ค้นหา K
Appearance
Appearance
พระไตรปิฎกเล่มนี้ แบ่งหัวข้อใหญ่ออกเป็น ๒ ส่วน คือธาตุกถา และ ปุคคลปัญญัตติ ดังจะกล่าวต่อไป
ธาตุกถา ถ้อยคำว่าด้วยธาตุ เนื้อหาสำคัญของเรื่องนี้คือคำที่เป็นบทในภิวังค์ ๑๓ หัวข้อ ตั้งแต่ขันธ์จนถึงอัปปมัญญาตามลำดับ กับหัวข้อธรรมในธัมมสังคณี จะนำมาสงเคราะห์ เข้ากันได้หรือไม่ได้กับธรรม ๓ ประการ คือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ
ด้วยเหตุนี้พระนยานติโลกะ พระเถระชาวเยอรมัน ผู้เรียบเรียงเรื่องนำทาง อภิธัมมปิฎก (GUIDE THROUGH THE ABHIDHAMMA - PITAKA) จึงสันนิษฐานว่าชื่อเดิมของเรื่องนี้น่าจะเป็น ขันธ - อายตนะ - ธาตุกถา เพราะนำเอาธรรมต่าง ๆ มาสงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์กับธรรม ๓ อย่างนี้เท่านั้น แต่เรียกย่อยเป็นธาตุกถา แต่ข้าพเจ้าผู้จัดทำหนังสือนี้มีความเห็นไปอีกอย่างหนึ่ง คือที่เรียกว่า ธาตุกถา นั้น พิจารณาดูเนื้อหาแล้ว ถ้าจะเทียบกับความรู้สมัยเก่า ก็คือการเล่นแร่แปรธาตุ ฉลาดรู้ว่านำสิ่งนี้ไปผสมกับสิ่งนั้นจะเป็นอะไร อะไรผสมกับอะไรไม่ได้ ถ้าจะเทียบกับความรู้สมัยใหม่ ก็คือความรู้ทั้งทางฟิสิคส์และเคมี คือรู้คุณสมบัติของสาร ว่าอะไรเป็นอะไร เข้ากันไม่ได้ ในทางฟิสิคส์ และเคมีอย่างไร เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ยุ่งยากสำหรับผู้ไม่สนใจ แต่วิชาก็ต้องเป็นวิชา เพราะฉะนั้น จึงมีผู้เรียนรู้และหาประโยชน์ได้ เมื่อวิธีการ เป็นเช่นนี้ จึงตั้งชื่อรวมว่า ธาตุกถา ถ้อยคำว่าด้วยธาตุ (รู้จักแยกธาตุ ผสมธาตุ)
ปุคคลปัญญัตติ บัญญัติบุคคลเป็นการกล่าวถึงการบัญญัติ (ทำให้รู้ทั่ว ๆ กัน) ว่า บุคคลประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างไร มีชื่อเรียกว่าอย่างไร
ในการย่อความขยายความต่อไปนี้ จะนำมากล่าวพอให้เห็นเค้าโครงหน้าตาของ แต่ละเรื่อง ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยจะผ่านไป
ธาตุกถา แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือเป็นมาติกาหรือบทตั้ง ส่วนหนึ่ง เป็นนิทเทสหรือ คำอธิบายบทตั้ง อีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากบทตั้งพูดไว้รวม ๆ ในบทอธิบายจึงพยายามจัดหัวข้อของบทตั้ง เพื่อสะดวกในการอธิบายไว้ ๑๔ บทดังต่อไปนี้
๑.บทว่าด้วยการสงเคราะห์เข้ากันได้ กับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ (สังคหาสังคหบท)
๒.บทว่าด้วยธรรมที่เข้ากับอย่างหนึ่งได้แล้ว แต่เข้ากับอย่างอื่นไม่ได้ (สังคหิเตน อสังคหิตบท)
๓.บทว่าด้วยธรรมที่เข้ากับอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่เข้ากับอย่างอื่นได้ (อสังคหิเตน สังคหิตบท)
