ค้นหา K
Appearance
Appearance
โดยเหตุที่หนังสือพระไตรปิฏกฉบับสำหรับประชาชนนี้ เดิมได้ทำเป็น ๕ เล่มจบ ใน การจัดทำแต่ละเล่มมีปัญหาอะไรที่ควรบันทึกเป็นข้อสังเกตทางวิชาการบ้าง ก็ได้กล่าวไว้ในคำนำบ้าง ในบันทึกบ้าง ประจำเล่มนั้น ๆ บ้าง บัดนี้เมื่อนำมาพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวจบ จึงจำเป็นต้องนำคำนำบ้าง บันทึกทางวิชาการบ้าง ประจำแต่ละเล่ม มาดัดแปลงรวมเป็นบันทึกทางวิชาการ แล้วชี้แจงว่า ข้อความที่บันทึกไว้นั้นอยู่ในหน้าที่เท่าไหร่ บางเรื่องก็เพิ่มเติมขึ้นในการจัดพิมพ์ ครั้งนี้ (๒๕๒๒) เพื่อเป็นหลักฐานทางกาลเวลาได้ใส่วันเดือนปีของบันทึกกำกับไว้ด้วย ข้อความที่บันทึก มิได้เรียงตามลำดับวันเดือนปีที่บันทึก แต่เรียงตามลำดับที่เคยบันทึก ในแต่ละเล่ม ซึ่งเคยแยกไว้เดิม หรือเริ่มจากเล่ม ๒ ของเดิมเป็นต้นไป ส่วนคำนำและคำชี้แจงประจำเล่ม ๑ เดิม จะนำลงเป็นคำนำและคำชี้แจงเดิม
ความจริงมีเรื่องที่น่าบันทึกไว้มากมายนับเป็นร้อย แต่ความต้องการที่แท้จริงของ การจัดทำหนังสือเรื่องนี้ มิใช่มุ่งไปที่บันทึก หากมุ่งหนักไปในการให้ท่านผู้อ่านได้รู้เรื่องย่อแห่ง พระไตรปิฏก ในสาระสำคัญเป็นประมาณ จึงจัดภาค ๕ ไว้เพียงเล็กน้อย ถ้ามีโอกาสจะทำบันทึกให้มาก อาจจะจัดพิมพ์เป็นอีกเล่มหนึ่งต่างหากในกาลต่อไป
๑.๑ ลักษณะแห่งหนังสือพระไตรปิฏกฉบับสำหรับประชาชนนี้ เท่ากับเป็นพระ ไตรปิฏกฉบับสาระสำคัญหรือย่อความจากฉบับพิสดารในภาษาบาลีให้เหลือเพียง ๑ ใน ๑๐ โดยตัดสำนวนที่ซ้ำและไม่จำเป็นออก คงไว้แต่หลักธรรมหรือข้อความที่ประชาชนทั่วไปพอจดจำไว้สอนใจ หรือทำความเข้าใจในพระพุทธศาสนาได้ในสาระสำคัญ
๑.๒. **การอ่านพระไตรปิฏกฉบับสำหรับประชาชน เปรียบเหมือนการสำรวจภูมิประเทศ โดยดูจากแผนที่ และดูจากการขึ้นสู่ที่สูง เช่น ยอดตึก ยอดเขา หรือยอดไม้ หรือขึ้นเครื่องบินสำรวจ แม้รายละเอียดจะได้น้อยกว่า แต่สาระสำคัญจะได้มาก เพราะมีผู้ทำแผนที่ หรือย่อ สาระสำคัญไว้ให้เสร็จแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเก็บสาระสำคัญเอง** เว้นแต่ผู้ใดประสงค์จะค้นคว้า ในรายละเอียดด้วยตนเอง ก็อาจจะหาฉบับแปลพิสดารหรือฉบับภาษาบาลีมาอ่าน ซึ่งย่อมดีกว่าการอ่านฉบับย่อโดยแท้ แต่ประชาชนส่วนมากย่อมไม่มีเวลาพอที่จะค้นคว้าในรายละเอียดด้วยตนเอง การมีฉบับย่อไว้อ่านเมื่อต้องการ จึงนับว่าจะอำนวยประโยชน์ตามสมควร
๔ กรกฏาคม ๒๕๑๕
๒.๑ การที่ต้องมีการเทียบเคียงภาษาอังกฤษไว้บ้างนั้น เพื่อเปรียบเทียบว่าฝรั่งที่ แปลพระไตรปิฏกนั้น เขามีความคิดเห็นอย่างไรในข้อความตอนนั้นตอนนี้ ซึ่งมีปัญหาในการแปล และจับใจความ บางเรื่องเขาก็ค้นไว้ดีมาก เป็นการทุ่นแรงทุ่นเวลาที่ไม่ต้องค้นใหม่ บางเรื่องเขาก็เตลิดจนไม่สามารถตามไปด้วยได้ บางเรื่องก็มาพาให้เราเห็นผิดตามไปด้วย ถึงต้องบันทึก แก้คำผิด แต่บางเรื่องเขาก็ผิดจริง ๆ และผิดอย่างสำคัญด้วย ในกรณีเช่นนี้ ก็จะได้ติดต่อกับสมาคมของเขา เพื่อให้แก้ไขในการพิมพ์ครั้งต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ความยุ่งยากในการแปลเรื่องที่ล่วงเลยมาถึง ๒๕๐๐ ปีเศษ ย่อมมีอยู่เสมอ บางศัพท์มองไม่เห็นภาพและเข้าใจไม่ได้เลยว่าคืออะไรกันแน่ ก็ต้องสอบสวนค้นคว้า แม้ในภาษาใกล้เคียง เช่น สันสกฤต ศัพท์เกี่ยวกับเครื่องใช้ เครื่องมือและขนบประเพณีนั้น บางครั้งต้องสอบหลายทาง การปรึกษา ค้นคว้าจากตำรา จึงเป็นสิ่งเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้น บางครั้งจึงต้องบันทึกความคิดเห็นของชาวต่างประเทศลงไปด้วย
