Skip to content

เล่ม ๕ มหาวัคค์ ภาค ๒

ภาพรวม

ได้กล่าวแล้วว่า มหาวัคค์ มี ๒ เล่ม คือเล่ม ๔ กับเล่ม ๕ ในเล่ม ๔ ที่ย่อจบมาแล้ว มี ๔ หมวด หรือ ๔ ขันธกะ แต่ในเล่ม ๕ มี ๖ หมวด หรือ ๖ ขันธกะ (รวมทั้งสิ้น ในมหาวัคค์ จึงมี ๑๐ ขันธกะ) ดังนี้

๑.จัมมขันธกะ (หมวดว่าด้วยหนัง) ในหมวดนี้เล่าประวัติของพระโสณโกฬิวิสะ บุตรเศรษฐี ผู้ออกบวชแล้วบำเพ็ญเพียรจนเท้าแตก ทรงอนุญาตให้ใช้รองเท้าหญ้า ชั้นเดียว ห้ามใช้รองเท้าสีต่าง ๆ และห้ามใช้รองเท้าหนังสัตว์ที่ไม่ควรต่าง ๆ ทรงแสดงเรื่องมารยาทในการใช้รองเท้าว่าอย่างไรเป็นเสียความเคารพ อย่างไร ไม่เสีย ทรงห้ามรองเท้าไม้ ห้ามใช้ยานที่ไม่สมควร ห้ามใช้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ห้ามใช้หนังแผ่นใหญ่ เรื่องของพระโสณกุฏิกัณณะผู้อยู่ในแคว้นอวันตี และ กำหนดเขตชนบทภาคกลางและชนบทชายแดน

๒.เภสัชชขันธกะ (หมวดว่าด้วยยารักษาโรค) กล่าวถึงยาต่างชนิด เล่าเรื่องพระเวลัฏฐสีสะพระปิลินทวัจฉะ ทรงอนุญาตการผ่าตัด ทรงอนุญาตยา ๔ ชนิดและยาสมอ ดองด้วยน้ำมูตร ทรงอนุญาตคนทำงานวัด อนุญาตเภสัช ๕ เล่าเรื่อง พระกังขาเรวตะ พระผู้มีพระภาคทรงประชวรโรคลมในท้อง ห้ามเก็บอาหาร และหุงต้มในที่อยู่ เรื่องเนื้อที่ไม่สมควรฉัน การเสด็จสู่ปาฏลิคาม เรื่อง นางอัมพปาลี เรื่องน้ำดื่ม ๘ อย่างและเรื่องกาลิก ๔

๓.กฐินขันธกะ (หมวดว่าด้วยกฐิน) กล่าวถึงต้นเหตุทรงอนุญาตกฐิน อานิสงส์ ๕ เมื่อได้กราล กฐิน กฐินไม่เป็นอันกราล ข้อกำหนด ๘ อย่างในการเดาะกฐิน (รื้อไม้สะดึง) ความกังวลและไม่กังวลเกี่ยวกับกฐิน

๔.จีวรขันธกะ (หมวดว่าด้วยจีวร) กล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่ทรงอนุญาตให้รับ จีวรได้ ตลอดจนผ้าที่จะใช้หลายชนิด กับทั้งผ้าที่เกิดขึ้นโดยผู้ถวายตั้งเงื่อนไขไว้ ต่าง ๆ

๕.จัมเปยยขันธกะ (ว่าด้วยเหตุการณ์ในกรุงจัมปา) ว่าด้วยการทำกรรมของสงฆ์ ต่างชนิด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องลงโทษ เช่น อุกเขปนียกรรม (การยกขึ้นจากหมู่) เป็นต้น

๖.โกสัมพิขันธกะ (ว่าด้วยเหตุการณ์ในกรุงโกสัมพี) ส่วนใหญ่กล่าวถึงเรื่องสงฆ์ แตกสามัคคีกัน แล้วทรงแสดงวิธีปรองดองของสงฆ์ในทางพระวินัย

ขยายความ

๑. จัมมขันธกะ

(หมวดว่าด้วยหนัง)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพแคว้นมคธ ทรงเรียกประชุมชาวบ้านจำนวนมากที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ได้ทรงทราบข่าวว่า บุตรเศรษฐีชื่อโสณโกฬิวิสะมีขนขึ้นที่พื้นเท้า ก็ทรงใคร่จะได้เห็น จึงตรัสให้ไป เฝ้า ทอดพระเนตรแล้ว ก็ทรงสั่งสอนชาวบ้านเหล่านั้นด้วยเรื่องประโยชน์ปัจจุบันแล้ว ให้บุคคลเหล่านั้นไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อสดับเรื่องประโยชน์อนาคต

พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา (ถ้อยคำที่กล่าวโดยลำดับ คือเรื่องทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม อานิสงส์ในการออกจากกาม) และอริยสัจจ์ ๔ ประการ ชาวบ้าน เหล่านั้นปฏิญาณตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต

ส่วนโสณโกฬิวิสะขอบวช เมื่อบวชแล้วมีความเพียรเดินจงกรม (เดินไปมากำหนด ข้อฝึกหัดจิตใจ) จนเท้าแตกโลหิตไหลพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าพระโสณโกฬิวิสะเมื่อยังไม่บวชเคยดีดพิณ จึงทรงแสดงธรรมให้เดินสายกลาง ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เหมือน สายพิณที่ขึงแต่พอดี ย่อมดีดดังไพเราะ พระโสณโกฬิวิสะปฏิบัติตามก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล

ทรงอนุญาตรองเท้าใบไม้

พระผู้มีพระภาคทรงเห็นพระโสณโกฬิวิสะ เป็นผู้สุขุมาล (ละเอียดอ่อน) ก็ทรงอนุญาตให้ใช้รองเท้าใบไม้ชั้นเดียว พระโสณะเกี่ยงว่า ถ้าอนุญาตแก่สงฆ์เป็นส่วนรวม ท่านจึงจะใช้ จึงทรงอนุญาตรองเท้าที่ทำด้วยใบไม้ชั้นเดียว ห้ามใช้ชนิดที่ทำ ๒ - ๓ ชั้นหรือซ้อนหลายชั้น

ทรงห้ามรองเท้าที่ไม่ควร

ภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้รองเท้าสีต่าง ๆ มีผู้ติเตียน จึงทรงห้ามใช้ เธอใช้หูรองเท้า (ประกอบรองเท้าคีบ) สีต่างๆ มีผู้ติเตียน ก็ทรงห้ามอีก เธอยักย้ายไปใช้รองเท้าลักษณะต่าง ๆ เช่น รองเท้าปิดส้น ปิดหลังเท้า และที่สวยงาม ประดับประดาต่าง ๆ ซึ่งเป็นของคฤหัสถ์ใช้กัน ก็ทรงห้ามทั้งหมด นอกจากนั้น ยังทรงห้ามใช้รองเท้าหนังสัตว์ที่ไม่ควรต่าง ๆ ซึ่งคฤหัสถ์สมัย นั้นใช้กัน เช่น รองเท้าทำด้วยหนังราชสีห์ เสือโคร่ง อูฐ เป็นต้น

ข้ออนุญาตและข้อห้ามเกี่ยวกับรองเท้า

๑.ทรงอนุญาตรองเท้าหลายชั้น ที่คนอื่นใช้แล้ว ห้ามใช้ที่เป็นของใหม่

๒.ถ้าภิกษุผู้เป็นอาจารย์ หรือปูนอาจารย์ เป็นอุปัชฌายะ หรือปูนอุปัชฌายะ ไม่สรวมรองเท้าเดินจงกรม ห้ามภิกษุใช้รองเท้า เดินจงกรม

๓.ทรงห้ามใช้รองเท้าในวัด ภายหลังทรงอนุญาตให้ใช้ได้ รวมทั้งทรงอนุญาตให้ใช้ คบเพลิง ประทีปและไม้เท้า (เพื่อไม่เหยียบหนาม เหยียบตอ และเพื่อสะดวกในเวลากลางคืน)

๔.ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่เจ็บเท้า เท้าแตก หรือมีโรคที่เท้า ใช้รองเท้าได้

๕.จะขึ้นเตียง ขึ้นตั่ง ก็ทรงอนุญาตให้ใช้รองเท้าได้ (เพื่อว่าล้างเท้าใหม่ ๆ น้ำที่ติดเท้าและผงต่าง ๆ จะได้ไม่ทำให้เตียงตั่งเสียหาย)

๖.ห้ามใช้รองเท้าไม้ (เพราะมีเสียงดัง)

๗.ห้ามใช้รองเท้าทำด้วยใบตาลและใบไผ่ (เพราะพระเที่ยวขอให้เขาตัดต้นตาล และต้นไผ่ที่ยังรุ่น)

