ค้นหา K
Appearance
Appearance
(พระไตรปิฎกเล่มนี้ อรรถกถาเล่าว่า พระผู้มีพระภาคทรงกล่าวถึงบทตั้ง หรือคำ เริ่มต้นไว้เพียงเล็กน้อย ต่อจากนั้น พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ ได้เรียบเรียงขึ้นจนจบใน สังคายนาครั้งที่ ๓ มีข้อความอันเป็นคำตอบคำถามตั้งแต่ต้นจนจบ)
คำถามคำตอบนั้น มีลักษณะไปในทางไล่เลียงลัทธิต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา และแม้ในพระพุทธศาสนาเองแต่ที่แตกแยกออกไปจากเถรวาท หัวข้อสำคัญที่เป็นหลักในการ ถามตอบมีอยู่ด้วยกัน ๒๑๙ เรื่อง ในแต่ละเรื่องมีคำถามคำตอบมากมาย และอรรถกถาได้ อธิบายไว้ด้วยว่า หัวข้อเรื่องไหน เพื่อจะแก้ความถือผิดของลัทธิอะไร เพื่อความเข้าใจใน หัวข้อเรื่องให้เกี่ยวโยงกับลัทธินิกายต่าง ๆ ที่กถาวัตถุ คัดค้าน จึงควรทราบประวัติแห่งเถรวาท (พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมที่พระเถระผู้ใหญ่ได้รวบรวมทำสังคายนาแต่ครั้งที่ ๑) กับนิกาย อื่น ๆ ที่แตกแยกออกไปอีก ๑๗ นิกาย รวมเป็น ๑๘ ทั้งเถรวาท ภายใน ๒๐๐ ปี หลังจาก พุทธปรินิพพาน ดังต่อไปนี้
๑. ในร้อยปีแรกภายหลังพุทธปรินิพพาน พระพุทธศาสนามีแบบเดียว คือตามที่ พระเถระ มี พระมหากัสสป เป็นต้น ได้ประชุมกันทำสังคายนา คือร้อยกรองรวบรวมคำสอน ของพระพุทธเจ้าเป็นหมวดเป็นหมู่ โดยมีพระอานนท์ซึ่งเป็นผู้ทรงจำพุทธวจนะอย่างดียิ่ง เป็นผู้ทบทวนพระธรรม พระอุบาลีซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศในทางทรงจำ พระวินัย เป็นผู้ทบทวนพระวินัย แล้วสวดท่องจำกันสืบต่อมา โดยแบ่งสำนักท่องจำเป็นสำนัก ๆ ไป ช่วยกันท่องจำต่างภาคต่างตอนสั่งสอนศิษย์สืบมา คำว่า เถรวาท ซึ่งแปลว่า วาทะของ พระเถระ อันเป็นชื่อของนิกายดั้งเดิม มาปรากฏเรียกขานกันเมื่อมีนิกายอื่น ๆ แตกแยกออกไปแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าอย่างไหนเป็นพระพุทธศาสนาแบบไหน
๒. เมื่อพ้น ๑๐๐ ปีภายหลังพุทธปรินิพพานมาแล้ว พวกภิกษุวัชชีบุตร (ลูกหลาน ชาวแคว้นวัชชี) ประมาณ ๑๐,๐๐๐ รูป ถือวินัยย่อหย่อนจากที่บัญญัติไว้ รวม ๑๐ ประการ พระเถระที่เห็นแก่พระธรรมวินัย จึงประชุมกันทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ชำระเรื่องที่ถือผิดนี้ ประกาศมิให้ประพฤติต่อไป ภิกษุพวกวัชชีบุตรจึงแยกไปตั้งนิกายใหม่ ชื่อมหาสังฆิกะ แปลว่า “พวกมาก”
๓. ต่อมามีนิกายแยกออกมาจากมหาสังฆิกะอีก ๒ คือ
(๑)โคกุลิกะ
(๒)เอกพโยหาริกะ
๔. ต่อมามีนิกายแยกออกมาจากนิกายโคกุลิกะอีก ๒ คือ
(๑)ปัณณัตติวาทะ
(๒)พหุลิยะ (หรือพหุสสุติกะ)
๕. ต่อมามีอีกนิกายหนึ่งชื่อเจติยวาทะ แตกแยกออกมาจากนิกายพหุลิยะ (หรือ พหุสสุติกะ) นั้น ภายในพุทธศักราช ๒๐๐ ปี นิกายมหาสังฆิกะแยกออกไป เป็น ๕ นิกาย รวมเป็น ๖ ทั้งมหาสังฆิกะเอง
๖. เฉพาะเถรวาทก็มีนิกายแตกแยกออกไป คือในชั้นแรกแยกออกไป ๒ นิกาย คือ (๑) มหิสาสกะ (๒) วัชชีปุตตกะ
๗. ต่อมามีนิกายแตกแยกออกไปจากนิกายวัชชีปุตตกะอีก ๔ คือ
(๑)ธัมมุตตริยะ
(๒)ภัทรยานิกะ
(๓)ฉันนาคาริกะ
(๔)สมิติยะ
๘. มีนิกายแตกแยกออกไปจากนิกายมหิสาสกะอีก ๒ คือ
(๑)สัพพัตถิกวาทะ
(๒)ธัมมคุตติกะ
๙. มีนิกายแตกแยกออกไปจากนิกายสัพพัตถิกวาทะ คือนิกายกัสสปิกะ
๑๐. ต่อมานิกายกัสสปิกะมีนิกายแยกออกไป ชื่อสังกันติกะ
๑๑. ต่อมานิกายสังกันติกะมีนิกายแยกออกไป ชื่อสุตตวาทะ
เป็นอันว่าเถรวาทมีนิกายย่อยแยกออกไป ๑๑ นิกาย รวม ๑๒ ทั้งเถรวาทเอง มหาสังฆิกะซึ่งแตกไปจากเถรวาทเป็นครั้งแรก มีนิกายย่อยแยกออกไป ๕ นิกาย รวมเป็น ๖ ทั้งมหาสังฆิกะเอง รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๑๘ นิกาย คือ เถรวาท ฝ่ายหนึ่ง กับนิกายอื่น ๆ อีก ๑๗ นิกาย ซึ่งเรียกว่า อาจริยวาท อีกฝ่ายหนึ่ง
หมายเหตุ : (มีข้อพึงสังเกตว่า นิกายต่าง ๆ รวมทั้ง ๑๘ นิกาย ที่กล่าวมานี้ ตกมาถึงสมัยปัจจุบันคงมีเหลือแต่เพียง นิกายเดียว คือเถรวาท ส่วนนิกายอื่น ๆ เสื่อมไปทั้งหมด แม้นิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งเป็นนิกายใหญ่ก็ไม่มีเหลืออยู่แล้ว แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า นิกายมหาสังฆิกะ ได้แปรรูปเป็นมหายานไปในที่สุด แต่ก็ไม่มีชื่อเดิมเหลืออยู่)
ก่อนที่จะระบุว่า ในหัวข้อเรื่องที่กล่าวไว้รวม ๒๑๙ หัวข้อนั้น ข้อไหนเนื่องมาจาก ความเห็นผิดของนิกายไหน จะรวบรวมกล่าวสรูปอีกครั้งหนึ่งเมื่อกล่าวถึงรายละเอียดของ แต่ละหัวข้อจบแล้ว ในชั้นนี้จึงเพียงขอชี้แจงให้ทราบว่า คัมภีร์กถาวัตถุ แต่งขึ้นเพื่อแก้ความ เข้าใจผิด หรือความคิดเห็นที่แตกแยกออกไปจากเถรวาท คือพระพุทธศาสนาแบบที่ไทย นับถือกันอยู่ในปัจจุบัน อันแสดงว่าผู้เรียบเรียงคือพระโมคคลีบุตร ติสสเถระ จะต้องศึกษา ลัทธิอื่นจนเข้าใจอย่างถี่ถ้วน แล้วยืนหลักของฝ่ายเถรวาทไว้ โดยชี้แจงโต้แย้งอย่างดีที่สุด
(ปุคคลกถา)
ถาม : เราย่อมได้ “บุคคล” โดยอรรถอันประจักษ์ (สัจฉิกัตถะ) และอรรถอย่างยิ่ง (ปรมัตถะ) หรือ
ตอบ : ใช่ (โปรดทราบว่า เป็นคำตอบของผู้เห็นผิด)
ถาม : เราย่อมได้อรรถอันประจักษ์ และอรรถอย่างยิ่งจากหลักการที่ว่า “เราย่อม ได้บุคคลโดยอรรถอันประจักษ์ และอรรถอย่างยิ่ง” หรือ
ตอบ : อย่าพูดอย่างนั้น
ถาม : ท่านจงรู้ความผิดเถิด ถ้าเราย่อมได้บุคคลโดยอรรถอันประจักษ์ และอรรถ อย่างยิ่ง ก็ควรกล่าวได้ว่า เราย่อมได้อรรถอันประจักษ์ และอรรถอย่างยิ่งจาก หลักการนั้นได้ เนื่องจากท่านรับหลักการเฉพาะข้อแรก ปฏิเสธ หลักการข้อหลัง คำกล่าวของท่านจึงผิด ถ้าไม่รับหลักการข้อแรกก็ต้องไม่รับหลักการข้อหลัง ด้วย ถ้ารับหลักการข้อแรกก็ต้องรับหลักการข้อหลังด้วย เมื่อรับหลักการ ข้อแรก แต่ไม่รับหลักการข้อหลัง คำกล่าวของท่านจึงผิด
(หมายเหตุ : หัวข้อเรื่องบุคคลนี้ ยังแจกเป็นคำถามคำตอบยอกย้อนต่าง ๆ อีก นับจำนวนร้อย แต่ที่ตั้งไว้ข้างต้นนี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่เป็นหลัก เรียกว่า “อนุโลมปัญจกะ” คือคำถามคำตอบตามลำดับรวม ๕ ข้อ คำถามคำตอบนี้ใช้สำหรับไล่เลียงเอากับพวกที่ยึดถือใน เรื่อง “บุคคล” ได้แก่ นิกายวัชชีปุตตกะ นิกายสมิติยะ และเดียรถีย์อื่น ๆ นอกศาสนา หลักการสำคัญมีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าทรงเทศนาสอน ๒ อย่าง คือสอนตามสมมติ คือตามที่โลกนัดหมาย กันเรียกร้อง กับสอนตามปรมัตถ์ คือสอนตามความจริงอย่างยิ่ง เพื่อให้เห็นแก่นแท้ของสิ่ง ทั้งหลายว่า มีจริงแค่ไหน ขอยกตัวอย่างในเรื่องบุคคล ถ้ากล่าวตามความจริงโดยสมมติก็มีอยู่ เวลาสอนเพื่อให้คนทั่วไปรู้และเข้าใจ ก็ต้องใช้สำนวนสมมติในทางโลก เรียกว่าสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา แต่เมื่อสอนให้รู้ซึ้งถึงสภาพความจริง เพื่อจะได้ไม่ติดไม่ยึดถือในเรื่องสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ก็สอนความจริงโดยปรมัตถ์ คือสอนให้เห็นว่าสัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นเพียงสิ่งสมมติตามโวหารโลก ประกอบขึ้นจากส่วนย่อยต่าง ๆ ไม่ควรยึดถือเป็นจริง เป็นจัง การสอนความจริงโดยสมมติและโดยปรมัตถ์ไม่ขัดกัน เหมือนหนึ่งการชี้ให้ดูภาพถ่าย ว่าผู้นั้น ผู้นี้เป็นความจริงขั้นสมมติ และการชี้ให้รู้ความจริงอีกขั้นหนึ่งว่า เป็นเพียงกระดาษ และกระดาษก็เป็นส่วนผสมของสิ่งต่าง ๆ