๒.๒ ในภาค ๓ ที่เลือกแปลข้อความบางตอนจากพระไตรปิฏกนั้น ได้พยายามนำมากล่าวไว้สลับกันคือ ง่าย ขนาดกลาง และยาก เรื่องง่ายคือที่พูดเกี่ยวกับเรื่องธรรมดา ให้แง่คิดที่ดีแก่ผู้อ่าน เรื่องขนาดกลางคือที่อธิบายธรรมะอันช่วยให้เกิดความเข้าใจดีขึ้น เช่น คำอธิบาย อริยสัจจ์ โดยเปรียบเทียบในหน้า ๑๖๙ หมายเลข ๑๗๗ ส่วนเรื่องยาก คือที่เป็นหลักวิชาจำเป็นต้องรู้ศัพท์ และความหมายของศัพท์ เช่น เวทนา ๑๐๘ ในหน้า ๑๘๘ หมายเลข ๒๑๑ และลำดับองค์ฌานในหน้า ๑๙๐ - ๑๙๕ หมายเลข ๒๑๓ เป็นต้น ถ้าจะแปลแต่เรื่องยากก็จะไม่มี ความหมายสำหรับประชาชนทั่วไป ถ้าจะเลือกแปลแต่เรื่องง่ายทั้งหมด โดยไม่กล้านำเรื่องยากหรือหลักวิชามากล่าวไว้เลย ก็จะไม่เป็นการจูงประชาชนให้มาสู่พระพุทธศาสนา หรือไม่เป็น การเลื่อนลำดับความรู้ความเข้าใจขึ้นบ้างเลย เพราะฉะนั้น จึงจัดเรื่องยากง่ายให้สลับกันไป ขอให้เทียบความยากของแต่ละวิชา เช่น เรขาคณิต และพีชคณิต ซึ่งผู้เล่าเรียนเท่านั้นย่อมเข้าใจ ถ้าไม่ได้เรียนก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่คนก็ไม่บ่นกันว่าเหลือวิสัย เพราะมีความจำเป็นต้องเรียน เนื่องจากมีหลักสูตรบังคับ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเสียอีกในขั้นเริ่มแรกหรือสามัญ คนทั่วไปก็เข้าใจได้ดี แต่ในขั้นสูงขึ้นไปก็มีศัพท์ที่เข้าใจยาก หรือจำยากบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ถ้านึกว่าวิชาความรู้ทุกเรื่องก็ต้องมีง่ายยากขึ้นไปตามลำดับแล้ว ก็จะไม่มองดูความรู้ทางศาสนาเป็นเรื่องน่าตกใจ หรือน่ากลัวในเรื่องความยาก จนเกินไป
๒.๓ ผู้สนใจในวิชาสังคมวิทยา มนุษยวิทยา โบราณคดี และประวัติศาสตร์ จะได้ รับประโยชน์จากพระไตรปิฏกฉบับสำหรับประชาชน ว่าด้วยพระวินัย จากหน้า ๒๑๕ - ๔๐๒ มาก เช่น ความรู้เรื่องเครื่องใช้ ความเป็นอยู่ การแต่งกาย การใช้เรือนไฟอบกาย และเรื่องราวอื่น ๆ ของประชาชน และพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเมื่อ ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว
๒.๔ พระไตรปิฏกเล่ม ๙ ซึ่งย่อความไว้หน้า ๔๐๗ - ๔๔๔ เป็นการเริ่ม พระสุตตันตปิฏก ท่านผู้อ่านจะได้เห็นพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระบรมศาสดาที่ทรง โต้ตอบ และต้อนด้วยวาทะ ให้เจ้าลัทธิบ้าง พราหมณ์บ้าง เด็กหนุ่มผู้ทะนงตนว่ามีความรู้ลึกซึ้งบ้าง ต้องยอมจำนนด้วยเหตุผล และเป็นการแสดงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปในตัวว่า ถือที่รู้ที่เห็น หรือที่ปฏิบัติได้ผล เป็นเรื่องสำคัญ และแน่ใจจริง ๆ ไม่ใช่สอนอย่างเดา ๆ หรือ คิดอะไรได้ก็สอนไป
๒.๕ การอธิบาย หรือขยายความได้ทำไว้ในวงเล็บบ้าง ในเชิงอรรถเบื้องล่างบ้าง เพื่อช่วยความเข้าใจให้ชัดเจนขึ้น ถ้าอธิบายผิด หรือหมายเหตุผิด ก็ไม่ใช่ความผิดของ พระไตรปิฏก แต่เป็นความผิดของผู้เขียนเอง
๒.๖ ในที่ใดบอกไว้ว่า ฝรั่งเห็นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ พึงทราบว่า หมายถึงมติของฝรั่ง เจ้าหน้าที่สมาคมบาลีปกรณ์ประเทศอังกฤษ ผู้แปลวินัยปิฏกทั้งชุดจบ คือ มิส ไอ บี ฮอรเนอร์ ผู้แปลพระสุตตันตปิฏกทีฆนิกาย คือ ศาสตราจารย์ ที ดับลิว ริส เดวิดส์ ส่วนมติในหนังสือพจนานุกรมบาลีอังกฤษ ของสมาคมบาลีปกรณ์นั้น เป็นของศาสตราจารย์ริส เดวิดส์ กับ วิลเลียม สเตเด แต่ก็พึงสังเกตว่าศาสตราจารย์ริส เดวิดส์ ร่วมมือทำได้ถึงอักษร “จ” ก็ถึง แก่กรรม วิลเลียม สเตเด ทำต่อคนเดียวจนสำเร็จ
