ค้นหา K
Appearance
Appearance
ธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉน รากเหง้าของกุศล ๓ อย่าง คือความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง กองแห่งเวทนา กองแห่งสัญญา กองแห่งสังขาร กองแห่งวิญญาณ ที่ประกอบด้วยรากเหง้าของกุศลนั้น การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เกิดขึ้นจากรากเหง้า ของกุศลนั้น ธรรมเหล่านี้ เป็นกุศล
อภิ. สงฺ. ๓๔/๖๖๓/๒๑๕
ธรรมที่เป็นอกุศลเป็นไฉน รากเหง้าของอกุศล ๓ อย่าง คือความโลภ ความโกรธ ความหลง และกิเลสที่มีเนื้อความเป็นอันเดียวกับรากเหง้าของอกุศลนั้น กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ ที่ประกอบด้วยรากเหง้าของอกุศลนั้น การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าของอกุศลนั้น ธรรมเหล่านี้ เป็นอกุศล
อภิ. สงฺ. ๓๔/๖๖๓/๒๑๕
ธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน วิบาก (ผล) ของธรรมที่เป็นกุศล อกุศล ที่เป็น กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และธรรมเหล่าใดที่เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ไม่เป็นวิบากของกรรม รูปทุกชนิด และธาตุที่เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ธรรมเหล่านี้ เป็นอัพยากฤต
อภิ. สงฺ. ๓๔/๖๖๓/๒๑๕
ในธรรมเหล่านั้น ศีลวิบัติเป็นไฉน ความก้าวล่วง (วิติกกมะ) ทางกาย ความก้าวล่วงทางวาจา ความก้าวล่วงทั้งทางกาย และทางวาจา นี้เรียกว่าศีลวิบัติ แม้ความเป็นผู้ทุศีล ทุกอย่าง ก็ชื่อว่า ศีลวิบัติ
ในธรรมเหล่านั้น ทิฏฐิวิบัติเป็นไฉน ความเห็นอย่างนี้ว่า ทานไม่มี การบริจาคไม่มี การบูชาไม่มี ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่ว ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์โอปปาติกะ ไม่มี สมณพราหมณ์ที่ประพฤติชอบปฏิบัติชอบ ซึ่งรู้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ทราบถึงโลกนี้ โลกหน้า ไม่มี นี้เรียกว่าทิฏฐิวิบัติ แม้มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ทุกอย่าง ก็ชื่อว่าทิฏฐิวิบัติ
อภิ. สงฺ. ๓๔/๘๗๐/๒๗๗
ในธรรมเหล่านั้น ศีลสัมปทาเป็นไฉน ความไม่ก้าวล่วงทางกาย ความไม่ก้าวล่วง ทางวาจา ความไม่ก้าวล่วงทั้งกายและวาจา นี้เรียกว่าศีลสัมปทา แม้ความสำรวมในศีลทุกอย่าง ก็ชื่อว่าศีลสัมปทา
ในธรรมเหล่านั้น ทิฏฐิสัมปทาเป็นไฉน ปัญญาอย่างนี้ว่า ทานมี การบริจาคมี การบูชามี ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วมี โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์โอปปาติกะมี สมณพราหมณ์ที่ประพฤติชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งรู้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ทราบถึงโลกนี้ โลกหน้า มี นี้เรียกว่าทิฏฐิสัมปทา แม้สัมมาทิฏฐิทุกอย่าง ก็เรียกว่าทิฏฐิสัมปทา
อภิ. สงฺ. ๓๔/๘๗๑/๒๗๗
