ค้นหา K
Appearance
Appearance
(คำว่า ปัฏฐาน เป็นชื่อของคัมภีร์ที่ ๗ แห่งอภิธัมมปิฎก โปรดย้อนไปดูคำอธิบาย หน้า ๙๗๑ อีกครั้งหนึ่ง)
คัมภีร์ปัฏฐานที่พิมพ์ในฉบับไทยมี ๖ เล่ม ตั้งแต่เล่ม ๔๐ ถึงเล่ม ๔๕ คือ
เล่ม ๔๐ ว่าด้วยอนุโลมติกปัฏฐาน ได้แก่ปัจจัยอันเกี่ยวกับธรรม ๓ อย่าง คือ กุศลธรรม ๓ อย่าง เวทนา ๓ อย่าง วิบาก ๓ อย่าง อุปาทินนะ ๓ อย่าง สังกิลิฏฐะ ๓ อย่าง (คือพูดถึงปัจจัยแห่งธรรมใน คัมภีร์ธัมมสังคณี (ดูข้อความในหน้า ๙๗๓ ข้อ (๑) ถึง ข้อ (๕))
เล่ม ๔๑ เป็นตอนที่ ๒ ว่าด้วยอนุโลมติกปัฏฐาน ต่อมาจากเล่ม ๔๐ คือ อธิบายถึงปัจจัยแห่งหัวข้อธรรม ๓ อย่างในคัมภีร์ธัมมสังคณี ตั้งแต่ข้อ ๖ ถึงข้อ ๒๒ (ดูข้อความในหน้า ๙๗๓ - ๙๗๔ ข้อ (๖) ถึง ข้อ (๒๒))
เล่ม ๔๒ เป็นตอนที่ ๓ ว่าด้วยอนุโลมทุกปัฏฐานตอนต้น อธิบายถึงปัจจัยแห่ง หัวข้อธรรม ๒ อย่างในคัมภีร์ธัมมสังคณี ตั้งแต่แม่บทที่ ๒ เหตุโคจฉกะ ถึงแม่บทที่ ๑๐ ปรามาสโคจฉกะ (ดูข้อความในหน้า ๙๗๕)
เล่ม ๔๓ เป็นตอนที่ ๔ ว่าด้วยอนุโลมทุกปัฏฐานตอนปลาย อธิบายถึงปัจจัย แห่งหัวข้อธรรม ๒ อย่างในคัมภีร์ธัมมสังคณี ตั้งแต่แม่บทที่ ๑๑ มหันตรทุกะ ถึงแม่บทที่ ๑๔ ปิฏฐิทุกะ (ดูข้อความในหน้า ๙๗๖)
เล่ม ๔๔ เป็นตอนที่ ๕ ว่าด้วยธรรมหมวด ๒ หมวด ๓ ผสมกัน ธรรมหมวด ๓ หมวด ๒ ผสมกัน ธรรมหมวด ๓ หมวด ๓ ผสมกัน ธรรมหมวด ๒ หมวด ๒ ผสมกัน แต่ก็คงใช้ข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณีเป็นบทตั้งเช่นเดิม
เล่ม ๔๕ เป็นตอนที่ ๖ ว่าด้วยหัวข้อสำคัญ ๓ ประการ คือ
๑.ปัจจนียปัฏฐาน ว่าด้วยธรรมที่เป็นปัจจัยโดยปฏิเสธข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณี คือนำข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณีมาตั้งแล้วปฏิเสธว่า อาศัยธรรมที่มิใช่ข้อนั้น ๆ ธรรมที่มิใช่ข้อนั้น ๆ ก็เกิดขึ้น
๒.อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน ว่าด้วยธรรมที่เป็นปัจจัยโดยอาศัยข้อธรรมในคัมภีร์ ธัมมสังคณี แต่ธรรมที่เกิดขึ้น เป็นธรรมมิใช่ข้อธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณี เช่น อาศัยกุศลธรรมเกิดธรรมที่มิใช่กุศล
๓.ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน ว่าด้วยธรรมที่เป็นปัจจัย โดยอาศัยธรรมที่มิใช่ข้อธรรม ในคัมภีร์ธัมมสังคณี แต่เกิดธรรมในคัมภีร์ธัมมสังคณี เช่น อาศัยธรรมอันมิใช่กุศล เกิดอกุศลธรรม อาศัยธรรมอันมิใช่กุศล เกิดอัพยากตธรรม ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ
ปัจจนียปัฏฐาน ปฏิเสธทั้งฝ่ายที่ถูกอาศัย ทั้งฝ่ายที่เกิดขึ้น
อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน ปฏิเสธเฉพาะธรรมที่เกิด
ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน ปฏิเสธเฉพาะธรรมที่ถูกอาศัย
เมื่อพิจารณาดูโดยสังเขปเช่นนี้แล้ว ก็พอเข้าใจได้ว่า คัมภีร์ปัฏฐาน แสดงถึงปัจจัย ๒๔ ชนิดตามเนื้อหาว่าเป็นปัจจัยในลักษณะไหน ครั้นแล้วจึงนำข้อธรรมหมวด ๓ หมวด ๒ ในคัมภีร์ธัมมสังคณีมาเป็นบทตั้ง เอาปัจจัย ๒๔ มากล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร หลายแง่ หลายมุม ถ้าจะเทียบด้วยการทอผ้า ข้อธรรมใน คัมภีร์ธัมมสังคณี เท่ากับเป็นเส้นด้ายยืน ส่วนปัจจัย ๒๔ เหมือนด้ายในกระสวยที่พุ่งไปมาระหว่างด้ายยืน ให้สำเร็จเป็นลวดลายต่าง ๆ)
บัดนี้จะเริ่มต้นด้วยข้อธรรมในเล่ม ๔๐ ต่อไป
(วาระแห่งการตั้งแม่บท)
๑. เหตุปัจจัย (ปัจจัย หรือเครื่องสนับสนุน ที่เป็นเหตุ)
๒. อารัมมณปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นอารมณ์)
๓. อธิปติปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นใหญ่)
๔. อนันตรปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไม่มีอะไรคั่นในระหว่าง)
๕. สมนันตรปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของกระชั้นชิด)
๖. สหชาตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของเกิดพร้อมกัน)
๗. อัญญมัญญปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของอิงอาศัยกันและกัน)
๘. นิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นที่อาศัยโดยตรง)
๙. อุปนิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นที่อาศัยโดยสืบต่อกันมา)
๑๐. ปุเรชาตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของเกิดก่อน)
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของเกิดทีหลัง)
๑๒. อาเสวนปัจจัย (ปัจจัยโดยการส้องเสพ)
๑๓. กัมมปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นกรรม คือการกระทำ)
