นเชิงทบทวนความทรงจำ) ว่า สุนักขัตตะ เคยกล่าวพรรณนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไว้ เป็นอเนกประการในวัชชีคาม
ตรัสเล่าต่อไปว่า เคยตรัสแก่สุนักขัตตลิจฉวีบุตร ถึงชีเปลือยชื่อโกรักขัตติยะ ผู้ ประพฤติวัตรดั่งลูกสุนัข คือลงคลาน ๔ เท้า กินอาหารที่ตกอยู่บนพื้นดิน ด้วยใช้ปากงับ (ไม่ใช้มือหยิบเข้าปาก) ว่าจะตายด้วยโรคท้องอืดในวันที่ ๗ แล้วถูกนำไปทิ้งในป่าช้า ซึ่งมี กอหญ้าคมบาง สุนักขัตตลิจฉวีจึงไปหาชีเปลือยชื่อโกรักขัตติยะเล่าคำของเราให้ฟัง และ แนะนำให้บริโภคอาหารพอประมาณ ดื่มน้ำพอประมาณ เพื่อจะให้ถ้อยคำของเราคลาดเคลื่อน ครั้นในวันที่ ๗ ชีเปลือยนั้นก็ตายและถูกนำไปทิ้งไว้ในป่าช้า ซึ่งมีกอหญ้าคมบาง เราจึงย้อน ถามสุนักขัตตลิจฉวีว่า ที่เป็นอย่างนี้ ชื่อว่าเราแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แล้วหรือยัง สุนักขัตตลิจฉวี ก็รับว่าแสดงแล้ว
ตรัสเล่าถึงชีเปลือยชื่อกฬารมัชฌกะ ผู้เลิศด้วยลาภ ยศ อาศัยอยู่ในวัชชีคาม ใกล้ กรุงเวสาลี เป็นผู้ถือข้อปฏิบัติ ๗ ประการ คือ (๑) เปลือยกาย (๒) ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ เสพเมถุนธรรม (๓) ดื่มสุราและกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต ไม่กินข้าวสุก ขนมสด (๔) ไม่ล่วงเกิน อุเทนเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทิศบูรพา (ตะวันออก) (๕) ไม่ล่วงเกินโคตมกเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทิศทักษิณ (ใต้) (๖) ไม่ล่วงเกินสัตตัมพเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทิศประจิม (ตะวันตก) (๗) ไม่ล่วงเกินพหุปุตตกเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทิศอุดร (เหนือ) ของกรุงเวสาลี เราเคยกล่าวกะสุนักขัตตลิจฉวีว่า กฬารมัชฌกะ จะนุ่งผ้า มีภริยา กินข้าวสุก ขนมสด (เพิ่มขึ้นจากสุรา และเนื้อสัตว์) ล่วงเกินเจดีย์ทั้งปวงใน กรุงเวสาลี เสื่อมจากยศและตาย เหตุการณ์ก็เป็นจริงดั่งที่เรากล่าว เราจึงถามสุนักขัตตลิจฉวี ว่า ที่เป็นอย่างนี้ ชื่อว่าเราแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แล้วหรือยัง สุนักขัตตลิจฉวีก็รับว่าแสดงแล้ว
ตรัสเล่าถึงชีเปลือยชื่อปาฏิกบุตร ผู้เลิศด้วยลาภ ยศ อาศัยอยู่ในวัชชีคาม ใกล้ กรุงเวสาลี ชีเปลือยผู้นี้เปล่งวาจาในท่ามกลางบริษัทว่า พระโคดมเป็นญาณวาทะ (ผู้กล่าวรับรอง ญาณความรู้) ตนก็เป็นญาณวาทะ ควรจะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ด้วยกันได้ พระสมณโคดมมา ครึ่งทาง ตนจะไปครึ่งทาง พระสมณโคดมแสดงอิทธิปาฏิหาริย์กี่อย่าง ตนก็จะแสดงเพิ่มขึ้น เป็นทวีคูณ เมื่อสุนักขัตตลิจฉวีมาเล่าให้ฟัง เราจึงกล่าวชีเปลือยชื่อปาฏิกบุตรไม่ละทิ้งถ้อยคำ นั้นความคิดนั้น ไม่สละความเห็นนั้น ก็ไม่ควรมาอยู่ต่อหน้าเรา ถ้าขืนมาศีรษะก็จะแตก สุนักขัตตลิจฉวีขอให้เรารักษาถ้อยคำที่เราพูดไว้ เราจึงให้สุนักขัตตลิจฉวีไปบอกแก่ชีเปลือย ชื่อปาฏิกบุตร เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อกลับจากบิณฑบาตในกรุงเวสาลี เราจึงเข้าไปพักกลางวันใน อารามของชีเปลือยชื่อปาฏิกบุตร สุนักขัตตลิจฉวีก็รีบเที่ยวไปบอกพวกกษัตริย์ลิจฉวี รวมทั้งพราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล และสมณพราหมณ์ เจ้าลัทธิต่าง ๆ ให้รีบไปดูการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ระหว่างเรากับชีเปลือยชื่อปาฏิกบุตร
เมื่อชีเปลือยชื่อปาฏิกบุตรทราบว่ามีคนมาประชุมเพื่อจะคอยดู ก็ตกใจกลัว จึงเดินทางไปยังอารามของปริพพาชกชื่อติณฑุกขานุ (ตอไม้มะพลับ) พวกบริษัทก็ไปตาม พูดขอร้องให้ไปแสดงตัว ชีเปลือยผู้นั้นก็พูดว่า จะไป แต่กระเสือกกระสนอยู่ในที่นั้น ลุกขึ้น ไม่ได้ มหาอำมาตย์ของเจ้าลิจฉวีไปตาม เขาก็พูดอย่างนั้น แต่ลุกขึ้นไม่ได้ ชาลิยะศิษย์ของ ปริพพาชกผู้ใช้บาตรไม้ จึงไปตาม และพูดว่าอย่างเจ็บ ๆ แต่ก็ไม่สำเร็จ ชีเปลือยไม่ยอมไป แสดงตัว เราจึงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ไปประชุมนั้นแล้วกลับที่พัก และเราได้ถามสุนักขัตตลิจฉวีว่า ที่เป็นอย่างนี้ ชื่อว่าเราแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แล้วหรือยัง สุนักขัตตลิจฉวีก็รับว่าแสดงแล้ว
ตรัสต่อไปว่า “เรารู้จักสิ่งที่เลิศ รู้จักสิ่งที่เลิศยิ่งขึ้นไปกว่านั้น แต่รู้แล้วก็ไม่ยึดถือ เมื่อไม่ยึดถือก็รู้แจ้งนิพพานเฉพาะตน เมื่อรู้จึงไม่ประสบความเสื่อม” ครั้นแล้วทรงแสดงสิ่งที่เลิศตามทัศนะของศาสนาอื่นต่อไปว่า
๑.สมณพราหมณ์บางพวกบัญญัติสิ่งที่เลิศอันเป็นคำสอนของอาจารย์ คือเรื่องที่ พระอิศวร สร้าง (อิสสรกุตตะ) พระพรหมสร้าง (พรหมกุตตะ) คือเมื่อโลกหมุนเวียน เปลี่ยนไป บางครั้งพรหมวิมานว่างไม่มีใคร ผู้ที่ไปเกิดในที่นั้นคนแรกก็นึกว่าตน เป็นมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ไปเกิดทีหลังก็นึกว่าตนเป็นผู้ที่มหาพรหมสร้างขึ้น ต่อมาพวกเหล่านั้นมาเกิดในโลกนี้ ออกบวชบำเพ็ญเพียร ระลึกชาติได้ ก็เอาความ เข้าใจสมัยที่เกิดในพรหมโลกนั้นมากล่าวว่า มีผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง
๒.สมณพราหมณ์บางพวกบัญญัติสิ่งที่เลิศอันเป็นคำสอนของอาจารย์เกี่ยวกับเทพ พวกขิฑฑาปโทสิกะ (ผู้เสียหายหรือมีโทษเพราะการเล่น) คือเมื่อมาออกบวชบำเพ็ญ เพียร ระลึกชาติได้ว่า ตนเคยเป็นเทพพวกขิฑฑาปโทสิกะ ต้องจุติ คือพ้นฐานะเดิม เพราะการเล่นสนุกสนาน จึงเห็นว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกขิฑฑาปโทสิกะไม่เที่ยง
๓.สมณพราหมณ์บางพวกบัญญัติสิ่งที่เลิศอันเป็นคำสอนของอาจารย์เกี่ยวกับเทพ พวกมโนปโทสิกะ (ผู้เสียหายหรือมีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น) คือเมื่อมาออกบวช บำเพ็ญเพียร ระลึกชาติได้ว่า ตนเคยเป็นเทพพวกมโนปโทสิกะ ต้องจุติ คือพ้นจาก ฐานะเดิม เพราะคิดร้ายผู้อื่น จึงเห็นเทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกมโนปโทสิกะไม่เที่ยง
๔.สมณพราหมณ์บางพวก บัญญัติสิ่งที่เลิศ อันเป็นคำสอนของอาจารย์เกี่ยวกับการ มีเป็นขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุ (อธิจจสมุปปันนะ) คือเมื่อมาออกบวชบำเพ็ญเพียร ระลึกชาติได้ว่า ตนเคยมีสัญญาเกิดขึ้น ขณะเป็นอสัญญีสัตว์ ไม่มีสัญญา พอเกิดสัญญาขึ้นก็จุติ จึงระลึกได้ สิ้นสุดลงเพียงเมื่อจะจุติเท่านั้น ย้อนหลังไป กว่านั้นไม่เห็นมีอะไร จึงเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ
(ข้อบัญญัติทั้ง ๔ นี้ เป็นทิฏฐิความเห็นที่มีมูลฐานมาจากความรู้เพียงเปลาะใดเปลาะหนึ่ง ไม่รู้ตลอดสาย ทำให้เข้าใจผิด ดูพรหมชาลสูตรประกอบ ซึ่งย่อไว้แล้วใน หน้า ๔๑๐ - ๓๑๓)
ครั้นแล้วตรัสเรื่องสุภวิโมกข์ (ซึ่งอรรถกถาอธิบายว่า การบำเพ็ญกสิณ คือการเพ่ง รูปนิมิต แบบใช้สีเป็นอารมณ์) เมื่อจบพระพุทธดำรัส ภัคควโคตรปริพพาชกชื่นชมภาษิต ของพระผู้มีพระภาค
(หมายเหตุ : เป็นอันทรงตอบข้อกล่าวหาของสุนักขัตตลิจฉวี ที่ว่าไม่ทรงแสดง อิทธิปาฏิหาริย์ และไม่แสดงสิ่งที่เลิศ หรือสิ่งที่เป็นต้นเดิมของสิ่งทั้งหลายว่าได้ทรงแสดงแล้ว อย่างไร)
(สูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ในปริพพาชการาม ซึ่งนางอุทุมพริกาสร้างถวาย)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ สันธานคฤหบดี ออกจากกรุงราชคฤห์จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคในเวลากลางวัน และแวะไปหานิโครธปริพพาชก ซึ่ง กำลังอยู่กับบริษัทใหญ่ประมาณ ๓ พันคนกำลังกล่าวถ้อยคำ ที่เป็นเรื่องภายนอกของสมณะ (ติรัจฉานกถา) ด้วยเสียงอันดัง เมื่อเห็นสันธานคฤหบดีเข้ามา ก็สั่งกันและกันให้สงบเสียง เพราะคฤหบดีผู้นี้เป็นสาวกฝ่ายคฤหัสถ์ที่อยู่ในกรุงราชคฤห์คนหนึ่งของพระสมณโคดม และ เป็นพวกที่ไม่ชอบเสียงดัง พรรณนาคุณของความเป็นผู้มีเสียงน้อย เมื่อรู้ว่าบริษัทมีเสียงน้อย ก็จะพึงเข้ามาหา
เมื่อสันธานคฤหบดีเข้าไปหานิโครธปริพพาชก กล่าวสัมโมทนียกถาปราศรัยกัน เสร็จแล้ว ก็กล่าวว่า นักบวชลัทธิอื่น (อัญญเดียรถีย์ปริพพาชก) ที่ประชุมกัน ส่งเสียงอื้ออึง เป็นคนละอย่างกับพระผู้มีพระภาค ผู้เสพเสนาสนะอันสงัด
นิโครธปริพพาชกจึงตอบว่า พระสมณโคดมจะสนทนาโต้ตอบ แสดงความสามารถ ทางปัญญากับใครได้ ปัญญาของพระสมณโคดมถูกกำจัดเสียแล้วในเรือนว่าง จึงไม่กล้า ก้าวลงสู่บริษัท ไม่ควรที่จะโต้ตอบ ได้แต่เสพเสนาสนะอันสงัด เหมือนโคตาบอดที่หนีไปอยู่ ป่าลึก เสพเสนาสนะอันสงัด (โดยใจความว่า การที่เสพเสนาสนะอันสงัด ก็เพราะไม่มีปัญญา จะโต้ตอบกับใคร จึงต้องเลี่ยงหนีประชุมชน เหมือนโคตาบอดที่กลัวถูกทำร้าย ต้อง หลบซ่อนตัวอยู่ในที่เปลี่ยว) ขอให้สมณโคดมมาสู่บริษัทนี้เถิด เราจะสนทนาด้วยสักปัญหา หนึ่ง จะหมุนเสียให้เหมือนหม้อเปล่าทีเดียว
พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับถ้อยคำสนทนาของทั้งสองฝ่ายด้วยพระโสตธาตุอัน เป็นทิพย์ จึงเสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏ เสด็จจงกรมในที่แจ้ง ริมฝั่งน้ำสุมาคธา นิโครธปริพพาชก เห็นเช่นนั้นก็เตือนบริษัทให้สงบเสียงแล้วกล่าวว่า ถ้าพระสมณโคดมเสด็จมา ตนจะถาม ปัญหาเรื่องธรรมะที่ทรงแสดงแก่สาวกให้มีความปลอดโปร่งใจในการประพฤติพรหมจรรย์ เบื้องต้น