ธรรมที่มีอารมณ์เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๔ วิบาก ในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤต ในภูมิ ๓ ธรรมเหล่านี้มีอารมณ์
ธรรมที่ไม่มีอารมณ์เป็นไฉน รูป นิพพาน ธรรมเหล่านี้ ไม่มีอารมณ์
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๔๒/๓๐๑
ธรรมที่เป็นจิตเป็นไฉน จักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา) โสตวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางหู) ฆานวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางจมูก) ชิวหาวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางลิ้น) กายวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางกาย) มโนวิญญาณ (ความรู้แจ้ง อารมณ์ทางใจ) ธรรมเหล่านี้ เป็นจิต
ธรรมที่ไม่ใช่จิตเป็นไฉน เวทนาขันธ์ (กองเวทนา) สัญญาขันธ์ (กองสัญญา) สังขารขันธ์ (กองสังขาร) รูป และนิพพาน ธรรมเหล่านี้ ไม่ใช่จิต
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๔๓/๓๐๑
ธรรมที่เป็นเจตสิกเป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ธรรมเหล่านี้ เป็นเจตสิก
ธรรมที่ไม่ใช่เจตสิกเป็นไฉน จิต รูป นิพพาน ธรรมเหล่านี้ ไม่ใช่เจตสิก
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๔๔/๓๐๑
ธรรมที่ประกอบกับจิต (จิตตสัมปยุต) เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ธรรมเหล่านี้ประกอบกับจิต
ธรรมที่ไม่ประกอบกับจิต (จิตตวิปปยุต) เป็นไฉน รูป นิพพาน ธรรมเหล่านี้ ไม่ประกอบกับจิต จิตไม่ควรกล่าว ทั้งว่าประกอบกับจิต ทั้งว่าไม่ประกอบกับจิต
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๔๕/๓๐๑
ธรรมที่ระคนกับจิต (จิตตสังสัฏฐะ) เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ธรรมเหล่านี้ ระคนกับจิต
ธรรมที่ไม่ระคนกับจิต (จิตตวิสังสัฏฐะ) เป็นไฉน รูป นิพพาน ธรรมเหล่านี้ ไม่ระคนกับจิต จิตไม่ควรกล่าว ทั้งว่าระคนกับจิต ทั้งว่าไม่ระคนกับจิต
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๔๖/๓๐๑
ธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ กายวิญญัติ (ความไหวกาย) วจีวิญญัติ (ความไหวหรือการเปล่งวาจา) รูปอย่างอื่น ซึ่งเกิดจากจิต ซึ่งมีจิต เป็นเหตุ มีจิตเป็นสมุฏฐาน อายตนะ คือรูป อายตนะคือเสียง อายตนะคือกลิ่น อายตนะ คือรส อายตนะคือโผฏฐัพพะ ธาตุอากาศ ธาตุน้ำ ความเบาแห่งรูป ความอ่อนสลวยแห่งรูป ความควรแก่การงานแห่งรูป ความเติบโตแห่งรูป ความสืบต่อแห่งรูป อาหารที่เป็นคำ ๆ (อาหารธรรมดาของกาย) ธรรมเหล่านี้ มีจิตเป็นสมุฏฐาน
ธรรมที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (โน จิตตสมุฏฐาน) เป็นไฉน จิต รูปที่เหลือ (จากที่ กล่าวไว้ข้างต้น คือรูปที่มิได้เกิดจากจิต) นิพพาน ธรรมเหล่านี้ ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๔๗/๓๐๒
ธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต (จิตตสหภู) เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ธรรมเหล่านี้ เกิดพร้อมกับจิต
ธรรมที่ไม่เกิดพร้อมกับจิต (โน จิตตสหภู) เป็นไฉน จิต (หมายถึงจิตดวงอื่น) รูปที่เหลือ (คือที่มิใช่เกิดจากจิต) นิพพาน ธรรมเหล่านี้ ไม่เกิดพร้อมกับจิต
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๔๘/๓๐๒
ธรรมที่หมุนเวียนไปตามจิต (จิตตานุปริวัตตี) เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ธรรมเหล่านี้ หมุนเวียนไปตามจิต
ธรรมที่ไม่หมุนเวียนไปตามจิต (โน จิตตานุปริวัตตี) เป็นไฉน จิต รูปที่เหลือ (คือที่มิใช่เกิดจากจิต) นิพพาน ธรรมเหล่านี้ ไม่หมุนเวียนไปตามจิต
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๔๙/๓๐๒
ธรรมที่เป็นไปในภายในเป็นไฉน จักขายตนะ (ที่ต่อคือตา) โสตายนตะ (ที่ต่อคือหู) ฆานายตนะ (ที่ต่อคือจมูก) ชิวหายตนะ (ที่ต่อคือลิ้น) กายายตนะ (ที่ต่อคือกาย) มนายตนะ (ที่ต่อคือใจ) ธรรมเหล่านี้ เป็นไปในภายใน
ธรรมที่เป็นไปในภายนอกเป็นไฉน รูปายตนะ (อายตนะ หรือที่ต่อคือรูป) สัททายตนะ (ที่ต่อคือเสียง) คันธายตนะ (ที่ต่อคือกลิ่น) รสายตนะ (ที่ต่อคือรส) โผฏฐัพพายตนะ (ที่ต่อคือโผฏฐัพพะ) ธัมมายตนะ (ที่ต่อคือธรรม) ธรรมเหล่านี้ เป็นไปในภายนอก
อภิ. สงฺ. ๓๔/๙๕๓/๓๐๒
ขันธ์มีเท่าไร อายตนะมีเท่าไร ธาตุมีเท่าไร สัจจะมีเท่าไร อินทรีย์มีเท่าไร เหตุมีเท่าไร อาหารมีเท่าไร ผัสสะมีเท่าไร เวทนามีเท่าไร สัญญามีเท่าไร เจตนามีเท่าไร จิตมีเท่าไร
ขันธ์มี ๕ อายตนะมี ๑๒ ธาตุมี ๑๘ สัจจะมี ๔ อินทรีย์มี ๒๒ เหตุมี ๙ อาหารมี ๔ ผัสสะมี ๗ เวทนามี ๗ สัญญามี ๗ เจตนามี ๗ จิตมี ๗
อภิ.วิ. ๓๔/๑๐๗๓/๔๕๑
ในข้อนั้น ธรรมที่มีความทะยานอยากเป็นมูล ๙ อย่างเป็นไฉน
(๑)เพราะอาศัยความทะยานอยาก จึงมีการแสวงหา
(๒)เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีลาภ
(๓)เพราะอาศัยลาภ จึงมีการวินิจฉัย
(๔)เพราะอาศัยการวินิจฉัย จึงมีความกำหนัด (หรือความคิด) ด้วยอำนาจแห่ง ความพอใจ
(๕)เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจ จึงมีการฝังใจ
(๖)เพราะอาศัยการฝังใจ จึงมีการหวงแหน
(๗)เพราะอาศัยการหวงแหน จึงมีความตระหนี่
(๘)เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการอารักขา
(๙)เพราะมีการอารักขาเป็นเหตุ จึงมีการจับท่อนไม้ การจับศัสตรา การทะเลาะ การแตกแยก การกล่าวขัดแย้งกัน การชี้หน้ากัน การพูดส่อเสียด การพูดปด และธรรมที่เป็นบาปอกุศลอีกเป็นเอนก
นี้คือธรรมที่มีความทะยานอยากเป็นมูล ๙ อย่าง
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๒๓/๔๓๘
ในข้อนั้น เรื่องของกิเลส ๑๐ อย่างเป็นไฉน
(๑)โลภะ ความโลภ
(๒)โทสะ ความคิดประทุษร้าย
(๓)โมหะ ความหลง
(๔)มานะ ความถือตัว
(๕)ทิฏฐิ ความเห็น (ผิด)
(๖)วิจิกิจฉา ความลังเลสังสัย
(๗)ถีนะ ความหดหู่
(๘)อุทธัจจะ ความฟุ้งสร้าน
(๙)อหิริกะ ความเป็นผู้ไม่ละอาย