๒.๗ เครื่องใช้สำหรับนั่ง คืออาสันทิ และบัลลังก์ มีปัญหาในการแปลมาก ในเล่มนี้ มีในหน้า ๒๘๔ (สิกขาบทที่ ๒) หน้า ๓๗๔ (เครื่องนั่งเครื่องนอน) และ หน้า ๓๗๘ (ปราสาท และเครื่องนั่งนอนต่าง ๆ) ซึ่งผู้เขียนแปล โดยอาศัยคำอธิบายในอรรถกถาบ้าง อาศัยข้อวินิจฉัยของฝรั่งบ้าง ถึงกับบางครั้งขัดกัน จึงขอชี้แจงไว้ในที่นี้ คือ
อาสันทิ แปลว่าม้ายาว และ บัลลังก์ แปลว่าเก้าอี้นวม เป็นการอาศัยข้อวินิจฉัย ของฝรั่ง โดยเฉพาะที่แปลว่า ม้ายาว เขาค้นได้ว่า นักดูดาวโบราณนอนหงายดูดาวบนอาสันทิ
ส่วนที่แปล อาสันทิ ว่า ตั่งสี่เหลี่ยม เป็นการแปลตามอรรถกถา (เพิ่งสังเกตว่า ในที่นั้นใช้ว่า อาสันทิกะ) นอกจากนั้น คำว่า บัลลังก์ อรรถกถาอธิบายว่า เป็นเก้าอี้มีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย (เมื่อตัดเท้าชนิดนั้นออกก็ใช้ได้)
การแปลบัลลังก์ว่า เก้าอี้นวม ยัดด้วยขนสัตว์ รื้อขนสัตว์ออกใช้ได้ อาศัยแนวของฝรั่ง แต่เมื่อของฝรั่งไม่มีหลักฐานอื่นดีไปกว่าของอรรถกถา จึงน่าจะถือตามอรรถกถา ซึ่งผู้เขียน ขอบอกแก้ไว้ในที่นี้
๒.๘ ในหน้า ๔๒๔ (เชิงอรรถ) มีอยู่ตอนหนึ่งที่ฝรั่งแปลว่า โบกมือ แต่ผู้เขียนแปลว่า เบี่ยงร่ม และบันทึกไว้ในเชิงอรรถนั้น ได้สอบดูพระไตรปิฏกภาษาบาลีฉบับอักษรโรมันของฝรั่งแล้ว ของเขาเป็น หตฺถํ อปนาเมยฺย เขาจึงแปลว่า โบกมือ แต่พระไตรปิฏกฉบับอักษรไทยเป็น ฉตฺตํ อปนาเมยฺย อันหมายถึง เบี่ยงร่ม หรือ ลดร่มลง จึงเป็นเรื่องต้นฉบับไม่ตรงกัน แต่ที่ฝรั่งทำไว้ผิดแท้ ๆ ก็มี เช่น ในกูฏทันตสูตร หน้า ๔๒๕ ต้นฉบับบอักษรโรมันกล่าวถึงสัตว์หลายชนิด ชนิดละ ๗๐๐ ตัว ตรงกันกับฉบับไทย แต่ฝรั่งแปลเป็นชนิดละ ๑๐๐ ตัวหมด เรื่องนี้ก็ได้ทำเชิงอรรถไว้แล้ว
๘ มกราคม ๒๕๐๒
๓.๑ สารบาญย่อมช่วยให้เห็นตำแหน่งและลำดับแห่งพระสูตรที่ท่านอ่าน ว่าอยู่ใน ส่วนไหนของพระไตรปิฏกเล่มไหน ทั้งยังได้กล่าวถึงเรื่องที่น่าสนไว้ในสารบาญด้วย เพื่อประโยชน์ในการเลือกอ่านตามชอบใจ เรื่องใดมีข้อความฟ้องกันกับเรื่องอื่น ได้อ้างอิงไว้ในเรื่องหลัง เพื่อทบทวนความจำ และเพื่อไม่ต้องกล่าวซ้ำมากเกินไป
๓.๒ ในคำชี้แจงตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงฝรั่งแปลพระไตรปิฏกผิดไว้หลายแห่ง ความจริงความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในชุดหนังสือที่ผู้เขียนทำนี้เอง ก็อาจมีผิดพลาด ไม่น้อย **ข้อสำคัญในการทำตำราแบบนี้ ควรช่วยกันค้นที่ผิดหรือแก้ที่ผิดที่ได้ค้นพบนั้นเสีย ไม่ควรถือทิฏฐิมานะ** ผู้เขียนเคยได้รับจดหมายจากสมาคมบาลีปกรณ์ประเทศอังกฤษรับว่า บางชุด เช่น มัชฌิมนิกาย (ซึ่งย่อไว้ในหน้า ๕๒๓ - ๖๙๙) เขาทำไว้ผิดพลาดมากถึงขนาดต้องทำใหม่หมด เมื่อมีโอกาสพบกับเจ้าหน้าที่ของเขาเมื่อไปเยี่ยมสมาคมนั้น เขาได้นำฉบับแปลใหม่ที่กำลังเรียงพิมพ์มาให้ดูด้วย อันแสดงว่า การช่วยกันสอบสวนให้มีผิดน้อยที่สุดนั้นเป็นของดี
๓.๓ ในการใช้ถ้อยคำถอดจากพระไตรปิฎก บางครั้งและบางคำ เพื่อประหยัด หน้ากระดาษก็ทับศัพท์ลงไป เช่น สติ สมาธิ ปัญญา ไม่อธิบายความหมาย หรือถ้าได้อธิบายไว้แล้วในตอนต้น ๆ ก็ไม่อธิบายซ้ำอีก ท่านผู้จับอ่านเป็นตอน ๆ อาจเกิดความสงสัยในศัพท์ ในความหมายก็ได้ ซึ่งขอเรียนชี้แจงว่าโดยปกติ ได้พยายามที่จะไม่ละเลยในการวงเล็บ ความหมายของศัพท์แต่ละศัพท์ไว้ แต่ก็มิได้ทำซ้ำไปหมดทุกแห่ง บางครั้งก็แนะให้อ่านหนังสืออื่นประกอบ ซึ่งหวังว่าท่านผู้อ่านคงให้อภัยในความจำเป็นที่ต้องย่อพระไตรปิฏกถึง ๔๕ เล่ม ให้เหลือเพียง ๕ เล่ม ในเบื้องแรก แล้วพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวจบในภายหลัง
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้ท่านผู้รักการศึกษาค้นคว้า โปรดซื้อหนังสือจำเป็น ในการช่วยปูพื้นความรู้ทางพระพุทธศาสนาสัก ๒ เล่ม ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจศัพท์ต่าง ๆ อย่างดียิ่ง คือ (๑) **นวโกวาท** เป็นหนังสือคู่มือการศึกษาวินัยและธรรมะชั้นต้น (๒) **ธรรมวิภาค ปริจเฉท ที่ ๒** อธิบายธรรมะเป็นหมวด ๆ ตั้งแต่หมวด ๒ ถึงหมวด ๑๕ เป็นคู่มือการศึกษานักธรรม และธรรมศึกษาชั้นโท หนังสือทั้งสองเล่มนี้ เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีจำหน่ายที่มหามกุฏราชวิทยาลัย หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร
๓.๔ อนึ่ง ขอเสนอตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ ให้ท่านผู้อ่านอย่าติดตำรา อย่าเชื่อเพียงเพราะอ้างตำรา บางอย่างหรือบางตอนอาจมีของดีอยู่มาก แต่ผู้อ่านทำแบบ ผู้ขบมังคุดทั้งเปลือก ก็ไม่ควรโทษมังคุดว่าฝาด เพราะฉะนั้น **เพื่อประโยชน์ในการนับถือ พระพุทธศาสนา ขอเสนอให้อ่านข้อความในหน้า ๕๘๘ (วีมังสกสูตร) และ ๖๒๑ (กีฏาคิริสูตร) อันจะช่วยให้เข้าใจพระพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น**
๓.๕ การใช้คำว่า “ทูล” และ “กราบทูล” พระผู้มีพระภาคได้เลือกใช้ให้เหมาะแก่ลักษณะของบุคคลผู้กล่าว คือถ้าเป็นคนภายนอกพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่เมื่อมาติดต่อกับพระพุทธเจ้ามักจะเพียงกล่าววาจาปราศรัย แต่ไม่แสดงความเคารพ ต่อเมื่อฟังธรรมเลื่อมใสแล้วจึง แสดงความเคารพ เพราะฉะนั้น จึงถือเป็นหลักทั่วไปว่า ถ้าผู้พูดเป็นนักบวชหรือคฤหัสถ์ นอกพระพุทธศาสนาก็ใช้ว่า ทูล ถ้าผู้พูดเป็นผู้เลื่อมใสแสดงความเคารพอยู่แล้ว ใช้ว่า กราบทูล ถ้ามีที่ใช้เผลอไปบ้างบางแห่ง ก็พึงทราบตามที่ชี้แจงนี้ และเป็นอันบอกแก้ไว้ในที่นี้ด้วย
๓.๖ คำว่า “อุเบกขา” ที่แปลว่า “ความวางเฉย” หรือ “ความรู้สึกเฉย ๆ” คือไม่ทุกข์ ไม่สุขนั้น มีบางท่านตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธภาษิตไม่มีที่ใช้คำนี้ ที่หมายถึงเวทนาเลย แต่ใช้ คำว่า อทุกขมสุข ทุกแห่ง ขอเรียนชี้แจงว่า มีพระพุทธภาษิตใช้คำว่า อุเบกขา ที่เป็นเวทนา หลายแห่ง เช่น ในสักกปัญหสูตรหน้า ๔๗๑ และ ธาตุวิภังคสูตร หน้า ๖๘๗ - ๖๘๘
๓.๗ คำว่า “ปปัญจสัญญาสังขา” หรือ “ปปัญจสัญญาสังขานิทาน” ในหน้า ๔๗๐ (สักกปัญหสูตร) และหน้า ๕๔๔ (มธุปิณฑิกสูตร) ถ้าจะถอดความให้สั้นที่สุด ก็ใช้คำว่า “กิเลส” แต่ถ้าจะแปลให้เห็นมูลรากของศัพท์ ก็แปลตามที่ได้แปลไว้แล้วในที่นั้น ๆ
๓.๘ คำว่า “มีส่วนเปรียบ” ในหน้า ๔๖๖ หมายเลข ๓ และหน้า ๔๖๗ หมายเลข ๓ แปลมาจากคำว่า “สัปปฏิภาค” หมายความว่า จะเป็นธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ถ้ายัง “มีส่วนเปรียบ” ก็ยังถือว่ายังไม่ใช่ชั้นสูง เพราะคำว่า ดำ ขาว ดี ชั่ว สูง ต่ำ ในทางปรัชญาถือว่า มีส่วนเปรียบหรือ relative พระอรรถกถาจารย์จึงอธิบายว่า พระนิพพานอย่างเดียว ที่ไม่มี ส่วนเปรียบ คือพ้นจากการที่จะนำไปเข้าคู่กับอะไร
๓.๙ **ปาสงวนที่มีคนเฝ้า มีมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาล** โปรดดูในหน้า ๕๕๗ (จูฬโคสิงคสาลสูตร) และหน้า ๖๘๑ (อุปักกิเลสสูตร)