แต่มีเจ้าลัทธิบางพวกตามที่กล่าวไว้ ถือว่าบุคคลมีอยู่จริง โดยความจริงขั้นปรมัตถ์ ซึ่งผิดไปจากหลักทางพระพุทธศาสนา จึงต้องย้อนถามว่า ถ้าอย่างนั้นความจริงขั้นปรมัตถ์ ก็อาจหาได้จาก “บุคคล” ใช่หรือไม่ ซึ่งฝ่ายเห็นผิดต้องยอมรับว่าไม่ใช่)
(ปริหานิกถา)
ถาม : พระอรหันต์ย่อมเสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์ได้ใช่ไหม
ตอบ : ใช่ (โปรดทราบว่าเป็นคำตอบของผู้เห็นผิด)
ถาม : พระอรหันต์ย่อมเสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์ในที่ทั้งปวงใช่ไหม
ตอบ : อย่าพูดอย่างนั้น
(ต่อจากนั้นได้มีคำถามคำตอบปลีกย่อยจากหลักใหญ่นี้นับจำนวนร้อย และในที่สุดเป็นการอ้างหลักถามให้จำนนต่อหลักการที่ว่า พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์ ความเห็นผิดข้อนี้เป็นของ นิกายสมิติยะ วัชชีปุตตกะ สัพพัตถิกวาทะ และมหาสังฆิกะบางพวก)
(พรหมจริยกถา)
ถาม : การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในเทพทั้งหลายไม่มีใช่ไหม
ตอบ : ใช่ (โปรดทราบว่า คำว่า พรหมจรรย์ มีอยู่ ๒ อย่าง คืออย่างหนึ่ง ได้แก่ การปฏิบัติตามมรรคาหรือข้อปฏิบัติที่เรียกว่ามัคคภาวนา อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การบวช การบวชของเทพไม่มี แต่การเจริญมรรคมีอยู่ การตอบว่า ใช่ จึงนับ ว่าผิดครึ่งถูกครึ่ง)
(ต่อจากนั้นเป็นการถามให้จำนนต่อหลักการที่ว่า เทพที่ประพฤติในทางดีงามมีอยู่ อันชื่อได้ว่าบำเพ็ญมัคคภาวนา จึงไม่ควรปฏิเสธว่า ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในรูป ของมัคคภาวนาในหมู่เทพ ความเห็นผิดนี้เป็นของนิกายสมิติยะ)
(โอธิโสกถา)
ถาม : พระอริยบุคคลย่อมละกิเลสได้บางส่วนใช่ไหม
ตอบ : ใช่ (ผู้ตอบหมายความว่า กิเลสแต่ละชนิดที่ละได้ ไม่ใช่ละได้ทั้งหมด หากละได้เพียงบางส่วนเหลืออยู่บางส่วน)
(ต่อจากนั้นเป็นการถามให้จำนนต่อหลักการที่ว่า ถ้าละอันไหนได้ก็ละได้เด็ดขาดใน เรื่องนั้น โดยยกพระพุทธภาษิตมาอ้าง ให้ผู้ตอบยอมจำนนว่า พระอริยสาวกที่เห็นธรรมย่อม ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ได้ ไม่ใช่ละสักกายทิฏฐิได้เพียงนิดหน่อย และวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสอีกอย่างละนิดหน่อย มติที่เห็นผิดเรื่องละได้เพียงบางส่วนนี้เป็น ของนิกายสมิติยะ)
(ชหติกถา)
ถาม : บุถุชนย่อมละกามราคะ(ความกำหนัดในกาม) และพยาบาท (ความปองร้าย) ได้ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่ (เป็นการตอบด้วยความเห็นผิด เพราะบุถุชนที่ได้ฌาน แม้จะไม่มี กามราคะและพยาบาทแต่ก็อาจกลับมีได้อีกเมื่อเสื่อมจากฌาน)
(ต่อจากนั้นได้มีการถามตอบอีกมากมาย โดยยกพระพุทธภาษิตมาตั้ง ให้ฝ่ายตอบ ซึ่งสมมติว่าเป็นผู้เห็นผิดต้องยอมจำนนต่อเหตุผลว่า บุถุชนละกามราคะและพยาบาทไม่ได้)
(สัพพมัตถิกถา)
ถาม : ทุกอย่างมีอยู่ใช่ไหม
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นคำตอบของฝ่ายเห็นผิด)
ถาม : ทุกอย่างมีในที่ทั้งปวงใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : ทุกอย่างมีในกาลทั้งปวงใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : ทุกอย่างมีโดยประการทั้งปวงใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : ทุกอย่างมีในสิ่งทั้งปวงใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : ความเห็นที่ว่า ความเห็นสิ่งทั้งปวงมี เป็นความเห็นผิดดังนี้ จัดว่าเป็น ความเห็นชอบก็มีใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : อดีตมีอยู่ใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : อดีต ดับแล้ว พ้นไปแล้ว แปรไปแล้ว มิได้ตั้งอยู่แล้ว ตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า อดีตมีอยู่
(หมายเหตุ ความเห็นผิดว่า ทุกสิ่งมีอยู่นี้เป็นของ นิกายสัพพัตถิกวาทะ โดยตรง ในที่นี้ได้แสดงให้เห็นการถามต้อน เพื่อให้จนแก่เหตุผลเพียงเล็กน้อย แต่ก็ชัดเจนพอจะแสดงว่า ได้มีการใช้เหตุผลหักล้างกันอย่างไรบ้าง การโต้ตอบยังมีอีกมากนักนับด้วยจำนวนร้อย ๆ ได้แสดงไว้ในที่นี้เพียงสังเขป)
(อดีตขันธาติกถา)
ถาม : ขันธ์ทั้งหลายเป็นอดีตได้ไหม
ตอบ : ได้
ถาม : อายตนะ ธาตุ เป็นอดีตได้ไหม
ตอบ : ได้
ถาม : อดีตมีอยู่ใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ต่อจากนั้นเป็นการถามตอบต่อไปอีกมากมายจนกว่าจะจบภายในหัวข้อนี้ มีข้อที่ พึงสังเกตุเป็นพิเศษก็คือ ที่แล้ว ๆ มา ฝ่ายเห็นถูกเป็นฝ่ายตั้งคำถามรุกฝ่ายเห็นผิด แต่คราวนี้ เมื่อถึงข้อที่ ๗ อันมีประเด็นต่อเนื่องมาจากข้อที่ ๖ ฝ่ายเห็นผิดกลับเป็นฝ่ายถามรุกฝ่ายเห็นถูก คือฝ่ายเห็นถูกถือว่า ขันธ์ อายตะ ธาตุ เป็นได้ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน แต่จะใช้คำว่า “อตฺถิ” ที่แปลว่า “มีอยู่” ได้ เฉพาะปัจจุบันเท่านั้น ข้อนี้ก็เป็นความจริงเพราะที่เป็นอดีตก็ “มีแล้ว” หรือที่เป็นอนาคตก็ “จักมี” แต่ฝ่ายเห็นผิดซึ่งเป็นผู้ซักพยายามต้อนให้อดีตกับอนาคต “มีอยู่” ให้ได้ ด้วยอ้างพระพุทธพจน์ต่าง ๆ แต่พระพุทธพจน์นั้น ๆ ที่นำมาอ้าง ก็เพียงแสดงว่า ขันธ์ เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันเท่านั้น มิได้มีตอนไหนที่แสดงว่า ขันธ์เป็นอดีต อนาคต “มีอยู่” เลย)
(เอกัจจมัตถีติกถา)
ถาม : อดีตมีอยู่ใช่ไหม
ตอบ : บางอย่างมี บางอย่างไม่มี
ถาม : หมายความว่า บางอย่างดับ บางอย่างไม่ดับ บางอย่างพ้นไป บางอย่างไม่ พ้นไป บางอย่างแปรไป บางอย่างไม่แปรไป บางอย่างมิได้ตั้งอยู่ บางอย่าง ตั้งอยู่ บางอย่างตั้งอยู่ไม่ได้ บางอย่างตั้งอยู่ได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นอกจากนั้นยังมีคำถามคำตอบอีกมากหลาย แต่คราวนี้กลับรูปเก่า คือฝ่ายถามเป็นฝ่ายเห็นถูก ฝ่ายตอบเป็นฝ่ายเห็นผิด ฝ่ายถามเป็นฝ่ายรุกให้ฝ่ายตอบจน ในข้อที่ถือผิดว่า อดีตบางอย่างมี บางอย่างไม่มี ซึ่งเป็นมติของนิกายกัสสปิกะ คำถามคำตอบได้กล่าวถึง เรื่องอนาคตกับปัจจุบันด้วย)
(สติปัฏฐานกถา)
ถาม : ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ใช่ไหม