(๑๐)อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อบาป
นี้คือเรื่องของกิเลส ๑๐ อย่าง
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๒๖/๔๓๙
ขันธ์ ๕ คือ
(๑)กองรูป (รูปขันธ์ คือธาตุทั้งสี่ประชุมกันเป็นกาย พร้อมทั้งรูปที่อาศัยธาตุทั้ง ๔ ปรากฏ เช่น ความเป็นหญิง ความเป็นชาย เป็นต้น)
(๒)กองเวทนา (เวทนาขันธ์ คือความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข)
(๓)กองสัญญา (สัญญาขันธ์ คือความจำได้หมายรู้ เช่น จำรูป จำเสียง)
(๔)กองสังขาร (สังขารขันธ์ คือความคิด หรือเจตนา ที่ดีบ้าง ชั่วบ้าง)
(๕)กองวิญญาณ (วิญญาณขันธ์ คือความรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น รู้สึกว่า เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น เป็นต้น)
นี้เรียกว่า ขันธ์ ๕
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๗๕/๔๕๑
อายตนะ ๑๒ คือ
(๑)ที่ต่อคือตา (จักขายตนะ)
(๒)ที่ต่อคือหู (โสตายตนะ)
(๓)ที่ต่อคือจมูก (ฆานายตนะ)
(๔)ที่ต่อคือลิ้น (ชิวหายตนะ)
(๕)ที่ต่อคือกาย (กายายตนะ)
(๖)ที่ต่อคือใจ (มนายตนะ)
(๗)ที่ต่อคือรูป (รูปายตนะ)
(๘)ที่ต่อคือเสียง (สัททายตนะ)
(๙)ที่ต่อคือกลิ่น (คันธายตนะ)
(๑๐)ที่ต่อคือรส (รสายตนะ)
(๑๑)ที่ต่อคือสิ่งที่ถูกต้องได้ (โผฏฐัพพายตนะ)
(๑๒)ที่ต่อคืออารมณ์ของใจ (ธัมมายตนะ)
นี้เรียกว่า อายตนะ ๑๒
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๗๕/๔๕๑
ธาตุ ๑๘ คือ
(๑)ธาตุคือตา (จักขุธาตุ)
(๒)ธาตุคือรูป (รูปธาตุ สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา)
(๓)ธาตุคือความรู้อารมณ์ทางตา (จักขุวิญญาณธาตุ)
(๔)ธาตุคือหู (โสตธาตุ)
(๕)ธาตุคือเสียง (สัททธาตุ)
(๖)ธาตุคือความรู้อารมณ์ทางหู (โสตวิญญาณธาตุ)
(๗)ธาตุคือจมูก (ฆานธาตุ)
(๘)ธาตุคือกลิ่น (คันธธาตุ)
(๙)ธาตุคือความรู้อารมณ์ทางจมูก (ฆานวิญญาณธาตุ)
(๑๐)ธาตุคือลิ้น (ชิวหาธาตุ)
(๑๑)ธาตุคือรส (รสธาตุ)
(๑๒)ธาตุคือความรู้อารมณ์ทางลิ้น (ชิวหาวิญญาณธาตุ)
(๑๓)ธาตุคือกาย (กายธาตุ)
(๑๔)ธาตุคือสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย (โผฏฐัพพธาตุ)
(๑๕)ธาตุคือความรู้อารมณ์ทางกาย (กายวิญญาณธาตุ)
(๑๖)ธาตุคือใจ (มโนธาตุ)
(๑๗)ธาตุคือสิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ (ธัมมธาตุ)
(๑๘)ธาตุนี้ความรู้อารมณ์ทางใจ (มโนวิญญาณธาตุ)
นี้เรียกว่า ธาตุ ๑๘
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๗๗/๔๕๑
สัจจะ ๔ คือ
(๑)ความจริงคือทุกข์ (ทุกขสัจจ์)
(๒)ความจริงคือเหตุให้ทุกข์เกิด (สมุทยสัจจ์)
(๓)ความจริงคือความดับทุกข์ (นิโรธสัจจ์)
(๔)ความจริงคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มัคคสัจจ์)
นี้เรียกว่า สัจจะ ๔
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๗๘/๔๕๑
อินทรีย์ (ธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของ ตน) ๒๒ คือ