๑.พระผู้มีพระภาคเสด็จมาหานิโครธปริพพาชก ได้รับการต้อนรับปราศรัยเป็นอันดี ได้รับนิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ ส่วนนิโครธปริพพาชกนั่งบนอาสนะที่ต่ำกว่า เมื่อพระ ผู้มีพระภาคตรัสไต่ถามว่า สนทนาอะไรค้างอยู่ ปริพพาชกจึงกราบทูลว่า พูดกันว่า ถ้าพระองค์เสด็จมา จะถามเรื่องธรรมที่แสดงแก่สาวก ให้มีความปลอดโปร่งใจใน การประพฤติพรหมจรรย์เบื้องต้น ตรัสตอบว่า เป็นการยากที่ท่านผู้มีความเห็น อย่างอื่น มีความพอใจอย่างอื่น มีความประพฤติอย่างอื่น มีอาจารย์อย่างอื่น จะ เข้าใจได้ ท่านจงถามปัญหาในลัทธิอาจารย์ของท่านเอง อันเกี่ยวด้วยการเกลียดชัง ความชั่วโดยการบำเพ็ญตบะดีกว่า พวกปริพพาชกก็อื้ออึงขึ้น กล่าวกันว่า น่าอัศจรรย์ ที่พระสมณโคดมเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ไม่ตอบปัญหาในลัทธิของตนแต่ กลับปวารณา (ขอให้ถาม) ในลัทธิของผู้อื่น
๒.นิโครธปริพพาชกสั่งให้ปริพพาชกเหล่านั้นสงบเสียงแล้วถามว่า พวกข้าพเจ้ามี วาทะเกลียดชังความชั่วโดยการบำเพ็ญตบะ (ตโปชิคุจฉวาทะ) ยึดความเกลียดชัง ความชั่วโดยใช้ตบะหรือความเพียรอยู่ ประพฤติอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ อย่างไรจึง ไม่สมบูรณ์ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสตอบตามลัทธิของเขา เช่น เปลือยกายยืนถ่าย อุจจาระปัสสาวะ และกินอาหารเลียมือที่เลอะอาหารแทนการล้าง เป็นต้น แล้วตรัส ถามว่า ประพฤติอย่างนี้ ชื่อว่าบริบูรณ์หรือยัง ปริพพาชกกราบทูลว่า บริบูรณ์แล้ว แต่กลับตรัสว่า จะทรงชี้ข้อเศร้าหมองในการปฏิบัติอย่างนี้ที่ (ถือกันว่า) บริบูรณ์ แล้วให้ฟัง
๓.ปริพพาชกถามว่า จะทรงชี้ข้อเศร้าหมองในการปฏิบัตินี้อย่างไร ตรัสตอบว่า
(๑)การที่บำเพ็ญตบะแล้วอิ่มเอิบใจ เต็มความปรารถนาด้วยตบะนั้น
(๒)ยกตน ข่มผู้อื่น เพราะตบะนั้น
(๓)มัวเมา เพราะตบะนั้น
(๔)ทำลาภสักการะและชื่อเสียงให้เกิด เพราะตบะนั้น แล้วอิ่มเอิบใจ เต็มความปรารถนาด้วยลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น
(๕)ยกตน ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น
(๖)มัวเมา เพราะลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น
(๗)แบ่งแยกในเรื่องอาหารว่า นี้ชอบใจ นี้ไม่ชอบใจ อันไหนไม่ชอบใจก็เพ่งเล็ง ละทิ้ง อันไหนชอบใจก็ติดใจ ไม่เห็นโทษ
(๘)บำเพ็ญตบะเพราะใคร่จะได้ลาภชื่อเสียง เพื่อให้พระราชา มหาอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี เดียรถีย์สักการะตน
(๙)รุกรานสมณพราหมณ์บางพวกด้วยเรื่องการบริโภคพืชผลไม้
(๑๐)ริษยาและตระหนี่ในสกุล เมื่อเห็นสมณพราหมณ์บางพวกมีผู้สักการะ เคารพนับถือ
(๑๑)นั่งแสดงตนในทาง (ที่คนผ่านไปมา)
(๑๒)พูดไม่ตรงความจริง ชอบว่าไม่ชอบ ไม่ชอบว่าชอบ
(๑๓)เมื่อตถาคตหรือสาวกของตถาคตแสดงธรรม ไม่ยอมรับปริยายที่ควรยอมรับ
(๑๔)เป็นคนมักโกรธ และผูกโกรธ
(๑๕)เป็นคนมักลบหลู่บุญคุณท่านและตีเสมอ
(๑๖)เป็นคนมักริษยาและตระหนี่
(๑๗)เป็นคนโอ้อวดและมีมายา
(๑๘)เป็นคนกระด้างและดูหมิ่นท่าน
(๑๙)มีความปรารถนาลามก ตกอยู่ใต้อำนาจของความปรารถนาลามก
(๒๐)มีความเห็นผิด ประกอบด้วยความเห็นยึดส่วนสุด
(๒๑)ยึดแต่ความเห็นของตน ถือมั่น สลัดยาก
แต่ละอย่างนี้เป็นความเศร้าหมองของผู้บำเพ็ญตบะ
ครั้นแล้วตรัสถามว่า การเกลียดชังความชั่วโดยบำเพ็ญตบะดังกล่าวมานี้ จะนับว่า เศร้าหมองหรือไม่ นิโครธปริพพาชกยอมรับว่าเป็นความเศร้าหมอง มีฐานะที่ผู้บำเพ็ญตบะ บางคนอาจประกอบด้วยความเศร้าหมองครบทุกข้อ จึงไม่ต้องกล่าวถึง เพียงข้อใดข้อหนึ่ง (ว่าจะมีใครไม่มีความเศร้าหมองนี้บ้างเลย)
๔.ต่อจากนั้นทรงแสดงการบำเพ็ญตบะที่บริสุทธิ์ คือที่ตรงกันข้ามกับ ๒๑ ข้อ ข้างต้น นิโครธปริพพาชกยอมรับว่าเป็นการเกลียดชังความชั่ว โดยบำเพ็ญตบะที่ บริสุทธิ์ ถึงความเป็นยอดและสาระ แต่พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ยังไม่ใช่ถึงความ เป็นยอดหรือสาระ แต่ถึงความเป็นสะเก็ดเท่านั้น
๕.นิโครธปริพพาชกขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวิธีบำเพ็ญตบะ ที่ถึงความเป็น ยอดหรือเป็นแก่น จึงทรงแสดงความสังวร ๔ ประการ คือ
(๑)ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ใช้ให้ฆ่า ไม่ยินดีต่อผู้ฆ่า
(๒)ไม่ลักทรัพย์ ไม่ใช้ให้ลัก ไม่ยินดีต่อผู้ลัก
(๓)ไม่พูดปด ไม่ใช้ให้พูดปด ไม่ยินดีต่อผู้พูดปด
(๔)ไม่เสพกามคุณ ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเสพ ไม่ยินดีต่อผู้เสพ
และทรงแสดงการเสพเสนาสนะ (ที่นอนที่นั่งหรือที่อยู่อาศัย) อันสงัด นั่งทำ สติกำจัดนีวรณ์ ๕ คือ
(๑)อภิชฌา (ความอยากได้)
(๒)พยาบาท (ความปองร้าย)
(๓)ถีนมิทธะ (ความหดหู่ง่วงงุน)
(๔)อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งสร้านรำคาญใจ)
(๕)วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)
เมื่อละนีวรณ์ ๕ ได้ เมื่อความเศร้าหมองแห่งจิตลดน้อยลงเพราะปัญญาแล้ว ก็เจริญพรหมวิหาร ๔ แผ่ไปทั่วทุกทิศ สู่โลก ทั้งสิ้น ครั้นแล้วตรัสถามว่า เท่านี้ การบำเพ็ญตบะจะชื่อว่าบริสุทธิ์หรือไม่ กราบทูลว่า บริสุทธิ์ ถึงความเป็นยอดเป็นสาระ แต่ตรัสตอบว่า ยังไม่ถึงความ เป็นยอดเป็นสาระ ถึงเพียงแค่เปลือกเท่านั้น
(๖)นิโครธปริพพาชกขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวิธีบำเพ็ญตบะที่ถึงความ เป็นยอดหรือเป็นแก่น จึงตรัสแสดงข้อปฏิบัติต่อไป โดยเท้าความการปฏิบัติข้าง ต้น แล้วแสดงการได้ผล คือการระลึกชาติได้ ตั้งแต่ ๑ ชาติถึงแสนชาติและ หลายกัปป์ แล้วตรัสว่า เป็นเพียงกะพี้
(๗)เมื่อทรงถูกขอร้องให้แสดงต่อไปอีก จึงตรัสถึงการได้ผล คือทิพยจักษุ แล้วทรง สรุปว่าการบำเพ็ญตบะอย่างนี้ ถึงความเป็นยอดเป็นแก่น
แล้วทรงสรูปต่อไปว่า เป็นอันตอบปัญหาครั้งแรกที่นิโครธปริพพาชกทูลถามที่ว่า ทรงแนะนำสาวกด้วยธรรมอะไร ให้มีความปลอดโปร่งใจในการปฏิบัติพรหมจรรย์เบื้องต้น คือทรงแนะนำถึงฐานะอันยิ่งกว่า ประณีตกว่าที่แสดงไว้นี้อีก
ปริพพาชกทั้งหลายก็แสดงความประหลาดใจที่ตนไม่เห็นไม่รู้ฐานะที่ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ (ยิ่งกว่าการได้ทิพยจักษุที่ว่าเป็นยอด แล้วยังมีอะไรยอดขึ้นไปอีก )
สันธานคฤหบดีจึงกราบทูลทบทวนถึงข้อที่นิโครธปริพพาชกกล่าวกระทบกระทั่ง พระผู้มีพระภาคในตอนแรก ซึ่งทำให้นิโครธปริพพาชกนั่งนิ่งเก้อเขิน พระผู้มีพระภาค ตรัสถามว่า กล่าวไว้อย่างนั้นจริงหรือไม่ นิโครธปริพพาชกรับว่าจริง และกราบทูลขออภัย จึงตรัสถามให้ตอบด้วยความจริงใจ ถึงถ้อยคำของพวกปริพพาชกเก่า ๆ ว่า เขากล่าวถึง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตว่าชอบส่งเสียงดัง พูดเรื่องไร้สาระหรือว่าชอบสงบอยู่ เสนาสนะอันสงัด นิโครธปริพพาชกก็ยอมรับว่าเคยได้ยินได้ฟังมาว่า พระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีต ทรงปฏิบัติเหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคในปัจจุบันนี้
จึงตรัสสรูปว่า วิญญูชนผู้สูงอายุนั้น (หมายถึงปริพพาชกโบราณ) มิได้คิดว่า
“พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อความตรัสรู้
ทรงฝึกพระองค์แล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อการฝึก (ให้ผู้อื่นฝึกตนเอง)
ทรงสงบระงับแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อความสงบระงับ
ทรงข้ามพ้นแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อการข้ามพ้น
ทรงดับเย็นแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อความดับเย็น”
นิโครธปริพพาชกจึงกราบทูลขออภัยซ้ำอีก พระผู้มีพระภาคตรัสประทานอภัยแล้ว จึงทรงแสดงการปฏิบัติอย่างได้ผลในพระธรรมวินัยนี้ภายใน ๗ ปี ถึง ๗ วัน แล้วตรัสว่า มิได้ทรงประสงค์จะได้เขามาเป็นศิษย์ มิได้ทรงประสงค์จะให้เขาเลิกเรียน (แบบปริพพาชก) จะให้ เลิกจากอาชีวะ (การดำรงชีวิตแบบปริพพาชก) มิได้ทรงประสงค์จะให้ตั้งอยู่ในอกุศลธรรม ถ่ายถอนจากกุศลธรรม หากทรงแสดงธรรมเพื่อให้ละอกุศลธรรม เมื่อปฏิบัติอย่างไรจะ ละอกุศลธรรมได้ ธรรมอันผ่องแผ้วจะเจริญขึ้น ก็จงทำให้ปัญญาบริบูรณ์ ทำให้แจ้งความไพบูล อยู่ในปัจจุบันเถิด
(สูตร ว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิ)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นครมาตุลา แคว้นมคธ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้พึ่งตนพึ่งธรรมและเจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้วตรัสเล่าเรื่องรัตนะ ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า ทัฬหเนมิ คือ
๑. จักร (ลูกล้อรถ) แก้ว(จักกรัตนะ)
๒. ช้างแก้ว(หัตถิรัตนะ)
๓. ม้าแก้ว(อัสสรัตนะ)
๔. แก้วมณี(มณีรัตนะ)
๕. นางแก้ว(อิตถีรัตนะ)
๖. ขุนคลังแก้ว(คหปติรัตนะ)
๗. ขุนพลแก้ว(ปริณายกรัตนะ)
พระเจ้าทัฬหเนมิตรัสสั่งบุรุษคนหนึ่งให้คอยดูว่า จักรแก้วเคลื่อนจากฐานเมื่อไร ให้มาบอก จำเนียรกาลล่วงมา เมื่อจักรแก้วเคลื่อนจากที่ บุรุษนั้นก็ไปกราบทูล พระองค์จึง ตรัสเรียกพระราชบุตรองค์ใหญ่มอบราชสมบัติให้แล้วปลงพระเกสาเเละพระมัสสุ ทรงผ้า กาสายะ (ผ้าย้อมฝาด) ออกผนวชเป็นบรรพชิต เมื่อออกผนวชเป็นราชฤษีได้ ๗ วัน จักรแก้ว ก็อันตรธานหายไป
พระราชา (พระองค์ใหม่) ก็ทรงเสียพระราชหฤทัยเข้าไปเฝ้าพระราชฤษี เล่าความ ถวาย พระราชฤษีก็ตรัสปลอบว่า จักรแก้วเป็นของให้กันไม่ได้ และทรงแนะนำให้บำเพ็ญ จักกวัตติวัตร คือข้อปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ มีฐานะอยู่ที่เมื่อปฏิบัติแล้ว จักรแก้วอัน เป็นทิพย์ มีกำตั้งพัน มีกง ดุมสมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง จักปรากฏขึ้นแก่พระราชาผู้รักษาอุโบสถ ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ผู้ขึ้นสู่ชั้นบนปราสาท กราบทูลถามว่า วัตรอันประเสริฐของพระเจ้า จักรพรรดิเป็นอย่างไร ตรัสตอบว่า