๑๔. วิปากปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นผลของกรรม)
๑๕. อาหารปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นอาหาร)
๑๖. อินทริยปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นอินทรีย์)
๑๗. ฌานปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นฌาน คือสมาธิที่แน่วแน่)
๑๘. มัคคปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นมรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกิเลสและดับทุกข์)
๑๙. สัมปยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของประกอบกัน คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน)
๒๐. วิปปยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไม่ประกอบกัน)
๒๑. อัตถิปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของมีอยู่)
๒๒. นัตถิปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไม่มี)
๒๓. วิคตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไปปราศ คือพ้นไป หมดไป)
๒๔. อวิคตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไม่ปราศ คือไม่พ้นไป ไม่หมดไป)
(วาระว่าด้วยการแจก คืออธิบายปัจจัย ทีละข้อ)
๑. เหตุปัจจัย คือเหตุที่เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกับเหตุ และแห่งรูปที่มีธรรม อันประกอบกับเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ (เหตุเทียบด้วยรากไม้ต้นไม้จะมีผลเจริญงอกงามก็เพราะได้อาศัยรากดูดน้ำ และโอชะอื่น ๆ มาหล่อเลี้ยง)
๒. อารัมมณปัจจัย อายตนะหรืออารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ ถูกต้องได้ด้วยกาย) ธัมมะ (สิ่งที่รู้ด้วยใจ) เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุ คือความรู้แจ้งอารมณ์ทาง ตา หู เป็นต้น และแห่งธรรมที่ประกอบกับวิญญาณธาตุนั้น ๆ โดยฐานะเป็นอารัมณปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอารมณ์ (อารมณ์คือสิ่งที่จิตเจตสิกยึดถือเหมือนยึดเกาะท่อนไม้)
๓. อธิปติปัจจัย ธรรมที่เป็นใหญ่ คือ ฉันทะ (ความพอใจ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ความเอาใจฝักใฝ่) วิมังสา (ความพิจารณาสอบสวน) เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบ กับฉันทะ เป็นต้นแต่ละข้อ และแห่งรูปที่มีธรรมที่ประกอบกับฉันทะ เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นอธิปติปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นใหญ่
๔. อนันตรปัจจัย จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่ประกอบกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัย แห่งมโนธาตุและแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนวิญญาณธาตุนั้น โดยฐานะเป็น อนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น โดยนัยนี้ โสตวิญญาณธาตุ จนถึง มโนวิญญาณธาตุ และธรรมที่ประกอบกับโสตวิญญาณธาตุ เป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ และแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น โดยฐานะเป็นปัจจัย คือเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น
ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นปัจจัยคือเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น
ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอัพยากฤตหลัง ๆ โดยฐานะ เป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น
ธรรมที่เป็นอกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอกุศลหลัง ๆ โดยฐานะ เป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น
ธรรมที่เป็นอกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอัพยากฤตหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น
ธรรมที่เป็นอัพยากฤตก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอัพยากฤตหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น
ธรรมที่เป็นอัพยากฤตก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะ เป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น
ธรรมที่เป็นอัพยากฤตก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น