(๑)อินทรีย์คือตา (จักขุนทรีย์)
(๒)อินทรีย์คือหู (โสตินทรีย์)
(๓)อินทรีย์คือจมูก (ฆานินทรีย์)
(๔)อินทรีย์คือลิ้น (ชิวหินทรีย์)
(๕)อินทรีย์คือกาย (กายินทรีย์)
(๖)อินทรีย์คือใจ (มนินทรีย์)
(๗)อินทรีย์คือหญิง (อิตถินทรีย์)
(๘)อินทรีย์คือชาย (ปุริสินทรีย์)
(๙)อินทรีย์คือชีวิต (ชีวิตินทรีย์)
(๑๐)อินทรีย์คือสุข (สุขินทรีย์ - สุขกาย)
(๑๑)อินทรีย์คือทุกข์ (ทุกขินทรีย์ - ทุกข์กาย)
(๑๒)อินทรีย์คือโสมนัส (โสมนัสสินทรีย์ - สุขใจ)
(๑๓)อินทรีย์คือโทมนัส (โทมนัสสินทรีย์ - ทุกข์ใจ)
(๑๔)อินทรีย์คืออุเบกขา (อุเปกขินทรีย์ - เฉย ๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข)
(๑๕)อินทรีย์คือความเชื่อ (สัทธินทรีย์)
(๑๖)อินทรีย์คือความเพียร (วิริยินทรีย์)
(๑๗)อินทรีย์คือความระลึกได้ (สตินทรีย์)
(๑๘)อินทรีย์คือความตั้งใจมั่น (สมาธินทรีย์)
(๑๙)อินทรีย์คือปัญญา (ปัญญินทรีย์)
(๒๐)อินทรีย์คืออัธยาศัยที่มุ่งบรรลุมรรคผลของผู้ปฏิบัติ (อนัญญตัญญัสสามี ตินทรีย์)
(๒๑)อินทรีย์คือการตรัสรู้สัจจธรรมด้วยมรรค (อัญญินทรีย์)
(๒๒)อินทรีย์ของพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้สัจจธรรมแล้ว (อัญญาตาวินทรีย์)
นี้เรียกว่า อินทรีย์ ๒๒
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๗๙/๔๕๑
เหตุ ๙ คือเหตุที่เป็นกุศล (ฝ่ายดี) ๓ เหตุที่เป็นอกุศล (ฝ่ายชั่ว) ๓ เหตุที่เป็นอัพยากฤต (ไม่ชี้ลงไปว่าดีหรือชั่ว) ๓ คือ
ก. เหตุที่เป็นกุศล (ฝ่ายดี) ๓
๑.อโลภะ ความไม่โลภ
๒.อโทสะ ความไม่คิดประทุษร้าย
๓.อโมหะ ความไม่หลง
ข. เหตุที่เป็นอกุศล (ฝ่ายชั่ว) ๓
๑.โลภะ ความโลภ
๒.โทสะ ความคิดประทุษร้าย
๓.โมหะ ความหลง
ค. เหตุที่เป็นอัพยากฤต (ไม่ชี้ลงไปว่าดีหรือชั่ว) ๓
๑.อโลภะ
๒.อโทสะ
๓.อโมหะ
นี้เรียกว่า เหตุ ๙
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๘๐/๔๕๑
อาหาร ๔ คือ
(๑)อาหารเป็นคำ ๆ (กวฬิงการาหาร อาหารที่รับประทานทั่วไป)
(๒)อาหารคือผัสสะ (ผัสสาหาร อาหารคือการถูกต้องทางตา หู เป็นต้น เช่น อาหารตา อาหารหู ฯลฯ)
(๓)อาหารคือความจงใจ (มโนสัญเจตนาหาร ความจงใจทำกรรมดีกรรมชั่ว ย่อมเป็นอาหารหล่อเลี้ยงให้เวียนว่ายตายเกิด)
(๔)อาหารคือวิญญาณ (วิญญาณาหาร หมายถึงความรู้อารมณ์ว่า เห็นรูป ฟังเสียง เป็นต้น)
นี้เรียกว่า อาหาร ๔
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๘๑/๔๕๒
ผัสสะ (ความถูกต้อง) ๗ คือ
(๑)ความถูกต้องทางตา (จักขุสัมผัส)
(๒)ความถูกต้องทางหู (โสตสัมผัส)
(๓)ความถูกต้องทางจมูก (ฆานสัมผัส)
(๔)ความถูกต้องทางลิ้น (ชิวหาสัมผัส)
(๕)ความถูกต้องทางกาย (กายสัมผัส)
(๖)ความถูกต้องทางธาตุคือใจ (มโนธาตุสัมผัส)
(๗)ความถูกต้องทางธาตุคือความรู้ทางใจ (มโนวิญญาณธาตุสัมผัส)
นี้เรียกว่า ผัสสะ ๗
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๘๒/๔๕๒
(๑)ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉย ๆ อันเกิดจากสัมผัสทางตา (จักขุสัมผัสสชา เวทนา)
