Appearance
หลักธรรมสำคัญ
หลักความจริงและกฎธรรมชาติ
ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค — เป็นแกนกลางเพื่อรู้ตามจริงและดับทุกข์
กฎธรรมดาของสรรพสิ่ง อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (ทนอยู่ไม่ได้) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดมั่น) — อันได้แก่ลักษณะ ๓ ในกองรูปนาม หรือในสังขารทั้งปวง ตามแนวเทศนา
กฎแห่งเหตุปัจจัยอันเกี่ยวพันเป็นลูกโซ่ แสดงความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ (สมุทัย) และความดับไปแห่งกองทุกข์ (นิโรธ) ตามอริยวินัย
องค์ประกอบของสภาวะที่รู้แจงได้ในกระบวนมนุษย์และสัตว์ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ — ล้วนอันพึงรู้ตามลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
แนวทางปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์
ทางสายกลาง อันละเว้นส่วนโลดโผนทั้ง กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค — ปฏิบัติอันนำสู่ความรู้ดับทุกข์
มรรคอันประเสริฐ มี สัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ลำดับถึง สัมมาสมาธิ เป็นท้าย — หลักปฏิบัติอันประกอบเพื่อดับกิเลสและเพื่อรู้อริยสัจ
มุ่งฝึกฝนในศีล สมาธิและปัญญาอย่างเต็มอัตรา — อธิบายอีกนัยหนึ่งเป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อันสูงกว่าหรือกว่าศีล·จิต·ปัญญาโดยทั่วไป
หลักธรรมฝ่ายแห่งการตรัสรู้ รวม สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ (และฌาน) — อันประกอบคุ้มครูปฏิบัติเพื่อสิ้นกิเลส
อันตั้งสติพิจารณาในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม เป็นทางฝึกเพื่อก้าวล่วงความเศร้าหมองและรู้เท่าหยั่งรู้ (ตามอรรถแห่งสูตรและวิภังค์)
กิเลสเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุฌาณและความดี ได้แก่ กามฉันท์ พยาบาณ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา — พึงรู้เพื่อชำระก่อนเจริญฌานหรือวิมุติ
กิเลสอันร้อยรัด ผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏ์ ต้องละตามลำดับมรรคผลเพื่อถึงพระนิพพาน — ในภาษาบาลีและความย่อฉบับนี้มักสะกด สัญโญชน์
การพัฒนาตนเอง
ฐานแห่งความสำเร็จ ๔ ประการ ฉันทะ (ความพอใจรักใคร่) วิริยะ จิตตะ วิมังสา — อันปรารถนาให้บรรลุเจตสิกธรรมอันวิเศษหรือคุณสมาธิ
ความเพียรชอบ ๔ คือเพียรกันมิให้บาปอันไม่เคยมีบังเกิด เพียรละบาปที่บังเกิดแล้ว เพียรให้กุศลอันไม่เคยมีบังเกิด เพียรอุปถั่มรักษากุศลที่บังเกิดแล้ว
ธรรมอันทรงฤทธิ์หรือเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา — คู่สมฐกับ สังขารอันมีพละและกำลังในทางปฏิบัติ
ความไม่ประมาทในกุศล เป็นยอดกุศลและเป็นทางแห่งไม่มรณะโดยอุปมาในพระอภิธรรมเทศนา — ในสูตรเน้นอุปมัฏฐานแห่งการใส่ใจในกัลยาณธรรม
ธรรมที่บุคคลพึงทำเพื่อเป็นที่พึ่งแก่ตน ได้แก่ มีศีล สดับมาก คบกัลยาณมิต ว่าง่าย ฯลฯ จนครบสิบข้อตามอรรถแห่งสูตร
การดำเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม
ทางแห่งกุศลทางกาย วาจา ใจ ๑๐ ข้อ เป็นหลักคุณธรรมพื้นฐานเชื่อมสุคติ — ฝ่ายตรงกันข้ามคือ อกุศลกรรมบถ ๑๐
อันเป็นเครื่องอยู่อันสูง ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา — อันแผ่กว้างออกโดยไม่อาฆาต เรียกอีกอย่างว่า อัปปมัญญา (ไม่จำกัด)
เครื่องเยียวยาและประคับหมู่คณะ ได้แก่ การให้ การเจรจาไพเราะ การบำเพ็ญประโยชน์ การวางตนสมถะตามฐานะ (สมานัตตตา) — ฝ่ายคฤหัสถ์อุปมาในสังฆฏฐกะ ฯลฯ
หลักให้บุคคลในอุเทสน์ระลึกระคนถึงกันด้วยความนับถือ เกื้อกูลและน้ำหนึ่งใจ — อันเป็นปัจจัยแก่สังฆสามัคคีตามอรรถแห่งสูตร
ธรรมอันมิใช่ที่ตั้งแห่งความเสื่อม ช่วยให้หมู่คณะหรือคณะสงฆ์รุ่งคลอง — อันทรงแสดงแก่วัจฉีและภิกษุในหัวข้อ ๕ ปัญจก ฯลฯ
หน้าที่อันวิญญูพึงรักษาต่อบริวารหกพวก มารดาบิดา ครู คู่ครอง มิตร ทาส สมณพราหมณ์ — ตามแบบ สิงคาลกสูตร
ลำเอียง ๔ อันอันตรายแก่กิจ คือ ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง กลัว — ผู้พิพากษาและกษัตริย์พึงรู้เพื่อรักษาธรรมนิยง
อันพึงรู้เพื่อเลือกคบบุรุษ ลักษณะอันยากจะอาศัย (มิตรเทียม) กับลักษณะอุปการะ (มิตรแท้) ตามสิงคาลกสูตร