๓.๑๐ เมื่อกล่าวถึงผู้ทำความชั่วตายไป ก็มีผู้พูดถึงว่า เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก และถ้าพูดถึงคนดีตายไป ก็ใช้คำว่า เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ได้ทับศัพท์ไว้ทุกแห่ง เป็นอัน ขอถือโอกาสรวมอธิบายไว้แห่งเดียวในที่นี้คือ **อบาย** หมายถึงความเป็นอยู่ที่ปราศจากความเจริญ แบ่งออกเป็น ๔ คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต และอสุรกาย (ผีที่เที่ยวหลอกคน) **ทุคคติ** แปลว่า คติคือที่ไปที่ชั่ว **วินิบาต** หมายถึงพวกที่ตกต่ำได้แก่เปรตชั้นสูง คือได้รับความสุขสลับกับความทุกข์ ที่เรียกว่า เวมานิกเปรต (เปรตที่อยู่วิมาน) มีระยะกาลที่ให้ได้ความสุขกับความทุกข์ คือไปถูกทรมานสลับกันไป **นรก** มีกล่าวถึงรวมไว้ในอบายแล้ว เหตุไฉนจึงแยกมากล่าวอีกต่างหาก อาจจะเพื่อให้เด่นชัด หรือเป็นสำนวนพูดติดปากแบบคำว่า เสื่อสาด พูดจา กินแหนง แคลงใจ ในภาษาไทยก็ได้ คำว่า นรกนี้ แปลมาจากคำว่า นิรยะ ซึ่งอาจแปลว่า ไม่มีความเจริญได้เช่นเดียวกับคำว่า อบาย, อรรถกถาแก้ว่า ไม่มีความพอใจ ส่วนคำว่า **สุคติ** แปลว่า คติ คือที่ไปที่ดี คำว่า **โลกสวรรค์ **แปลจากคำว่า สคฺคํ โลกํ โลกที่เป็นสวรรค์นั้น เมื่อแปลคำว่า สวรรค์ ซึ่งตรงกับสัคคะในภาษาบาลีแปลว่า มีอารมณ์อันเลิศ ก็จะทำให้เข้าใจชัดเจน
๓.๑๑ อาหารชั้นดี ในสมัยนั้น มักจะกล่าวถึงเนื้อสัตว์และข้าวสุกแห่งข้าวสาลี และมี คำอธิบายให้เห็นความน่ากินอีกคำหนึ่ง คือวิจิตกาฬกํ แปลว่า มีผงสีดำอันเลือกทิ้งแล้ว คือ ข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ไม่มีเมล็ดพืชสีดำอื่น ๆ เช่น ลูกเซ่งเจือปน แต่ในการย่อความมิได้ใส่คำนี้ลงไปด้วย เพราะถือว่าเป็นรายละเอียดทางพยัญชนะ
๓.๑๒ ในเล่มนี้หน้า ๕๐๐ และ ๕๐๑ ซึ่งได้ทำเชิงอรรถ (ฟุตโน๊ต) บ้าง อธิบายไว้ ในวงเล็บบ้าง แสดงให้เห็นว่า **พระไตรปิฏกฉบับไทยและฉบับอักษรโรมันของยุโรป มีต้นฉบับตกหล่นหรือขาดหายไป** ซึ่งเป็นข้อความในอัคคัญญสูตรทั้งสิ้น ขอบันทึกเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
ก. ในหน้า ๔๙๙ (อกุศลธรรมเกิดขึ้น กษัตริย์เกิดขึ้น) ที่สงสัยว่าฉบับไทยจะตก คำว่า **มิใช่** นั้น เดิมทีเดียวได้สอบเฉพาะฉบับที่ฝรั่งแปล แต่บัดนี้ได้สอบ กับพระไตรปิฏกฉบับบาลีของยุโรปแล้ว ปรากฏว่าของไทยตกคำว่า มิใช่ ทุกแห่ง ประมาณ ๕ แห่ง คือในพระไตรปิฏกภาษาบาลีฉบับอักษรไทย เล่ม ๑๑๑ หน้า ๑๐๒ ๑๐๓ ๑๐๔ บรรทัด ๑๐ ๑๙ ๗ และ ๑๕ นับลงตามลำดับ ของไทยเป็น **อญฺเสํ** ของยุโรปเป็น **อนญฺเสํ** ฉบับยุโรป คือ ทีฆนิกาย เล่ม ๓ หน้า ๙๓ บรรทัด ๑๘ นับลง
ข. ในหน้า ๕๐๐ บรรทัด ๑๑ นับลง ได้วงเล็บอธิบายไว้ว่า ฉบับไทยตกหาย เรื่องศูทร ไปทั้งวรรคนั้น ผู้ประสงค์จะทราบโปรดดูพระไตรปิฏกภาษาบาลี ฉบับอักษรไทยเล่ม ๑๑ หน้า ๑๐๔๒ บรรทัด ๑๐ เทียบกับฉบับยุโรปทีฆนิกาย เล่ม ๓ (ฉบับยุโรปไม่เรียงเลขเล่มเหมือนไทย) หน้า ๙๕ บรรทัด ๘ จนถึง บรรทัด ๑๖ นับลง
ค. ในหน้า ๕๐๑ ซึ่งได้ทำเชิงอรรถไว้ว่า ฉบับที่ฝรั่งแปลไม่มีคำว่า สมณะ ถ้าเป็นเช่นนั้นพระไตรปิฏกฉบับยุโรปก็ตกที่สำคัญหลายวรรคนั้น ได้สอบดู แล้วพระไตรปิฏกฉบับยุโรปถูกต้อง แต่ฝรั่งผู้แปล (ริส เดวิดส์) แปลตกหล่น ไปเองถึง ๔ แห่ง ฉบับแปลของฝรั่งที่ผิด (เพราะตก) นั้น คือ Dialogues of the Buddha หน้า ๙๒ และ ๙๓
๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๒
