Skip to content

คำอธิบายอภิธรรมปิฎก

เมื่อมาถึงอภิธัมมปิฎก ท่านผู้อ่านโปรดเข้าใจไว้ด้วยว่า ข้อความที่จะย่อต่อไปนี้ เป็นการกล่าวถึงหลักธรรมล้วน ๆ ไม่มีพาดพิงถึงบุคคล เหตุการณ์ และเรื่องราวต่าง ๆ จะขอ อุปมาพอเข้าใจเป็นการเปรียบเทียบ คือบุคคลคณะหนึ่งเดินทางไปโดยรถยนต์

วินัยปิฎกเปรียบเหมือนการกล่าวถึงจรรยา มารยาทของบุคคลเหล่านั้น

สุตตันตปิฎกเปรียบเหมือนการกล่าวถึงเหตุการณ์ และบุคคล ตลอดจนข้อเตือนใจ ที่ได้พบปะระหว่างทาง

ส่วน อภิธัมมปิฎก เลิกพูดถึงเรื่องบุคคล แต่พูดถึงเครื่องยนต์กลไกในรถยนต์ หรือ ส่วนประกอบต่าง ๆ ในร่างกายจิตใจคน เป็นวิชาล้วน ๆ ซึ่งไม่มีนิทานหรือเรื่องสนุกอื่น ๆ ประกอบ

โดยทั่วไปจึงรู้สึกกันว่า อภิธัมมปิฎกเข้าใจยาก แต่ถ้าสนใจศึกษาพิจารณาหรือทำ ความเข้าใจตาม โดยไม่กลัวความยากจนเกินไป ก็จะเกิดความเพลิดเพลินในธรรม ในหลักวิชา ตามที่ได้สังเกตมา ผู้ศึกษาอภิธรรมมักจะติดใจเพลิดเพลินในความยาก แต่มีเหตุผลเกี่ยวโยงกันหลายแง่หลายมุม เพราะฉะนั้น ในการย่อความต่อไปนี้ จะพยายามทำให้เข้าใจง่ายเท่าที่สามารถจะทำได้ ข้อความใดไม่ชัด จะทำคำอธิบายไว้ในวงเล็บ ในเชิงอรรถ เพื่อให้เข้าใจชัดขึ้น

ความจริง คำว่า อภิธรรม ซึ่งหมายถึงธรรมอันยิ่งนั้น มิใช่มีแต่ในอภิธัมมปิฎกเท่านั้น แม้ในสุตตันตปิฎกก็มีอยู่ทั่วไป คือตอนใดพูดถึงหลักธรรมล้วน ๆ ไม่กล่าวถึงบุคคลและ เหตุการณ์ ตอนนั้นย่อมเป็นอภิธรรม ขอยกตัวอย่างข้อความในกินติสูตร อันเป็นสูตรที่ ๓ ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ และได้ย่อไว้แล้วในหน้า ๖๖๓ หมายเลข ๓ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้ามีภิกษุ ๒ รูป พูดไม่ลงกัน ใน อภิธรรม ภิกษุ (ผู้หวังจะระงับข้อโต้เถียง) พึงเข้าไปหาภิกษุ ที่ว่าง่ายกว่า พูดให้รู้ถึงความต่างกันโดยอรรถะพยัญชนะ เตือนอย่าให้วิวาทกัน อันไหนถือมาผิดหรือเรียนมาผิด ก็พึงกำหนดไว้ แล้วกล่าวแต่ที่ถูกธรรมถูกวินัย คำว่าอภิธรรมในพระสูตร ที่กล่าวนี้ อรรถกถาแก้ว่า ได้แก่โพธิปักขิยธรรม (ธรรมอันเป็นฝ่ายแห่งการตรัสรู้) ๓๗ ประการ มีสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔ อย่าง เป็นต้น มีอริยมรรค (ทางหรือข้อปฏิบัติอันประเสริฐ) ๘ อย่างเป็นที่สุด เมื่อโพธิปักขิยธรรม มีความหมายเป็นอภิธรรมได้ เราก็เห็นได้ชัดว่า เพราะมีเนื้อหา เป็นธรรมะล้วน ๆ นั้นเอง

ผู้ที่ทราบหลักการข้อนี้ จึงมองเห็นอภิธรรมได้ในเรื่องราวทุกอย่าง เป็นแต่ให้รู้จัก ถอดธรรมะเป็นเท่านั้น ขอยกตัวอย่าง หลักธรรมในพระสูตร ที่มีลักษณะเป็นอภิธรรม คือ เป็นหลักธรรมล้วน ๆ ไม่เกี่ยวด้วยสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อีกสักข้อหนึ่ง เพื่อให้เห็น ความเกี่ยวโยงอย่างน่าสนใจในธรรมะ คือเรื่องเวทนา

๑.เวทนา หรือความรู้สึกอารมณ์ เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุขนั้น มีชื่อ เรียกว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา โดยลำดับ เรื่องนี้เป็นการแบ่ง ตามข้อเท็จจริงธรรมดา

๒.เวทนา หรือความรู้สึกอารมณ์ เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุขนี้ จัดว่า เป็นทุกข์ คือทนอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไป เพราะฉะนั้น สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ตาม นับว่าเป็นทุกข์ คือทนอยู่ไม่ได้ทั้งสิ้น ข้อนี้ ก็เป็นการกล่าวตามข้อเท็จจริง แต่ว่ามองในอีกแง่หนึ่ง คือแง่ที่ว่า ทนอยู่ไม่ได้ จึงชื่อว่าเป็นทุกข์

๓.ในกรณีที่เวทนามีเพียง ๒ ข้อ คือพระผู้มีพระภาคตรัสว่า กล่าวโดยนัยหนึ่ง เวทนา คือความรู้สึกอารมณ์นั้น มี ๒ อย่างเท่านั้น คือ สุข กับ ทุกข์ ก็เกิดปัญหา ขึ้นว่า ความรู้สึกเฉย ๆ คือ ไม่ทุกข์ไม่สุข จะเอาไปไว้ที่ไหน ตอบว่า ความรู้สึก เฉย ๆ จัดเข้าใน สุข คือเมื่อ ไม่ทุกข์ ก็จัดเข้าใน สุข ได้ นี่ก็เป็นการกล่าว ตามข้อเท็จจริงอีกแง่หนึ่ง

๔.เกิดปัญหาขึ้นอีกว่า ทุกข์ เป็นทุกข์ นั้น ลงตัวอยู่แล้ว แต่ สุข กับไม่ทุกข์ไม่สุข ทำไมจึงกลายเป็นทุกข์ ไปได้ ก็จะต้องตอบย้อนไปหาเหตุผลข้อที่ ๒ อีก คือจะ ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า ทุกข์ ที่ชี้ไปถึงความทนอยู่ไม่ได้ เพราะสุข ก็ไม่ คงที่ ไม่ทุกข์ไม่สุข ก็ไม่คงที่ มีความแปรปรวนไปทนอยู่ไม่ได้ จึงจัดว่าเป็นทุกข์

หลักวิชาดั่งกล่าวข้างบนนี้ เป็นการวิเคราะห์ตามแนวพระสูตรล้วน ๆ แต่ก็มีลีลาเป็น อภิธรรมอยู่ในตัว เพราะฉะนั้น ธรรมะอันยิ่ง ธรรมะล้วน ๆ หรืออภิธรรมนั้นย่อมมีอยู่ แม้ในพระสูตร (ถ้าเข้าใจความหมายหรือถอดความได้)