๑.“จงอาศัยธรรมสักการะเคารพนับถือธรรม ให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่มนุษย์ แลสัตว์ ไม่ยอมให้ผู้ทำการอันเป็นอธรรมเป็นไปได้ในแว่นแคว้น
๒.ผู้ใดไม่มีทรัพย์ก็มอบทรัพย์ให้
๓.เข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้เว้นจากความเมา ประมาท ตั้งอยู่ในขันติ (ความอดทน) โสรัจจะ (ความสงบเสงี่ยม) และถามถึงสิ่งเป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ควรเสพ ไม่ควรเสพ อะไรทำเข้าเป็นไปเพื่อเสียประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน อะไรทำเข้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขตลอดกาลนาน เมื่อฟังแล้ว ก็รับเอาสิ่งที่ เป็นกุศลมาประพฤติ นี้แลคือวัตรอันประเสริฐของพระเจ้าจักรพรรดินั้น”
(หมายเหตุ : ข้าพเจ้าย่อวัตรของพระเจ้าจักรพรรดิได้ ๓ อย่าง แต่ในอรรถกถาแจก ไปตามพยัญชนะได้ถึง ๑๐ อย่าง คือ ให้อารักขาอันเป็นธรรมแก่
๑.พลกาย หรือกองทหารที่อยู่ใกล้ชิด (เป็นอันโตชน)
๒.กษัตริย์ (น่าจะหมายถึงพระราชวงศ์และกษัตริย์เมืองขึ้น)
๓.ผู้ติดตาม
๔.พราหมณ์ คฤหบดี
๕.ชาวนิคมชนบท
๖.สมณพราหมณ์
๗.เนื้อและนก
๘.ขัดขวางผู้ทำการที่ไม่เป็นธรรม
๙.เพิ่มให้ทรัพย์แก่ผู้ไม่มีทรัพย์
๑๐.เข้าไปหาสมณพราหมณ์แล้วถามปัญหา
และแล้วอธิบายต่อไปว่า แยกเป็น ๑๒ ข้อก็ได้ คือแยก คฤหบดีออกจากพราหมณ์ และแยกนกออกจากเนื้อ
แต่ที่ข้าพเจ้าย่อเหลือเพียง ๓ ก็เพราะประเด็นแรกมุ่งในทางเคารพธรรม ให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรม และปราบอธรรม จัดเป็นข้อที่ ๑ - ผู้จัดทำ)
เมื่อพระราชา (ผู้เป็นราชบุตร) กระทำตาม จักรแก้วก็ปรากฏขึ้นตามที่พระราชฤษี ทรงกล่าวไว้ พระราชาจึงทรงถือเต้าน้ำด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงหมุนจักรแก้วไปด้วยพระหัตถ์ เบื้องขวา รับสั่งว่า จักรแก้วอันเจริญจงหมุนไปเถิด จงมีชัยเถิด แล้วยกกองทัพมีองค์ ๔ ติดตามไปทั้งสี่ทิศจนจดสมุทร สั่งสอนพระราชาในทิศนั้น ๆ ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ แล้วมอบให้ ครอบครองสมบัติต่อไปตามเดิม (เพียงให้ยอมแพ้เท่านั้น) เมื่อได้ชัยชนะทั้งสี่ทิศแล้ว ก็เสด็จกลับสู่ราชธานีตามเดิม
พระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์ที่ ๒ - ๓ - ๔ - ๕ - ๖ และที่ ๗ ก็เป็นอย่างนี้ พระเจ้า จักรพรรดิที่ ๗ เมื่อออกผนวชและมอบราชสมบัติแก่พระราชโอรสแล้ว จักรแก้วก็อันตรธาน หายไป พวกอำมาตย์ราชบริพารก็ถวายคำแนะนำเรื่องวัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ
พระราชาสดับแล้ว ก็ทรงจัดการรักษาคุ้มครองอันเป็นธรรม แต่ไม่พระราชทาน ทรัพย์แก่ผู้ไม่มีทรัพย์ (ในข้อนี้เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันก็คือ ไม่จัดการด้านสังคม สงเคราะห์ ไม่มีการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก) ความยากจนก็ไพบูล เมื่อความยากจนไพบูล คนก็ลักทรัพย์ของผู้อื่น ราชบุรุษจับได้ก็นำมาถวายให้ทรงจัดการ เมื่อทรงไต่ส่วนได้ความ เป็นสัตย์ และทราบว่าเพราะไม่มีอาชีพ ก็พระราชทานทรัพย์ให้ไปเลี้ยงตน เลี้ยงมารดาบิดา บุตรภรรยา ประกอบการงานและบำรุงสมณพราหมณ์ ต่อมามีคนลักทรัพย์ของผู้อื่นและ ถูกจับได้อีก ทรงไต่สวนได้ความเป็นสัตย์อย่างเดิม ก็พระราชทานทรัพย์อีก ข่าวก็ลือกันไปว่า ถ้าใครลักทรัพย์ก็จะได้พระราชทานทรัพย์ คนก็ปรารถนาจะลักทรัพย์กันมากขึ้น
ต่อมา ราชบุรุษจับคนลักทรัพย์ได้อีก แต่คราวนี้พระราชาทรงเกรงว่า ถ้าพระราชทานทรัพย์ การลักทรัพย์ก็จักเพิ่มยิ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้มัด โกนศีรษะ พาตระเวนไปตามถนนหนทาง ด้วยบัณเฑาะว์เสียงกร้าว นำออกทางประตูพระนครด้านใต้ ปราบกันอย่างถอนราก ตัดศีรษะเสีย
เมื่อมนุษย์ได้ทราบข่าว ก็พากันสร้างศัสตราอันคมขึ้น และคิดว่า ถ้าลักทรัพย์ใคร ก็จะต้องตัดศีรษะเจ้าทรัพย์บ้าง จึงเกิดการปล้นหมู่บ้านนิคมนครและการปล้นในหนทาง
จากการที่ไม่ให้ทรัพย์แก่ผู้ไร้ทรัพย์ ก็มากด้วยความยากจน มากด้วยการลักทรัพย์ มากด้วยการใช้ศัสตรา มากด้วยการฆ่า มากด้วยการพูดปด อายุผิวพรรณของสัตว์ทั้งหลาย ก็เสื่อมลง คือมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี บุตรมีอายุเพียง ๔ หมื่นปี และลดลงเรื่อย ๆ ในเมื่อ ความชั่วเกิดมากขึ้น เช่น การพูดเท็จอย่างจงใจ การพูดส่อเสียด การประพฤติผิดในกาม เมื่ออายุลดลงเหลือ ๕ พันปี มากไปด้วยธรรม ๒ อย่าง คือการพูดคำหยาบ และการพูด เพ้อเจ้อ เมื่ออายุลดลงมาถึง ๒๕๐๐ ปี มากไปด้วยธรรม ๒ อย่าง คือโลภอยากได้ของเขา และพยาบาทปองร้ายเขา เมื่ออายุลดลงมาถึง ๑ พันปี มากไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด คลองธรรม เมื่ออายุลดลงมาถึง ๕๐๐ ปี มากไปด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ
๑.ความกำหนัดที่ผิดธรรม (อธมฺมราค)
๒.ความโลภรุนแรง (วิสมโลภ)
๓.ธรรมะที่ผิด (อรรถกถาอธิบายว่า ความกำหนัดพอใจผิดปกติ เช่น ชายในชาย หญิงในหญิง)
เมื่ออายุลดลงมาถึง ๒๕๐ ปี มากไปด้วยธรรม คือการไม่ปฏิบัติชอบในมารดา บิดา ในสมณะ ในพราหมณ์ การไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล เมื่อเสื่อมลงอย่างนี้ทั้งอายุและ ผิวพรรณ มนุษย์มีอายุ ๒๕๐ ปี บุตรก็มีอายุเพียง ๑๐๐ ปี
จักมีสมัยที่บุตรของมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี หญิงสาวอายุ ๕ ปี ก็มีสามีได้
รสเหล่านี้จะอันตรธานไป คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย รสเค็ม
เมล็ดพืช ชื่อกุทรุสกะ (ไทยแปลกันว่า ข้าวหญ้ากับแก้) จะเป็นโภชนะอันเลิศ เสมือนหนึ่งข้าวสุกแห่งข้าวสาลีและเนื้อสัตว์เป็นโภชนะอันเลิศในสมัยนี้ (คือของเลวสมัยนี้กลาย เป็นของดีในสมัยเสื่อม)
กุสลกัมมบถ (ทางแห่งกุศล) ๑๐ ประการ จะอันตรธาน
อกุสลกัมมบถ (ทางแห่งอกุศล) ๑๐ ประการ จะรุ่งเรืองยิ่ง
แม้คำว่า กุศล ก็ไม่มี ผู้ทำกุศลจะมีแต่ที่ไหน
การไม่ปฏิบัติชอบในมารดาบิดา ในสมณะ ในพราหมณ์ การไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ในสกุล จะได้รับการบูชาสรรเสริญ ซึ่งตรงกันข้ามกับปัจจุบันนี้
จะไม่มีคำว่า มารดา น้า บิดา ป้า อา ภริยาของอาจารย์ ภริยาของครู โลกจะเจือปนกันเหมือนสัตว์ เช่น แพะ ไก่ สุกร
จักมีอาฆาต พยาบาท มุ่งร้ายกัน คิดฆ่ากันอย่างรุนแรง แม่คิดต่อลูก ลูกคิดต่อแม่ พ่อคิดต่อลูก ลูกคิดต่อพ่อ พี่ชายคิดต่อน้องหญิง น้องหญิงคิดต่อพี่ชาย
จะเกิดมีสัตถันตรกัปป์ คือกัปป์ที่อยู่ในระหว่างศัสตรา ๗ วัน คนทั้งหลายจะมี ความสำคัญในกันและกันว่าเป็นเนื้อ (มิคสัญญา )
จะมีศัสตรา อันคมเกิดขึ้นในมือ ฆ่ากันและกันด้วยสำคัญว่าเนื้อ
มีบุคคลบางคนหลบไปอยู่ในป่าดง พงชัฏ กินเหง้าไม้ ผลไม้ในป่า เมื่อพ้น ๗ วัน แล้วออกมา ก็ดีใจร่าเริงที่รอดชีวิต จึงตั้งใจทำกุศลกรรม ละเว้นการฆ่าสัตว์ และบำเพ็ญกุศลกรรม ละเว้นอกุศลกรรม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อายุก็ยืนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง ๘ หมื่นปี
เมื่อมนุษย์มีอายุยืน ๘ หมื่นปีนั้น หญิงสาวอายุ ๕ พันปีจึงมีสามีได้ มนุษย์จะมีโรคเพียง ๓ อย่าง คือ
๑.ความปรารถนา (อยากอาหาร)
๒.ความไม่อยากกินอาหาร (เกียจคร้านอยากจะนอน)
๓.ความแก่
ชมพูทวีปนี้จะมั่งคั่งรุ่งเรือง มีคามนิคมราชธานีแบบไก่บินถึง (ใกล้เคียงกัน) ยัดเยียดไปด้วยมนุษย์ กรุงพาราณสีจะเป็นราชธานีนามว่า เกตุมตี อันมั่งคั่ง มีคนมาก อาหารหาง่าย จักมีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า สังขะ เป็นพระราชาผู้ปกครองโดยธรรม มีชัยชนะ จบ ๔ ทิศ ปกครองชนบทถาวรสมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้งเจ็ด
เมื่อมนุษย์มีอายุยืน ๘ หมื่นปีนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่า เมตไตรย จักบังเกิด ในโลกเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา (ความรู้) จรณะ (ความ ประพฤติ) เป็นต้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย พร้อมทั้งอรรถะพยัญชนะ บริหารภิกษุสงฆ์มีพันเป็นอเนก เช่นเดียวกับที่เราบริหารภิกษุสงฆ์มีร้อยเป็น อเนก พระเจ้าสังขจักรพรรดิจักให้ยกปราสาทที่พระเจ้ามหาปนาทะให้สร้างขึ้น ครอบครอง แจกจ่ายทาน และออกผนวชในสำนักพระเมตไตรยพุทธเจ้า ในไม่ช้าก็จะทำให้แจ้งซึ่งที่สุด แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมด้วยความรู้ยิ่งด้วยพระองค์เอง (คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์)
ครั้นแล้วตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายพึ่งตน พึ่งธรรม เจริญสติปัฏฐาน ๔ และสอนให้ ท่องเที่ยวไปในโคจรของบิดา (ดำเนินตามพระองค์) ก็จักเจริญด้วยอายุ วรรณะ (ผิวพรรณ) สุข โภคะ (ทรัพย์สมบัติ) และพละ (กำลัง)
๑.ทรงแสดงการเจริญอิทธิบาท (คุณให้บรรลุความสำเร็จ) ๔ ประการ ว่าเป็นเหตุให้ ดำรงอยู่ได้ ตลอดกัปป์หรือกว่ากัปป์
๒.ทรงแสดงการมีศีล สำรวมในปาฏิโมกข์ (ศีลที่เป็นประธาน) ว่าเป็นเหตุให้มี วรรณะ
๓.ทรงแสดงการเจริญฌานทั้ง ๔ ว่าเป็นเหตุให้มีสุข
๔.ทรงแสดงการเจริญพรหมวิหาร ๔ ว่าเป็นเหตุให้มีโภคะ (ทรัพย์สมบัติ)