๘.ห้ามใช้รองเท้าหญ้าและรองเท้าใบไม้หลายชนิด ตลอดจนรองเท้าทำด้วยเงินทองเพชรพลอย และโลหะต่าง ๆ (เพราะมัวยุ่งอยู่ด้วยเรื่องรองเท้า ไม่เป็นอันเล่าเรียนหรือ ประพฤติปฏิบัติ)

๙.ทรงอนุญาตเขียงเท้าที่ตรึงติดกับที่ สำหรับใช้ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และชำระ

ทั้งหมดนี้ ถ้าล่วงละเมิด ต้องอาบัติทุกกฏ

ข้อห้ามเกี่ยวกับโคตัวเมีย

เขานำโคตัวเมียข้ามลำน้ำอจิรวดี ภิกษุฉัพพัคคีย์เที่ยวจับที่เขาบ้าง หูบ้าง คอบ้าง หางบ้าง ขึ้นขี่หลังบ้าง ถูกต้ององคชาตด้วยจิตกำหนัดบ้าง จับลูกโคกดน้ำให้ตายบ้าง มีผู้ติเตียนอื้อฉาว จึงทรงห้ามทำเช่นนั้น ถ้าขืนทำ ให้ปรับอาบัติตามควรแก่กรณี (มีสิกขาบท ในที่อื่นห้ามเป็นข้อ ๆ อยู่แล้ว การห้ามในที่นี้จึงไม่ระบุอาบัติไว้)

ข้อห้ามเกี่ยวกับยาน

ทรงห้ามไปด้วยยาน เว้นแต่จะไม่สบาย ทรงอนุญาตที่มีผู้ชายลาก ทรงอนุญาตคานหามมีตั่งนั่ง และเปลผ้าที่เขาผูกติดกับไม้คาน (ในเรื่องนี้ เป็นการห้ามตามความรังเกียจของประเทศ คือคนในสมัยนั้นเห็นพระนั่งยานก็พากันค่อนขอดติเตียน จึงทรงห้ามเพื่อตัดปัญหา แต่ก็ทรงอนุญาตเมื่อมีเหตุผลสมควร ส่วนการอนุญาตคานหาม เปลหาม ก็เพื่อสะดวกในยามเจ็บไข้)

ข้อห้ามเกี่ยวกับที่นั่งที่นอน

ทรงห้ามที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ที่มีลักษณะวิจิตรงดงาม เป็นของใช้คฤหัสถ์ และห้ามใช้หนังสัตว์ขนาดใหญ่ ๆ (สำหรับปูนั่งหรือนอน) เช่นคฤหัสถ์ ภายหลังมีภิกษุต้องการใช้หนังโค และมีผู้ฆ่าโคนำหนังมาถวาย จึงทรงห้ามใช้หนังสัตว์ทุกชนิด เว้นไว้แต่นั่งบนของที่คฤหัสถ์ เขามีไว้ใช้ แต่ไม่ให้นอนบนนั้น (วินัยข้อนี้เพื่อป้องกันมิให้พระมีเครื่องนั่งนอนหรูหราแบบคฤหัสถ์ แต่ในกรณีที่เขานิมนต์ให้นั่งบนที่นั่งของเขาที่มีอยู่โดยปกติ ก็ทรงอนุญาต) นอกจากนั้น ทรงอนุญาตให้ใช้หนังสัตว์ที่เขาทำเป็นเชือกผูก

ห้ามสรวมรองเท้าเข้าบ้าน

ทรงห้ามสรวมรองเท้าเข้าบ้าน เว้นแต่ป่วยไข้ (ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทั้งหลายพากันติเตียนภิกษุฉัพพัคคีย์ผู้ทำเช่นนั้น เห็นได้ว่าบัญญัตินี้ อนุโลมตามความนิยมหรือไม่นิยมของกลุ่มชน)

พระโสณกุฏิกัณณะ

โสณกุฏิกัณณะอุบาสก ใคร่จะบวช จึงไปหาพระมหากัจจานะ ขอให้ช่วยสงเคราะห์ บวชให้ ท่านเห็นว่าลำบากที่จะประพฤติปฏิบัติจึงห้ามไว้ ครั้งที่สองเมื่อขอบวชอีกและเห็นว่า ตั้งใจแน่วแน่ จึงบวชเป็นสามเณรให้ และกว่าจะหาภิกษุประชุมครบ ๑๐ รูป เพื่อบวชเป็น ภิกษุให้ก็ลำบากยิ่งนัก เพราะในชนบทกันดารเช่นนั้นมีภิกษุน้อย พระโสณกุฏิกัณณะบวชแล้ว มาเฝ้าพระพุทธเจ้า นำคำขอร้องของพระมหากัจจานเถระผู้เป็นอุปัชฌายะมากราบทูลหลายข้อ เกี่ยวด้วยการผ่อนผันพระวินัยบางประการสำหรับเขตกันดาร

ข้ออนุญาตสำหรับชนบทชายแดน

๑.ทรงอนุญาตให้อุปสมบทกุลบุตรในชนบทชายแดน (ปัจจันตชนบท) ทั้งปวง ด้วยภิกษุเป็นคณะเพียง ๕ รูป (ปกติให้ใช้ ๑๐ รูป)

๒.ทรงกำหนดชนบทภาคกลาง (มัชฌิมชนบท) ดังนี้ คือ
ทิศตะวันออก ภายในแต่มหาสาลนครเข้ามา
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ภายในแต่แม่น้ำสัลลวตีเข้ามา
ทิศใต้ ภายในแต่เสตกัณณนิคมเข้ามา
ทิศตะวันตก ภายในแต่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อถูนะเข้ามา
ทิศเหนือ ภายในแต่ภูเขาอุสีรธชะเข้ามา
ทั้งหมดนี้ร่วมในมัชฌิมชนบท พ้นเขตนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ทรงอนุญาต ให้ภิกษุ ๕ รูป บวชกุลบุตรได้

๓.ทรงอนุญาตให้ใช้รองเท้าหลายชั้นได้ (เพราะแผ่นดินขรุขระเป็นระแหง)

๔.ทรงอนุญาตให้อาบน้ำได้ประจำ (ดูสิกขาบทที่ ๗ สุราปานวรรค หน้า ๑๗๓)

๕.ทรงอนุญาตให้ใช้หนังแกะ หนังแพะ หนังเนื้อ เป็นเครื่องลาดได้ ตามที่มีใช้กัน อยู่ในเขตนั้น

๖.ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่นอกสีมารับจีวรที่เขาถวายได้ โดยยังไม่ต้องนับวัน ตราบเวลาที่ผ้ายังไม่ถึงมือภิกษุ (เพราะมีข้อห้ามมิให้ภิกษุเก็บจีวรที่เกินกว่า ๓ ผืน ซึ่งเกินจำเป็นสำหรับใช้ประจำไว้เกิน ๑๐ วัน ต้องวิกัป คือทำให้เป็นสองเจ้าของ จึงเก็บไว้ได้ และถ้าจีวร ประจำไม่มี ก็ต้องอธิษฐานจีวรใหม่เป็นจีวรประจำ)

๒. เภสัชชขันธกะ

(หมวดว่าด้วยยา)

ทรงอนุญาตเภสัช ๕ และอื่น ๆ

(๑)ภิกษุหลายรูปอาพาธดื่มข้าวยาคู หรือฉันอาหารก็อาเจียนออก (เพราะอาหาร ไม่ย่อย) จึงซูบผอม พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ให้ฉันได้ ทั้งในกาล (ก่อนเที่ยง) และในวิกาล (เที่ยงแล้วไป)

(๒)ทรงอนุญาตเปลวสัตว์หลายอย่าง ให้เคี้ยวบริโภคเป็นเภสัชได้เฉพาะในกาล

(๓)ทรงอนุญาตให้ฉันมูลเภสัช (ยาที่เป็นหัวหรือเหง้าไม้) เช่น ขมิ้น ขิง เป็นต้น ได้ตลอด ไม่กำหนดกาล แต่ต้องมีเหตุสมควร ถ้าไม่มีเหตุสมควร ต้องอาบัติทุกกฏ สำหรับ ภิกษุผู้อาพาธ ทรงอนุญาตให้ใช้หินบดบดได้

(๔)ทรงอนุญาตให้ฉันกสาวเภสัช (ยาที่เป็นน้ำฝาดจากต้นไม้) ได้ตลอดชีวิต ในเมื่อ มีเหตุสมควร

(๕)ทรงอนุญาตให้ฉันปัณณเภสัช (ใบไม้ที่เป็นยา) ได้ตลอดชีวิต ในเมื่อมีเหตุสมควร

(๖)ทรงอนุญาตให้ฉันผลเภสัช (ผลไม้ที่เป็นยา) เช่น ดีปลี สมอ มะขามป้อม ได้ตลอดชีวิต เมื่อมีเหตุสมควร