๕. สมนันตรปัจจัย มีอธิบายอย่างเดียวกับข้อ ๔ คืออนันตรปัจจัย ต่างแต่สิ่งที่เป็นปัจจัยในข้อนี้ เป็นปัจจัยโดยฐานะเป็นสมนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนอย่างกระชั้นชิด (มติของอาจารย์ในชั้นหลังมีอยู่ต่าง ๆ กัน บางท่านว่า อนันตรปัจจัย (ปัจจัยโดยความเป็น ของไม่มีอะไรคั่นในระหว่าง) กับ สมนันตรปัจจัย (ปัจจัยโดยความเป็นของกระชั้นชิด) ต่างกันโดยพยัญชนะ แต่เนื้อความเป็นอันเดียวกัน บางอาจารย์กล่าวว่าต่างกัน คือ อนันตรปัจจัย เป็นของไม่มีอรรถะ คือเนื้อความอย่างอื่นคั่น ส่วน สมนันตรปัจจัย เป็นของไม่มีกาละคั่น - ดู อภิธัมมัตถภาวินี หน้า ๒๔๑)
๖. สหชาตปัจจัย ธรรม ๔ อย่างที่ไม่มีรูป (คือเป็น เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน มหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็น เครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน ในขณะที่ก้าวลง (สู่ครรภ์มารดา คือขณะปฏิสนธิ) นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน ธรรมที่เป็น จิต และ เจตสิก เป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็น สหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน มหาภูตรูป (รูปใหญ่คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัยแห่ง อุปาทารูป (รูปอาศัย คือรูปที่ปรากฏเพราะอาศัยมหาภูตรูป เช่น ความเป็นหญิง ความเป็นชาย) โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน ธรรมที่ มีรูปเป็นปัจจัยของธรรมที่ไม่มีรูปในกาลบางครั้ง โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็น เครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน แต่ในกาลบางครั้งก็เป็นปัจจัย มิใช่โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือมิใช่เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน
๗. อัญญมัญญปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป (ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอัญญมัญญปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน มหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอัญญมัญญปัจจัย คือเป็นเครื่อง สนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน ในขณะก้าวลง (ขณะปฏิสนธิ) นามและรูปเป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอัญญมัญญปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน
๘. นิสสยปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป (ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนเป็นที่อาศัย มหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็น เครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย ในขณะที่ก้าวลง (ขณะปฏิสนธิ) นามและรูปเป็นปัจจัยของกัน และกัน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย ธรรมคือจิตและ เจตสิกเป็นปัจจัยของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุน ที่เป็นที่อาศัย อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่ง ธาตุ คือ ความรู้แจ้ง (วิญญาณธาตุ) ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และธรรมที่ประกอบวิญญาณธาตุชนิดนั้น ๆ มโนธาตุ (ธาตุคือใจ) มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุคือความรู้แจ้งทางใจ) อาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็น ปัจจัยแห่งมโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุและแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุนั้น โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย
๙. อุปนิสสยปัจจัย ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศล หลัง ๆ โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยโดยสืบต่อกันมา ต่อจากนี้มีข้อความคล้ายกับข้อ ๔ ต่างแต่เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย แม้บุคคล ก็เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยสืบต่อกันมา แม้เสนาสนะก็เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย สืบต่อกันมา (คำว่า นิสสยปัจจัย กับ อุปนิสสยปัจจัย มีคำใกล้กัน นิสสยะ แปลว่า เป็นที่อาศัย อุปนิสสยะ แปลว่า ใกล้จะเป็นที่อาศัย แต่แปลหักตามเนื้อหาว่า เป็นที่อาศัยสืบต่อกันมา คือ อาศัยพอเป็นเค้า เป็นเชื้อ มีความหนักแน่นน้อยกว่า นิสสยะ)