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นคำตอบของฝ่ายเห็นผิด)
ถาม : หมายความว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติ เป็นอินทรีย์คือสติ เป็นกำลังคือสติ เป็น ความระลึกชอบ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือสติ เป็นเอกายนมรรค (ทางเป็นที่ไป อันเอก) เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไปแห่งกิเลส เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมให้ถึงความไม่สั่งสมกิเลส เป็นธรรมไม่มีอาสวะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง สัญโญชน์ ฯลฯ ธรรมทั้งปวงเป็นพุทธานุสสติ จนถึงอุปสมานุสสติ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ฝ่ายถามเป็นฝ่ายไล่เลียงเอาแก่ฝ่ายตอบซึ่งเป็นพวกเห็นผิด จับประเด็นผิดในธรรมบางข้อ เลยเข้าใจผิดว่าธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน ความเห็นผิดนี้เป็นของ นิกายอันธกะ ซึ่งภายหลังแตกออกเป็น ๔ นิกายคือ ปุพพเสลิยะ อปรเสลิยะ ราชคิริยะ สิทธัตถิกะ คำว่า ธรรม ทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานนั้น ว่าโดยเหตุผลทั่วไปก็ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะคำว่า ธรรมทั้งปวง ย่อม หมายทั้งกุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม แต่สติปัฏฐานเป็กุศลธรรม จึงไม่ควร กล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน)
(เหวัตถิกถา)
ถาม : อดีต อนาคต ปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม
ตอบ : มีอย่างนี้ ไม่มีอย่างนี้
ถาม : อันนั้นแหละมี อันนั้นแหละไม่มี ใช่ไหม (ทั้งสิ่งที่มีและไม่มี เป็นอันเดียวกัน ใช่หรือไม่)
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ เป็นฝ่ายมีความเห็นผิดข้อนี้ คือเห็นว่าธรรมทั้งปวงชื่อว่ามีอยู่ โดย ฐานะเป็นรูป เป็นต้น ชื่อว่าไม่มี คือเมื่อกล่าวถึงอดีต ก็ไม่มีอนาคตและปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงปัจจุบันและอนาคต ก็ไม่มีอดีต ฝ่ายถามเป็นฝ่ายซักให้จำนนต่อเหตุผล โดยซักตะล่อมว่า ทั้งมีและไม่มี เป็นสิ่งเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกันหรือ เมื่อฝ่ายตอบ (คือฝ่ายเห็นผิด) ปฏิเสธว่า ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น จึงสับทับต่อไปว่า ถ้ามีและไม่มี มิได้หมายความอย่างเดียวกัน ท่านก็ ไม่ควรจะแสดงทิฏฐิอย่างนี้)
(ปรูปหารกถา)
ถาม : พระอรหันต์มีการปล่อยน้ำอสุจิหรือ
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นคำตอบของฝ่ายเห็นผิด)
ถาม : พระอรหันต์มีกามราคะ มีกามฉันทนีวรณ์หรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : พระอรหันต์ไม่มีกามราคะ ไม่มีกามฉันทนีวรณ์ใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าพระอรหันต์ไม่มีกามราคะ ไม่มีกามฉันทนีวรณ์ ท่านก็ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์มีการปล่อยน้ำอสุจิ
(นิกายปุพพเสลิยะ กับ อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า พระอรหันต์มีการปล่อย น้ำอสุจิให้เคลื่อน ฝ่ายซักจึงซักถามถึงกามราคะของพระอรหันต์ ซึ่งฝ่ายเห็นผิดยอมรับว่า ไม่มี แต่ได้บ่ายเบี่ยงว่าท่านไม่ได้ทำเอง แต่เทวดาที่เป็นพวกมารนำเข้าไปให้ทางขุมขน เพื่อ จะดูพระอรหันต์สงสัยเล่น ฝ่ายซักจึงซักอีกมากหลายเพื่อให้ฝ่ายตอบยอมจำนน เช่น ถามว่า จะมีใครนำโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผลเข้าไปให้พระอรหันต์ ได้หรือไม่)
(อัญญาณกถา)
ถาม : พระอรหันต์มีความไม่รู้ (อัญญาณ) ใช่ไหม
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นคำตอบของฝ่ายเห็นผิด)
ถาม : พระอรหันต์มีอวิชชาใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : พระอรหันต์ไม่มีอวิชชาใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : พระอรหันต์ไม่มีอวิชชา ท่านไม่ควรกล่าวว่า พระอรหันต์มีอัญญาณ (ความไม่รู้)
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า พระอรหันต์มีอัญญาณคือความไม่รู้ เพราะการที่ไม่รู้ชื่อของคนทั้งหลาย ก็นับเป็นอัญญาณอย่างหนึ่ง ทางพระพุทธศาสนาไม่ถือว่า การไม่รู้จักชื่อของคน จะทำให้ดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร เพราะไม่ใช่กิเลส จึงไม่จัดเป็นอัญญาณ หรืออวิชชา อัญญาณหรืออวิชชาตามหลักพระพุทธศาสนาหมายถึงไม่รู้จักทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิดความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ถ้าไม่รู้ความจริงทั้งสี่ประการนี้ ก็ไม่สามารถ พ้นไปจากทุกข์ได้ แต่ นิกายปุพพเสลิยะ ไม่เข้าใจอย่างนั้น ฝ่ายซักจึงไล่เลียงดั่งกล่าวแล้ว)
(กังขากถา)
(ปรวิตารณกถา)
อีก ๒ เรื่องนี้ ก็มีเค้าความทำนองเดียวกับข้อที่ ๑๒ คือ นิกายปุพพเสลิยะ เข้าใจว่า พระอรหันต์ยังมีความไม่รู้ ยังมีความสงสัย ยังต้องอาศัยผู้อื่นบอกเล่า จึงมีการซักไซ้ ให้เห็นจริงว่า พระอรหันต์ไม่มีอวิชชา ไม่มีความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฯลฯ ไม่ต้องมีผู้อื่นบอกกล่าวในธรรมที่ท่านรู้แจ้งเห็นจริงทั้งสามเรื่อง คือข้อที่ ๑๒ ถึง ๑๔ นี้ อรรถกถารวมเป็นเรื่องเดียวกัน
(วจีเภทกถา)
ถาม : ผู้เข้าฌานที่ ๑ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค มีการเปล่งวาจาใช่ไหม
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นคำตอบของผู้มีความเห็นผิด)
ถาม : ผู้เข้าโลกิยสมาบัติในที่ทั้งปวง ในกาลทั้งปวง ทุกประเภท มีการเปล่งวาจา ใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ เป็นต้น เข้าใจว่า ท่านผู้เข้าฌานที่ ๑ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค มีการเปล่งวาจาว่า “ทุกข์” คือเห็นจริงในเรื่องทุกข์ ถึงกับเปล่งวาจาออกมา แต่ตามความ เป็นจริง ไม่มีการเปล่งวาจาเช่นนั้น)
(ทุกขาหารกถา)
ถาม : การนำมาซึ่งความรู้ในทุกข์ เป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรคใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้ใดผู้หนึ่งกล่าววาจาว่า “ทุกข์” ผู้นั้นทุกผู้ ชื่อว่าเจริญมรรคใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น (ถ้าตอบว่า ใช่ ก็จะซักต่อไปอีกว่า)
ถาม : บุถุชน (คนที่ยังหนาไปด้วยกิเลส) ซึ่งเป็นคนเขลาก็ดี ผู้ฆ่ามารดาบิดาก็ดี ผู้ฆ่าพระอรหันต์ก็ดี มีทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงยังพระโลหิตให้ห้อก็ดี ผู้ทำสงฆ์ ให้แตกกันก็ดี กล่าววาจาว่า “ทุกข์” ดังนี้จะชื่อว่าเจริญมรรคหรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า ผู้เปล่งวาจาว่า “ทุกข์ ทุกข์” ย่อมนำมาซึ่ง ความรู้ในทุกข์และการนำมาซึ่งความรู้ในทุกข์นั้น เป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค จึงมีการซักให้ เห็นว่า คนเลว ๆ ที่เปล่งวาจาว่า ทุกข์ ทุกข์ได้)