๕.ทรงแสดงการทำให้แจ้งเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะสมาธิ) ปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะปัญญา) อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน ว่าเป็นเหตุให้มีพละ (กำลัง)
ตรัสในที่สุดว่า ไม่ทรงเห็นกำลังอย่างอื่น สักอย่างหนึ่งที่จะครอบงำได้ยากเท่ากับ กำลังของมาร เพราะสมาทานกุศลธรรม บุญก็จะเจริญยิ่ง
(สูตร ว่าด้วยสิ่งที่เลิศ หรือที่เป็นต้นเดิม)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ปราสาทของนางวิสาขาในบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี สมัยนั้นสามเณรชื่อวาเสฏฐะและภารัทวาชะ (เดิมนับถือศาสนาอื่น) อยู่ปริวาส (อบรม) ในภิกษุ ทั้งหลาย ปรารถนาความเป็นภิกษุ ชวนกันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ผู้กำลังจงกรมอยู่ในที่แจ้ง เพื่อฟังธรรม พระผู้มีพระภาคตรัสว่าพวกท่านมีชาติเป็นพราหมณ์ มีสกุลเป็นพราหมณ์ ออกบวช พวกพราหมณ์ที่เป็นชั้นหัวหน้า ไม่ด่าไม่บริภาษบ้างหรือ กราบทูลตอบว่า ด่าอย่าง เต็มที่ ตรัสถามว่า ด่าอย่างไร กราบทูลว่า ด่าว่าพราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐ เป็นวรรณะ ขาว บริสุทธิ์ วรรณะอื่นเลว เป็นวรรณะดำ ไม่บริสุทธิ์ พราหมณ์เป็นบุตรของพรหม เกิดจาก ปากพรหม เป็นพรหมทายาท พวกท่านละวรรณะอันประเสริฐ ไปเข้าสู่วรรณะเลว คือ พวก สมณะศีรษะโล้น ซึ่งเป็นพวกไพร่ พวกดำ พวกเกิดจากเท้าของพระพรหม ซึ่งเป็นการไม่ดี ไม่สมควรเลย พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์พวกนั้นลืมตน เกิดจากองค์กำเนิด ของพราหมณีแท้ ๆ ยังกล่าวว่าประเสริฐสุด เกิดจากปากพรหม เป็นต้น ซึ่งเป็นการกล่าวตู่ พระพรหมและพูดปด
แล้วตรัสเรื่องมนุษย์ ๔ วรรณะ ที่ทำชั่วทำดีได้อย่างเดียวกัน และเรื่องที่พระเจ้า ปเสนทิโกศล (ผู้เป็นกษัตริย์) แต่ปฏิบัติต่อพระองค์ ซึ่งพวกพราหมณ์ถือว่าเป็นพวกดำ (เพราะปลงศีรษะออกบวช) อย่างเต็มไปด้วยความเคารพ
ครั้นแล้วตรัส (เป็นเชิงปลอบใจ หรือให้หลักการใหม่) ว่า ท่านทั้งหลายมาบวช จาก โคตร จากสกุลต่าง ๆ เมื่อมีผู้ถามว่า เป็นใคร ก็จงกล่าวตอบว่า พวกเราเป็นสมณะศากยบุตร ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น ในตถาคตผู้นั้นย่อมควรที่จะกล่าวว่า เราเป็นบุตร เป็นโอรสของ พระผู้มีพระภาค เป็นผู้เกิดจากธรรม อันธรรมสร้างเป็นธรรมทายาท (ผู้รับมรดกธรรม) ทั้งนี้เพราะคำว่า ธัมมกาย (กายธรรม) พรหมกาย (กายพรหม) และผู้เป็นธรรม ผู้เป็นพรหม นี้เป็น ชื่อของตถาคต
(เป็นการแก้ข้อด่าของพวกพราหมณ์ โดยสร้างหลักการใหม่ให้พวกมาบวชจากทุก วรรณะได้ชื่อว่ามีกำเนิดใหม่ที่ไม่แพ้พวกพราหมณ์)
ครั้นแล้วตรัสเรื่อง สมัยหนึ่งโลกหมุนเวียนไปสู่ความพินาศ สัตว์ทั้งหลายไปเกิดใน ชั้นอาภัสสรพรหมกันโดยมาก เมื่อโลกหมุนกลับ (คือเกิดใหม่ภายหลังพินาศ) สัตว์เหล่านั้น ก็จุติมาสู่โลกนี้ เป็นผู้เกิดขึ้นจากใจ กินปีติเป็นภักษา (ยังมีอำนาจฌานอยู่) มีแสงสว่างในตัว ไปได้ในอากาศ (เช่นเดียวกับเมื่อเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม)
แล้วเกิดมีรสดิน (หรือเรียกว่าง้วนดิน) อันสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส สัตว์ทั้งหลาย เอานิ้วจิ้มง้วนดินลิ้มรสดูก็ชอบใจ เลยหมดแสงสว่างในตัว เมื่อแสงสว่างหายไป ก็มีพระจันทร์ พระอาทิตย์ มีดาวนักษัตร มีคืนวัน มีเดือน มีกึ่งเดือน มีฤดู และปี เมื่อกินง้วนดินเป็น อาหาร กายก็หยาบกระด้าง ความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏ พวกมีผิวพรรณดี ก็ดูหมิ่น พวกมีผิวพรรณทราม เพราะดูหมิ่นผู้อื่นเรื่องผิวพรรณ เพราะความถือตัวและดูหมิ่นผู้อื่น ง้วนดินก็หายไป ต่างก็พากันบ่นเสียดาย แล้วก็เกิดสะเก็ดดินที่สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส ขึ้นแทน ใช้เป็นอาหารได้ แต่เมื่อกินเข้าไปแล้วร่างกายก็หยาบกระด้างยิ่งขึ้น ความทรามของ ผิวพรรณก็ปรากฏชัดขึ้น เกิดการดูหมิ่น ถือตัว เพราะเหตุผิวพรรณนั้นมากขึ้น สะเก็ดดินก็ หายไป เกิดเถาไม้สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส ขึ้นแทน ใช้กินเป็นอาหารได้ ความหยาบ กระด้างของกาย และความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏมากขึ้น เกิดการดูหมิ่น ถือตัว เพราะ เหตุผิวพรรณนั้นมากขึ้น เถาไม้ก็หายไป ข้าวสาลี ไม่มีเปลือก มีกลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ก็เกิดขึ้นแทน ใช้เป็นอาหารได้ ข้าวนี้เก็บเย็นเช้าก็แก่แทนที่ขึ้นมาอีก ไม่ปรากฏพร่องไปเลย ความหยาบกระด้างของกาย ความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏมากขึ้น
จึงปรากฏเพศหญิงเพศชาย เมื่อต่างเพศเพ่งกันแลกันเกินขอบเขต ก็เกิดความ กำหนัดเร่าร้อนและเสพเมถุนธรรมต่อหน้าคนทั้งหลาย เป็นที่รังเกียจ และพากันเอาสิ่งของ ขว้างปา เพราะสมัยนั้นถือการเสพเมถุนเป็นอธรรม เช่นกับที่สมัยนี้ถือว่าเป็นธรรม (ถูกต้อง) ต่อมาจึงรู้จักสร้างบ้านเรือน ปกปิดซ่อนเร้น
ต่อมามีผู้เกียจคร้านที่จะนำข้าวสาลีมาตอนเช้าเพื่ออาหารเช้า นำมาตอนเย็นเพื่อ อาหารเย็น จึงนำมาครั้งเดียวให้พอทั้งเช้าทั้งเย็น ต่อมาก็นำมาครั้งเดียวให้พอสำหรับ ๒ วัน ๔ วัน ๘ วัน มีการสะสมอาหาร จึงเกิดมีเปลือกห่อหุ้มข้าวสาร ที่ถอนแล้วก็ไม่งอกขึ้นแทน ปรากฏความพร่อง (เป็นตอน ๆ ที่ถูกถอนไป) มนุษย์เหล่านั้นจึงประชุมกันปรารภความเสื่อม ลงโดยลำดับ แล้วมีการแบ่งข้าวสาลีกำหนดเขต (เป็นของคนนั้นคนนี้)
ต่อมาบางคนรักษาส่วนของตน ขโมยของคนอื่นมาบริโภค เมื่อถูกจับได้ ก็เพียงแต่ สั่งสอนกันไม่ให้ทำอีก เขาก็รับคำ ต่อมาขโมยอีก ถูกจับได้ถึงครั้งที่ ๓ ก็สั่งสอนเช่นเดิมอีก แต่บางคนก็ลงโทษ ตบด้วยมือ ขว้างด้วยก้อนดิน ตีด้วยไม้ เขาจึงประชุมกันปรารภว่า การ ลักทรัพย์ การติเตียน การพูดปด การจับท่อนไม้เกิดขึ้น ควรจะแต่งตั้งคนขึ้นให้ทำหน้าที่ติคน ที่ควรติ ขับไล่คนที่ควรขับไล่ โดยพวกเราจะแบ่งส่วนข้าวสาลีให้ จึงเลือกคนที่งดงามมีศักดิ์ใหญ่แต่งตั้งเป็นหัวหน้า เพื่อปกครองคน (ติและขับไล่คนที่ทำผิด) คำว่า “มหาสมมต” (ผู้ที่มหาชน แต่งตั้ง) กษัตริย์ (ผู้เป็นใหญ่แห่งนา) ราชา (ผู้ทำความอิ่มใจ สุขใจแก่ผู้อื่น) จึงเกิดขึ้น กษัตริย์ ก็เกิดขึ้นจากคนพวกนั้น มิใช่พวกอื่น จากคนเสมอกัน มิใช่คนไม่เสมอกัน เกิดขึ้นโดยธรรม มิใช่เกิดขึ้นโดยอธรรม ธรรมะจึงเป็นสิ่งประเสริฐสุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ยังมีคนบางกลุ่มออกบวชมุ่งลอยธรรมที่ชั่วเป็นอกุศล จึงมีนามว่า พราหมณ์ (ผู้ ลอยบาป) สร้างกุฎีหญ้าขึ้น เพ่งในกุฎีนั้น จึงมีนามว่า ฌายกะ (ผู้เพ่ง) บางคนไปอยู่รอบ หมู่บ้านรอบนิคม แต่งตำรา (อรรถกถาว่า แต่งพระเวทและสอนให้ผู้อื่นสวดสาธยาย) คน จึงกล่าวว่า ไม่เพ่ง นามว่า อัชฌายกะ (ผู้ไม่เพ่ง) จึงเกิดขึ้น เดิมหมายความเลว แต่บัดนี้หมาย ความดี (อัชฌายกะ ปัจจุบันนี้แปลว่า ผู้สาธยาย)
ยังมีคนบางกลุ่ม ถือการเสพเมถุนธรรม ประกอบการงานเป็นส่วน ๆ จึงมีชื่อว่า เวสสะ (แพศย์ = ประกอบการค้า)
ยังมีคนบางกลุ่ม ถือการเสพเมถุนธรรม อาศัยการล่าสัตว์เลี้ยงชีวิต จึงมีชื่อว่าศูทร (พระไตรปิฎกฉบับไทยตกหาย ข้อความวรรคนี้ทั้งวรรค จึงต้องแปลตามฝรั่ง อรรถกถาอธิบาย คำว่า สุทท (ศูทร) ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า ลุทท (นายพราน) หรือ ขุทท (งานเล็ก ๆ น้อย ๆ) เป็นเชิงว่าพวกแพศย์ คือผู้ทำงานสำคัญ แต่พวกศูทรทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เข้าใจกันทั่วไป คือศูทรเป็นพวกคนงานหรือคนรับใช้)
ครั้นแล้วตรัสสรูปว่า ทั้งพราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็เกิดจากพวกคนพวกนั้น มิใช่เกิด จากคนพวกอื่น เกิดจากคนที่เสมอกัน มิใช่เกิดจากคนที่ไม่เสมอกัน เกิดขึ้นโดยธรรม มิใช่ เกิดขึ้นโดยอธรรม (แสดงว่าการแบ่งชั้นวรรณะนั้น ในชั้นเดิมได้มาจากหลักการอื่น นอกจาก การแบ่งงานหรือแบ่งหน้าที่กันตามความสมัครใจ แล้วก็ไม่ใช่ว่าใครวิเศษกว่าใครมาแต่ต้น แท้จริงก็คนชั้นเดียวกันมาแต่เดิม ทั้งนี้เป็นการทำลายทิฏฐิมานะ ช่วยให้ลดการดูหมิ่น กันแลกัน เป็นการปฏิเสธหลักการของพราหมณ์ ที่ว่าใครเกิดจากส่วนไหนของพระพรหม ซึ่งสูงต่ำกว่ากัน)
แล้วตรัสต่อไปว่า มีสมัยซึ่งบุคคลในวรรณะทั้งสี่มีกษัตริย์ เป็นต้น ไม่พอใจธรรมะ ของตน ออกบวชไม่ครองเรือน จึงเกิดสมณมณฑล หรือคณะของสมณะขึ้น จากคณะทั้ง ๔ คือเกิดจากคนเหล่านั้น มิใช่เกิดจากคนพวกอื่น เกิดจากคนที่เสมอกัน มิใช่เกิดจากคนที่ ไม่เสมอกัน เกิดขึ้นโดยธรรม มิใช่เกิดขึ้นโดยอธรรม (อันนี้เป็นการพิสูจน์อีกว่า คนชั้นสมณะ ที่พวกพราหมณ์ดูหมิ่นอย่างยิ่งนั้น ก็เกิดจากวรรณะทั้งสี่ ซึ่งมีมูลเดิมมาด้วยกัน ไม่ใช่ใครสูงต่ำ กว่ากัน)
ครั้นแล้วตรัสสรูปว่า ทั้งกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และสมณะ ถ้าประพฤติ ทุจจริตทางกาย วาจา ใจ มีความเห็นผิด ประกอบกรรมซึ่งเกิดจากความเห็นผิด เมื่อตายไป ก็จะเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก เหมือนกัน ถ้าตรงกันข้าม คือประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ มีความเห็นชอบ ประกอบกรรม ซึ่งเกิดจากความเห็นชอบ เมื่อตายไป ก็จะเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์เหมือนกัน หรือถ้าทำทั้งสองอย่าง (คือชั่วก็ทำ ดีก็ทำ) ก็จะได้รับทั้งสุขทั้งทุกข์เหมือนกัน