๑๐. ปุเรชาตปัจจัย อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตามประภทของตน และแห่งธรรมที่ประกอบด้วยวิญญาณธาตุนั้น ๆ โดยฐานะ เป็นปุเรชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน อายตนะคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุนั้น โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือเป็นเครื่อง สนับสนุนที่เกิดก่อน อายตนะคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ และธรรมะที่ประกอบด้วยมโนธาตุ โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือเครื่องสนับสนุนเกิดก่อน มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมที่ประกอบด้วยมโนธาตุ โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน รูปนั้น เป็นปัจจัยแห่งมโนวิญญาณธาตุในกาลบางครั้ง โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือเป็นเครื่อง สนับสนุนที่เกิดก่อน ในกาลบางครั้งก็เป็นปัจจัย โดยมิใช่ฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือมิใช่ เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ย่อมเป็นปัจจัยแห่งกายนี้ซึ่งเกิดก่อน โดยฐานะเป็นปัจฉาชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดภายหลัง
๑๒. อาเสวนปัจจัย ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศล หลัง ๆ โดยฐานะเป็นอาเสวนปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนโดยการส้องเสพ ธรรมที่เป็น อกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอาเสวนปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนโดยการส้องเสพ ธรรมที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัย แห่งธรรมที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอาเสวนปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุน โดยการส้องเสพ (ธรรมประเภทเดียวกันเมื่อส้องเสพหรือประพฤติบ่อย ๆ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมประเภทเดียวกันนั้นต่อไปอีก)
๑๓. กัมมปัจจัย กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลย่อมเป็นปัจจัยแห่งขันธ์ที่เป็นวิบาก และแห่งกฏัตตารูป (รูปที่เกิดเพราะทำกรรมไว้ เรียกว่า กัมมชรูป ก็ได้) โดยฐานะเป็นกัมมปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นกรรมคือการกระทำ กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลนั้น ย่อมเป็น ปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบด้วยเจตนา และแห่งรูปที่มีธรรมอันประกอบด้วยเจตนานั้น เป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นกัมมปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นกรรมคือการกระทำ
๑๔. วิปากปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปซึ่งเป็นผลของกรรมย่อมเป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นวิปากปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นผลของกรรม
๑๕. อาหารปัจจัย อาหารเป็นคำ ๆ (อาหารที่กลืนกิน) เป็นปัจจัยของกายนี้ โดย ฐานะเป็นอาหารปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอาหาร อาหารที่ไม่มีรูป เป็นปัจจัยแห่ง ธรรมที่ประกอบกัน (สัมปยุตตธรรม) และแห่งรูปที่มีสัมปยุตตธรรมนั้นเป็นสมุฏฐาน โดย ฐานะเป็นอาหารปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอาหาร
๑๖. อินทริยปัจจัย อินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่ง วิญญาณธาตุ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และธรรมที่สัมปยุตด้วยวิญญาณธาตุชนิดนั้น ๆ โดยฐานะเป็น อินทริยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทรีย์ (คือธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน) อินทรีย์คือรูปชีวิต เป็นปัจจัยแห่ง กฏัตตารูป รูปซึ่งเกิดแต่กรรม โดยฐานะเป็นอินทริยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทรีย์ อินทรีย์ที่ไม่มีรูป เป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตธรรม และรูปที่มี สัมปยุตตธรรมนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นอินทริยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทรีย์
๑๗. ฌานปัจจัย องค์แห่งฌานย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่สัมปยุต (ประกอบ) ด้วยฌาน และรูปที่มีธรรมที่สัมปยุตด้วยฌานนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นฌานปัจจัย คือเป็น เครื่องสนับสนุนที่เป็นฌาน
๑๘. มัคคปัจจัย องค์แห่งมรรคย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยมรรค และ แห่งรูปที่มีธรรมอันสัมปยุตด้วยมรรคนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นมัคคปัจจัย คือเป็น เครื่องสนับสนุนที่เป็นมรรค