๔.บทว่าด้วยธรรมที่เข้ากับอย่างหนึ่งได้แล้ว ยังเข้ากับอย่างอื่นได้ด้วย (สังคหิเตน สังคหิตบท)
๕.บทว่าด้วยธรรมที่เข้ากับอย่างหนึ่งไม่ได้ ทั้งยังเข้ากับอย่างอื่นไม่ได้ด้วย (อสังคหิเตน อสังคหิตบท)
๖.บทว่าด้วยการประกอบกันได้ กับประกอบกันไม่ได้ (สัมปโยควิปปโยคบท)๑
๗.บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับอย่างหนึ่งได้แล้ว แต่ประกอบกับอย่างอื่นไม่ได้ (สัมปยุตเตน อสัมปยุตตบท)
๘.บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ประกอบกับอย่างอื่นได้ (อสัมปยุตเตน สัมปยุตตบท)
๙.บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับอย่างหนึ่งได้แล้ว ยังประกอบกับอย่างอื่นได้ด้วย (สัมปยุตเตน อสัมปยุตตบท)
๑๐.บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับอย่างหนึ่งไม่ได้ ทั้งยังประกอบกับอย่างอื่นไม่ได้ ด้วย (อสัมปยุตเตน อสัมปยุตตบท)
๑๑.บทว่าด้วยธรรมที่เข้ากันได้กับอย่างหนึ่งแล้ว ประกอบกันได้หรือประกอบกัน ไม่ได้ กับอะไร (สังคหิเตน สัมปยุตตวิปปยุตตบท)
๑๒.บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกันได้กับอย่างหนึ่งแล้ว เข้ากันได้หรือเข้ากันไม่ได้ กับอะไร (สัมปยุตเตน สังคหิตาสังคหิตบท)
๑๓.บทว่าด้วยธรรมที่เข้ากันไม่ได้กับอย่างหนึ่งแล้ว ประกอบกันได้หรือประกอบ กันไม่ได้ กับอะไร (อสังคหิเตน สัมปยุตตวิปปยุตตบท)
๑๔.บทว่าด้วยธรรมที่ประกอบกันไม่ได้กับอย่างหนึ่งแล้ว เข้ากันได้หรือเข้ากัน ไม่ได้ กับอะไร (อสัมปยุตเตน สังคหิตาสังคหิตบท)
จากบทตั้ง ๑๔ ข้อเหล่านี้ ถ้าท่านผู้อ่านพยายามเข้าใจความหมายของคำว่า เข้ากันได้ (คือเป็นประเภทเดียวกัน) ประกอบกันได้ (คือเกิดดับพร้อมกัน) ให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่า เป็นการวิเคราะห์อย่างละเอียดลออเพียงไร ต่อไปนี้จะแสดงตัวอย่างประกอบเพียง ๖ ข้อเป็นลำดับไป
กองรูป (รูปขันธ์) เข้ากันได้ กับขันธ์หนึ่ง (คือรูปขันธ์)
เข้ากันได้ กับอายตนะ ๑๑ (เว้นอายตนะคือใจ)๑
เข้ากันได้ กับธาตุ ๑๑ (เว้นมโนธาตุ กับวิญญาณธาตุทั้งหก)
เข้ากันไม่ได้ กับขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นนาม)
เข้ากันไม่ได้ กับอายตนะ ๑ (อายตนะคือใจ)
เข้ากันไม่ได้ กับธาตุ ๗ (มโนธาตุกับวิญญาณธาตุทั้งหก)
ธรรมที่เข้ากันได้กับอายตนะ คือ
ตา รูป หู เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส
กาย โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย)
ธรรมที่เข้ากันได้กับธาตุ คือ
ตา รูป หู เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส กาย โผฏฐัพพะ