(๗)ทรงอนุญาตให้ฉันชตุเภสัช (ยางไม้ที่เป็นยา) เช่น มหาหิงคุ์ ได้ตลอดชีวิต เมื่อมีเหตุสมควร

(๘)ทรงอนุญาตโลณเภสัช (เกลือที่เป็นยา) เช่น เกลือสมุทร เกลือสินเธาว์ ได้ตลอดชีวิต เมื่อมีเหตุสมควร

(๙)ทรงอนุญาตให้ใช้ยาผง ในเมื่อเป็นแผลพุพอง หรือกลิ่นตัวแรง เพื่อมิให้แผล ติดจีวร สำหรับภิกษุผู้ไม่อาพาธ ทรงอนุญาตให้ใช้มูลโค (แห้ง) ดิน (แห้ง) และกากเครื่องย้อม ทรงอนุญาตครก สาก และแล่ง (สำหรับร่อนยาผง) เพื่อการนี้

(๑๐)ทรงอนุญาตเนื้อสัตว์ดิบ โลหิตดิบ ในเมื่ออาพาธ เนื่องด้วยอมนุษย์

(๑๑)ทรงอนุญาตยาตา และกลักยาตา สำหรับภิกษุผู้อาพาธเป็นโรคตา แต่ห้ามมิให้ใช้กลักยาตา ที่ทำด้วยเงินทองแบบของคฤหัสถ์ กับทรงอนุญาตฝาปิดกลักยาตา และให้ใช้ด้ายพันกันฝาตก กับทรงอนุญาตให้ใช้ไม้ป้ายยาตาและถุงใส่ไม้ป้ายยาตา รวมทั้งสายสำหรับ สะพายคล้องบ่า

(๑๒)ทรงอนุญาตให้ทาน้ำมันที่ศีรษะ เมื่อเป็นโรคร้อนศีรษะ และอนุญาตให้นัตถุ์ยา และกล้องยานัตถุ์ แต่กล้องยานัตถุ์ ห้ามใช้ที่ทำด้วยทองเงินหรืองดงามแบบของคฤหัสถ์ ทรงอนุญาตกล้องยานัตถุ์ที่มีหลอดคู่ ทรงอนุญาตให้สูดควัน (ของยา) ทางจมูก ทรงอนุญาตกล้องยาสูบ (ที่ใช้รักษาโรค) แต่ไม่ให้ใช้กล้องที่ทำด้วยทองเงินหรืองดงามแบบคฤหัสถ์ ทรงอนุญาตให้มีเครื่องปิดกล้องยาสูบ (เพื่อกันสัตว์เข้าไปข้างใน) ทรงอนุญาตถุงใส่กล้องยาสูบและถุงคู่ รวมทั้งสายสำหรับสะพายคล้องบ่า

(๑๓)ทรงอนุญาตให้เคี่ยวน้ำมัน (ทำยา) และทรงอนุญาตให้เติมน้ำเมาลงในน้ำมันที่ จะทำยาได้ โดยมีเงื่อนไขว่า น้ำเมาที่ใส่นั้น สีกลิ่นรสไม่ปรากฏ ทรงอนุญาตภาชนะสำหรับ ใส่น้ำมันที่ทำด้วยโลหะ หรือผลไม้ ทรงอนุญาตการทำให้เหงื่อออก ตั้งแต่อย่างธรรมดาถึง อย่างเข้ากระโจม โดยมีถาดน้ำร้อนอยู่ในนั้น

(๑๔)ทรงอนุญาตให้นำเลือดออกด้วยใช้เขาควายดูด (คือการกอก ได้แก่เจาะเลือดออกเล็กน้อย แล้วใช้เขาควายกดลงไปให้ดูดเลือดออก ในอรรถกถาไม่ได้บอกว่าต้องจุดไฟด้วย หรือไม่ ตามธรรมดาการทำเช่นนี้จะต้องจุดไฟที่เศษกระดาษหรือเชื้อไฟอื่น ๆ เพื่อไล่อากาศ เขาควายจึงมีแรงดูด)

(๑๕)ทรงอนุญาตยาทาเท้า เมื่อเท้าแตก และอนุญาตให้ปรุงยาทาเท้าได้

(๑๖)ทรงอนุญาตการผ่าฝี และอนุญาตกระบวนการทั้งปวงที่เนื่องด้วยแผลผ่าตัดนั้น

(๑๗)ทรงอนุญาตยา ๔ ชนิด ในขณะถูกงูกัด คือ มูตร (ปัสสาวะ) คูถ (อุจจาระ) ขี้เถ้า และดินในขณะรีบด่วนเช่นนั้น ถ้าไม่มีคนทำให้ ให้ถือเอาเองแล้วฉันได้ ไม่เป็นอาบัติ (ยาชนิดนี้จะเพื่อให้อาเจียนหรืออย่างไร ไม่มีบอกไว้)

(๑๘)ทรงอนุญาตยาและอาหารอ่อนบางอย่างตามควรแก่โรคและความต้องการที่จำเป็น เช่น น้ำด่างจากขี้เถ้าของข้าวสุกเผา แก้โรคท้องอืด สมอดองน้ำมูตรโค แก้โรคผอมเหลือง การทาตัวด้วยของหอม แก้โรคผิวหนัง น้ำข้าวใส น้ำถั่วต้มที่ไม่ข้น น้ำถั่วต้มที่ข้นเล็กน้อย น้ำเนื้อต้ม (เป็นการผ่อนผันให้เหมาะแก่อาพาธ)

ทรงห้ามเก็บเภสัช ๕ ไว้เกิน ๗ วัน

มนุษย์ทั้งหลายเลื่อมใสพระปิลินทวัจฉะ ในฐานะมีอำนาจจิตสูง ใช้อำนาจจิตได้ หลายอย่าง พากันถวายเภสัช ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นอันมาก ท่านก็แบ่งถวายภิกษุผู้เป็นบริษัทของท่าน ภิกษุเหล่านั้นเก็บของเหล่านี้ใส่ผ้ากรองบ้าง ใส่ถุงบ้าง แขวนไว้บ้าง พาดที่หน้าต่างบ้าง มีหนูรบกวนมาก เป็นที่ติเตียนของคนทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติว่า ภิกษุรับเภสัช ๕ แล้ว จะเก็บไว้บริโภคได้ไม่เกิน ๗ วัน ถ้าล่วงกำหนดนั้นไป ให้ปรับอาบัติตามควร (คืออาบัติปาจิตตีย์ ส่วนอาหารห้ามเก็บไว้ค้างคืน เพื่อจะฉันแม้เพียงคืนเดียว)

ทรงอนุญาตของฉันบางอย่าง

ทรงอนุญาตให้ฉันน้ำอ้อยที่ใส่ขี้เถ้า ใส่แป้งเล็กน้อย (เพียงเพื่อให้ยึดติดกัน) ทรง อนุญาตให้ฉันถั่วเขียว และข้าวต้มเปรี้ยวใส่เกลือได้ สำหรับภิกษุผู้ไม่เป็นไข้ ให้เจือน้ำดื่มได้

ห้ามเก็บอาหารค้างคืนในที่อยู่ เป็นต้น

พระผู้มีพระภาคทรงอาพาธด้วยโรคลมในท้อง พระอานนท์ของา ข้าวสาร ถั่วเขียว ด้วยตนเอง เก็บค้างคืนไว้ในที่อยู่แล้วต้มเองในที่อยู่เสร็จแล้วถวาย พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงตรัสห้ามเก็บอาหารค้างคืนในที่อยู่ (อันโตวุตถะ) ห้ามหุงต้มอาหารในที่อยู่ (อันโตปักกะ) และห้ามหุงต้มเอง (สามปักกะ) ผู้ล่วงละเมิดต้องอาบัติทุกกฏ แต่การอุ่นของที่สุกแล้วอนุญาตให้ทำได้ ต่อมาเกิดข้าวยากในกรุงราชคฤห์ ทรงอนุญาตให้เก็บอาหารค้างคืนในที่อยู่ ให้หุงต้มอาหารในที่อยู่ ให้หุงต้มเองได้ (แต่เมื่อบ้านเมืองกลับสู่สภาพปกติ ก็ทรงห้ามการเก็บอาหารค้างคืนในที่อยู่ เป็นต้นนั้นอีก ดังที่ปรากฏข้างหน้า)

อนึ่ง ทรงอนุญาตว่า (ในการเดินทางไกล) เห็นผลไม้ตกอยู่ ถ้าไม่มีกัปปิยการก (ผู้จัดทำสิ่งที่ควร) ก็ให้เก็บนำไปเอง ต่อพบกัปปิยการก จึงให้วางบนพื้นดิน ให้เขาจัดถวายให้ฉันได้ ทรงอนุญาตให้รับประเคนผลไม้ที่เก็บมาเองได้ (ข้อนี้ต่อมาก็ทรงยกเลิกเช่นเดียวกับเรื่องการ เก็บอาหารในที่อยู่)