๑๙. สัมปยุตตปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป (ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสัมปยุตตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นของ ประกอบกัน (คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน)
๒๐. วิปปยุตตปัจจัย ธรรมที่เป็นรูปย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ไม่มีรูป ธรรมที่ไม่มี รูปย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่มีรูป โดยฐานะเป็นวิปปยุตตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุน ที่ไม่ประกอบกัน (ไม่เกิดพร้อมกันไม่ดับพร้อมกัน)
๒๑. อัตถิปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป เป็นปัจจัยของกันและกัน มหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัยของกันและกัน ธรรมที่เป็น จิต และ เจตสิก เป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิต เป็นสมุฏฐาน อายตนะคือตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่ง จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้น และ แห่งธรรมที่สัมปยุตด้วย จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้นนั้น ๆ อายตนะคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้น และแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วย จักขุ วิญญาณธาตุ นั้น ๆ โดยความเป็นอัตถิปัจจัย คือความเป็นเครื่องสนับสนุนที่มีอยู่ มโนธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ อาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นย่อมเป็นปัจจัยแห่ง มโนธาตุ แห่ง มโน วิญญาณธาตุ และแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วย มโนธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ นั้น โดยฐานะ เป็นอัตถิปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่มีอยู่
๒๒. นัตถิปัจจัย ธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่ดับไปในขณะกระชั้นชิด ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า โดยฐานะเป็นนัตถิปัจจัย คือเป็นเครื่อง สนับสนุนที่ไม่มี
๒๓. วิคตปัจจัย ธรรมที่เป็น จิต และ เจตสิก ที่ไปปราศ คือพ้นไป หมดไปในขณะ กระชั้นชิด ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า โดยฐานะเป็น วิคตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นไปปราศ คือพ้นไป หมดไป
๒๔. อวิคตปัจจัย มีคำอธิบายเหมือน อัตถิปัจจัย
(หมายเหตุ : ปัจจัยข้อที่ ๒ ๓ ๔ ๕ มีข้อความตอนท้ายพ้องกันมิได้กล่าวไว้ ขอถือ โอกาสนำมากล่าวรวมไว้ในหมายเหตุนี้ คือกล่าวถึงธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้น เพราะปรารภธรรมใด ๆ หรือเกี่ยวเนื่องกับธรรมใด ๆ ธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกนั้น ๆ ย่อม เป็นปัจจัยแห่งธรรมนั้น ๆ โดยฐานะเป็นอารัมมณปัจจัยบ้าง อธิปติปัจจัยบ้าง อนันตรปัจจัยบ้าง สมนันตรปัจจัยบ้าง)
(ปัจจัยแห่งธรรมะหมวด ๓ กล่าวไปตามลำดับ)
๑. ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
ก. อุทเทส บทตั้ง
เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมพึงเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุก็มี
เพราะอาศัยกุศลธรรม อกุศลธรรมพึงเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสุนนที่เป็นเหตุก็มี
เพราะอาศัยกุศลธรรม อัพยากตธรรมพึงเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุก็มี
เพราะอาศัยกุศลธรรม ทั้งกุศลธรรมและอัพยากตธรรมพึงเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุก็มี ฯลฯ
ข. นิทเทส บทอธิบาย
เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ
คือ เพราะอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล ขันธ์ ๓ ย่อมเกิดขึ้น (คือในขันธ์หรือส่วนที่เป็นนาม อันได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ถ้าอาศัยขันธ์ใดขันธ์หนึ่งใน ๔ ขันธ์นี้ อีก ๓ ข้อที่เหลือก็เกิดขึ้น)
เพราะอาศัยขันธ์ ๓ ขันธ์ ๑ ย่อมเกิดขึ้น (โดยทำนองเดียวกัน ถ้าอาศัยขันธ์ ๓ ข้อใด ๆ ก็ตาม ขันธ์อีกข้อหนึ่งใน ๔ ข้อที่ไม่พ้องกับขันธ์ ๓ ย่อมเกิดขึ้น)
เพราะอาศัยขันธ์ ๒ ขันธ์ ๒ ย่อมเกิดขึ้น (อาศัยขันธ์ ๒ ข้อ ใน ๔ ข้อ อีก ๒ ข้อที่ไม่พ้องกันย่อมเกิดขึ้น)
เพราะอาศัยกุศลธรรม อัพยากตธรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ คือเพราะอาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศล รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้น.