โดยการสงเคราะห์เข้ากันได้โดยขันธ์ สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้โดยอายตนะและโดยธาตุ ธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้กับขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เข้ากันไม่ได้ กับอายตนะ ๒ (อายตนะคือใจ อายตนะคือธรรม) เข้ากันไม่ได้กับธาตุ ๘ (วิญญาณธาตุ ๖ มโนธาตุ ธัมมธาตุ)๑
ธรรมที่เข้ากันไม่ได้กับ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
ธรรมที่เข้ากันไม่ได้กับ สมุทยสัจจ์ มัคคสัจจ์ โดยขันธสงเคราะห์ (โดยการจัดประเภทเข้ากันทางขันธ์) แต่เข้ากันได้ โดยอายตนสงเคราะห์ และโดยธาตุสงเคราะห์ (โดยการจัดประเภทเข้ากันทางอายตนะและทางธาตุ)
ธรรมเหล่านั้นเว้นอสังขตะ (พระนิพพาน) ซึ่งเข้ากันไม่ได้โดยขันธ์ ย่อมเข้ากันไม่ได้ กับขันธ์ ๓๒ เข้ากันได้กับอายตนะ ๑ (ธัมมายตนะ) เข้ากันได้กับธาตุ ๑ (ธัมมธาตุ)
ก. ธรรมเหล่าใด เข้ากันได้กับสมุทยสัจจ์ เข้ากันได้กับมัคคสัจจ์ โดยขันธสงเคราะห์ โดยอายตนสงเคราะห์ โดยธาตุสงเคราะห์ (โดยการจัดประเภทเข้ากันทางขันธ์ อายตนะ ธาตุ)
ข. ธรรมเหล่าใด เข้ากันได้กับธรรมเหล่านั้น (ที่กล่าวในข้อ ก.) โดยการจัดประเภท เข้ากับทาง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ
ค. ธรรมเหล่านั้น (ทั้งข้อ ก. และข้อ ข.) เข้ากันได้กับขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑
(หมายเหตุ อรรถกถาอธิบายว่า เป็นการยกเอาส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่เข้ากันได้ทั้งใน ฐานะเป็นขันธ์ เป็นอายตนะ เป็นธาตุ เพราะฉะนั้น จึงพึงเข้าใจว่าในข้อ ก. ธรรมที่เข้ากันได้ กับสมุทยสัจจ์ กับธรรมที่เข้ากันได้กับมัคคสัจจ์ เป็นต่างฝ่ายกัน)
ก. ธรรมเหล่าใด เข้ากันไม่ได้กับรูปขันธ์ โดยการจัดประเภทเข้ากันทางขันธ์ ทางอายตนะ ทางธาตุ
ข. ธรรมเหล่าใด เข้ากันไม่ได้กับธรรมเหล่านั้น (ในข้อ ก.) โดยการจัดประเภทเข้ากัน ทางขันธ์ ทางอายตนะ ทางธาตุ
ค. ธรรมเหล่านั้น เข้ากันไม่ได้กับขันธ์ ๑ เข้ากันไม่ได้อายตนะ ๑ เข้ากันไม่ได้กับ ธาตุ ๗
(หมายเหตุ อรรถกถาอธิบายข้อความข้างบนนี้เป็น ๒ นัย ได้ผลคือ คำตอบ ตรงกัน กล่าวคือ
นัยที่ ๑ ขันธ์ ๔ (เว้นรูปขันธ์) และนิพพาน เข้ากันไม่ได้กับรูปขันธ์ โดยการจัด ประเภทเข้ากันทางขันธ์ แต่ธรรมเหล่านั้น เว้นวิญญาณ เข้ากันได้ (กับรูป) โดยการจัดประเภทเข้ากันทางอายตนะและธาตุ เพราะฉะนั้น วิญญาณจึงเข้ากันไม่ได้ (กับรูป) โดยการจัดประเภททั้งทางขันธ์อายตนะและธาตุ ขันธ์ ๔ (เว้นวิญญาณ) และนิพพาน เข้าไม่ได้กับวิญญาณ โดยการจัดประเภททางขันธ์ เป็นต้น