๔.๑ บรรดาหัวข้อธรรมตามลำดับจำนวนตั้งแต่ ๑ ๒ ๓ เป็นต้นไป ซึ่งปรากฏใน พระสุตตันตปิฎกอังคุตตรนิกายในหน้า ๗๑๑ นั้น ถ้าได้ทบทวนทำความเข้าใจให้ดีแล้ว ก็มีประโยชน์มากในการช่วยให้รู้และเข้าใจในพระพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น การแบ่งแยกออกเป็นข้อ ๆ จำนวนเท่านั้นเท่านี้ ช่วยให้จำง่ายและเป็นหลักในการกำหนดจดจำได้ดี ในสังยุตตนิกาย หน้า ๗๐๑ ถึงขุททกนิกาย หน้า ๙๓๕ นี้ มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับคำสอนเป็นจำนวนหรือเป็น ตัวเลขมากเป็นพิเศษ
๔.๒ ผู้จัดทำขอเสนอให้อ่านในหน้า ๗๘๗ ข้อที่ “(๔) ผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก คือผู้ไม่คิดเบียดเบียนตน ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น คิดแต่ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์แก่โลกทั้งปวง” ข้อความที่อ้างมานี้ แสดงหลักการทางพระพุทธศาสนาโดยแจ้งชัดว่า ไม่มองข้ามประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ของโลกโดยส่วนรวมไป สักประโยชน์เดียว จึงนับว่าเป็นคำสอนที่ครอบคลุมหรือมุ่งอำนวยประโยชน์แก่บุคคลหรือ สัตว์โลกทุกผู้โดยแท้
๒๗ กันยายน ๒๕๑๕
๕.๑ ตั้งแต่หน้า ๙๖๙ ไป เป็นการย่อความแห่งพระอภิธัมมปิฎก ซึ่งผู้ศึกษา พระอธิธรรม จะได้ประโยชน์ในการเปรียบเทียบว่า หนังสืออภิธัมมัตถสังคหะ ซึ่งแต่งขึ้นภายหลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๑,๔๐๐ ถึง ๑,๘๐๐ ปีนั้น มีความแตกต่างจากบาลีพระอภิธัมมปิฎกอย่างไรบ้าง เช่น การใช้ศัพท์ไม่ตรงกัน ในหน้า ๙๙๕ (หมายเหตุ) ปัญหาเรื่องจำนวนของจิต และเจตสิกในหนังสืออภิธัมมัตถสังคหะ มีส่วนแตกต่างจากบาลีพระอภิธัมมปิฎกบ้างหรือไม่ หน้า ๙๘๓ - ๙๙๖ ผู้จัดทำได้นำมาเทียบเคียงให้ทราบไว้ด้วยแล้ว
คำอธิบายพระอภิธัมมปิฏก ของภิกษุชาวเยอรมัน โดยเฉพาะคัมภีร์กถาวัตถุ ครบถ้วนตามบาลีพระอภิธัมมปิฏกหรือไม่ หน้า ๑๐๙๖ (เชิงอรรถ)
๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๕
๕.๒ แม้ว่าหนังสือชุดนี้ จะย่อข้อความจากหนังสือถึง ๔๕ เล่มลงเหลือเพียง ๑ เล่ม แต่ก็ได้เก็บสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้ประสงค์จะศึกษาพระพุทธศาสนา มากล่าวไว้อย่างเพียงพอ อันจะเป็นทางให้บางท่านผู้ต้องการค้นคว้าโดยละเอียด เลือกหัวข้อสำหรับค้นคว้าได้ในโอกาสต่อไป
มีปัญหาอยู่บ้าง ในเรื่องความเข้าใจยากของข้อความบางตอน แต่ก็ได้เคยกล่าวไว้แล้วในหน้า ๑๑๔๘ หมายเลข ๒.๒ ว่า อย่าว่าแต่คัมภีร์ทางศาสนาซึ่งมีความสุขุมลุ่มลึกเลย แม้วิชาทางโลกธรรมดา ถ้าใครไม่ได้สนใจมาก่อน ก็สับสนยุ่งยากเหมือนกัน แต่อาศัยที่มีความสนใจ ก็สามารถหาประโยชน์ได้จากวิชานั้น ๆ พระไตรปิฏกก็มิใช่ว่าจะมีข้อความเข้าใจยากไปหมด ทุกเล่ม บางเล่มข้อความก็ชัดเจนน่าอ่านน่าสนใจ บางเล่มก็อาจจะมีเข้าใจยากไปบ้าง เพราะเป็นหลักวิชาชั้นสูง แต่เมื่อรวมความแล้ว ก็พอจะทำความเข้าใจกันได้ ผู้เขียนได้พยายามที่จะวงเล็บความหมายประจำศัพท์ที่ยากไว้เสมอ นอกจากนั้นถ้าประสงค์จะค้นคำแปลหรือความหมาย ของศัพท์ใด ก็พอจะอาศัยสารบาญค้นคำในท้ายเล่มนี้ บอกที่มาว่า คำไหนมีอธิบายไว้แล้วใน หน้าไหน
๔ เมษายน ๒๕๐๓
บันทึกในหัวข้อนี้ ว่าด้วยข้อความที่ควรทราบในวินัยปิฎกรวม ๑ เรื่อง พระสูตร ๒ เรื่อง เป็นบันทึกในการพิมพ์รวมเล่ม พ.ศ. ๒๕๒๒ คือ
๖.๑ **เรื่องการสร้างกุฎีหรือวิหาร** ในหน้า ๒๒๙ และ ๒๓๐ ได้ย่อความแห่งพระวินัยปิฎก ตอนที่ว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๖ ห้ามสร้างกุฎีด้วยการขอ และสิกขาบทที่ ๗ ห้ามสร้างวิหารใหญ่โดยสงฆ์มิได้กำหนดที่ ความจริงทั้งสองเรื่องนี้ได้ทำเชิงอรรถอธิบายไว้บ้างแล้วในหน้าที่อ้างอิง แต่ยังติดใจที่จะกล่าวถึงรายละเอียดบางเรื่อง จึงขอบันทึกไว้ในที่นี้เพิ่มเติม คือ