เพราะอาศัยกุศลธรรม ทั้งกุศลธรรมและอัพยากตธรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ คือเพราะอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศล ขันธ์ ๓ และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ย่อมเกิดขึ้น
เพราะอาศัยขันธ์ ๓ คือ ขันธ์ ๑ และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้น
เพราะอาศัยขันธ์ ๒ ขันธ์ ๒ และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้น
(หมายเหตุ : ทั้งบทตั้งและบทอธิบายได้นำมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ในอุทเทสหรือ บทตั้งนั้น ถอดไว้อย่างข้างบนนี้ก็ได้ อย่างเป็นคำถามก็ได้ เช่น ถามว่า เพราะอาศัย....ก็มี ใช่หรือไม่ ครั้นถึงนิทเทสหรือบทอธิบาย ก็เท่ากับเป็นคำตอบไปในตัว แต่จะสังเกตว่า ได้มี การไม่ตอบอยู่ข้อหนึ่ง คือข้อที่ว่า อาศัยกุศลธรรม เกิดอกุศลธรรมก็มีนั้น คือเกิดอย่างไร เมื่อ ไม่มีคำตอบมี จึงทำให้บางท่านสันนิษฐานว่า สภาพเช่นนั้นไม่มี แต่ก็น่าจะไม่มี โดยฐานะเป็น เหตุปัจจัย คงมีอยู่ในฐานะเป็นปัจจัยอย่างอื่น เช่น อุปนิสสยปัจจัย เพราะในอุปนิสสยปัจจัยนั้น มีคำอธิบายไว้บางตอนว่า “กุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยแห่งอกุศลธรรมหลัง ๆ บางชนิด โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย” ซึ่งอรรถกถายกตัวอย่างว่า อาศัยความดี เช่น ทาน ศีล สุตะ ปัญญา แล้วเกิด มานะ ความถือตัว และ ทิฏฐิ ความเห็นผิด หรือเกิด ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นได้ บางตอนมีคำอธิบายอุปนิสสยปัจจัยไว้ว่า “อกุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยแห่งกุศลธรรมหลัง ๆ บางชนิด โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย” ซึ่งอรรถกถายกตัวอย่างว่า อาศัยราคะ ก็มีการ ให้ทาน รักษาศีล รักษาอุโบสถ ทำฌาน ทำวิปัสสนา ทำมรรค ทำอภิญญา ทำสมาบัติ ให้เกิดขึ้น ตกลงว่า ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และ ปัตถนา (ความปรารถนา) เป็นปัจจัย โดยฐานะอุปนิสสยปัจจัยแห่งศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาก็มี หรือบางคนฆ่าสัตว์แล้ว พยายามให้ทานแก้ตัวก็มี แต่คำอธิบายและตัวอย่างดังกล่าวมานี้ พบเฉพาะในอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น)
๒. สหชาตวาร วาระว่าด้วยธรรมที่เกิดร่วมกัน
เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมที่เกิดร่วมกันย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุน ที่เป็นเหตุ (คำอธิบายเรื่องอาศัยขันธ์ ๑ เกิดขึ้น ๓ เป็นต้น เหมือนปฏิจจวารข้างต้น)
๓. ปัจจยวาร วาระว่าด้วยปัจจัย คือเครื่องสนับสนุน
เพราะกุศลธรรมเป็นปัจจัย กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ (คำอธิบายเรื่องอาศัยขันธ์ ๑ เกิดขันธ์ ๓ เป็นต้น เหมือนปฏิจจวารข้างต้น)
๔. นิสสยวาร วาระว่าด้วยธรรมเป็นที่อาศัย
เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ (คำอธิบายเหมือนข้างต้น)
๕. สังสัฏฐวาร วาระว่าด้วยธรรมที่ระคนกัน
เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมที่ระคนกันย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุน ที่เป็นเหตุ (คำอธิบายเหมือนข้างต้น)
๖. สัมปยุตตวาร วาระว่าด้วยธรรมที่ประกอบกัน
เพราะอาศัยกุศลธรรม กุศลธรรมที่ประกอบกัน (เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน มี อารมณ์และวัตถุอันเดียวกัน) ย่อมเกิดขึ้น เพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ (คำอธิบายเหมือนข้างต้น)
๗. ปัญหาวาร วาระว่าด้วยคำถาม
หัวข้อวาระนี้น่าจะใช้คำว่า วาระว่าด้วยการตอบปัญหา กล่าวคือไม่มีคำถามปรากฏ มีแต่คำตอบ อรรถกถาอธิบายว่าคำตอบบ่งถึงคำถามอยู่แล้ว
กุศลธรรมเป็นปัจจัยแห่งกุศลธรรม โดยฐานะเหตุปัจจัย คือเครื่องสนับสนุนที่ เป็นเหตุ คือเหตุที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแห่งขันธ์ที่ประกอบกัน (สัมปยุตตขันธ์ ขันธ์ที่เกิด พร้อมกัน ดับพร้อมกัน) โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย
กุศลธรรมเป็นปัจจัยแห่งอัพยากตธรรม โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย คือเหตุที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย
กุศลธรรมเป็นปัจจัยทั้งของกุศลธรรมและอัพยากตธรรม โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย คือเหตุที่เป็นกุศล เป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตขันธ์ และแห่งรูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานในฐานะ เป็นเหตุปัจจัย ฯลฯ
๑. ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เพราะ เหตุปัจจัย คือเพราะเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ
อาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขันธ์ ๑
ในขณะแห่งปฏิสนธิอาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขันธ์ ๑
(ข้อนี้อรรถกถามิได้อธิบายไว้ ผู้เขียนขออธิบายตามความเห็นส่วนตัว คือในเรื่องนี้ เมื่อกันเวทนาออกมา ในฐานะที่ถูกสัมปยุต จึงเหลือขันธ์ อยู่เพียง ๓ คือ สัญญา สังขาร และ วิญญาณ คำว่าอาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยเวทนา เช่น อาศัยวิญญาณขันธ์ เกิดขันธ์ ๒ คือเกิดสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ คำว่า อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขันธ์ ๑ เช่น อาศัยสัญญาขันธ์และ สังขารขันธ์ เกิดวิญญาณขันธ์)
๒. สัมปยุตตวาร วาระว่าด้วยธรรมที่ประกอบกัน
(ความจริงแบ่งวาระได้เช่นเดียวกับ กุสลติกะ คือ ๗ วาระ แต่ลีลาในการอธิบาย คล้าย ๆ กัน ท่านจึงรวบรัดด้วยเครื่องหมายเปยยาล หรือ ฯ เป ฯ อันเท่ากับ ฯลฯ แล้วกล่าวถึงสัมปยุตตวารอย่างย่อ ๆ)
อาศัยธรรมที่สัมปยุต (เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน) ด้วยสุขเวทนา เกิดสัมปยุตตธรรม คือสัมปยุตด้วยสุขเวทนา เพราะเหตุปัจจัย คือเพราะอาศัยขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิดขันธ์ ๒ ที่สัมปยุต อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขันธ์ ๑ ที่สัมปยุต
๓. ปัญหาวาร วาระว่าด้วยคำถาม
ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ คือเหตุที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตขันธ์โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย ในขณะแห่งปฏิสนธิ เหตุที่สัมปยุต ด้วยสุขเวทนา ย่อมเป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตขันธ์โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย ฯลฯ
๑. ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยธรรมที่เป็นวิบาก ธรรมที่เป็นวิบากย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยเหตุปัจจัย คือ เพราะเครื่องสนับสนุนเป็นเหตุ (ต่อจากนั้นพูดถึงเรื่องขันธ์ ๑ ขันธ์ ๓ ทำนองเดียวกับ กุสลติกะ)
วาระอื่น ๆ เช่น สหชาตวาร ปัจจยวาร นิสสยวาร เป็นต้น ก็แบบเดียวกับ กุสลติกะ ที่กล่าวมาแล้ว)
๑. ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยธรรมที่ถูกยึดถือ และเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เกิดธรรมที่ถูกยึดถือ และ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เพราะเหตุปัจจัย คือเพราะเครื่องสนับสนุนเป็นเหตุ (ต่อจากนั้น พูดถึงเรื่องขันธ์ ๑ ขันธ์ ๓ ทำนองเดียวกับ กุสลติกะ)
(วาระอื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้ว)
๑. ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยธรรมที่เศร้าหมอง และเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง เกิดธรรมที่เศร้าหมอง และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง เพราะเหตุปัจจัย คือเพราะเครื่องสนับสนุนเป็นเหตุ (ต่อจากนั้นพูดถึงเรื่องขันธ์ ๑ ขันธ์ ๓ ทำนองเดียวกับ กุสลติกะ)
(วาระอื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้ว)
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๔๐