(จิตตฐิติกถา)
ถาม : จิตดวงหนึ่งย่อมตั้งอยู่ตลอดวันใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นการตอบด้วยความเห็นผิด)
ถาม : ครึ่งวันเป็นขณะเกิด อีกครึ่งวันเป็นขณะดับใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิด เพราะเห็นจิตในสมาบัติ กับภวังคจิต เป็นไปต่อเนื่องกัน จึงเข้าใจว่าจิตดวงเดียวกันนั้น ตั้งอยู่ยั่งยืน วันหนึ่ง สองวัน หรือตลอดเดือนปี ตลอดกัปป์ ถึงแปดหมื่นสี่พันกัปป์ ฝ่ายซักได้ซักให้คำนึงถึงระยะดับระยะเกิด และพระพุทธภาษิตที่ว่า ในคืนหนึ่งวันหนึ่ง จิตเป็นอันมากเกิดขึ้นและดับไป)
(กุกกุฬกถา)
ถาม : สังขารทั้งปวง ไม่มียกเว้น เป็นเหมือนถ่านไฟร้อนใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นการตอบด้วยความเห็นผิด)
ถาม : สุขเวทนา สุขทางกาย สุขทางจิต สุขอันเป็นทิพย์ สุขอันเป็นของมนุษย์ ฯลฯ สุขอันประกอบด้วยอาสวะ สุขอันไม่ประกอบด้วยอาสวะ ฯลฯ สุขอันเกิดจาก ความสงบ สุขอันเกิดจากการตรัสรู้มีอยู่ มิใช่หรือ
ตอบ : มีอยู่
ถาม : ถ้าสุขเช่นนั้นมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า สังขารทั้งปวง ไม่มียกเว้น เป็นเหมือน ถ่านไฟร้อน
(นิกายโคกุลิกะ เป็นเจ้าของความเห็นผิดข้อนี้ มีผู้สันนิษฐานว่า ชื่อของนิกายนี้ มาจากคำว่า กุกกุฬะ คือถือว่าสังขารมีลักษณะเหมือนถ่านไฟร้อน ฝ่ายค้านจึงซักให้ยอมรับว่า ความสุขต่าง ๆ ชนิด ยังมีอยู่ เหตุไฉนจึงกล่าวยืนยันแต่แง่เดียวโดยไม่มีข้อยกเว้น)
(อนุปุพพาภิสมยกถา)
ถาม : การตรัสรู้โดยลำดับ (ตรัสรู้ไปทีละเล็กทีละน้อย) มีอยู่ ใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลย่อมเจริญโสดาปัตติมรรคทีละเล็กทีละน้อย ใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : บุคคลย่อมทำให้แจ้งโสดาปัตติผลทีละเล็กทีละน้อย ใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(มีการถามตอบไล่เลียงไปจนถึงมรรคผลชั้นสูง ความเห็นผิดข้อนี้ เป็นของ นิกาย อันธกะ สัพพัตถิกวาทะ สมิติยะ ภัทรยานิกะ เพราะเข้าใจผิดในพระพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้มี ปัญญาพึงชำระมลทินของตนไปทีละน้อย ทีละขณะ โดยลำดับ เหมือนช่างทองชำระมลทิน ของเงินฉะนั้น” โดยเข้าใจว่า ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้เแจ้งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นพระอริยสัจจ์ข้อที่ ๑ ก็ละกิเลสได้บางส่วน เมื่อเห็นข้อที่ ๒ จนถึงข้อที่ ๔ ก็ละได้อีกบางส่วน เมื่อบรรลุมรรคผล ครบ ๔ ชั้น จึงละกิเลสได้ ๑๖ ส่วน (คือใช้หลักอริยสัจจ์ ๔ เป็นตัวคูณมรรคผล ๔ ชั้น) ซึ่ง ขัดกับพระพุทธภาษิต ที่ว่า เมื่อตรัสรู้อริยสัจจ์นั้น มิใช่เห็นทีละข้อ แต่เห็นพร้อมกันหมด ทุกข้อ และพระพุทธภาษิตที่ว่า ในสมัยใดอริยสาวกเกิดดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา ในสมัยนั้นอริยสาวกนั้น ย่อมละได้ซึ่งสัญโญชน์ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อันแสดงว่า ละได้พร้อมกันหมดทั้งสามอย่าง)
(โวหารกถา)
ถาม : โวหาร (คือถ้อยคำที่กล่าวเรียกขานสิ่งต่าง ๆ) ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ (คือพ้นจากโลก) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นการตอบด้วยความเห็นผิด)
ถาม : โวหารนั้น ย่อมกระทบในหูที่เป็นโลกุตตระ ไม่กระทบในหูที่เป็นโลกิยะ บุคคลย่อมรู้โวหารนั้นด้วยวิญญาณอันเป็นโลกุตตระ มิใช่ด้วยวิญญาณอัน เป็นโลกิยะ สาวกเท่านั้นย่อมรู้ บุถุชนไม่รู้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ความเห็นผิดเรื่องที่ว่า โวหารของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระนี้ เป็นของนิกาย อันธกะ ฝ่ายซักจึงต้องซักต้อนให้จำนนว่า ถ้าโวหารหรือถ้อยคำเป็นโลกุตตระแล้ว มิต้องใช้ หูโลกุตตระฟังจึงรู้เรื่องหรือ นอกจากนั้น วิญญาณคือความรู้แจ้งอารมณ์ทางหู มิต้องเป็น โลกุตตระด้วยหรือ เมื่อฝ่ายเห็นผิดตอบปฏิเสธ จึงสำทับว่า เพราะเหตุนี้ จึงไม่ควรกล่าวว่า โวหารของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ)
(นิโรธกถา)
ถาม : นิโรธ (ความดับ) มีสองใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) มีสองใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหิสาสกะ กับ นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า นิโรธสองอย่าง คือ อัปปฏิสังขานิโรธ (ความดับมิใช่ด้วยโลกุตตรญาณ) กับ ปฏิสังขานิโรธ (ความดับด้วยโลกุตตรญาณ) รวมเป็นนิโรธสัจจ์ด้วยกัน ฝ่ายถามจึงซักให้จนด้วยถามว่า ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ทุกขนิโรธสัจจ์ (ความจริงคือความดับทุกข์) ทุกขสัจจ์ (ความจริงคือทุกข์) สมุทยสัจจ์ (ความจริงคือเหตุให้เกิดทุกข์) และมัคคสัจจ์ (ความจริงคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์) เป็นต้น มิพลอย มีอย่างละสองไปด้วยหรือ คือตามความจริงการดับที่เป็นโลกิยะ จะจัดเข้าในนิโรธสัจจะไม่ได้ เพราะยังเกิดขึ้นได้อีก นิโรธที่แท้จริงจึงมีอย่างเดียวเท่านั้น คือที่เป็นโลกุตตระ)
(พลกถา)
ถาม : กำลังแห่งพระตถาคต เป็นของทั่วไปแก่พระสาวก ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : กำลังแห่งพระตถาคต ก็คือกำลังแห่งพระสาวก กำลังแห่งพระสาวก ก็คือ กำลังแห่งพระตถาคตอย่างนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิด เพราะจับความในพระสูตร ในอนุรุทธสังยุตต์ที่ว่า เพราะเจริญทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ ก็ย่อมรู้ฐานะ อฐานะ ตามความจริง เป็นเหตุให้เข้าใจผิด ว่า กำลังแห่งพระตถาคตเป็นของสาธารณะแก่พระสาวก ฝ่ายค้านจึงซักต้อนให้เห็นว่า ไม่ เสมอกัน)
(อริยันติกถา)
ถาม : ความรู้ตามความเป็นจริงในฐานะและอฐานะ เป็นกำลังแห่งพระตถาคต เป็นอริยะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ญาณนั้น เป็นมรรค ผล นิพพาน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิด ญาณ ๑๐ นั้น เป็นอริยะทั้งหมด คือมิใช่อาสวักขยญาณ (ญาณอันเป็นเหตุสิ้นอาสวะ) เท่านั้น ที่เป็นอริยะ แม้ญาณ ๙ ข้อข้างต้น ก็เป็นอริยะ ด้วย ฝ่ายถามจึงซักว่า ญาณข้อใดข้อหนึ่งใน ๙ ข้อนั้น เป็นมรรค เป็นผล หรือว่าเป็นนิพพาน ท่านจึงกล่าวว่าเป็นอริยะ ถ้ามิใช่มรรคผลหรือนิพพาน ก็ไม่ควรกล่าวว่า เป็นอริยะ)
(วิมุจจติกถา)