ทรงอนุญาตเรื่องการฉันหลายข้อ

ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ฉันเสร็จแล้ว บอกไม่รับอาหารที่เขาเพิ่มให้แล้ว ฉันอาหารที่ ไม่เป็นเดน ซึ่งนำมาจากบ้านเจ้าภาพได้ (ห้ามไว้ในสิกขาบทที่ ๕ โภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ หน้า ๒๕๑ แต่ทรงบัญญัติเพิ่มเติมว่า ถ้าเจ้าภาพนำมาถวายที่วัดอีกให้ฉันได้) อนึ่ง ถ้าเขาถวายไว้ก่อนเวลาอาหาร และถ้าของนั้นเป็นของป่า ของเกิดในสระก็ทรงอนุญาตให้ฉันได้ อนึ่ง ผลไม้ที่ไม่มีพืช หรือที่ปล้อนพืชออกแล้ว ไม่มีใครทำให้ควรก็ทรงอนุญาตให้ฉันได้ (ในข้อหลังนี้ มุ่งเพียงไม่ให้ทำลายเมล็ดพืชของผลไม้ ถ้าฉันโดยไม่ทำลายเมล็ดพืชก็ทำได้)

ทรงห้ามทำการผ่าตัดหรือผูกรัดที่ทวารหนัก

ทรงห้ามผ่าตัด หรือผูกมัดด้วยหนังหรือผ้า ภายในบริเวณ ๒ นิ้ว โดยรอบทวารหนัก ผู้ฝ่าฝืนต้องอาบัติถุลลัจจัย (เกี่ยวกับริดสีดวงทวาร)

ทรงห้ามฉันเนื้อที่ไม่ควร

๑.ทรงห้ามฉันเนื้อมนุษย์ ผู้ฉัน ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุจะฉันเนื้อสัตว์ ต้องพิจารณาก่อน ขืนฉันทั้งไม่พิจารณา ต้องอาบัติทุกกฏ (นางสุปปิยาอุบาสิกาเห็นภิกษุ อยากฉันเนื้อ หาเนื้อไม่ได้ จึงตัดเนื้อตนเองปรุงอาหารถวาย)

๒.ทรงห้ามฉันเนื้อสัตว์ที่ไม่สมควรอีก ๙ ชนิด คือ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัขบ้าน เนื้องู เนื้อราชสีห์ (สิงโต) เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือดาว เนื้อหมี และเนื้อสุนัขป่า

ทรงอนุญาตและไม่อนุญาตของฉันบางอย่าง

๑.ทรงอนุญาตข้าวยาคู และขนมผสมน้ำผึ้ง ทรงสรรเสริญข้าวยาคูว่ามีอานิสงส์มาก (ส่วนหนึ่งแปลไว้ในหน้า ๑๑๐ในหมายเลข ๖๒)

๒.ถ้าเป็นข้าวยาคู แบบข้น มีเนื้อข้าวมาก ที่เรียกว่าโภชชยาคู ซึ่งฉันได้อิ่ม ถ้ารับนิมนต์ฉันที่อื่นไว้ ห้ามฉันยาคูชนิดนี้ของผู้อื่น ก่อนไปฉันในที่นิมนต์

๓.ทรงแสดงธรรมโปรดเวลัฏฐะกัจจานะ ผู้ถวายงบน้ำอ้อยแก่ภิกษุทั้งหลายให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ปฏิญญาตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ต่อมาทรงปรารภเรื่องงบน้ำอ้อย ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ป่วยไข้ฉันได้ แต่ภิกษุผู้ไม่ป่วยไข้ ให้ละลายน้ำฉัน

เสด็จแสดงธรรมที่ปาฏลิคามและโกฏิคาม

พระผู้มีพระภาคเสด็จจากกรุงราชคฤห์ไปยังปาฏลิคาม ทรงแสดงธรรมโปรดอุบาสกชาวปาฏลิคาม เรื่องโทษแห่งศีลวิบัติ (ความบกพร่องแห่งศีล) ของผู้ทุศีล และอานิสงส์แห่ง ศีลสัมปทา (ความสมบูรณ์ด้วยศีล) ของผู้มีศีล

มหาอำมาตย์แห่งมคธชื่อสุนีธวัสสการะ นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เพื่อฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว พระผู้มีพระภาคเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาไปยังโกฏิคาม (ตั้งอยู่ในแคว้นวัชชี) ทรงแสดงธรรมเรื่องอริยสัจจ์ ๔

นางอัมพปาลีถวายป่ามะม่วง

นางอัมพปาลี (ผู้เป็นหญิงนครโสเภณี)ได้เดินทางโดยขบวนยานจากกรุงไพศาลี (ราชธานีแห่งแคว้นวัชชี)ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงโกฏิคาม แล้วนิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น คณะกษัตริย์ลิจฉวีแห่งกรุงไพศาลี ก็เดินทางไปโกฏิคาม เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลนิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น แต่พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ของนางอัมพปาลีไว้ก่อนแล้ว คณะกษัตริย์ ลิจฉวีขอร้องนางอัมพปาลีให้พวกตนได้เลี้ยงก่อน นางไม่ยอม ในวันรุ่งขึ้นเมื่อถวายอาหารแด่พระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์เสร็จแล้ว จึงกราบทูลถวายป่ามะม่วงให้เป็นสังฆาราม

สีหเสนาบดีเปลี่ยนศาสนา

สีหเสนาบดีเป็นสาวกนิครนถ์ (ศาสนาเชน) ได้ฟังคณะกษัตริย์ลิจฉวีสรรเสริญ คุณพระรัตนตรัย ก็ใคร่จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อไปปรึกษากับอาจารย์คือนิครนถนาฏบุตร ก็ถูกห้ามปรามถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดได้ตัดสินใจไปเฝ้าโดยไม่บอกอาจารย์ เมื่อได้ไปเฝ้ากราบทูลถามถึงข้อที่มีคนกล่าวหาพระผู้มีพระภาค ซึ่งได้ทรงชี้แจงโดยละเอียดแล้วทรงแสดงธรรม โปรดสีหเสนาบดีได้ดวงตาเห็นธรรม (เป็นโสดาบันบุคคล) และได้นิมนต์ฉันภัตตาหารใน วันรุ่งขึ้น พวกนิครนถ์เที่ยวพูดว่า สีหเสนาบดีฆ่าสัตว์มาทำเป็นอาหารเลี้ยงพระ พระสมณโคดมรู้อยู่ก็ยังฉันเนื้อสัตว์นั้น สีหเสนาบดีได้ทราบก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นจริง แล้วก็ถวายอาหารแด่ พระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ต่อไปจนเสร็จ

พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเหตุนั้น จึงทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามฉันเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าทำถวายเจาะจงภิกษุ ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้ฉัน และทรงอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยเงื่อนไข ๓ ประการ คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ไม่ได้นึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่าเพื่อให้ตนบริโภค)

ทรงถอนข้ออนุญาตสำหรับยามข้าวยาก

ต่อมากรุงไพศาลีสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงถอนข้ออนุญาตที่ ประทานไว้ในสมัยข้าวยาก เป็นอันกลับห้ามต่อไป คือ

ห้ามเก็บอาหารค้างคืนในที่อยู่ ห้ามหุงต้มในที่อยู่ ห้ามหุงต้มด้วยตนเอง ห้ามฉัน ผลไม้ที่เก็บมาเอง โดยหาคนประเคนทีหลัง ๔ ข้อนี้ปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด ห้ามฉันอาหารจนไม่รับของที่เขาจะถวายเพิ่ม แล้วกลับฉันของที่เขานำมาถวายจากบ้าน เจ้าภาพอีก หรือฉันอาหารที่รับประเคนไว้ก่อนเวลาอาหาร หรือฉันอาหารที่เกิดในป่า ในสระน้ำ เช่น ผลไม้ เหง้าบัว ให้ปรับอาบัติแก่ผู้บริโภคตามควรแก่กรณี (อาบัติปาจิตตีย์)

ทรงอนุญาตที่เก็บอาหาร

มีผู้นำของที่เป็นอาหาร เช่น เกลือ น้ำมัน ข้าวสาร ของเคี้ยว (ผลไม้) มาถวาย พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตกัปปิยภูมิ คือที่เก็บของที่สมควร โดยให้สวดประกาศ เป็นการสงฆ์โดยทรงระบุกัปปิยภูมิ ๔ ชนิด คือ