(๒)ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉย ๆ อันเกิดจากสัมผัสทางหู (โสตสัมผัสสชา เวทนา)
(๓)ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉย ๆ อันเกิดจากสัมผัสทางจมูก (ฆานสัมผัสสชา เวทนา)
(๔)ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉย ๆ อันเกิดจากสัมผัสทางลิ้น (ชิวหาสัมผัสสชา เวทนา)
(๕)ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉย ๆ อันเกิดจากสัมผัสทางกาย (กายสัมผัสสชา เวทนา)
(๖)ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉย ๆ อันเกิดจากสัมผัสทางธาตุคือใจ (มโนธาตุ สัมผัสสชา เวทนา)
(๗)ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉย ๆ อันเกิดจากสัมผัสทางธาตุคือความรู้ทางใจ (มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชา เวทนา)
นี้เรียกว่า เวทนา ๗
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๘๓/๔๕๒
สัญญา (ความจำ) ๗ คือ
(๑)ความจำอันเกิดจากสัมผัสทางตา (จักขุสัมผัสสชา สัญญา)
(๒)ความจำอันเกิดจากสัมผัสทางหู (โสตสัมผัสสชา สัญญา)
(๓)ความจำอันเกิดจากสัมผัสทางจมูก (ฆานสัมผัสสชา สัญญา)
(๔)ความจำอันเกิดจากสัมผัสทางลิ้น (ชิวหาสัมผัสสชา สัญญา)
(๕)ความจำอันเกิดจากสัมผัสทางกาย (กายสัมผัสสชา สัญญา)
(๖)ความจำอันเกิดจากสัมผัสทางธาตุคือใจ (มโนธาตุสัมผัสสชา สัญญา)
(๗)ความจำอันเกิดจากสัมผัสทางธาตุรู้ทางใจ (มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชา สัญญา)
นี้เรียกว่า สัญญา ๗
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๘๔/๔๕๒
เจตนา (ความจงใจ) ๗ คือ
(๑)ความจงใจอันเกิดจากสัมผัสทางตา (จักขุสัมผัสสชา เจตนา)
(๒)ความจงใจอันเกิดจากสัมผัสทางหู (โสตสัมผัสสชา เจตนา)
(๓)ความจงใจอันเกิดจากสัมผัสทางจมูก (ฆานสัมผัสสชา เจตนา)
(๔)ความจงใจอันเกิดจากสัมผัสทางลิ้น (ชิวหาสัมผัสสชา เจตนา)
(๕)ความจงใจอันเกิดจากสัมผัสทางกาย (กายสัมผัสสชา เจตนา)
(๖)ความจงใจอันเกิดจากสัมผัสทางธาตุคือใจ (มโนธาตุสัมผัสสชา เจตนา)
(๗)ความจงใจอันเกิดจากสัมผัสทางธาตุรู้ทางใจ (มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชา เจตนา)
นี้เรียกว่า เจตนา ๗
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๘๕/๔๕๓
จิต ๗ คือ
(๑)ความรู้อารมณ์ทางตา (จักขุวิญญาณ)
(๒)ความรู้อารมณ์ทางหู (โสตวิญญาณ)
(๓)ความรู้อารมณ์ทางจมูก (ฆานวิญญาณ)
(๔)ความรู้อารมณ์ทางลิ้น (ชิวหาวิญญาณ)
(๕)ความรู้อารมณ์ทางกาย (กายวิญญาณ)
(๖)ธาตุคือใจ (มโนธาตุ)
(๗)ความรู้อารมณ์ทางธาตุรู้ทางใจ (มโนวิญญาณธาตุ)
นี้เรียกว่า จิต ๗
(หมายเหตุ : การแบ่งจำนวนหรือหัวข้อธรรมะที่นำมาแปลนี้ เป็นวิธีจัดจำนวนโดย นัยหนึ่งของอภิธัมมปิฎก ในที่อื่นอาจจะแบ่งหรือจัดจำนวนแตกต่างออกไปตามความประสงค์ในการแสดงธรรม ให้เหมาะสมแก่โอกาสที่ต้องการ)
อภิ.วิ. ๓๕/๑๐๘๖/๔๕๓