อนึ่ง ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เข้ากันไม่ได้กับวิญญาณอย่างเดียว โดยการจัดประเภท ทางขันธ์ เป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเข้ากันไม่ได้กับขันธ์ ๑ (คือวิญญาณขันธ์) เข้ากันไม่ได้ กับอายตนะ ๑ (คือ มนายตนะ) เข้ากันไม่ได้กับธาตุ ๗ (คือวิญญาณธาตุ ๖ มโนธาตุ ๑)
นัยที่ ๒ วิญญาณเข้ากันไม่ได้กับรูปขันธ์ โดยการสงเคราะห์ทั้งสามประเภท รูปธรรมจึงเข้ากันไม่ได้กับวิญญาณธรรม โดยการสงเคราะห์ทั้งสามประเภท วิญญาณเป็นขันธ์เดียว คือวิญญาณขันธ์เป็นอายตนะเดียว คือมนายตนะ กล่าวโดยธาตุ เป็นวิญญาณธาตุ๑ ๗
รูปขันธ์ ที่ประกอบกับขันธ์ อายตนะ ธาตุใด ๆ ไม่มี (ไม่เกิดกันกับพร้อมกับอะไร) ไม่ประกอบกับขันธ์ ๔ (เว้นรูปขันธ์) ไม่ประกอบกับอายตนะ ๑ (คือมนายตนะ) ไม่ประกอบ กับธาตุ ๗ (วิญญาณธาตุ ๖ มโนธาตุ ๑ หรือจะเรียกว่าวิญญาณธาตุทั้งเจ็ดก็ได้) ไม่ประกอบ กับธรรมใด ๆ ที่เนื่องด้วยอายตนะ ๑ เนื่องด้วยธาตุ ๑ (คือไม่ประกอบด้วยเวทนา สัญญา สังขาร ที่เนื่องด้วยธัมมายตนะและธัมมธาตุ)
ได้แสดงให้เห็นตัวอย่างในธาตุกถา มาพอสมควรแล้ว อีก ๘ ข้อ ที่เหลือพึงทราบ โดยพิจารณา จากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว
การบัญญัติบุคคลอันเป็นหัวข้อใหญ่ที่ ๒ ในเล่ม ๓๖ นี้ เริ่มบทต้นแสดงการบัญญัติ ๖ ประเภทคือ
๑.บัญญัติขันธ์ คือขันธ์ ๕ มีรูป เป็นต้น
๒.บัญญัติอายตนะ คืออายตนะ ๑๒ มีอายตนะคือตา เป็นต้น
๓.บัญญัติธาตุ คือธาตุ ๑๘ มีธาตุคือตา เป็นต้น
๔.บัญญัติสัจจะ คืออริยสัจจ์ ๔ มีสัจจะคือทุกข์ เป็นต้น
๕.บัญญัติอินทรีย์ คืออินทรีย์ ๒๒ มีอินทรีย์คือตา เป็นต้น
๖.บัญญัติบุคคล แจกเป็นประเภทที่มีจำนวน ๑ ประเภทที่มีจำนวน ๒ จนถึง ประเภทที่มีจำนวน ๑๐
ความสำคัญของเรื่องอยู่ที่คำอธิบายบุคคลทุกประเภทโดยคุณธรรม ต่อไปนี้จะ แสดงพอเป็นตัวอย่าง ประเภทที่มีจำนวน ๑ ถึงจำนวน ๑๐ พอให้เป็นทั้งบทตั้งและคำอธิบาย
เช่น สมยวิมุตโต ผู้พ้นโดยสมัย คือพ้นจากกิเลสได้เป็นครั้งคราว คำอธิบาย กล่าวว่า ได้แก่ผู้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย เห็นธรรมด้วยปัญญา อาสวะ (กิเลส ที่ดองสันดาน) บางส่วนสิ้นไปเป็นครั้งคราว
อสมยวิมุตโต ผู้พ้นไม่มีสมัย คือพ้นจากกิเลสมิใช่เป็นคราว ๆ คำอธิบายกล่าวว่า ได้แก่ผู้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย เห็นธรรมด้วยปัญญา อาสวะสิ้นไป มิใช่เป็นครั้งคราวพระอริยบุคคลทุกประเภท ชื่อว่า ผู้พ้นโดยไม่มีสมัยในวิโมกข์อันเป็นอริยะ (วิโมกข์ ๘ มีอะไรบ้าง โปรดดูหน้า ๔๕๔)
ปุถุชชโน ผู้ที่ยังหนาไปด้วยกิเลส คำอธิบายกล่าวว่า ยังละสัญโญชน์ ๓ ไม่ได้ ทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อละธรรมเหล่านั้น (สัญโญชน์) ด้วย