ถาม : จิตมีราคะ ย่อมหลุดพ้นใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : จิตที่ประกอบด้วยราคะ เกิดพร้อมกับราคะ ระคนด้วยราคะ ฯลฯ เป็นจิต เศร้าหมอง ย่อมหลุดพ้นใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า จิตหลุดพ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นจิตของผู้ปราศจาก ราคะ แม้จิตที่ประกอบด้วยราคะก็หลุดพ้นได้ เปรียบเหมือนผ้าที่จะพ้นจากมลทิน ไม่จำเป็น จะต้องเป็นผ้าที่สะอาดแล้วเท่านั้น แม้ผ้าที่สกปรกเมื่อซักเข้าก็พ้นจากมลทินได้ ปัญหาเรื่องนี้ เป็นเพียงโวหาร ประเด็นสำคัญอยู่ที่ขณะหลุดพ้น เดิมจิตจะเป็นอย่างไรมาก็ตามที แต่ขณะ หลุดพ้นจะต้องปราศจากราคะ เพราะฉะนั้น ฝ่ายซักจึงซักว่า จิตที่หลุดพ้นเป็นจิตที่มีราคะ มีความเศร้าหมองเช่นนั้นหรือ)
(วิมุจจมานกถา)
ถาม : จิตหลุดพ้นแล้ว กำลังหลุดพ้น ใช่หรือไม่ (ทั้งหลุดพ้นแล้ว ทั้งกำลังหลุดพ้น)
ตอบ : ใช่
ถาม : จิตหลุดพ้นแล้วบางส่วน ยังไม่หลุดพ้นบางส่วน ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ความเห็นผิดข้อนี้เนื่องกันกับข้อ ๒๔ คือมีความเห็นว่า จิตที่หลุดพ้นด้วยฌาน อันเป็นวิกขัมภนวิมุติ คือหลุดพ้นด้วยการข่มไว้ ชื่อว่ากำลังหลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุติ คือหลุดพ้นด้วยการตัดขาด ในขณะแห่งมรรค ฝ่ายซักจึงไล่เลียงว่า บางส่วนหลุดพ้น บางส่วน ยังไม่หลุดพ้นใช่หรือไม่)
(อัฏฐมกกถา)
ถาม : บุคคลที่ ๘ (ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค) ละเครื่องรึงรัดคือทิฏฐิ (ความเห็น) ได้ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน หรือท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ฯลฯ ใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ความเห็นผิดข้อนี้ เป็นของ นิกายอันธกะ และ สมิติยะ ซึ่งเห็นว่า บุคคลที่ ๘ คือ ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ละกิเลสที่รึงรัดจิตได้ ๒ อย่าง เพราะไม่มีกิเลสฟุ้งขึ้นในขณะแห่ง อนุโลมโคตรภูและมรรค ฝ่ายถามจึงซักว่า บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบันหรือ ซึ่งฝ่ายเห็นผิด ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ เพราะผู้จะละได้ต้องเป็นพระโสดาบัน หรือผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วเท่านั้น)
(อัฏฐมกัสส อินทริยกถา)
ถาม : บุคคลที่ ๘ (ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค) ไม่มีอินทรีย์ คือศรัทธาใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลที่ ๘ ไม่มีศรัทธาหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า บุคคลที่ ๘ คือท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค กำลังได้อินทรีย์ในขณะแห่งมรรค ไม่ใช่ได้เสร็จแล้ว ผู้ซักจึงซักให้จำนนด้วยเหตุผลหลายข้อ พร้อมทั้งพระพุทธภาษิตในสังยุตตนิกาย สํ.มหา ๑๙/๘๔๔/๒๑๓ ที่ว่าพระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งในโสดาปัตติผล (คือท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค) ก็มีอินทรีย์ ๕ มีศรัทธา เป็นต้น มีปัญญาเป็นที่สุด)
(ทิพพจักขุกถา)
ถาม : ตาเนื้อ (มังสจักษุ) อันธรรมะอุปถัมภ์แล้ว ย่อมเป็นตาทิพย์ (ทิพยจักษุ) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ตาเนื้อคือตาทิพย์ ตาทิพย์คือตาเนื้อหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดว่า ตาเนื้อ ซึ่งได้ธรรมะคือฌานที่ ๔ สนับสนุนแล้วย่อมชื่อว่าเป็นตาทิพย์ ฝ่ายถามจึงซักให้จำนนด้วยคำถามมากมาย รวมทั้งการ อ้างพระพุทธภาษิตในอิติวุตตกะ ซึ่งว่าด้วยจักษุ ๓ ประการ คือ มังสจักษุ (ตาเนื้อ) ทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ปัญญาจักษุ (ตาปัญญา) มิได้รวมตาเนื้อกับตาทิพย์เข้าด้วยกัน)
(ทิพพโสตกถา)
ข้อนี้มีคติอันเดียวกับเรื่องตาทิพย์ เป็นแต่เปลี่ยนเรื่องมาเป็นหูทิพย์เท่านั้น เป็นแต่พระพุทธภาษิตที่อ้างแสดงว่าหูมี ๒ อย่าง คือมังสโสต (หูเนื้อ) และทิพยโสต (หูทิพย์)
(ยถากัมมูปคตญาณกถา)
ถาม : ญาณรู้ถึงสัตว์ที่เกิดตามกรรม คือตาทิพย์ใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : คือทำในใจถึงสัตว์ผู้เกิดตามกรรมด้วย เห็นรูปด้วย ตาทิพย์ด้วย อย่างนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ข้อนี้เกี่ยวโยงมาจากข้อที่ ๒๘ คือเกิดความเห็นผิดขึ้นว่า ญาณที่รู้ถึงสัตว์ผู้เกิดตามกรรม คือทิพยจักษุ หรือตาทิพย์ ฝ่ายซักค้านได้ซักให้ยอมรับว่า บุคคลบางคนไม่มีทิพย์จักษุ แต่ก็มีปัญญาชนิดนี้ได้ จึงไม่ควรกล่าวว่า ญาณชนิดนี้กับทิพยจักษุเป็นอันเดียวกัน)
(สังวรกถา)
ถาม : ความสำรวมมีในเทพทั้งหลาย ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความไม่สำรวมมีในเทพทั้งหลาย ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(อรรถกถาไม่ได้บอกว่าเป็นของนิกายใด แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่า สืบเนื่องมาจาก ข้อ ๒๘ ซึ่งเป็นมติของนิกายอันธกะ และนิกายสมิติยะ ความเห็นผิดนั้นเกิดขึ้น เพราะเห็นว่า เทพชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป ย่อมไม่ก่อเวร (ไม่ละเมิดศีล ๕) เพราฉะนั้น จึงชื่อว่ามีความสำรวม ตามความจริงปัญหาเรื่องการละเมิดศีล ๕ ไม่มี จึงไม่ควรกล่าวว่ามีหรือไม่มีความสำรวม เพราะเทพเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ละเมิดศีล ๕ โดยปกติธรรมดาอยู่แล้ว)
(อสัญญกถา)
ถาม : สัญญามีอยู่ในพวกอสัญญสัตว์ (สัตว์พวกไม่มีสัญญา หรือที่เรียกอีก อย่างหนึ่งว่า อสัญญีสัตว์) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่ (พึงทราบว่าเป็นการเห็นผิดแท้)
ถาม : สัตว์เหล่านั้นมีภพของผู้มีสัญญา (สัญญภพ) เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า เพราะมีพระพุทธภาษิตว่า “วิญญาณย่อมมีเพราะ สังขารเป็นปัจจัย” และเพราะมีพระพุทธภาษิตว่า “ชื่อว่าปฏิสนธิ (การถือกำเนิด) เว้นจากวิญญาณย่อมมีไม่ได้ ก็แลเทพเหล่านั้นย่อมเคลื่อนจากกายนั้น เพราะสัญญาเกิดขึ้น” ฉะนั้น อสัญญีสัตว์ จึงมีสัญญาทั้งในขณะจุติและปฏิสนธิ ฝ่ายซักจึงซักค้านว่า ถ้าอย่างนั้น อสัญญีสัตว์ ก็เป็น อสัญญีสัตว์เฉพาะตอนตั้งอยู่ แต่ตอนเคลื่อนตอนเกิดเป็นสัญญีสัตว์ มีอสัญญภพเฉพาะ ตอนตั้งอยู่ แต่ตอนเคลื่อนตอนเกิดมีสัญญภพ มีขันธ์ ๑ เฉพาะตอนตั้งอยู่ แต่ตอนเคลื่อน ตอนเกิด มีขันธ์ ๕ อย่างนั้นหรือ ซึ่งฝ่ายเห็นผิดจำต้องปฏิเสธ)
(เนวสัญญานาสัญญายตนกถา)