อนึ่ง วรรณะทั้งสี่นี้ ถ้าสำรวมกาย วาจา ใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ ประการ ก็จะปรินิพพานได้ในปัจจุบันเหมือนกัน
และวรรณะทั้งสี่เหล่านี้ ผู้ใดเป็นภิกษุ เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ หมดกิจ ปลงภาระ หลุดพ้น เพราะรู้โดยชอบ ผู้นั้นก็นับว่าเป็นยอดแห่งวรรณะเหล่านั้นโดยธรรม มิใช่โดย อธรรม เพราะธรรมะเป็นสิ่งประเสริฐสุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ในที่สุดตรัสย้ำถึงภาษิตของสนังกุมารพรหมและของพระองค์ ที่ตรงกันว่า “กษัตริย์ เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่ชนผู้ถือโคตร แต่ผู้ใดมีวิชชา (ความรู้) จรณะ (ความประพฤติ) ผู้นั้น เป็นผู้ประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์”
(หมายเหตุ : พระสูตรนี้ มีลีลาแสดงความเป็นมาของโลก แต่แสดงแล้ว ก็ยกธรรมะ เป็นจุดสูงสุดในเทวดาและมนุษย์ วรรณะทั้งสี่ก็มาจากคนพวกเดียวกัน ไม่มีใครวิเศษกว่ากัน แต่ภายหลังคนเข้าใจผิดดูหมิ่นกันไปเอง การแสดงเรื่องความเป็นมาของโลก อาจวินิจฉัยได้ เป็น ๒ ประการ คือประการแรก เป็นการเอาหลักของศาสนาพราหมณ์มาเล่า แต่อธิบายหรือตีความเสียใหม่ให้เข้ารูปเข้ารอยกับคติธรรมทางพระพุทธศาสนา อันชี้ให้เห็นว่าพราหมณ์เข้าใจของเก่าผิด จึงหลงยกตัวเองว่าประเสริฐ อีกอย่างหนึ่ง เป็นการเล่าโดยมิได้อิงคติของพราหมณ์ โดยถือเป็นของพระพุทธศาสนาแท้ ๆ ก็แปลกดีเหมือนกัน เพราะถ้าเทียบส่วนใหญ่กับส่วนเล็ก ในทางวิทยาศาสตร์แล้วปรมาณูที่มีโปรตอนเป็นศูนย์กลาง มีอีเล็กตรอน เป็นตัววิ่งวน รวมทั้ง มีนิวตรอนเป็นส่วนประกอบด้วยนั้น มีลักษณะใกล้เคียงกับสุริยะระบบ ซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ (PLANETS) เช่นโลกเรา และดาวพระศุกร์ พระเสาร์ เป็นต้น วนรอบคล้ายอีเล็กตรอน มีบางโอกาสที่ปรมณูอาจถูกแยก ถูกทำลาย เพราะเหตุภายนอก เช่น ที่นักวิทยาศาสตร์จัดทำฉันใด สุริยะระบบ หรือ SOLAR SYSTEM ก็เช่นเดียวกัน อาจถูกทำลายหรือสลายตัว แล้วเกิดใหม่ได้ เพราะมีระบบสุริยะอื่นเข้ามาใกล้หรือมีเหตุอื่น เกิดขึ้น ในการเกิดก็เช่นเดียวกัน เมื่อทำลายได้ก็อาจรวมตัวได้ ในเมื่อธาตุไฮโดรเยนกับ ออกซิเยนรวมตัวกันเป็นน้ำ พวกฝุ่นผงที่แหลกก็เข้ามารวมตัวกับน้ำได้และแข้นแข็งขึ้นในที่สุด เป็นเรื่องเสนอชวนให้คิด แต่มิได้ชวนให้ติดในเกร็ด เพราะสาระสำคัญอยู่ที่การถือธรรมะ เป็นใหญ่เป็นหลักของสังคมทุกชั้น)
(สูตร ว่าด้วยคุณธรรมที่น่าเลื่อมใสของพระพุทธเจ้า)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่ามะม่วงซึ่งเศรษฐีขายผ้าเป็นผู้ถวาย (ปาวาริกัมพวัน) พระสาริบุตรเข้าไปเฝ้ากราบทูลว่า ท่านเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคว่า ไม่มีสมณพราหมณ์ใดในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคในทางตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ท่าน เปล่งวาจาอย่างอาจหาญ บรรลือสีหนาทยืนยันแน่ลงไปโดยส่วนเดียว ท่านกำหนดรู้จิตของ พระผู้มีพระภาคในอดีต อนาคต ปัจจุบัน หรือว่ามีศีล มีธรรม มีปัญญา มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ และหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ ๆ พระสาริบุตรตอบว่า เปล่า พระเจ้าข้า จึงตรัสถามว่า เมื่อเป็น เช่นนั้น เหตุไฉนจึงเปล่งวาจาอย่างอาจหาญ บรรลือสีหนาท ยืนยันแน่ลงไปโดยส่วนเดียว อย่างนี้
พระสารีบุตรกราบทูลแสดงความแน่ใจของท่านว่า เปรียบเหมือนนายประตูผู้ฉลาด เฝ้าอยู่ทางประตูเข้าออก ไม่เห็นทางอื่น เช่น ที่ต่อกำแพง หรือช่องกำแพง แม้ที่แมวจะเข้าออก ได้ เขาย่อมแน่ใจว่าสัตว์ตัวใหญ่ย่อมเข้าออกพระนครนี้ทางประตูนี้เท่านั้น ตัวท่านเองก็เป็น เช่นนั้น รู้นัยแห่งธรรมว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ทรงละ นีวรณ์ ๕ อันเป็นครื่องเศร้าหมองแห่งจิต อันทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ทรงตั้งจิตไว้ด้วยดีใน สติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริงแล้ว จึงได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยม ท่านได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อสดับธรรม เมื่อสดับธรรมแล้วก็รู้ยิ่ง ธรรมบางอย่างในธรรมนั้น ถึงความสำเร็จใน (อริยสัจจ) ธรรม เลื่อมใสในพระศาสดาว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคแสดงดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว
ครั้นแล้วท่านได้แสดงธรรมะอันยอดเยี่ยมที่พระผู้มีพระภาคแสดงแก่ท่าน ซึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ไม่มีข้อที่ควรรู้ยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งจะพึงมีสมณพราหมณ์อื่นยิ่งไปกว่า เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
๑.กุศลธรรม (เเสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการตามหัวข้อใหญ่ มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น จนถึงมรรคมีองค์ ๘ ดูหน้า ๔๕๙ เสด็จป่ามหาวันประชุมภิกษุสงฆ์)
๒.ธรรมในการบัญญัติอายตนะ (ทั้งภายในและภายนอก คือตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับโผฏฐัพพะ และใจกับธรรมะ)
๓.ธรรมในการก้าวลงสู่ครรภ์ (มี ๔ ชนิด มีการก้าวลงสู่ครรภ์ การตั้งอยู่ การออก จากครรภ์ โดยไม่มีความรู้สึกตัว รู้ตัวในข้อแรก ไม่รู้ตัวใน ๒ ข้อหลัง รู้ตัวใน ๒ ข้อแรก ไม่รู้ตัวในข้อหลัง รู้ตัวทั้งสามข้อ)
๔.ธรรมในการแสดงวิธีดักใจคน (อาเทศนาวิธี) (๔ อย่าง คือ ด้วยนิมิต ด้วยได้ ฟังเสียง ด้วยเสียงละเมอ ของผู้วิตก วิจาร ด้วยการกำหนดรู้ใจของผู้ได้สมาธิ)
๕.ธรรมในทัสสนสมาบัติ (เข้าฌานที่มีการเห็นอารมณ์ต่าง ๆ รวม ๔ อย่าง คือเห็น อาการ ๓๒ มีผม ขน เป็นต้น พิจารณากระดูก พิจารณากระแสวิญญาณของบุรุษ อันตั้งอยู่ในโลกนี้และโลกอื่น พิจารณาวิญญานของบุรุษอันไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ และโลกอื่น ความพิสดารโปรด ดูอรรถกถา สุ.วิ. ๓/๑๑๗)
๖.ธรรมในการบัญญัติบุคคล (มี ๗ อย่าง มีอุภโตภาควิมุต ผู้พ้นโดยส่วนทั้งสอง เป็นต้น จนถึง สัทธานุสารี ผู้แล่นไปตามศรัทธา)
๗.ธรรมในกลุ่มที่เป็นประธาน (คือโพชฌงค์องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ๗ อย่าง มีสติ เป็นต้น)
๘.ธรรมในข้อปฏิบัติ (มี ๔ อย่าง มีปฏิบัติลำบากและรู้ได้ช้า เป็นต้น)
๙.ธรรมในความประพฤติเกี่ยวกับคำพูด (มี ๔ อย่าง คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด คือไม่ยุให้แตกร้าวกัน ไม่พูดแข่งดีหวังจะได้ชัยชนะ เช่น เมื่อถูกว่า ท่านเป็นคน ทุศีล ก็ตอบว่า ท่านน่ะสิทุศีล อาจารย์ของท่านก็ทุศีล พูดด้วยใช้ปัญญา มีข้ออ้างอิง ถูกต้องตามกาล)
๑๐.ธรรมในวิธีการสั่งสอน (คือรู้วิธีสั่งสอนให้เป็นพระอริยบุคคล ๔ ชั้น มีพระโสดาบัน เป็นต้น)
๑๑.ธรรมในการรู้ความหลุดพ้นของผู้อื่น (รู้ความหลุดพ้นของพระอริยบุคคล ๔)
๑๒.ธรรมในสัสสตวาทะ คือลัทธิที่เห็นว่าเที่ยง (มี ๓ อย่าง คือเห็นว่าตนและ โลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ดูหน้า ๔๑๐ - ๔๑๑ ข้อ ๑ (๑) (๒) (๓))
๑๓.ธรรมในญาณหยั่งรู้ความจุติ (เคลื่อนหรือตาย) และอุปบัติ (เกิดขึ้น) ของสัตว์ ทั้งหลาย มีทิพยจักษุ เห็นสัตว์ได้ชั่วได้ดีตามกรรมของตน)
๑๔.ธรรมในการแสดงฤทธิ์ (ทั้งฤทธิ์ที่ีมีอาสวะและกิเลส และฤทธิ์ที่ไม่มีอาสวะ และกิเลส)
๑๕.พระผู้มีพระภาคทรงบรรลุธรรมที่บุรุษผู้มีศรัทธาพึงบรรลุด้วยความเพียร ด้วย เรี่ยวแรง ด้วยความบากบั่นของบุรุษ ไม่ทรงประกอบพระองค์ให้ชุ่มด้วยกาม ไม่ ทรงประกอบการทรมานพระองค์ให้ลำบาก ทรงได้ฌาน ๔ อันเป็นเรื่องของจิตใจ ชั้นสูง อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันตามพระประสงค์ โดยไม่ยากลำบาก
ครั้นแล้วท่านก็ย้ำความแน่ใจของท่านว่า เมื่อมีใครถาม ท่านก็จะยืนยันว่า ไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งในอดีต อนาคต ปัจจุบันจะยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางตรัสรู้ แต่ถ้า ถามว่า มีสมณพราหมณ์ในอดีต ในอนาคต ที่เสมอด้วยพระผู้มีพระภาคในทางตรัสรู้หรือไม่ ก็จะตอบว่า มี แต่ถ้าถามถึงปัจจุบันก็จะตอบว่าไม่มี ถ้าถูกถามอีกว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็จะตอบว่า เคยได้สดับมาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอดีต อนาคต ที่เสมอด้วยพระองค์ในทางตรัสรู้ และได้เคยสดับในที่เฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค (เช่นเดียวกัน) ว่า มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่ในโลกธาตุเดียวกัน จะมี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นพร้อมกัน ๒ พระองค์ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสรับรองภาษิต ของพระสาริบุตร
พระอุทายีก็กราบทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคว่า เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ทรงมีความ ปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ทั้ง ๆ ที่ทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แต่ก็ไม่ทรงทำพระองค์ให้ปรากฏ (โอ้อวด)
(สูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่น่าเลื่อมใส)