สิกขาบทที่ ๖ ห้ามสร้างกุฎีที่ไม่มีเจ้าของ คือไม่มีผู้เป็นเจ้าภาพสร้าง เป็นที่อยู่เฉพาะคน ด้วยการขอสิ่งต่าง ๆ ในการก่อสร้างจากคนอื่น ยาวเกิน ๑๒ คืบ กว้างเกิน ๗ คืบ ก่อนสร้าง ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าสร้างใหญ่เกินประมาณหรือไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ ต้องอาบัติ
ส่วนสิกขาบทที่ ๗ ห้ามสร้างวิหารใหญ่ แม้จะมีเจ้าภาพก่อสร้างให้ แต่สงฆ์ก็จะต้องกำหนดที่ให้
ทั้งสองสิกขาบทนี้ทำให้นึกถึงสำนักผังเมืองของประเทศไทยว่าเพิ่งจะตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง แต่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้สงฆ์ทำหน้าที่สำนักผังเมืองมาก่อน ๒๕๐๐ ปีแล้ว เพื่อมิให้ภิกษุเที่ยวก่อสร้างที่อยู่ขนาดเล็ก หรือใหญ่ตามชอบใจ จนไม่มีระเบียบ ข้อความในสองสิกขาบทนี้อยู่ในวินัยปิฎก วิ.มหาวิ. ๑/๔๙๔ - ๕๓๗/๒๗๐ - ๒๙๙
สงฆ์ซึ่งกำหนดสถานที่ให้ก่อสร้างได้นั้น ไม่ใช่ทำได้ตามชอบใจ ต้องกำหนดเขต ซึ่งไม่มีใครยึดครอง และมีชานหรือบริเวณเพื่อไม่ให้แออัด และคำว่า ไม่มีใครยึดครองนั้น รวมทั้งไม่ให้ก่อสร้างในที่อยู่อาศัยของสัตว์ เช่น มดปลวกด้วย รวมความว่าจะต้องไม่ก่อความเดือดร้อนแม้แก่สัตว์ดิรัจฉาน นอกจากนั้นยังต้องสวดประกาศเป็นทางการของสงฆ์ด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่า เที่ยวชี้เอาตามชอบใจ อีกประการหนึ่งห้ามชี้ที่ซึ่งอยู่ใกล้โรงสุรา ทางเดิน เรือนจำ หอประชุม เป็นต้น อนึ่ง ขอเสนอให้อ่านข้อความเรื่องการควบคุมการก่อสร้างในเล่มนี้หน้า ๓๗๙ ด้วย
๖.๒ **เรื่องการปกครองประเทศให้ได้ผลดี ต้องจับปัญหาทางเศรษฐกิจด้วย** ข้อความในกูฏทันตสูตรในเล่มนี้หน้า ๔๒๕ วรรครองสุดท้าย สอนเรื่องการปกครองประเทศให้ได้ผลดี สามารถลดจำนวนโจรผู้ร้ายลง เป็นคำสอนที่นักรัฐศาสตร์สมัยปัจจุบันน่าสนใจก็คือ ทรงสอนให้จับปัญหาเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญ คือ (๑) แจกพืชแก่กสิกรในชนบทที่อุตสาหะประกอบอาชีพ (๒) ให้ทุนแก่พ่อค้าที่อุตสาหะในการค้า (๓) ให้อาหารและค่าจ้างแก่ข้าราชการ (ให้เพียงพอ)
การแจกพืชแก่ชาวนาหรือกสิกรนั้น ย่อมรวมถึงการช่วยสงเคราะห์เกษตรกรด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย
การให้ทุนแก่พ่อค้าที่อุตสาหะในการค้า หมายถึงการส่งเสริมการลงทุน ที่ประเทศไทยเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ในสมัยก่อนพ่อค้ากับนักอุตสาหกรรมเป็นประเภทเดียวกัน ถ้าจะให้การค้าเจริญ การอุตสาหกรรมรุ่งเรือง ก็ต้องให้ยืมทุนหรือสงเคราะห์ในเรื่องทุนจึงจะขยาย งานได้
ส่วนการให้อาหารและค่าจ้างแก่ข้าราชการนั้น ในสมัยก่อน มิได้ให้เงินเดือนหรือค่าจ้างเพียงอย่างเดียว แต่แจกอาหาร เช่น ข้าวเปลือกหรือข้าวสารด้วย
ในสมัยนั้น บุคคล ๓ ประเภทนี้ นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคม ถ้าจัด การเศรษฐกิจให้ได้ดีในบุคคล ๓ ประเภทนี้ ก็จะได้ผลทางการปกครองประเทศ ลดจำนวน โจรผู้ร้ายไปได้ในตัว