ถาม : ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ (อายตนะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) ไม่ควรกล่าวว่ามีสัญญา ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เทพพวกเนวสัญญานาสัญญายตนะ มีอสัญญภพ (ภพของผู้ไม่มีสัญญา) เป็นต้น เช่นนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า คำว่า อายตนะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ทำให้ไม่ควรกล่าวว่ามีสัญญาในภพนั้น ฝ่ายค้านจึงซักว่า ถ้าอย่างนั้น ก็มีอสัญญภพ คือมี ความเป็นอยู่แบบอสัญญีสัตว์ ใช่ไหม ซึ่งฝ่ายเห็นผิดจำต้องปฏิเสธ)
(คิหิสส อรหาติกถา)
ถาม : พระอรหันต์พึงเป็นคฤหัสถ์ได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระอรหันต์ยังมีเครื่องร้อยรัดของคฤหัสถ์หรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ความจริงเรื่องนี้เป็นเพียงโวหาร คือ นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นว่า มีคฤหัสถ์ หลายคนที่เป็นพระอรหันต์ เช่น ยศกุลบุตร สันตติมหาอำมาตย์ จึงกล่าวอย่างนั้น แต่ฝ่าย ค้านซักว่า ถ้าอย่างนั้นพระอรหันต์ก็มีกิเลสของคฤหัสถ์ใช่หรือไม่ ตามข้อเท็จจริง มีคฤหัสถ์ หลายคนได้บรรลุอรหัตตผล แต่เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ ความเป็นอยู่ทุกอย่างก็ต่างไป จากคฤหัสถ์ คือ ไม่ครองเรือน ไม่เสพกาม ไม่ดำรงชีวิตแบบชาวโลก เพราะฉะนั้น จึงไม่ควร กล่าวว่า พระอรหันต์เป็นคฤหัสถ์)
(อุปปัตติกถา)
ถาม : บุคคลย่อมเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการเกิดได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ได้ (พึงทราบว่าเห็นผิดแท้)
ถาม : บุคคลย่อมเป็นพระโสดาบันพร้อมกับการเกิดได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดว่า พระบาลีว่า “ย่อมเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพาน ในภพนั้น” จึงหมายความว่า บุคคลที่เกิดในชั้นสุทธาวาส ย่อมเป็นพระอรหันต์พร้อมกับ การเกิด ซึ่งตามความจริงมิใช่เช่นนั้น หากหมายความว่า ต้องเกิดเสียก่อน แล้วจึงจะเป็น พระอรหันต์ในภายหลัง)
(อนาสวกถา)
ถาม : ธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่มีอาสวะ คือกิเลสที่ดองสันดาน ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ธรรมทั้งปวงเป็นมรรคผลหรือนิพพาน เป็นต้น ใช่ไหม
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นว่า ผิด ธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ย่อมไม่มีอาสวะ ทั้งสิ้น คำว่าธรรมทั้งปวง ทำให้เกิดความหมายยุ่งยาก เพราะถ้าพระอรหันต์มีจีวร จีวรก็เป็น ของไม่มีอาสวะ เมื่อให้จีวรนั้นไป จะว่าจีวรนั้นไม่มีอาสวะหรือ ความจริงจึงไม่ควรกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่มีอาสวะ เพราะจะมีความหมายคลุมไปถึงร่างกาย เครื่องใช้)
(สมันนาคตกถา)
ถาม : พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔ เวทนา ๔ สัญญา ๔ เจตนา ๔ จิต ๔ ศรัทธา ๔ จนถึงปัญญา ๔ อย่างนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ คล้ายกับที่ คนปัจจุบันพูดว่าผู้สำเร็จมัธยม ๘ เป็นผู้ประกอบด้วยมัธยม ๑ ๒ ๓ ถึง ๘ ซึ่งไม่จำเป็น จะต้องกล่าวอย่างนั้น เวลาแสดงความรู้ ก็แสดงแต่ชั้นสูงสุด เพราะในชั้นต่ำกว่านั้นตน ผ่านพ้นมาแล้ว ถ้าจะนำมากล่าวด้วยก็จะเหมือนพูดเล่น เช่น ถามว่า มีความสำเร็จชั้นไหน ก็จะต้องตอบว่า สำเร็จชั้นประถม ๑ ๒ ๓ ๔ มัธยม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ซึ่งไม่จำเป็น)
(อุเปกขาสมันนาคตกถา)
ถาม : พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา (ความวางเฉย) ๖ อย่าง ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๖ เวทนา ๖ เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องโวหารเช่นเดียวกัน พระอรหันต์เป็นผู้มีความวางเฉยในทวารทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ แต่จะใช้ความวางเฉยนั้นทางไหน ก็ทำทีละทาง ไม่ใช่ทำ พร้อมกันทั้งหกทาง ในขณะเดียวกัน)
(โพธิยา พุทโธติกถา)
ถาม : บุคคลย่อมเป็นพระพุทธเจ้าเพราะโพธิ (ความตรัสรู้ หรือคุณเครื่องให้ตรัสรู้) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เมื่อโพธิดับแล้ว ก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของโวหารเช่นกัน คือ นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นอย่างนั้น คำว่า โพธิหมายถึงมัคคญาณ ๔ และสัพพัญญุตญาณ การกล่าวอย่างนั้นก็เป็นการถูกต้อง ในสำนวนธรรมดา แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ก็ไม่ควรกล่าว เพราะโพธิเป็นได้ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ในขณะที่โพธิเป็นอดีต ความเป็นพระพุทธเจ้าจะมิพลอยหมดไปด้วยหรือ ถ้าตั้งเงื่อนไขให้ขึ้นอยู่แก่โพธิเท่านั้น)
(ลักขณากถา)
ถาม : ผู้ประกอบด้วยลักษณะ เป็นพระโพธิสัตว์ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะบางส่วน ก็เป็นพระโพธิสัตว์บางส่วนหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นอย่างนี้ แต่ก็มีปัญหาว่า พระเจ้าจักรพรรดิ์ก็ ประกอบด้วยลักษณะเหมือนกัน พระเจ้าจักรพรรดิ์มิเป็นพระโพธิสัตว์ไปด้วยหรือ การกล่าว อย่างนี้จึงชื่อว่าผิดหลักตรรกศาสตร์ เช่น กล่าวว่า คนพูดภาษาไทยเป็นคนไทย คนชาติอื่น พูดภาษาไทยมิเป็นคนไทยไปด้วยหรือ)
(นิยาโมกกันติกถา)
ถาม : พระโพธิสัตว์มีกำหนดลงมาเกิดประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสปะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสปะ หรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า พระโพธิสัตว์จะต้องมีกำหนด หรือมีธรรมดาที่ จะต้องลงมาเกิดประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าบางพระองค์ เช่น พระกัสสปะ เพราะ จับความในฆฏิการสูตรผิด ฝ่ายซักจึงซักว่า พระโพธิสัตว์มาเป็นสาวก และพระสาวกกลาย เป็นพระพุทธเจ้าหรือ ตามความจริงพระโพธิสัตว์ในระหว่างที่บำเพ็ญบารมี อาจจะเกิดใน สมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ได้ จะออกบวชหรือไม่ก็ได้ ข้อสำคัญคือ ไม่ได้ตรัสรู้ บรรลุมรรคผลในสมัยที่กำลังบำเพ็ญบารมีนั้น ต่อมาในชาติสุดท้ายจึงได้ตรัสรู้ด้วยความ สามารถในการค้นคว้าและประพฤติปฏิบัติของพระองค์เอง)
(อปราปิสมันนาคตกถา)
ถาม : บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล (ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค) ประกอบด้วยผลทั้งสาม(โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล ประกอบด้วยผัสสะ ๔ เวทนา ๔ เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดทำนองเดียวกับข้อที่ ๓๗ ซึ่งกล่าวมาแล้ว เหตุผลใน การซักให้จำนนก็อย่างเดียวกัน ต่างแต่ในข้อนั้นกล่าวถึงพระอรหันต์ ในข้อนี้กล่าวถึงท่าน ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค)