พระผู้มีพระภาคประทับในปราสาท ในป่ามะม่วงของเจ้าศากยะผู้เชี่ยวชาญในวิชาธนู (เวธญฺา สกฺยา) ครั้งนั้น นิครนถนาฏบุตร (เจ้าลัทธิคนหนึ่งของศาสนานิครนถ์ หรือ ศาสนาเชน) ถึงแก่กรรมที่กรุงปาวา พวกนิครนถ์เกิดแตกกันเป็นสองฝ่าย ทะเลาะวิวาทกัน อย่างรุนแรง พระจุนทะ (น้องชายพระสาริบุตร) จำพรรษาใกล้กรุงปาวาจนตลอดพรรษาแล้ว ก็ไปหาพระอานนท์ ณ สามคาม ไหว้พระอานนท์แล้วเล่าความให้ฟัง พระอานนท์จึงชวน พระจุนทะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถึงศาสดา หลักธรรมคำสอนและสาวก แบ่งออกเป็น ประเภทดังนี้
๑.ศาสดาไม่ดี หลักธรรมไม่ดี สาวกไม่ดี ก็เป็นที่ติเตียนทั้งสามฝ่าย ใครปฏิบัติตาม ก็ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก
๒.ศาสดาไม่ดี หลักธรรมไม่ดี แม้สาวกจะดี คือปฏิบัติตาม ก็เป็นที่ติเตียน ทั้งสามฝ่าย ใครทำความเพียรตาม ก็ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก
๓.ศาสดาดี หลักธรรมดี สาวกไม่ดี ศาสดาและหลักธรรมย่อมได้รับสรรเสริญ แต่สาวกถูกติเตียน ใครปฏิบัติตาม ก็ได้ประสบบุญเป็นอันมาก
๔.ศาสดาดี หลักธรรมดี สาวกดี ย่อมได้รับสรรเสริญทั้งสามฝ่าย ใครทำความเพียร ตาม ก็ได้ประสบบุญเป็นอันมาก
๕.ศาสดาดี หลักธรรมดี สาวกไม่เข้าใจเนื้อความ (แห่งธรรม) แจ่มแจ้ง เมื่อศาสดา ตายแล้ว สาวกก็เดือดร้อนภายหลัง
๖.ศาสดาดี หลักธรรมดี สาวกเข้าใจเนื้อความ (แห่งธรรม) แจ่มแจ้ง เมื่อศาสดา ตายแล้ว สาวกก็ไม่เดือดร้อนภายหลัง
ตรัสต่อไปอีกว่า พรหมจรรย์ที่ประกอบด้วยองค์เหล่านี้แล้ว
๑.แต่ถ้าศาสดามิใช่เป็นเถระ ผู้รู้เห็นเหตุการณ์มานาน บวชนาน ก็ยังชื่อว่าบกพร่อง ในข้อนี้ ถ้าศาสดาเป็นเถระ เป็นต้น จึงชื่อว่าบริบูรณ์ในข้อนี้
๒.ถ้าศาสดาเป็นเถระ เป็นต้น แต่ภิกษุผู้เป็นสาวกชั้นเถระไม่ฉลาดอาจหาญ ไม่ บรรลุธรรมอันเกษม ไม่สามารถจะบอกเล่าว่า สัทธรรมย่ำยีปรัปวาท (ข้อกล่าวหา ของผู้อื่น) ก็ยังชื่อว่าบกพร่องในข้อนี้ ถ้าสาวกชั้นเถระเป็นผู้ฉลาดอาจหาญ เป็นต้น จึงชื่อว่าบริบูรณ์ในข้อนี้
๓.ถ้าศาสดาและสาวกชั้นเถระเข้าลักษณะที่ดี แต่ภิกษุผู้เป็นสาวกชั้นกลางยังไม่ดี (เหมือนชั้นเถระ) ก็ยังชื่อว่าบกพร่องในข้อนี้ โดยนัยนี้ กินความถึงภิกษุผู้เป็นสาวก ที่บวชใหม่ นางภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาชั้นเถระ ชั้นกลาง ผู้บวชใหม่ อุบาสกผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ ผู้บริโภคกาม อุบาสิกาผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้บริโภคกาม ถ้ายัง ไม่ดีสมบูรณ์ พรหมจรรย์ก็ยังไม่สมบูรณ์ ต่อเมื่อดีสมบูรณ์ พรหมจรรย์จึงชื่อว่า สมบูรณ์
๔.ครั้นแล้วตรัสถึงพระองค์ พระธรรมคำสั่งสอน และพระสาวก ทั้งบรรพชิต และ คฤหัสถ์ ว่ามีคุณลักษณะสมบูรณ์ พรหมจรรย์จึงชื่อว่าสมบูรณ์
๕.ตรัสถึงพระองค์และพระสงฆ์ ว่าถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ ยศ แล้วตรัสถึงคำ ของอุททกดาบส รามบุตร ที่ว่าเห็นอยู่ แต่ไม่เห็น ซึ่งไขความว่า เห็นใบมีดโกนที่ ลับดีแล้ว แต่ไม่เห็นคมมีดโกนดังนี้ ว่าเป็นภาษิตไร้ประโยชน์ ที่ถูกควรจะหมายถึง ไม่เห็นพรหมจรรย์ ที่สมบูรณ์บริบูรณ์และประกาศดีแล้ว จึงจะชื่อว่ากล่าวชอบ
ตรัสแนะพระจุนทะให้เทียบเคียงธรรมที่ทรงแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง พึงสังคายนา พึงวิจารอรรถะกับอรรถะ พยัญชนะกับพยัญชนะ เพื่อให้พรหมจรรย์ตั้งอยู่ยั่งยืน เป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุข แก่เทวาและมนุษย์ แล้วทรงชี้แจงว่า ธรรมที่ทรงแสดงด้วยปัญญาอันยิ่ง มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น มีมรรคมีองค์ ๘ เป็นที่สุด (ที่เรียกว่าโพธิปักขิยธรรม คือธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่ง ปัญญาตรัสรู้รวม ๓๗ ประการ ดูหน้า ๔๕๙ เสด็จป่ามหาวันประชุมภิกษุสงฆ์)
ตรัสแนะให้ศึกษาพระธรรม (ทั้งสามสิบเจ็ดประการเหล่านั้น (ดูหน้า ๔๕๙ เสด็จป่า มหาวันประชุมภิกษุสงฆ์) โดยพร้อมเพรียง ไม่วิวาทกันแล้วตรัสแนะวิธีสอบสวนพระธรรมเมื่อพระสงฆ์พรหมจารีกล่าวธรรม
๑.ถ้ารู้สึกว่า ถือเอา อรรถะผิด ยกพยัญชนะผิด ก็ไม่พึงเห็นด้วย (อภินันท์) หรือ คัดค้าน พึงกล่าวกะเธอว่า พยัญชนะนี้กับพยัญชนะอีกอันหนึ่ง ของอรรถะนี้ และ อรรถะนี้กับอรรถะอีกอันหนึ่ง ของพยัญชนะนี้ อย่างไหนจะชอบด้วยอุบายกว่ากัน ถ้าผู้กล่าวธรรมกล่าวว่า พยัญชนะนี้ อรรถะนี้ ชอบด้วยอุบายกว่าก็ไม่พึงยกย่อง หรือคัดค้าน พึงกำหนดหมายให้ดี เพื่อพิจารณาอรรถะและพยัญชนะนั้น ๆ
(คำว่า พยัญชนะ หมายถึงตัวอักษรหรือถ้อยคำ อรรถะ หมายถึงความหมายของ ตัวอักษรหรือถ้อยคำ)
๒.ถ้ารู้สึกว่า ถือเอาอรรถะผิด ยกพยัญชนะถูก ก็พึงสอบถาม อรรถะของพยัญชนะ สองฝ่าย ว่าอันไหนจะชอบด้วยอุบายกว่ากัน แล้วพิจารณา (เหมือนข้อ ๑)
๓.ถ้ารู้สึกว่า ถือเอาอรรถะถูก ยกพยัญชนะผิด ก็พึงสอบถาม พยัญชนะสองฝ่าย ของอรรถะนี้ ว่าอันไหนจะชอบด้วยอุบายกว่ากัน แล้วพิจารณา (เหมือนข้อ ๑)
๔.ถ้ารู้สึกว่า ถือเอาอรรถะถูก ยกพยัญชนะถูก ก็พึงอนุโมทนา
แล้วตรัสว่า มิได้ทรงแสดงธรรมเพื่อให้สำรวมอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน) ที่เป็น ปัจจุบัน หรือเพื่อให้ทำลายอาสวะที่เป็นอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เพื่อทั้งสองอย่าง
แล้วทรงแสดงการที่อนุญาตปัจจัย ๔ ว่า เพื่อบำบัดร้อนหนาวและเพื่อพอยังชีวิตให้ เป็นไป เป็นต้น
๑.ถ้านักบวชลัทธิอื่นกล่าวหาว่า สมณะศากยบุตรประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุข พึงถามว่าประกอบแบบไหน เพราะมีอยู่มากด้วยกัน คือบางคนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดปด บำเรอ (ตน) ด้วยกามคุณ อย่างนี้ชื่อว่าประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุขแบบชาวบ้าน ซึ่งไม่เป็นไป เพื่อนิพพาน
๒.ถ้านักบวชลัทธิอื่นกล่าวหาว่า สมณะศากยบุตรประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุข ๔ อย่าง (ดังกล่าวในข้อ ๑) ก็พึงปฏิเสธว่า ไม่เป็นจริง แล้วทรงแสดงการประกอบตนให้ชุ่ม ด้วยความสุข ที่เป็นไปเพื่อนิพพานว่าได้แก่ความสุขในฌาน ๔ ถ้านักบวชลัทธิอื่นกล่าวว่า สมณะศากยบุตรประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุข ๔ อย่างนี้ ก็พึงรับรองว่ากล่าวถูกต้อง
๓.ถ้านักบวชลัทธิอื่นถามถึงผลและอานิสงส์ (ผลดี) ที่ผู้ประกอบตนให้ชุ่มด้วย ความสุข (ในฌาน ๔) จะพึงหวังได้ ก็พึงตอบว่า มี ๔ อย่าง คือ
(๑)เป็นพระโสดาบัน จะได้ตรัสรู้ต่อไป เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓
(๒)เป็นพระสกทาคามีผู้จะกลับมาเกิดเพียงครั้งเดียว เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓ และ ทำราคะ โทสะ โมหะ ให้น้อยลง
(๓)เป็นพระอนาคามีผู้ไม่กลับมาเกิดอีก เพราะสิ้นสัญโญชน์เบื้องต่ำทั้งห้า
(๔)ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะอยู่ในปัจจุบัน (เป็นพระอรหันต์)
๔.นักบวชลัทธิอื่นกล่าวหาว่า สมณศากยบุตรมีธรรมอันไม่ตั้งมั่น พึงชี้แจงว่า ธรรมะที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่สาวก มิให้ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต มีอยู่ คือภิกษุผู้เป็น พระอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้วย่อมไม่ควรก้าวล่วงฐานะ ๙ อย่างจนตลอดชีวิต คือ
(๑)ไม่ฆ่าสัตว์โดยจงใจ
(๒)ไม่ลักทรัพย์
(๓)ไม่เสพเมถุน
(๔)ไม่พูดปดทั้งที่รู้
(๕)ไม่สะสมอาหารบริโภคเหมือนคนที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่เรือนคลัง
(๖)ไม่ลำเอียงเพราะชอบ
(๗)ไม่ลำเอียงเพราะชัง
(๘)ไม่ลำเอียงเพราะหลง
(๙)ไม่ลำเอียงเพราะกลัว
๕.นักบวชลัทธิอื่นอาจกล่าวหาว่า พระสมณโคดมบัญญัติญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณ) อันไม่มีขอบเขต ปรารภระยะกาลนานไกลอันเป็นอดีต ไม่ปรารภระยะกาลนาน ไกลอันเป็นอนาคต เพราะเป็นผู้เขลา ญาณหยั่งรู้ความเป็นไปในชาติก่อน ปรารภอดีตกาลนานไกลของพระตถาคต มีอยู่ ปรารถนาจะระลึกเท่าใด ก็ระลึกได้เท่านั้น ส่วนญาณที่เกิดจาก ปัญญาตรัสรู้ ที่ปรารภอนาคตกาลนานไกล ย่อมเกิดขึ้นแก่พระตถาคตว่า ชาตินี้เป็นชาติ สุดท้าย ไม่มีการเกิดอีก
ก.อดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่มีประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์
ข.อดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่จริง แท้ แต่ไม่มีประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์
ค.อดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่จริง แท้ มีประโยชน์ ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะตอบ ปัญหานั้นในเรื่องนั้น
ฆ.ตถาคตเป็นผู้กล่าวให้เหมาะแก่กาล กล่าวความจริง กล่าวสิ่งที่เป็นจริง กล่าว สิ่งมีประโยชน์ กล่าวเป็นธรรมกล่าวเป็นวินัย ในธรรมที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฉะนั้น จึงเรียกว่าตถาคต
ง.ตถาคตตรัสรู้โดยชอบสิ่งซึ่งโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม สมณพราหมณ์ ได้รู้แจ้งด้วยอายตนะ ได้บรรลุ ได้แสวงหา ได้ตรองถึงแล้ว ฉะนั้น จึงเรียกว่า ตถาคต
จ.ตถาคตตรัสแสดงถึงสิ่งใดในระหว่างที่ตรัสรู้ จนถึงปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ สิ่งนั้นย่อมเป็นอย่างนั้นทั้งหมด ไม่เป็นอย่างอื่น ฉะนั้น จึงเรียกว่าตถาคต
ฉ.ตถาคตพูดได้อย่างใด ทำได้อย่างนั้น ทำได้อย่างใด พูดได้อย่างนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่าตถาคต
ช.ตถาคตเป็นใหญ่ ไม่มีใครครอบงำได้ รู้เห็นตามเป็นจริง เป็นผู้มีอำนาจ (โดย คุณธรรม) ฉะนั้น จึงเรียกว่าตถาคต