โคตรภู ผู้ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพระอริยะกับบุถุชน คำอธิบายกล่าวว่า ความก้าวลงแห่งอริยธรรม ย่อมมีในลำดับแห่ง (คือถัดจาก) ธรรมเหล่าใด ประกอบด้วยธรรม เหล่านั้น (ประกอบด้วยธรรมที่พอถัดไปก็เป็นอริยธรรม)
ภยูปรโต ผู้งดเว้นความชั่วเพราะกลัว ได้แก่พระเสขะ ๗ ประเภท (ผู้ตั้งอยู่ใน โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตตมรรค) กับบุถุชนผู้มีศีล
อภยูปรโต ผู้งดเว้นความชั่วมิใช่เพราะกลัว ได้แก่พระอรหันต์
สมสีสี ผู้มีศีรษะ คือสุดยอดเสมอกัน คือความสิ้นอาสวะ และความสิ้นชีวิต มีพร้อมกัน (สิ้นชีวิตพร้อมทั้งสิ้นกิเลส) ฯลฯ
เช่น (๑) โกธโน ผู้โกรธ (๒) อุปนาหี ผู้ผูกโกรธ
(๑) ทุพพโจ ผู้ว่ายาก (๒) ปาปมิตโต ผู้คบคนชั่วเป็นมิตร
(๑) ติตโต ผู้อิ่มเอง (๒) ตัปเปตา ผู้ทำผู้อื่นให้อิ่ม ฯลฯ
เช่น (๑) นิราโส ผู้ไม่มีความหวัง
(๒) อาสังโส ผู้หวัง
(๓) วิคตาโส ผู้ปราศจากความหวัง (อยู่เหนือความหวัง เอาชนะความหวังได้)
(๑) ผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล
(๒) ผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ
(๓) ผู้ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา ฯลฯ
เช่น (๑) สาวัชโช ผู้มีโทษ (๒) วัชชพหุโล ผู้มากไปด้วยโทษ (๓) อัปปสาวัชโช ผู้มีโทษน้อย (๔) อนวัชโช ผู้ไม่มีโทษ ฯลฯ
เช่น (๑) ผู้ให้แล้วดูหมิ่น (๒) ผู้ดูหมิ่นเพราะอยู่ร่วมกัน (๓) ผู้มีหน้าถือเอา (หูเบา เชื่อง่าย) (๔) ผู้โลเล (๕) ผู้โง่เขลา ฯลฯ
(๑) มีบุคคลบางคนตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน บรรลุ ความเป็นสัพพัญญู (ผู้รู้สิ่งทั้งปวง) ในธรรมที่ได้ตรัสรู้นั้น และบรรลุความเป็นผู้เชี่ยวชาญในธรรม อันเป็นกำลัง (ได้แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
(๒) มีบุคคลบางคนตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน ไม่บรรลุ ความเป็นสัพพัญญูในธรรมที่ได้ตรัสรู้นั้น และไม่บรรลุความเป็นผู้เชี่ยวชาญในธรรมอันเป็น กำลัง (ได้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า)
(๓) มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน เป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน และบรรลุบารมีที่ให้เป็นพระสาวก (ได้แก่พระสาริบุตรและ พระโมคคัลลานะผู้เป็นอัครสาวก)
(๔) มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน เป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน และไม่บรรลุบารมีที่ให้เป็นพระสาวก (ได้แก่พระอรหันต์ทั่ว ๆ ไป)
(๕) มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน ไม่ทำ ที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบัน เป็นพระอนาคามี ไม่มาสู่ความเป็นเช่นนี้