(สัพพสัญโญชนปหานกถา)
ถาม : การละสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูกมัด) ทั้งปวง เป็นความเป็น พระอรหันต์หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : สัญโญชน์ทั้งปวง อันอรหัตตมรรคย่อมละใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า คำว่า การละสัญโญชน์ทั้งปวงได้ เป็นความเป็น พระอรหันต์ ความจริงพูดอีกอย่างหนึ่งก็ไม่ผิด แต่ที่ถูกคัดค้านก็เพราะในสัญโญชน์ทั้ง ๑๐ นั้น โสดาปัตติมรรคละมาแล้ว ๓ อนาคามิมรรคละมาแล้วอีก ๒ รวมเป็น ๕ อรหัตตมรรคละ อีก ๕ จึงไม่ควรกล่าวว่า อรหัตตมรรคละสัญโญชน์หมดทุกข้อ เพราะความจริงข้อต้น ๆ มรรคอื่นละมาเสร็จแล้ว เรื่องนี้ดูเป็นปัญหาทางสำนวนโวหารมากกว่า)
(วิมุตตกถา)
ถาม : วิมุตติญาณเป็นตัวหลุดพ้นหรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : วิมุตติญาณทุกอย่างเป็นตัวหลุดพ้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(คำว่า วิมุตติญาณ หมายความถึงญาณ ๔ ประการ คือ วิปัสสนาญาณ มัคคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ เพราะเป็นตทังควิมุติ สมุจเฉทวิมุติ และปฏิปัสสัทธิวิมุติ โดยลำดับ ส่วนปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่า วิมุตติญาณด้วย เพราะรู้จักวิมุติ กล่าวตามหลักวิชา ผลญาณเหล่านั้น ควรกล่าวได้ว่าเป็นตัวหลุดพ้นโดยตรง แต่เมื่อกล่าวคลุม ๆ ว่า วิมุตติญาณ เป็นตัวหลุดพ้น จึงทำให้เกิดการซักไซ้ไล่เลียงขึ้น นิกายอันธกะเป็นเจ้าของความคิดนี้)
(อเสกขกถา)
ถาม : พระเสกขะ (ผู้ยังศึกษา) มีอเสกขญาณ (ญาณที่เป็นของพระอเสกขะ) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระเสกขะย่อมรู้เห็นธรรมที่เป็นของพระอเสกขะ เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วย นามกายอยู่ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดว่า พระเสขะ คือพระอริยบุคคลที่ต่ำกว่า พระอรหันต์บางท่านเช่น พระอานนท์ย่อมรู้ถึงพระอเสขะ คือพระอรหันต์ จึงชื่อว่ามีอเสขญาณ ฝ่ายค้านจึงต้องซักให้ยอมจำนนคำว่า เสขะ เสกขะ และอเสขะ อเสกขะ ใช้ได้ทั้งสองแบบ มีความหมายอย่างเดียวกัน)
(วิปรีตกถา)
ถาม : ท่านผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ (กสิณกำหนดหัวข้อเพ่งที่ดิน) ชื่อว่า มีญาณในสิ่งที่ผิด ใช่หรือไม่
ถาม : ใช่
ถาม : มีความเห็นผิดในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง ในทุกข์ ว่าเป็นสุข ในสิ่งมิใช่ตน ว่าตน ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างามเช่นนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ ความเห็นผิดว่า ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ชื่อว่ามีความ รู้ผิด เพราะเท่ากับหลงยึดถือดิน แต่ตามความจริงเป็นการกำหนด สิ่งที่เป็นสมมติบัญญัติ เพื่อให้ใจสงบเท่านั้น มิได้ติดหรือเห็นว่า ว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน เป็นสิ่งที่งาม ฝ่ายค้าน จึงซักค้านดังกล่าวข้างต้น)
(นิยามกถา)
ถาม : บุคคลผู้เป็นอนิยต (คือยังเป็นบุถุชน ยังไม่แน่นอน) มีญาณเพื่อไปสู่ทำนอง ธรรม (มีญาณเพื่อบรรลุมรรค) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลผู้เป็นนิยต (พระอริยบุคคล) มีญาณเพื่อไปสู่สิ่งที่มิใช่ทำนองธรรม ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้ว่า “บุคคลที่จักก้าวลง สู่ทำนองธรรมที่ถูกต้อง จึงเป็นผู้ควรตรัสรู้ธรรมนั้นได้” คือถือเอาประเด็นที่ว่า พระพุทธเจ้า ทรงรู้ว่า คนคนนี้จะบรรลุธรรมที่ถูกต้องได้ คือบรรลุมรรค จึงเชื่อว่าบุถุชนก็มีญาณที่จะบรรลุมรรค แต่ตามความจริงในขณะที่เป็นบุถุชนยังไม่มีญาณเช่นนั้น เวลาซักค้านจึงค้านในทาง ตรงกันข้ามว่า พระอริยบุคคลมีญาณย้อนกลับไปเป็นบุถุชนได้ทำนองเดียวกับที่บุถุชนมีญาณตรงกันข้ามกับสภาพของตนได้เช่นนั้นหรือ)
(ปฏิสัมภิทากถา)
ถาม : ญาณทุกอย่างเป็นปฏิสัมภิทาใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความรู้สมมติ (รู้สิ่งที่คนนัดหมายเรียกร้องกัน เช่น รู้จักชื่อ) เป็นปฏิสัมภิทา ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ญาณทุกชนิดเป็นปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน) เป็นโลกุตตระทั้งสิ้น ฝ่ายซักจึงนำเอาความรู้สมมติ (สมมติญาณ) มาถามว่า เป็นโลกุตตระด้วยหรือ)
(สัมมติญาณกถา)
ถาม : ไม่ควรกล่าวว่า สมมติญาณ (ความรู้สมมติ) มีสัจจะเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์เลย ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้ที่เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ย่อมมีญาณ และปฐวีกสิณ ย่อมจัด เข้าในสมมติสัจจะ (ความจริงโดยสมมติ) มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : หากเป็นเช่นนั้น ท่านก็ควรกล่าวว่า สมมติญาณมีสัจจะเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์เลย
(นิกายอันธกะ ไม่รู้จักแยกสัจจะว่า ความจริงมีอยู่ ๒ ประการ คือ (๑) จริงตามที่ นัดหมายรู้กัน เรียกสมมติสัจจะ (๒) จริงอย่างเนื้อหาแท้ ๆ เรียกปรมัตถสัจจะ เมื่อไม่รู้จัก แยกความจริงอย่างนี้จึงกล่าวว่า ไม่ควรกล่าวว่า ญาณที่รู้สมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์ ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ ความจริงกล่าวได้ เพราะสัจจะที่เป็นอารมณ์ของสมมติญาณ เป็นสมมติสัจจะ ฝ่ายค้านจึงต้อนให้เห็นจริงในข้อนี้)
(จิตตารัมมณกถา)
ถาม : ญาณที่รู้จิตใจของผู้อื่น (เจโตปริยญาณ) มีจิตเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มี อย่างอื่นเป็นอารมณ์เลย ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : มีบุคคลบางคนที่รู้ว่า จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ เป็นต้นมิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ญาณที่รู้จิตใจของผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์ อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์เลย
(นิกายอันธกะ มีความเห็นไม่รอบคอบในข้อนี้ จึงถูกซักให้เห็นว่า ญาณชนิดนี้มิใช่ รู้แต่จิตอย่างเดียว แต่รู้ถึงราคะ โทสะ โมหะ ที่ประกอบด้วยจิตด้วย)
(อนาคตญาณกถา)
ถาม : ญาณรู้อนาคตมีอยู่มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลย่อมรู้อนาคตโดยมูล โดยเหตุ โดยต้นเหตุ โดยกำเนิด โดยต้นกำนิด เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดในข้อนี้ ปัญหาที่โต้แย้งมีเพียงว่า อนาคตญาณมีอยู่ แต่มิได้มีในทุกกรณี ฝ่ายค้านจึงซักค้านต่าง ๆ ดังข้อความข้างต้น รวมทั้งซักว่า บุคคลที่อยู่ ในมรรคผลต่ำกว่า ย่อมมีญาณในมรรคผลที่สูงกว่าด้วยอย่างนั้นหรือ ซึ่งฝ่ายเห็นผิดจำเป็น ต้องปฏิเสธ)