๑.อุสสาวนันติกา กัปปิยภูมิที่ประกาศให้ได้ยินกัน

๒.โคนิสาทิกา กัปปิยภูมิที่ไม่มีที่ล้อม

๓.คหปติกา กัปปิยภูมิที่คฤหบดีถวาย และ

๔.สัมมติกา กัปปิยภูมิที่สงฆ์สมมติ คือสวดประกาศเป็นการสงฆ์

ทรงแสดงธรรมโปรดเมณฑกคฤหบดี

พระผู้มีพระภาคเสด็จจากกรุงไพศาลี ไปยังภัททิยนคร ประทับ ณ ชาติยาวัน ณ ที่นั้น เมณฑกคฤหบดี (ผู้เป็นเศรษฐี) ได้ไปเฝ้า ได้สดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ก็นิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น เมื่อฉันเสร็จแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมโปรดครอบครัว พร้อมทั้งทาสของเมณฑกคฤหบดีให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ทุกคนปฏิญญาตนเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

ทรงอนุญาตตามที่เมณฑกคฤหบดีขอร้อง

เมณฑกคฤหบดีทราบว่าพระผู้มีพระภาคจะเสด็จเดินทางไกลไปอังคุตตราปะ จึงกราบทูลขอร้องให้ทรงอนุญาตเสบียง จึงทรงอนุญาต ดังต่อไปนี้

๑.ทรงอนุญาตของ ๕ อย่างที่เกิดจากโค (ปัญจโครส) คือนมสด นมส้ม เปรียงเนยข้น เนยใส

๒.ทรงอนุญาตให้แสวงหาเสบียงทางได้ คือ ข้าวสาร ถั่วเขียว ถั่วราชมาส เกลือ งบน้ำอ้อย น้ำมัน เนยใส ตามความต้องการ

๓.เมื่อมีคนมอบเงินทองแก่กัปปิยการก ทรงอนุญาตให้ยินดีเฉพาะของที่ควร ซึ่งจะได้มาจากเงินทองนั้น แต่ไม่ทรงอนุญาตให้ยินดีตัวเงินทอง หรือให้แสวงหา เงินทองเลย

ทรงอนุญาตน้ำอัฏฐบาน (น้ำดื่ม ๘ อย่าง)

ณ ตำบลอาปณะ ทรงปรารภคำขอของเกณิยะ ชฎิลผู้ปรุงน้ำปานะ (น้ำดื่มจากผลไม้) มาถวายจึงทรงอนุญาตน้ำปานะ ๘ อย่าง คือ

๑.น้ำมะม่วง

๒.น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า

๓.น้ำกล้วยมีเมล็ด

๔.น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด

๕.น้ำมะทราง

๖.น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น

๗.น้ำเหง้าอุบล

๘.น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่

ทรงอนุญาตน้ำจากผลไม้ทุกชนิด เว้นแต่ประเภทข้าว ทรงอนุญาตน้ำจากใบไม้ทุกชนิด เว้นแต่รสแห่งผักที่ต้มแล้ว ทรงอนุญาตน้ำจากดอกไม้ทุกชนิด เว้นแต่น้ำดอกมะทราง (มธุกปุปผรส) และทรงอนุญาตน้ำจากต้นอ้อย (ให้ดื่มหลังเที่ยงได้)

ทรงอนุญาตผักและของเคี้ยวที่ทำด้วยแป้ง

ณเมืองกุสินาราทรงปรารภคำขอของมัลลกษัตริย์ชื่อโรชะ ผู้เคยเป็นสหายของ พระอานนท์ ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันผักและของขบเคี้ยวที่ทำด้วยแป้งทุกชนิด (เฉพาะก่อนเที่ยง)

ทรงห้ามและทรงอนุญาตอื่นอีก

ณตำบลอาตุมา ทรงปรารภการกระทำของภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ผู้เคยเป็นช่างตัดผม จึงทรงห้ามมิให้ชักชวนบุคคลไปในทางไม่สมควร กับห้ามมิให้ภิกษุผู้เคยเป็นช่างตัดผมใช้เครื่องมีดโกน ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด

ณกรุงสาวัตถี ทรงอนุญาตของเคี้ยวประเภทผลไม้ทุกชนิด ให้ฉันได้

พืชของสงฆ์ ปลูกในที่ของบุคคล ให้แบ่งส่วนแล้วบริโภคได้ (อรรถกถาว่าให้แบ่ง ให้ ๑ ใน ๑๐)

ทรงแนะข้อตัดสิน

ทรงแนะว่า สิ่งที่ไม่ได้ทรงห้ามไว้ แต่เข้ากับสิ่งไม่ควร ค้านกับสิ่งที่ควร ก็นับว่าไม่ควร สิ่งที่ไม่ได้ทรงห้ามไว้ แต่เข้ากับสิ่งที่ควร ค้านกับสิ่งที่ไม่ควร ก็นับว่าควร สิ่งที่มิได้ทรงอนุญาตไว้ แต่เข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ค้านกับสิ่งที่ควร ก็นับว่าไม่ควร สิ่งที่มิได้ทรงอนุญาตไว้ แต่เข้ากับสิ่ง ที่ควร ค้านกับสิ่งที่ไม่ควร ก็นับว่าควร

อนึ่งทรงชี้ขาดเรื่องกาลิก (คือของฉันที่อนุญาตไว้ตามกำหนดกาลเวลา) รวม ๔ อย่าง คือ

๑.ยาวกาลิก ของที่ให้ฉันได้เช้าชั่วเที่ยง

๒.ยามกาลิก ของที่ให้ฉันได้ไม่ข้ามคืน

๓.สัตตาหกาลิก ของที่ให้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน และ

๔.ยาวชีวิก ของที่อนุญาตให้ฉันได้ตลอดชีวิต

ของเหล่านี้ เมื่อผสมกัน ให้นับตามอายุของที่มีเวลาน้อย (เช่น เอาน้ำตาลซึ่งฉันได้ ภายใน ๗ วัน มาผสมกับข้าวสุก ก็ฉันได้เพียงเช้าชั่วเที่ยง)

๓. กฐินขันธกะ (หมวดว่าด้วยกฐิน)

ภิกษุชาวเมืองปาฐา ๓๐ รูป ซึ่งเป็นผู้ถือการอยู่ป่า การเที่ยวบิณฑบาต นุ่งห่มผ้าบังสุกุล (ผ้าเก็บตกมาปะติดปะต่อทำเป็นจีวร) และใช้จีวร ๓ ผืน (ไม่เกินกว่านั้น) เป็นวัตร เดินทางจะมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคมาถึงเมืองสาเกต ถึงวันเข้าพรรษา ต้องจำใจจำพรรษาอยู่ในเมืองสาเกต มีความระลึกถึงสมเด็จพระบรมศาสดา ออกพรรษาแล้วจึงมาเฝ้าทั้งที่จีวรเปียกน้ำฝน และต้องเดินทางลุยน้ำลุยโคลน พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเหตุนั้น จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาแล้วกราลกฐินได้ (กราลกฐิน คือลาดไม้สะดึงหรือไม้แบบ ลงไปเอาผ้าทาบ ตัดผ้าตามไม้แบบนั้น แล้วช่วยกันทำจีวรแจกแก่ภิกษุผู้สมควร)

อานิสงส์ ๕ ของภิกษุผู้ได้กราลกฐิน

ทรงแสดงอานิสงส์ ๕ สำหรับภิกษุผู้ได้กราลกฐิน คือ

๑.ไปไหนไม่ต้องบอกลาภิกษุอื่น ตามความในสิกขาบทที่ ๖ อเจลกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์

๒.ไปไหนไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบสำรับ ตามสิกขาบทที่ ๒ จีวรวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์

๓.ฉันอาหารรวมกลุ่มกันได้ ตามสิกขาบทที่ ๒ โภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์

๔.เก็บจีวรไว้ได้หลายตัวตามต้องการโดยไม่ต้องวิกัป (คือทำให้เป็นสองเจ้าของ) ตามสิกขาบทที่ ๑ จีวรวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ และ

๕.ผ้าที่เกิดขึ้นในวัดนั้นเป็นของเธอ (คือเธอมีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง ภิกษุเขตอื่นมาก็ ไม่มีสิทธิ)

ทรงอนุญาตให้สวดประกาศกฐิน

ทรงอนุญาตให้สวดประกาศมอบผ้ากฐินแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เป็นการสงฆ์ โดยตั้งญัตติ ๑ ครั้ง สวดประกาศขอความเห็นชอบ ๑ ครั้ง (รวมเรียกว่าญัตติทุติยกรรม)