(๖) มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน ไม่ทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบัน เป็นพระโสดาบัน หรือพระสกทาคามี มาสู่ความเป็นอย่างนี้
ได้แก่บุคคลเปรียบด้วยน้ำ ๗ ประเภท เช่น จมลงไปคราวเดียวก็จมหายไปเลย เป็นต้น ซึ่งได้ย่อไว้แล้วในหน้า ๘๓๖
บุคคล ๘ ได้แก่
บุคคลที่สมบูรณ์ด้วยมรรค ๔ ประเภท บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยผล ๔ ประเภท
(๑) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้ได้เองและตั้งศาสนา)
(๒) พระปัจเจกพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้ได้เอง แต่มิได้ตั้งศาสนา)
(๓) อุภโตภาควิมุต (ผู้พ้นโดยส่วนทั้งสอง คือทั้งด้วยสมาธิและด้วยปัญญา)
(๔) ปัญญาวิมุต (ผู้พ้นด้วยปัญญา)
(๕) กายสักขี (ผู้เห็นธรรมด้วยนามกาย สิ้นอาสวะบางส่วน)
(๖) ทิฏฐิปัตตะ (ผู้เห็นสัจจธรรมด้วยปัญญา สิ้นอาสวะบางส่วน)
(๗) สัทธาวิมุต (ผู้พ้นด้วยศรัทธา สิ้นอาสวะบางส่วน)
(๘) ธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรม คือปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มีปัญญา ออกหน้า)
(๙) สัทธานุสารี (ผู้แล่นไปตามศรัทธา คือปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มีศรัทธา ออกหน้า)
(หมายเหตุ : ในคำอธิบายซึ่งเรียกว่านิทเทส เมื่ออธิบายบุคคลทั้งเก้าประเภทนี้จบ แล้วได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ชื่อว่า สัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่ในผลชื่อว่า สัทธาวิมุติ อนึ่ง คำอธิบายเกี่ยวกับพระอริยบุคคลตั้งแต่ข้อ ๓ ถึงข้อ ๙ ได้กล่าวไว้ชัดเจนกว่านี้ในที่อื่น คือในหน้า ๖๒๒)
ได้แก่พระอริยบุคคล ๕ ประเภทผู้ถึงความตกลงใจ (หมดความสงสัย) ใน พระพุทธเจ้า ในชาตินี้ และพระอริยบุคคลอีก ๕ ประเภทผู้ละโลกนี้ไปแล้วจึงถึงความตกลงใจ (๕ ประเภทแรก ได้แก่พระโสดาบัน ๓ ประเภท กับพระสกทาคามี และพระอรหันต์ ๕ ประเภทหลัง ได้แก่พระอนาคามี ๕ ประเภท ผู้ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาส)
(หมายเหตุ : พระอริยบุคคลทั้งสิบประเภทนี้ มีกล่าวไว้แล้ว พร้อมด้วยคำอธิบาย ใน หน้า ๗๔๖ และ ๘๗๙)
หมวดธรรมะว่าด้วยบุคคลตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ นี้ โดยเฉพาะตั้งแต่จำนวน ๒ ถึง จำนวน ๑๐ มีกล่าวไว้แล้วแทบทั้งสิ้นในตอนที่ย่อความในทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย ถึง ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย คือประมวลธรรมหมวด ๒ ถึง หมวด ๑๐ ดูหน้า ๔๙๑ - ๕๙๔ จึงแสดงไว้ในที่นี้ไม่พิสดาร)
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๓๖