๖.๓ **เรื่องพระสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ ท่าน (พระอสีติมหาสาวก)** เรื่องนี้ รู้สึกว่าจะมีความเข้าใจผิด หรือเข้าใจไขว้เขวกันมานานเป็นร้อย ๆ หรือพันปี คือถ้าอ่านข้อความในอรรถกถา คือ คำอธิบายพระไตรปิฏกภาษาบาลีแล้ว จะรู้สึกว่า คำว่า พระอสีติมหาสาวกนั้น หมายถึงพระภิกษุที่เป็นพระอรหันตสาวกชั้นผู้ใหญ่รวม ๘๐ รูป ถึงกับพยายามประมวลจำนวนให้ครบ ๘๐ กันให้ได้ และผลก็ปรากฏว่า จัดได้ไม่ตรงกัน แต่ถ้าอ่านพระสุตตันตปิฏกเล่ม ๒๐ ตอนเอตทัคคปาลิ คือบาลีว่าด้วยพระสาวกผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เลิศในทางต่างกัน ซึ่งถอดความไว้ในหน้า ๗๑๖ - ๗๒๐ (เอตทัคคปลิ) ของเล่มนี้ และลองนับจำนวนดู จะพบว่า จำนวนพระสาวกผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้เลิศในทางต่าง ๆ นั้นมีครบ ๘๐ ตำแหน่ง คือฝ่ายภิกษุ ๔๗ ฝ่ายภิกษุณี ๑๓ ฝ่ายอุบาสก ๑๐ ฝ่ายอุบาสิกา ๑๐ รวมกันครบ ๘๐ ตำแหน่งพอดี ใน ๘๐ ตำแหน่งนั้น บางท่าน เช่น พระอานนท์ ได้แต่งตั้งเป็นเลิศถึง ๕ ตำแหน่ง พระจุลลปันถกะ ๒ ตำแหน่ง พระสุภูติ ๒ ตำแหน่ง ส่วน ในฝ่ายอุบาสก พ่อค้าชื่อตปุสสะและภัลลิกะ รวม ๒ ท่าน ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เลิศในทางถึงสรณะ (พระพุทธ พระธรรม) รายแรก ฉะนั้น จึงโปรดทราบว่า พระอสีติมหาสาวก หรือพระสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ ท่านนั้น มิใช่เป็นพระภิกษุแต่ฝ่ายเดียว เป็นภิกษุณีก็มี อุบาสกก็มี อุบาสิกาก็มี และมิได้เป็นพระอรหันต์ล้วน ๆ ต่ำกว่าพระอรหันต์ก็มี คือในฝ่ายอุบาสกอุบาสิกาเป็นพระอริยบุคคลชั้น พระโสดาบันก็มี และในตำแหน่งทั้งแปดสิบนั้น มีตัวบุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งจริงเพียง ๗๕ ท่าน คือบุคคลเดียว ๕ ตำแหน่ง ๑ ท่าน ๒ ตำแหน่ง ๒ ท่าน และตำแหน่งเดียว ๒ ท่าน ๑ ตำแหน่ง ฉะนั้น ในฝ่ายภิกษุจึงมีบุคคลเพียง ๔๑ ท่าน ในฝ่ายอุบาสกมีบุคคล ๑๑ ท่าน๑
ปัญหามีต่อไปอีกว่า ตปุสสะ และภัลลิกะ สองพ่อค้าที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเลิศในทางถึงสรณะรายแรก ไม่มีหลักฐานหรือประวัติที่ไหนเลยว่าเป็นพระอริยบุคคล ผู้เขียนได้ติดตาม เรื่องนี้ และได้พบพระพุทธภาษิตในพระสุตตันตกปิฏก องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๓๙๕ - ๓๙๖/๔๒๖ ซึ่งได้ย่อความไว้ในเล่มนี้ หน้า ๘๓๔ กล่าวถึงตปุสสะและภัลลิกะ รวมทั้งคฤหบดีอื่น ๆ ว่าประกอบด้วยคุณธรรมของพระอริยบุคคล ๖ อย่าง คือมีความเลื่อมใสอันไม่ไหวหวั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีล มีญาณ มีวิมุติ อันเป็นอริยะ (พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระเสขะ ซึ่งต่ำกว่าพระอรหันต์)
เรื่องนี้เป็นการปฏิวัติ ความเชื่อ ความเข้าใจผิด ในวงการศึกษาของประเทศไทย เกี่ยวกับพระอสีติมหาสาวกว่ามีครบบริษัท ๔ มิใช่เพียงภิกษุบริษัทอย่างเดียว ตามที่เคย เข้าใจกันมา ทั้งนี้จากหลักฐานในพระสุตตันตปิฎกเอง
สุชีพ ปุญญานุภาพ
๒๕ ตุลาคม ๒๕๒๒
๑ หมายถึง พระไตรปิฎกสยามรัฐ ฉบับพิมพ์ในรัชกาลที่ ๗ แต่ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้มีการพิมพ์คำที่ตก เพิ่มเข้าไปแล้ว - ม.พ.ป.
๒ หมายถึง พระไตรปิฎกสยามรัฐ ฉบับพิมพ์ในรัชกาลที่ ๗ - ม.พ.ป.
๑ สรุปจำนวนพระอสีติมหาสาวก และจำนวนตำแหน่ง
พระภิกษุ ๔๑ ท่าน นับได้ ๔๗ ตำแหน่ง
พระภิกษุณี ๑๓ ท่าน นับได้ ๑๓ ตำแหน่ง
อุบาสก ๑๑ ท่าน นับได้ ๑๐ ตำแหน่ง
อุบาสิกา ๑๐ ท่าน นับได้ ๑๐ ตำแหน่ง
รวม ๗๕ ท่าน นับได้ ๘๐ ตำแหน่ง
หมายเหตุ พระอานนท์ ๕ ตำแหน่ง พระจุลลปันถกะ ๒ ตำแหน่ง พระสุภูติ ๒ ตำแหน่ง ตปุสสะ และ ภัลลิกะ อุบาสกที่เป็นพ่อค้า ๒ ท่านรวมกัน ๑ ตำแหน่ง - ม.พ.ป.