ทรงแสดงเรื่องกฐินเป็นอันกราลและไม่เป็นอันกราล

ทรงแสดงว่ากฐินไม่เป็นอันกราลด้วยเพียงสักว่า ขีด ประมาณ ซักผ้า กะผ้า ตัดผ้า เย็บเนา เย็บล้มตะเข็บ เป็นต้น รวมทั้งไม่เป็นอันกราลด้วยผ้าที่ทำนิมิต (พูดให้เขาใช้ผ้านั้น ๆ เป็นผ้ากฐิน) และด้วยผ้าที่เลียบเคียงให้เขาถวายเป็นผ้ากฐิน

แล้วทรงแสดงว่ากฐินเป็นอันกราลด้วยผ้าใหม่ ผ้าเทียมใหม่ ผ้าเก่า เป็นต้น รวมทั้ง การปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัยอีกหลายประการ

ข้อกำหนดในการเดาะกฐิน

ทรงแสดงมาติกา คือแม่บทหรือข้อกำหนดในการเดาะกฐิน (คือเลิกหรือรื้อไม้สะดึงออกได้) รวม ๘ ประการ คือ

๑.เดินทางไปที่อื่นไม่คิดจะกลับมา

๒.ทำจีวรเสร็จแล้ว

๓.ตั้งใจเลิกเรื่องการทำจีวร

๔.จีวรที่กำลังทำอยู่ ทำเสียหรือหายเสีย

๕.ด้วยได้ยินข่าว คือเธอจากไปด้วยคิดจะกลับมาอีก แต่ได้ยินข่าวว่าในวัดที่เธออยู่ เขาเลิกทำกันแล้ว

๖.ด้วยหมดหวังคือหวังว่าจะได้จีวร แต่ก็ไม่สมหวัง

๗.อยู่นอกเขตสีมา คือคิดจะกลับมาที่วัดนั้น จนหมดสมัยของกฐิน และ

๘.เลิกกฐินพร้อมกับภิกษุทั้งหลาย คือเมื่อพ้นกำหนดก็เป็นอันเลิกกฐินร่วมกัน(ต่อจากนี้เป็นคำอธิบายมาติกาทั้งแปดโดยพิสดาร)

ในตอนท้ายได้สรุปเกี่ยวด้วยปลิโพธ (ความหมายใจหรือห่วงใย) ๒ ประการ คือ อาวาสปลิโพธ ความห่วงใยด้วยวัด (คือตั้งใจจะกลับมาที่วัด) กับจีวรปลิโพธ ความห่วงใย ด้วยจีวร (คือหมายใจจะทำจีวรภายในกำหนด) ถ้าหมดปลิโพธ ก็เป็นอันเลิกกฐิน

๔. จีวรขันธกะ (หมวดว่าด้วยจีวร)

คณะผู้มั่งมีชาวกรุงราชคฤห์ไปเที่ยวเมืองไพศาลี เห็นบ้านเมืองเจริญ และมีหญิง นครโสเภณี นามว่าอัมพปาลี เมื่อกลับไปกรุงราชคฤห์ จึงไปแนะนำพระเจ้าพิมพิสารทรงอนุญาตให้มีหญิงนครโสเภณีบ้าง เมื่อทรงอนุญาตจึงหาหญิงสาวร่างงามชื่อนางสาลวตีมาเป็นหญิง นครโสเภณีประจำกรุงราชคฤห์ นางตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย จึงให้นำไปทิ้งยังกองขยะ อภัยราชกุมารไปพบจึงให้รับไปเลี้ยงไว้ในวัง เด็กนั้นจึงมีชื่อว่าชีวก (รอดตาย)โกมารภัจจ์(พระราชกุมารเลี้ยงไว้) เมื่อชีวกโกมารภัจจ์เติบโต จึงเดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์ ณ เมืองตักกสิลาอยู่ ๗ ปี เมื่อสำเร็จแล้วในระหว่างเดินทางกลับก็ได้รักษาภริยาเศรษฐีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็น โรคปวดศีรษะมา ๗ ปี ด้วยใช้ยาน้ำมันให้นัตถุ์ทางจมูก ได้ลาภสักการะมาก ก็มาตั้งหลักแหล่ง อยู่ในบริเวณที่อยู่ของอภัยราชกุมาร

ต่อมาได้รักษาโรคริดสีดวงทวารของพระเจ้าพิมพิสารหายด้วยให้ทายาเพียงครั้งเดียว จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำราชสำนัก และประจำพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์

ต่อมาได้รักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้หนึ่งแห่งกรุงราชคฤห์ด้วยการผ่าตัด รักษาโรคลำไส้ใหญ่ของบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งแห่งกรุงพาราณสีด้วยการผ่าตัด รักษาโรคผอมเหลือง ของพระเจ้าจัณฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนีด้วยการถวายยาให้ทรงดื่ม ได้ผลดีทุกราย ครั้งหลัง ถวายยาถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคโดยไม่ต้องให้เสวย เพียงอบยาใส่ดอกอุบล ๓ กำ แล้วให้ใช้ พระหัตถ์ขยี้ทีละกำก็ได้ผลดี ในที่สุดได้กราบทูลขอร้องต่อพระผู้มีพระภาค เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายรับคฤหบดีจีวรได้ (คือจีวรที่มีผู้ศรัทธาถวายให้ใช้ สมัยก่อนอนุญาตแต่จีวรที่เก็บเศษผ้า มาปะติดปะต่อใช้) ทรงปรารภคำขอของหมอชีวก จึงทรงอนุญาตให้รับคฤหบดีจีวรได้ แต่ถ้า ใครจะยังถือจะใช้จีวรที่เก็บมาปะติดปะต่อ ที่เรียกบังสุกุลจีวร ก็ให้ถือต่อไปตามอัธยาศัย

ทรงอนุญาตเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับจีวร

เมื่อมนุษย์ทั้งหลายทราบว่าทรงอนุญาตให้ถวายจีวรได้ก็พากันนำมาถวายมากหลายเมื่อจีวรมีมากก็ทรงอนุญาตให้สวดประกาศแต่งตั้งภิกษุผู้รับจีวร (ในนามของสงฆ์) ภิกษุ ผู้เก็บจีวรภิกษุผู้รักษาเรือนคลัง (สำหรับเก็บจีวร) ภิกษุผู้แจกจีวร และทรงกำหนดคุณสมบัติของภิกษุเหล่านั้นด้วย

ทรงอนุญาตสีย้อมและวิธีการเกี่ยวกับจีวร

ทรงอนุญาตสีย้อมจีวร ๖ ชนิด คือที่ทำจากรากไม้ ลำต้นไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้และผลไม้ และทรงอนุญาตวิธีการต่าง ๆ ในการย้อมจีวร

ทรงอนุญาตวิธีตัดจีวร

เมื่อเสด็จไปยังทักขิณาคิรี (ภูเขาภาคใต้) ทอดพระเนตรเห็นนาชาวมคธมีขอบคัน และกะทงนา จึงตรัสให้พระอานนท์ลองตัดจีวรเป็นรูปนั้นดูเมื่อพระอานนท์ทำเสร็จ ทรงสรรเสริญว่าฉลาดต่อมาทรงอนุญาตจีวร ๓ ผืน (ไตรจีวร) คือผ้าสังฆาฏิ (ผ้าซ้อนนอก) ๒ ชั้น ผ้าห่ม ๑ ชั้น ผ้านุ่ง ๑ ชั้น แล้วทรงอนุญาตให้เก็บจีวรที่เกินจำนวน ๓ ผืนไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน ถ้าจะเก็บเกินว่านั้นให้วิกัป (คือทำให้เป็นสองเจ้าของ) ต่อมาทรงอนุญาตว่า ถ้าเป็นผ้าเก่าให้ใช้สังฆาฏิ ๔ ชั้น ผ้าห่ม ๒ ชั้น ผ้านุ่ง ๒ ชั้น (เพื่อไม่ให้เห็นช่องขาดปุปะ)

ทรงอนุญาตคำขอ ๘ ประการของนางวิสาขา

นางวิสาขาปรารถนาจะถวายความสะดวกแก่พระภิกษุสงฆ์จึงกราบทูลขอพร ๘ ประการ เพื่อถวายสิ่งต่าง ๆ แก่ภิกษุ อ้างเหตุผลที่เคยประสบมาต่าง ๆ อันควรจะทรงอนุญาต ก็ทรงอนุญาตตามที่ขอร้อง คือ

๑.ผ้าอาบน้ำฝน

๒.อาคันตุกภัต (อาหารสำหรับภิกษุผู้มา)

๓.คมิกภัต (อาหารสำหรับภิกษุผู้ไป)

๔.คิลานภัต (อาหารสำหรับภิกษุผู้ป่วยไข้)

๕.คิลานุปัฏฐากภัต (อาหารสำหรับภิกษุผู้พยาบาลไข้)