๖.ถ้านักบวชลัทธิอื่นถามว่า สัตว์ตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด หรือว่าทั้งเกิดทั้งไม่เกิด หรือว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ พึงตอบว่า ข้อนั้นพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์
๗.ถ้านักบวชลัทธิอื่นถามว่า เหตุไฉนพระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์ข้อนั้น (ที่กล่าวในข้อ ๖) พึงตอบว่า เพราะไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ประกอบด้วยธรรม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ถ้าถามว่าอะไรเล่าที่ทรงพยากรณ์ พึงตอบว่า ทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (อริยสัจจ์ ๔) ถ้าถามว่า เหตุไฉนพระผู้มีพระภาคจึง พยากรณ์เรื่อง (อริยสัจจ์ ๔) นั้น พึงตอบว่า เพราะประกอบด้วยประโยชน์ ประกอบด้วยธรรม เป็นไปเพื่อนิพพาน
ทรงแสดงว่าเรื่องที่ควรพยากรณ์ ก็ทรงพยากรณ์ ไม่ควรพยากรณ์ จะทรงพยากรณ์ทำไม ทรงแสดงทั้งทิฏฐิที่ปรารภที่สุดเบื้องต้น ทั้งทิฏฐิที่ปรารภที่สุดเบื้องปลาย (ดูพรหมชาล สูตร หน้า ๔๑๐ - ๔๑๓ ซึ่งในพระสูตรนี้นำมากล่าวเพียงบางส่วน) แล้วตรัสว่า ไม่ทรงอนุมัติ ตามคำกล่าวของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เพราะที่ยืนยันลงไปอย่างนั้น ยังมีสัตว์ประเภทอื่นอีก ที่เป็นอย่างอื่น
แล้วทรงแสดงสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔ อย่างว่า เพื่อละ เพื่อก้าวล่วงทิฏฐิทั้งสองประเภทนั้น
พระอุปทานะยืนถวายอยู่งานพัด ณ เบื้องพระปฤษฎางค์พระพุทธเจ้า กราบทูล สรรเสริญพระธรรมเทศนาว่า น่าอัศจรรย์ น่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) พระผู้มีพระภาคจึงตรัสให้ เรียกชื่อธรรมปริยายนี้ว่า “ปาสาทิกะ”
(สูตร ว่าด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นตรัสแสดงมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ ที่ทำให้มหาบุรุษมีคติเป็น ๒ คือถ้าอยู่ ครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบวช จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
มหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ มีพระบาทตั้งลงด้วยดี (มีพื้นพระบาทเสมอ ไม่ แหว่งเว้า) เป็นข้อต้น มีพระเศียรประดับด้วยพระอุณหิส (กรอบพระพักตร์) เป็นข้อสุดท้าย แล้วทรงแสดงว่าลักษณะแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นเพราะกระทำกรรมดีต่าง ๆ ไว้
เช่นในข้อแรก เพราะเคยสมาทานมั่นในกุศลธรรม สมาทานมั่นในกุศลธรรมอันยิ่ง ข้อใดข้อหนึ่ง เช่น กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ในการจำแนกทาน สมาทานศีล รักษา อุโบสถ เกื้อกูลมารดา บิดา สมณพราหมณ์ และอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล
ข้อสุดท้าย เพราะเคยเป็นหัวหน้าในการบำเพ็ญกุศลธรรม มีกายสุจริต เป็นต้น
(หมายเหตุ : การเเสดงเหตุผลที่ได้มหาปุริสลักษณะแต่ละข้อ ในพระสูตรนี้มิได้ เป็นไปตามลำดับข้อและในที่นี้ได้นำมากล่าวอย่างย่นย่อที่สุด เพื่อสามารถย่อพระไตรปิฎก เล่มอื่น ๆ ได้อีก มิฉะนั้นจะต้องขยายอีกหลายเล่ม แต่ขอเสนอว่า ถ้าท่านผู้ใดสนใจจะอ่าน เรื่องนี้โดยละเอียด อาจหาหนังสือปฐมสมโพธิกถาฉบับที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงชำระ ซึ่งพิมพ์แพร่หลายพอสมควร อ่านได้จุดสำคัญของ พระสูตรนี้ แสดงว่าการได้ดีไม่ใช่เกิดขึ้นลอย ๆ ต้องประกอบเหตุจึงได้รับผล)
(สูตร ว่าด้วยสิงคาลกมาณพ)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวัน (ป่าไผ่) ใกล้กรุงราชคฤห์ เช้าวันหนึ่งเสด็จสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกมาณพมีผ้าเปียก มีผมเปียก ไหว้ทิศ ทั้งหกอยู่ ตรัสถาม ทราบว่าเป็นการทำตามคำสั่งของบิดา จึงตรัสว่า ในอริยวินัยไม่พึงไหว้ทิศ แบบนี้ เมื่อมาณพกราบทูลถามว่า พึงไหว้อย่างไร จึงตรัสแสดงธรรมเป็นลำดับว่า เพราะเหตุ ที่อริยสาวก (สาวกของพระอริยะ) ละกรรมกิเลส ๔ ได้ ไม่ทำกรรมชั่วโดยฐานะ ๔ ไม่เสพ ปากทางแห่งความเสื่อมทรัพย์ (โภคานํ อปายมุขานิ) ๖ ประการ เขาปราศจากความชั่ว ๑๔ ดั่งกล่าวได้แล้ว เป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกทั้งสอง คือโลกนี้และ โลกหน้า เมื่อตายไปก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
กรรมกิเลส คือการกระทำที่เศร้าหมอง มี ๔ อย่างที่อริยสาวกละได้ คือ (๑) ฆ่าสัตว์ (๒) ลักทรัพย์ (๓) ประพฤติผิดในกาม (๔) พูดปด
อริยสาวกไม่ทำกรรมชั่วโดยฐานะ ๔ คือถึงความลำเอียง เพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัวทำกรรมชั่ว
อริยสาวกไม่เสพปากทางแห่งความเสื่อมทรัพย์ ๖ อย่าง คือ (๑) เป็นนักเลงสุรา (๒) เที่ยวกลางคืน (๓) เที่ยวดูการเล่น (๔) เล่นการพนัน (๕) คบคนชั่วเป็นมิตร (๖) เกียจคร้าน
ครั้นแล้วทรงแสดงโทษของอบายมุขแต่ละข้อ ข้อละ ๖ อย่าง
ทรงแสดงมิตรเทียม (มิตตปฏิรูปกะ) ๔ ประเภท คือ (๑) มิตรปอกลอก (๒) มิตร ดีแต่พูด (๓) มิตรหัวประจบ (๔) มิตรชวนในทางเสียหาย พร้อมทั้งแสดงลักษณะของ มิตรเทียมทั้งสี่ประเภทนั้น ประเภทละ ๔ ประการ
ทรงแสดงมิตรแท้ ๔ ประเภท คือ (๑) มิตรมีอุปการะ (๒) มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข (๓) มิตรแนะประโยชน์ (๔) มิตรอนุเคราะห์ (อนุกัมปกะ) พร้อมทั้งแสดงลักษณะของมิตรแท้ ทั้งสี่ประเภทนั้น ประเภทละ ๔ ประการ
อริยสาวกเป็นผู้ปกปิด (ปฏิบัติชอบ) ทิศทั้งหก คือ ควรทราบว่า (๑) ทิศเบื้องหน้า ได้แก่มารดาบิดา (๒) ทิศเบื้องขวา ได้แก่อาจารย์ (๓) ทิศเบื้องหลัง ได้แก่บุตรภรรยา (๔) ทิศ เบื้องซ้าย ได้แก่มิตรอำมาตย์ (คำว่า อำมาตย์ เป็นสำนวนบาลี หมายถึงมิตรอย่างเดียว) (๕) ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ทาส กรรมกร (๖) ทิศเบื้องบน ได้แก่สมณพราหมณ์ (คำว่า พราหมณ์ ก็เหมือนกัน เป็นสำนวนแฝดกับคำว่า สมณะ คงหมายเฉพาะสมณะ)
ครั้นแล้วแสดงการปฏิบัติต่อบุคคลทั้งหกประเภท ที่เปรียบเหมือนทิศ ๖ เหล่านี้ ฝ่ายละ ๕ ประการ เป็นการถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันทุกฝ่าย เช่น มารดาบิดากับบุตรธิดา อาจารย์กับศิษย์ สามีกับภรรยา มิตรกับมิตร นายจ้างกับลูกจ้าง สมณะกับประชาชน
สิงคาลมาณพก็เลื่อมใสพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย ตลอดชีวิต
(หมายเหตุ : พระสูตรนี้ชาวยุโรปเลื่อมใสกันมากว่าจะแก้ปัญหาสังคมได้ เพราะเสนอหลักทิศ ๖ อันแสดงว่าบุคคลทุกประเภทในสังคมควรปฏิบัติต่อกันในทางที่ดีงาม ไม่มีการ กดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงไป อนึ่ง ในที่นี้ไม่ได้แปลรายละเอียดทั้งหมด เพื่อรวบรัด ผู้ต้องการ ทราบรายละเอียดโปรดอ่านหนังสือนวโกวาท ซึ่งพิมพ์แพร่หลายแล้วนับจำนวนล้านฉบับ)
(สูตร ว่าด้วยการรักษาในอาฏานาฏานคร)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ในราตรีหนึ่งท้าวมหาราช ทั้ง ๔ พร้อมด้วยเสนารักษ์ คนธรรพ์ (รุกขเทวดา) กุมภัณฑ์และนาค มาเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เมื่อท้าวมหาราชทั้งสี่ถวายบังคมแล้ว ท้าวเวสสวัณ (มีนามอีกอย่างหนึ่งว่าท้าวกุเวร) กราบทูลว่า มียักษ์ชั้นผู้ใหญ่ชั้นกลางชั้นต่ำ ที่เลื่อมใสพระผู้มีพระภาคก็มี ไม่เลื่อมใสก็มี แต่ ที่ไม่เลื่อมใสมีมาก เพราะพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม เพื่อเว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด ดิ่มสุราเมรัย พวกยักษ์เหล่านั้นไม่เว้นจากสิ่งเหล่านี้โดยมาก จึงไม่ชอบ มีสาวกของพระผู้มีพระภาคเสพเสนาสนะอันสงัดในป่า ซึ่งพวกยักษ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ ไม่เลื่อมใสในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคอาศัยอยู่ เพื่อคุ้มครองรักษาเพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงเรียนการรักษา ชื่ออาฏานาฏิยา เพื่อทำยักษ์เหล่านั้นให้เลื่อมใส พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ ท้าวเวสสวัณจึงกล่าวถึงการรักษา ชื่ออาฏานาฏิยา
ใจความแห่ง “รักขา” นั้น เป็นถ้อยคำนมัสการพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ มีพระวิปัสสี เป็นต้น พระโคตมพุทธเจ้าเป็นองค์ที่สุด พร้อมทั้งพรรณนาถึงคุณลักษณะของพระองค์ มีการกล่าวพรรณนาถึงท้าวมหาราชทั้งสี่องค์ ประจำทิศต่าง ๆ พร้อมด้วยบุตร ซึ่งเคารพ นมัสการพระพุทธเจ้า เมื่อภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เรียน“ รักขา” นี้ ท่องบ่นดีแล้ว อมนุษย์ใด ๆ จะเป็นยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค ตลอกจนพวกพ้อง ถ้ามีจิตประทุษร้าย เข้าไปใกล้ ผู้เรียน“ รักขา” นี้ จะเข้าพวกไม่ได้ จะชื่อว่าประพฤติผิดเหมือนโจร จะถูกลงโทษ พวกยักษ์ มหายักษ์ เสนาบดี มหาเสนาบดีจะคอยชี้ความผิดของอมนุษย์เหล่านั้น
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟัง และทรงพระอนุญาตให้เรียน “รักขา” นี้ได้
(หมายเหตุ : พระสูตรนี้ เมื่อพิจารณาอย่างกว้าง ๆ ย่อมแสดงถึงความเข้มแข็งของพระพุทธศาสนาเป็นการเสนอหลักการให้ถอนความกลัวต่อภูตผีปีศาจ ซึ่งคนสมัยนั้นยังเชื่อ กันอยู่ทั่วไป เพราะเมื่อนายของพวกยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ และนาคเองยังมาอ่อนน้อม กราบไหว้คุณความดีของพระพุทธเจ้า พวกบริวารก็เกะกะไม่ถนัดนัก เป็นการนำความดีชั้นสูง มาช่วยให้ผู้หวาดกลัวมีความอุ่นใจในคุณความดีที่เหนือกว่า เท่ากับเอาชนะความชั่วด้วย ความดี)
พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จจาริกไปในแคว้นมัลละ ทรง แวะ ณ นครปาวา ประทับอยู่ในป่ามะม่วงของนายจุนทะบุตรช่างทอง
ครั้งนั้น มัลลกษัตริย์สร้างสัณฐาคาร ขึ้นใหม่ ยังไม่มีใครใช้ เมื่อทราบว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จมาจึงนิมนต์ให้ทรงใช้ก่อน มัลลกษัตริย์จะใช้ภายหลัง พระผู้มีพระภาค ทรงรับนิมนต์แล้ว เสด็จไปพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ พระองค์เองประทับนั่งพิงเสากลาง ภิกษุสงฆ์ นั่งพิงฝาด้านตะวันออก มัลลกษัตริย์นั่งพิงฝาด้านตะวันตก พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม จนดึก จึงตรัสให้มัลลกษัตริย์กลับได้ ครั้นทรงเห็นภิกษุสงฆ์ยังไม่ง่วง จึงตรัสสั่งพระสาริบุตร ให้แสดงธรรมแทน พระองค์เองทรงปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น ทรงพักผ่อนสำเร็จสีหไสยา (บรรทม แบบราชสีห์ คือตะแคงขวา)
พระสาริบุตรปรารภความที่นิครถนาฏบุตรถึงแก่กรรม สาวกแตกกันเป็นสองฝ่าย โต้เถียงกันด้วยเรื่องธรรมวินัย จึงสอนแนะให้ภิกษุทั้งหลายสังคายนาพระธรรมไม่วิวาทกัน เพื่อให้พรหมจรรย์ตั้งอยู่ยั่งยืน ครั้นแล้วท่านได้แสดงตัวอย่างการสังคายนาธรรมเป็นหมวด ๆ (ซึ่งจะนำมากล่าวในที่นี้พอเป็นตัวอย่าง) ดังต่อไปนี้
หมวด ๑ ธรรมอย่างหนึ่ง คือสัตว์เป็นอยู่ได้ด้วยอาหาร
หมวด ๒ ธรรม ๒ อย่าง คือ
(๑)นาม
(๒)รูป
(๑) อวิชชา (ความหลงไม่รู้จริง)
(๒) ภวตัณหา (ความทะยานอยากมีอยากเป็น)
(๑) ภวทิฏฐิ (ความเห็นที่ติดในความมีความเป็น)
(๒) วิภวทิฏฐิ (ความเห็นที่ติดในความไม่มีไม่เป็น) ฯลฯ
หมวด ๓ รากเหง้าแห่งอกุศล ๓ อย่าง คือ
(๑)โลภะ (อยากได้)
(๒)โทสะ (คิดประทุษร้าย)
(๓)โมหะ (หลง)
รากเหง้าแห่งกุศล ๓ อย่าง คือ
(๑)ไม่โลภ
(๒)ไม่คิดประทุษร้าย
(๓)ไม่หลง ฯลฯ
หมวด ๔ การตั้งสติ (สติปัฏฐาน ดูมหาสติปัฏฐานสูตร หน้า ๓๓๖) ๔
ความเพียรชอบ (สัมมัปปธาน ๔ คือ
(๑)เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น
(๒)เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
(๓)เพียรทำกุศลให้เกิด
(๔)เพียรทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น) ฯลฯ
หมวด ๕ ขันธ์ ๕ คือ
(๑)รูปขันธ์ (กองรูป)
(๒)เวทนาขันธ์ (กองเวทนา ความรู้สึกอารมณ์)
(๓)สัญญาขันธ์ (กองสัญญา ความจำได้หมายรู้)
(๔)สังขารขันธ์ (กองสังขาร หรือความคิด หรือเจตนาที่ดีชั่ว)
(๕)วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ คือความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา หู) เป็นต้น ฯลฯ
หมวด ๖ อายตนะภายใน ๖ คือ
(๑)ตา
(๒)หู
(๓)จมูก
(๔)ลิ้น
(๕)กาย
(๖)ใจ ฯลฯ
หมวด ๗ อริยทรัพย์ (ทรัพย์อันประเสริฐ) ๗ คือ
(๑)ศรัทธา (เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ)
(๒)ศีล (รักษากายวาจาให้เรียบร้อย)
(๓)หิริ (ละอายต่อบาป)
(๔)โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อบาป)
(๕)สุตะ (ศึกษาหรือสดับตรับฟัง)
(๖)จาคะ (เสียสละ)
(๗)ปัญญา (รอบรู้สิ่งที่ควรรู้) ฯลฯ
หมวด ๘ ความผิด ๘ คือ
(๑)มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
(๒)มิจฉาสังกัปปะ (ความดำริผิด)
(๓)มิจฉาวาจา (วาจาผิด)
(๔)มิจฉากัมมันตะ (การกระทำผิด)
(๕)มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด)
(๖)มิจฉาวายามะ (เพียรพยายามผิด)
(๗)มิจฉาสติ (ระลึกผิด)
(๘)มิจฉาสมาธิ (ตั้งใจมั่นผิด) ฯลฯ
หมวด ๙ ที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ คือผูกอาฆาตว่า
(๑)เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (เสียหาย) ต่อเรา
(๒)เขากำลังประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อเรา
(๓)เขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อเรา
(๔)เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่รักที่ชอบใจของเรา
(๕)เขากำลังทำอย่างนั้น
(๖)เขาจักทำอย่างนั้น
(๗)เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนที่เราไม่รักไม่ชอบใจ
(๘)เขากำลังทำอย่างนั้น
(๙)เขาจักทำอย่างนั้น ฯลฯ
หมวด ๑๐ ธรรมะที่ทำที่พึ่ง (นาถกรณธรรม) ๑๐ คือ
(๑)มีศีล สำรวมปาฏิโมกข์ (ศีลที่เป็นประธาน)
(๒)สดับตรับฟังมาก ทรงจำได้ดี
(๓)คบเพื่อนที่ดี
(๔)ว่าง่าย
(๕)ขยันช่วยทำกิจธุระของเพื่อน
(๖)ใคร่ในธรรม
(๗)สันโดษ (ยินดีตามมีตามได้)
(๘)ลงมือทำความเพียร
(๙)มีสติ
(๑๐)มีปัญญา ฯลฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นจากบรรทม ก็ตรัสชมเชยว่า พระสาริบุตรได้กล่าว สังคีติปริยาย (บรรยายเรื่องสังคายนา) แก่ภิกษุทั้งหลายเป็นอย่างดี
(สูตร ว่าด้วยหมวดธรรมอันยิ่งขึ้นไปจนถึงสิบ)
พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประทับ ณ ฝั่งสระน้ำชื่อคัคครา ใกล้ กรุงจัมปา (ราชธานีแห่งแคว้นอังคะ)
พระสาริบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย (ทำนองเดียวกับสังคีติสูตร หน้า ๕๑๔ ซึ่งในที่นี้จะนำมากล่าวตั้งแต่หมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ พอเป็นตัวอย่าง) ดังต่อไปนี้
หมวด ๑ธรรมอย่างหนึ่ง มีอุปการะมาก คือความไม่ประมาทในกุศลธรรม ฯลฯ
หมวด ๒ธรรม ๒ อย่าง มีอุปการะมาก คือ
(๑)สติ ความระลึกได้
(๒)สัมปชัญญะ ความรู้ตัว ฯลฯ
หมวด ๓ธรรม ๓ อย่าง มีอุปการะมาก คือ
(๑)คบสัตบุรุษ (คนดี)
(๒)ฟังธรรม (ของท่าน)
(๓)ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯลฯ
หมวด ๔ธรรม ๔ อย่าง มีอุปการะมาก คือจักร ๔ อันได้แก่
(๑)อยู่ในประเทศหรือที่อยู่อันสมควร
(๒)คบ (หรือเข้าใกล้) สัตบุรุษ
(๓)ตั้งตนไว้ชอบ
(๔)ความเป็นผู้มีบุญอันได้ทำไว้ในกาลก่อน ฯลฯ
หมวด ๕ธรรม ๕ อย่าง มีอุปการะมาก คือองค์ ๕ ที่ควรตั้งไว้เป็นประธาน อันได้แก่
(๑)มีศรัทธาเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
(๒)มีโรคน้อย
(๓)ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา
(๔)ลงมือทำความเพียร
(๕)มีปัญญาเห็นความเกิดความดับ ฯลฯ
หมวด ๖ธรรม ๖ อย่าง มีอุปการะมาก คือสาราณิยธรรม ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง การทำกันแลกันให้ระลึกถึง อันได้แก่
(๑)ตั้งกายกรรมอันประกอบด้วยเมตตา
(๒)ตั้งวจีกรรมอันประกอบด้วยเมตตา
(๓)ตั้งมโนกรรมอันประกอบด้วยเมตตา
(๔)แบ่งปันลาภ
(๕)มีศีลอันดีเสมอกัน
(๖)มีทิฏฐิ (ความเห็น) อันดีเสมอกัน ฯลฯ
หมวด ๗ธรรม ๗ อย่าง มีอุปการะมาก คืออริยทรัพย์ ๗ อย่าง (กล่าวไว้แล้ว ในสังคีติสูตร หน้า ๕๑๔) ธรรม ๗ อย่าง ควรเจริญ คือโพชฌงค์ (องค์ แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้) ๗ อันได้แก่
(๑)สติ
(๒)ธัมมวิจยะ เลือกเฟ้นธรรม
(๓)วิริยะ ความเพียร
(๔)ปีติ ความอิ่มใจ
(๕)ปัสสัทธิ ความสงบความอิ่มใจ
(๖)สมาธิ ความตั้งใจมั่น
(๗)อุเบกขา ความวางเฉยอย่างมีสติกำกับ ฯลฯ
หมวด ๘ธรรม ๘ อย่าง มีอุปการะมาก คือเหตุ ๘ ปัจจัย ๘ อันเป็นไปเพื่อได้ ปัญญาซึ่งเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ ทำปัญญาที่ได้แล้วให้ เจริญบริบูรณ์ยิ่งขึ้น อันได้แก่
(๑)ตั้งความละอายใจ ความเกรงกลัว ความรัก ความเคารพในศาสดา เเละเพื่อนพรหมจารี
(๒)เข้าไปหาไต่ถามเป็นครั้งคราว
(๓)ฟังธรรมแล้ว ก็ทำความสงบกาย สงบใจ ให้ถึงพร้อมทั้งสองอย่าง
(๔)สำรวมในปาฏิโมกข์ (ศีลที่เป็นประธาน) สมบูรณ์ด้วยอาจาระ (มารยาท) และโคจร (รู้จักที่ควรไปไม่ควรไป)
(๕)สดับตรับฟังมาก
(๖)ลงมือทำความเพียร
(๗)มีสติ
(๘)เห็นความเกิดความดับในขันธ์ ๕ ฯลฯ
หมวด ๙ธรรม ๙ อย่าง มีอุปการะมาก คือองค์แห่งความบริสุทธื์ที่ควรตั้งไว้เป็น ประธาน (ปาริสุทธิปธานิยังคะ) อันได้แก่
(๑)สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล
(๒)จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต
(๓)ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งความเห็น
(๔)กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามความสงสัย เสียได้
(๕)มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งการเห็นด้วยญาณ ซึ่งทางและมิใช่ทาง
(๖)ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งการเห็นด้วยญาณซึ่ง ข้อปฏิบัติ
(๗)ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งการเห็นด้วยญาณ
(๘)ปัญญาวิสุทธิ ความหมดจดแห่งปัญญา
(๙)วิมุตติวิสุทธิ ความหมดจดแห่งความหลุดพ้น ฯลฯ
หมวด ๑๐ธรรม ๑๐ อย่าง มีอุปการะมาก คือธรรมะที่ทำที่พึ่ง (นาถกรณธรรม) ๑๐ (ซึ่งกล่าวไว้แล้วในสังคีติสูตร ดูหน้า ๕๑๕ - ๕๑๗) ฯลฯ
เมื่อแสดงธรรมจบ ภิกษุทั้งหลายก็ชื่นชมภาษิตของพระสาริบุตร
(หมายเหตุ : ข้อธรรมในทสุตตรสูตรนี้ ตั้งแต่หมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ ยืนตัวอยู่ ๑๐ หัวข้อ คือ
๑.ธรรมมีอุปการะมาก
๒.ธรรมที่ควรเจริญ
๓.ธรรมที่ควรกำหนดรู้
๔.ธรรมที่ควรละ
๕.ธรรมที่มีส่วนแห่งความเสื่อม
๖.ธรรมที่มีส่วนแห่งความเจริญ
๗.ธรรมที่เข้าใจได้ยาก
๘.ธรรมที่ควรทำให้เกิดขึ้น
๙.ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง
๑๐.ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง
แล้วแจกรายละเอียดออกไปตามหมวดว่า หมวด ๑ ได้แก่อะไร หมวด ๒ ได้แก่อะไร จนถึงหมวด ๑๐ ได้แก่อะไร ในที่นี้แสดงพอเป็นตัวอย่าง)
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๑๑