๖.ยาสำหรับภิกษุผู้ป่วยไข้

๗.ข้าวยาคูที่ถวายเป็นประจำ และ

๘.ผ้าอาบน้ำสำหรับนางภิกษุณี

ทรงอนุญาตผ้าอื่น ๆ

ต่อมาทรงอนุญาตผ้าปูลาด หรือผ้าปูนอน (เพื่อป้องกันเสนาสนะเปรอะเปื้อน) ทรงอนุญาตผ้าปิดฝี เมื่อเป็นฝีเป็นต่อม ทรงอนุญาตผ้าเช็ดหน้า และผ้าอื่น ๆ ที่ใช้เป็นบริขาร เช่น ผ้ากรองน้ำ ถุงใส่ของ แล้วตรัสสรุปว่า ไตรจีวรให้อธิษฐานไม่ให้วิกัป ผ้าอาบน้ำฝนให้อธิษฐานใช้ตลอด ๔ เดือนฤดูฝน ต่อจากนั้นให้วิกัป ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน ให้อธิษฐานไม่ให้วิกัปผ้าปิดฝีให้อธิษฐานไว้ใช้ตลอดเวลาที่อาพาธ หายแล้วให้วิกัป ผ้าเช็ดหน้าและผ้าที่ใช้เป็น บริขารอื่น ๆ ให้อธิษฐานไม่ให้วิกัป

ทรงอนุญาตและห้ามเกี่ยวกับจีวรอีก

ต่อมาทรงอนุญาตว่า (ในไตรจีวรนั้น) ให้ใช้ผ้าที่ไม่ต้องตัด (เย็บเป็นกะทง) ได้เพียง ๒ ผืน ต้องเป็นผ้าที่ตัด ๑ ผืน ถ้าจะตัดผ้าไม่พอให้ใช้ผ้าเพลาะ (นำชิ้นผ้าอื่นมาผสม) ทรง ปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้นุ่งห่มผ้าที่มิได้ตัด (เย็บให้เป็นกะทง) เลย อนึ่ง ทรงอนุญาตให้ ให้ผ้าแก่มารดาบิดาได้ แต่ไม่ให้ทำของที่เขาให้ด้วยศรัทธาให้ตก (คำว่า ทำศรัทธาไทยให้ตก คือเอาของที่เขาถวายไปให้แก่คนอื่นที่เป็นคฤหัสถ์ และไม่ใช่มารดาบิดา)

มีปัญหาเรื่องการนำจีวรไปไม่ครบสำรับ จีวรที่เก็บไว้ถูกโจรลักไป จึงทรงกำหนดเงื่อนไขว่าจะเข้าบ้านโดยเก็บจีวรไว้ ไม่นำไปครบสำรับได้ เช่น วิหารมีกลอนป้องกันได้ดี เป็นต้น และมีปัญหาเรื่องมีผู้ถวายจีวรแก่สงฆ์ จะแบ่งอย่างไร รวมทั้งปัญหาเรื่องภิกษุจำพรรษา ในวัดหนึ่ง แต่ละโมภไปรับจีวรในวัดอื่น เป็นส่วนแบ่งหรือทำเป็นว่าอยู่ ๒ แห่ง จะตัดสินอย่างไร

พระพุทธเจ้าทรงพยาบาลภิกษุอาพาธ

เรื่องตอนนี้ได้นำไปแปลไว้แล้วโดยละเอียดในหน้า ๑๓๖ ข้อ ๑๑๒ และหน้า ๑๐๑ - ๑๐๒ ข้อ ๔๕ และ ๔๖ ที่ว่าด้วยคนไข้ที่ดีและไม่ดี ผู้พยาบาลไข้ที่ดีและไม่ดี นอกจากนั้น ได้ทรงแสดงวิธีสวดประกาศของสงฆ์ เพื่อมอบบริขาร (เครื่องใช้) ของผู้เป็นไข้ที่สิ้นชีวิตแก่ ภิกษุผู้พยาบาลไข้ แต่ถ้าเป็นครุภัณฑ์ ครุบริขาร (คือของใช้ขนาดใหญ่) ห้ามแบ่งและแจกให้ เก็บไว้เป็นของสงฆ์

การเปลือยกายและการใช้ผ้า

ทรงห้ามเปลือยกายแบบเดียรถีย์ และปรับอาบัติถุลลัจจัยแก่ผู้ล่วงละเมิด อนึ่ง ทรงห้ามใช้ผ้าคากรอง เปลือกต้นไม้กรอง ผลไม้กรอง ผ้ากัมพล ทำด้วยผมคน ผ้ากัมพลทำด้วยขนหางสัตว์ ปีกนกเค้า หรือหนังเสือ ซึ่งเป็นของพวกเดียรถีย์ใช้นุ่งห่ม ต้องอาบัติถุลลัจจัยผ้าทำด้วยปอ นุ่งห่ม ต้องอาบัติทุกกฏ (ความหมายในที่นี้ คือไม่ให้นุ่งห่มเลียนแบบเดียรถีย์)

ทรงห้ามใช้จีวรที่มีสีไม่ควรและห้ามใช้เสื้อหมวกผ้าโพก

ทรงห้ามใช้จีวรมีสีไม่สมควรต่าง ๆ คือ เขียวล้วน เหลืองล้วน แดงล้วน เลื่อมล้วน ดำลัวน แดงเข้ม แดงกลาย ๆ (ชมพู) อนึ่ง ทรงห้ามจีวรที่ไม่ตัดชาย จีวรมีชายยาว จีวรมีชายเป็นดอกไม้ จีวรมีชายเป็นแผ่น และทรงห้ามใช้เสื้อ หมวก ผ้าโพก ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ใช้

ทรงวางหลักเกี่ยวกับจีวรอีก

เมื่อภิกษุจำพรรษาแล้ว จีวรยังไม่ทันเกิดขึ้นไปเสีย ภายหลังมีจีวรเกิดขึ้น ถ้ามีผู้รับแทนเธอที่สมควรก็ให้ให้ไป แต่ถ้าเธอสึกเสีย เป็นต้น สงฆ์ย่อมเป็นใหญ่ ถ้าสงฆ์ แตกกัน ให้แจกผ้าตามความประสงค์ของผู้ถวายว่าจะถวายแก่ฝ่ายไหน ถ้าเขาไม่เจาะจง ให้แบ่งฝ่ายละเท่ากัน

อนึ่งทรงวางหลักการถือเอาจีวรของภิกษุอื่นด้วยถือวิสสาสะ คือคุ้นเคยกันว่าต้องมีเหตุผลสมควร

แล้วทรงแสดงกติกา (ข้อกำหนดหรือแม่บท) ๘ประการที่จีวรจะเกิดขึ้น คือ

๑.เขาถวายกำหนดเขตภิกษุที่อยู่ในสีมา

๒.เขาถวายกำหนดกติกา

๓.เขาถวายกำหนดเฉพาะเขตหรือวัดที่เขาทำบุญประจำ

๔.เขาถวายแก่สงฆ์

๕.เขาถวายแก่สงฆ์ ๒ ฝ่าย (คือภิกษุ ภิกษุณี)

๖.เขาถวายแก่สงฆ์ที่จำพรรษาแล้ว

๗.เขาถวายโดยเจาะจง (ให้เกี่ยวเนื่องกับการถวายข้าวยาคู หรืออาหารอื่น ๆ เป็นต้น)

๘.เขาถวายจำเพาะบุคคล (คือแก่ภิกษุรูปนั้นรูปนี้)

๕. จัมเปยยขันธกะ (หมวดว่าด้วยเหตุการณ์ในกรุงจัมปา)

การทำกรรมที่ไม่เป็นธรรมและที่เป็นธรรม

ภิกษุชื่อกัสสปโคตร เป็นผู้เอื้อเฟื้อดีต่อภิกษุที่เป็นอาคันตุกะ เมื่อมีภิกษุอาคันตุกะมาก็ต้อนรับถวายความสะดวกด้วยประการต่าง ๆ ภิกษุที่มาติดใจพักอยู่ด้วย แต่เมื่อพักอยู่นานไป ภิกษุชื่อกัสสปโคตรก็ไม่ขวนขวายอาหารให้ เพราะถือว่ารู้ทำเลบิณฑบาตแล้ว ถ้าขืนขวนขวายมาก ก็จะต้องรบกวนชาวบ้านเป็นการประจำ ภิกษุอาคันตุกะไม่พอใจ สวดประกาศยกเธอเสียจากหมู่ (ลงอุกเขปนียกรรมอย่างผิด ๆ) เธอจึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลถาม พระองค์ ตรัสสั่งให้เธอกลับไปอยู่ที่เดิม ทรงชี้แจงว่า ภิกษุที่ลงโทษเธอนั้น ทำไปโดยไม่เป็นธรรม เธอไม่มีอาบัติอะไร ฝ่ายภิกษุพวกที่ลงโทษ ร้อนตัว จึงมาขอขมาต่อสมเด็จพระบรมศาสดา พระองค์ประทานอภัยแล้วจึงทรงแสดงการทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรมหลายอย่าง หลายประการ พร้อมทั้งทรงกำหนดจำนวนสงฆ์ที่ทำกรรมดังนี้

๑.สงฆ์ ๔ รูป ทำกรรมทั้งปวงได้ เว้นแต่การอุปสมบท การปวารณา และสวดถอน จากอาบัติสังฆาทิเสส (แสดงว่ากฐินก็ใช้สงฆ์ ๔ รูปได้ แต่อรรถกถาแก้ว่า กฐิน ต้อง ๕ รูป ซึ่งปรากฏในอรรถกถา ส.ปา. ๓/๒๓๔ เมื่ออรรถกถาแย้งกับบาลี จึงต้องฟังทางบาลี)

๒.สงฆ์ ๕ รูป ทำกรรมทั้งปวงได้ เว้นไว้แต่การอุปสมบทกุลบุตรในมัธยมประเทศ และการสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส

๓.สงฆ์ ๑๐ รูป ทำกรรมทั้งปวงได้ เว้นแต่การสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส

๔.สงฆ์ ๒๐ รูป ทำกรรมทั้งปวงได้

๕.สงฆ์เกิน ๒๐ รูปขึ้นไป ทำกรรมทั้งปวงได้

แต่ทุกข้อนี้ ต้องประชุมพร้อมเพรียงกันโดยธรรม ถูกต้องตามพระวินัย ครั้นแล้วทรงอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสงฆ์ ๔ รูป ๕ รูป ๑๐ รูป ๒๐ รูป ซึ่งทำกรรมต่าง ๆ กันโดยพิสดาร

อุกเขปนียกรรม (ยกจากหมู่)

ครั้นแล้วทรงแสดงหลักการลงอุกเขปนียกรรม คือการสวดประกาศยกเสียจากหมู่ ไม่ให้ใครร่วมกินร่วมนอน หรือคบหาด้วย ว่าจะทำได้ในกรณีที่ไม่เห็นอาบัติไม่ทำคืนอาบัติไม่สละความเห็นที่ชั่ว ต่อจากนั้นทรงอธิบายการทำกรรมที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรมแก่พระอุบาลี

ตัชชนียกรรม (ข่มขู่)

ทรงแสดงหลักการลงตัชชนียกรรม คือการสวดประกาศลงโทษเป็นการตำหนิภิกษุ ผู้ชอบหาเรื่องก่อการทะเลาะวิวาท ก่ออธิกรณ์ขึ้นในสงฆ์

นิยสกรรม (ถอดยศหรือตัดสิทธิ)

ทรงแสดงหลักการลงนิยสกรรม คือการถอดยศ หรือตัดสิทธิแก่ภิกษุผู้มากด้วย อาบัติ คลุกคลีกับคฤหัสถ์ในลักษณะที่ไม่สมควร

ปัพพาชนียกรรม (ขับไล่)

ทรงแสดงหลักการลงปัพพาชนียกรรม คือการไล่เสียจากวัดแก่ภิกษุผู้ประจบคฤหัสถ์ (ยอมตัวให้เขาใช้) มีความประพฤติชั่ว

ปฏิสารณียกรรม (ขอโทษคฤหัสถ์)

ทรงแสดงหลักการลงปฏิสารณียกรรม คือการให้ไปขอโทษคฤหัสถ์แก่ภิกษุผู้ด่า บริภาษคฤหัสถ์

ครั้นแล้วทรงแสดงวิธีระงับการลงโทษทั้งห้าประการนั้น (รายการพิสดารเรื่องนี้ ยังจะมีในพระไตรปิฎก เล่ม ๖ ตอนกัมมขันธกะ ว่าด้วยสังฆกรรม เกี่ยวด้วยการลงโทษ)

๖. โกสัมพิขันธกะ (หมวดว่าด้วยเหตุการณ์ในกรุงโกสัมพี)

เริ่มต้นด้วยเล่าเรื่องภิกษุ ๒ รูป ทะเลาะกัน คือรูปหนึ่งหาว่าอีกรูปหนึ่งต้องอาบัติ แล้วไม่เห็นอาบัติ จึงพาพวกมาประชุมสวดประกาศลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ต่างก็มีเพื่อนฝูงมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย และต่างหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำไม่ถูก ถึงกับสงฆ์แตกกันเป็น สองฝ่าย และแยกทำอุโบสถ แม้พระผู้มีพระภาคจะทรงแนะนำตักเตือนให้ประนีประนอมกัน ก็ไม่ฟัง ในที่สุดถึงกับทะเลาะวิวาทและแสดงอาการกายวาจาที่ไม่สมควรต่อกัน

พระผู้มีพระภาคทรงตักเตือนอีก ภิกษุเหล่านั้นก็กลับพูดขอให้พระผู้มีพระภาค อย่าทรงเกี่ยวข้อง ขอให้ทรงหาความสุขส่วนพระองค์ไป ตนจะดำเนินการกันเองต่อไปพระผู้มีพระภาคจึงทรงสั่งสอนให้ดูตัวอย่างทีฆาวุกุมารแห่งแคว้นโกศล ผู้คิดแก้แค้นพระเจ้าพรหมทัตแห่งแคว้นกาสี ในการที่จับพระราชบิดาของพระองค์คือพระเจ้าทีฆีติ ไปทรมานประจานและประหารชีวิต เมื่อมีโอกาสจะแก้แค้นได้ ก็ยังระลึกถึงโอวาทของบิดา ที่ไม่ให้เห็นแก่ยาว (คือไม่ให้ผูกเวร จองเวรไว้นาน) ไม่ให้เห็นแก่สั้น (คือไม่ให้ตัดไมตรี) และ ให้สำนึกว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร จึงไว้ชีวิตแก่พระเจ้าพรหมทัต แล้วกลับได้ ราชสมบัติที่เสียไปคืน พร้อมทั้งได้พระราชธิดาของพระเจ้าพรหมทัตด้วย ทรงสรุปว่า พระราชาที่จับศัตราอาวุธยังทรงมีขันติ (ความอดทน) และโสรัจจะ (ความสงบเสงี่ยม) ได้ จึงควรที่ภิกษุทั้งหลายผู้บวชในพระธรรมวินัยนี้จะมีความอดทนและความสงบเสงี่ยม แต่ภิกษุเหล่านั้น ก็มิได้เชื่อฟัง จึงเสด็จไปจากที่นั้น สู่พาลกโลณการกคาม สู่ป่าชื่อปาจีนวังสะโดยลำดับ ได้ทรงพบปะกับพระเถระต่าง ๆ ในที่ที่เสด็จไปนั้น ในที่สุดได้เสด็จไปพำนักอยู่ ณ โคนไม้สาละ อันร่มรื่น ณ ป่าชื่อปาริเลยยกะ ในตอนนี้ได้เล่าเรื่องแทรกว่า มีพญาช้างชื่อปาริเลยยกะ มาอุปฐากดูแลพระผู้มีพระภาค ต่อจากนั้นจึงได้เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี

อุบาสกอุบาสิกาชาวโกสัมพี ไม่พอใจภิกษุที่แตกกันเหล่านั้น จึงนัดกัน ไม่แสดง ความเคารพ ไม่ถวายอาหารบิณฑบาต ภิกษุเหล่านั้นได้รับความลำบากก็รู้สึกผิดชอบ จึงพากันเดินทางไปกรุงสาวัตถี และยอมตกลงระงับข้อวิวาทแตกแยกกัน โดยภิกษุรูปที่เป็นต้นเหตุ ยอมแสดงอาบัติ ภิกษุฝ่ายที่สวดประกาศลงโทษยอมถอนประกาศ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสให้ประชุมสงฆ์สวดประกาศระงับเรื่องนั้นเป็นสังฆสามัคคีเสร็จแล้วให้สวดปาฏิโมกข์

อนึ่ง ทรงแสดงเรื่องสังฆสามัคคี คือความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ที่ไม่เป็นธรรมและ ที่เป็นธรรม โดยแสดงว่า การสามัคคีกันภายหลังที่แตกกันแล้วจะต้องแก้ที่ต้นเหตุ วินิจฉัย เรื่องราว เข้าหาเรื่องเดิมให้เสร็จสิ้นไป ไม่ใช่ปล่อยคลุม ๆ ไว้แล้วสามัคคีกันอย่างคลุม ๆ

(เห็นได้ว่าตอนนี้แสดงเป็นประวัติไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนข้อวินัยเกี่ยวกับสงฆ์แตกกัน ในตอนนี้ มีซ้ำกับที่จะกล่าวข้างหน้า ในเล่ม ๗ สังฆเภทขันธกะ คือหมวดว่าด้วยสงฆ์แตกกัน)