(ปัจจุปปันนญาณกถา)
ถาม : ญาณรู้ปัจจุบันมีอยู่ใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลย่อมรู้ญาณนั้น ด้วยญาณนั้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ญาณรู้สิ่งที่เป็นปัจจุบันทุกชนิดมีอยู่ ฝ่ายค้านจึง ซักค้านว่า บุคคลย่อมใช้ญาณนั้นรู้ตัวญาณเองด้วยหรือ)
(ผลญาณกถา)
ถาม : พระสาวกมีญาณรู้ผลใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระสาวกย่อมบัญญัติความที่บุคคลมีผลเป็นของตน ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า พระสาวกมีญาณรู้ผลเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า จึงถูกฝ่ายค้านซักว่า รู้อย่างบัญญัติได้ว่า ในผลชั้นเดียวกันนี้ เป็นประเภทนั้นประเภทนี้ เช่น เอกพีชี โกลังโกละ สัตตักขัตตุปรมะ อย่างนั้นหรือ ซึ่งฝ่ายเห็นผิดจำต้องปฏิเสธ)
(นิยามกถา)
ถาม : นิยามะ (ทำนองธรรม) เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ทำนองธรรมนั้นเป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า นิยามะ (ทำนองธรรมหรือทำนองคลองธรรม) เป็นอสังขตะ ความจริงนิยามะเป็นเพียงอริยมรรค จึงไม่จัดเป็นอสังขตะ)
(ปฏิจจสมุปปาทกถา)
ถาม : ปฏิจจสมุปบาท (การเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยเกี่ยวโยงกัน) เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ปฏิจจสมุปบาทเป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ และ มหิสาสกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้จำนนด้วย คำถามที่ว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นนิพพานหรือ จึงเป็นอสังขตะ)
(สัจจกถา)
ถาม : อริยสัจจ์ ๔ เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อริยสัจจ์ ๔ เป็นเครื่องต้านทาน ฯลฯ เป็นอมตะ เป็นปรินิพพาน ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า อริยสัจจ์ ๔ เป็นอสังขตะ จึงถูกซักว่า อริยสัจจ์ ๔ เป็นนิพพานหรือ)
(อารุปปกถา)
ถาม : อากาสานัญจายตนะ (อายตนะที่มีอากาศไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์) เป็น อสังขตะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อากาสานัญจายตนะเป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดต่อไปว่า อรูปทั้งสี่มีอากาสานัญจายตนะ เป็นต้น เป็นอสังขตะ เพราะบางแห่งมีคำว่า อเนญชา คือไม่หวั่นไหว ฝ่ายซักจึงซักค้านให้ยอมจำนนว่า อากาสานัญจายตะเป็นต้น มิใช่นิพพาน)
(นิโรธสมาปัตติกถา)
ถาม : นิโรธสมาบัติเป็นอสังขตะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : นิโรธสมาบัติเป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิโรธสมาบัติเป็นสมาบัติชั้นสูงสุดที่ดับสัญญาและเวทนาก็จริง แต่ก็ไม่ควรกล่าว ว่าเป็นสังขตะ หรืออสังขตะทั้งสองอย่าง เพราะไม่มีลักษณะของสังขตะหรืออสังขตะ นี้เป็น คำอธิบายตามอรรถกถา แต่ นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นว่า นิโรธสมาบัติ เป็นอสังขตะ ฝ่ายค้านจึงซักว่า เป็นนิพพานหรือ ในที่นี้ดูเหมือนทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายเห็นผิด ต่างก็เห็นร่วมกันว่า นิโรธสมาบัติมิใช่นิพพาน แต่ผู้จัดทำหนังสือนี้เห็นว่า เป็นปัญหาที่น่า พิจารณา เพราะมีพระบาลีระบุไว้ชัดเจนว่า การที่ภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นนิพพาน โดยนิปปริยาย คือโดยตรง ขอได้โปรดดูหน้า ๘๖๘ วรรคที่ ๕)
(อากาสกถา)
ถาม : อากาศเป็นอสังขตะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อากาศเป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ และ มหิสาสกะ มีความเห็นผิดดั่งกล่าว จึงถูกซักให้ยอมรับว่าอากาศมิใช่นิพพาน)
(อากาโส สนิทัสสโนติกถา)
ถาม : อากาศเป็นของเห็นได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อากาศเป็นรูปที่มาสู่คลองแห่งจักษุหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า อชฎากาศเป็นของเห็นได้ โดยยกตัวอย่างว่า เวลาอยู่ในห้องมืดมองออกมาทางช่องดาลประตู จะแลเห็นอากาศ ฝ่ายค้านจึงซักให้ยอมจำนนว่า อากาศไม่ใช่รูป ถ้าพูดแบบวิทยาศาสตร์ ก็อาจกล่าวได้ว่า ที่อ้างว่าเห็นอากาศนั้น ที่จริงเห็น แสงหรือคลื่นแสงที่สะท้อนมาจากฝุ่นละอองในอากาศต่างหาก ถ้าอยู่ในที่ซึ่งไม่มีฝุ่นละออง เลย เช่น ในอวกาศชั้นสูง จะมองเห็นมืดไปหมด)
(ปฐวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถา)
ถาม : ธาตุดินเป็นของเห็นได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ธาตุดินเป็นรูปที่มาสู่คลองจักษุหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะตามหลักวิชาถือว่า ธาตุดินนั้นเรามอง ไม่เห็น แต่สิ่งที่เรามองเห็นคือสี (วัณณะ) เพราะลักษณะที่แท้ของธาตุดินคือความแข้นแข็ง อีกอย่างหนึ่ง การพูดว่า ธาตุดินเป็นของมองเห็นได้นั้น ถ้าจะนับว่าถูกก็ถูกในสำนวนโลก แต่ในสำนวนธรรมะ สิ่งที่จะเห็นได้มีอย่างเดียวคือรูป และรูปที่เห็นได้ก็คือสี การค้านในที่นี้ ไม่ใช่ค้านในทางโลก แต่เป็นการค้านในสำนวนธรรม)
(จุกขุนทริยัง สนิทัสสนันติกถา)
(กายกัมมัง สนิทัสสนันติกถา)
(ทั้งสองข้อนี้ เป็นความเห็นต่อเนื่องมาจากข้อที่ ๖๑ อรรถกถาจึงมิได้อธิบายอะไร ไว้เลย แต่เหตุผล ที่ใช้โต้ตอบก็คงแบบเดียวกัน)
(สังคหิตกถา)
ถาม : ธรรมบางอย่างที่สงเคราะห์เข้ากันได้กับธรรมบางอย่างไม่มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ธรรมบางอย่างย่อมนับเนื่องเข้ากับธรรมบางอย่าง ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ธรรมบางอย่างที่สงเคราะห์เข้ากันได้กับ ธรรมบางอย่างไม่มี
(นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ฝ่ายค้านจึงค้านให้ยอมรับว่า ธรรมที่เข้ากันได้มีอยู่ เช่น อายตนะคือตา นับเนื่องเข้าในรูปขันธ์ เป็นต้น)
(สัมปยุตตกถา)
ถาม : ธรรมบางอย่างที่สัมปยุต กับธรรมบางอย่างไม่มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ธรรมบางอย่างที่ไปด้วยกัน เกิดร่วมกัน ระคนกัน เกิดขึ้นพร้อมกัน ดับ พร้อมกัน มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันกับธรรมบางอย่าง มีอยู่มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ธรรมบางอย่างที่สัมปยุตกับธรรมบางอย่าง ไม่มี
(นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ข้อโต้แย้งชัดเจนอยู่แล้ว)
(เจตสิกกถา)
ถาม : ธรรมที่เป็นเจตสิก (เป็นไปทางจิต) ไม่มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ธรรมบางอย่างที่ไปด้วยกัน เกิดร่วมกัน ระคนกัน เกิดขึ้นพร้อมกัน ดับพร้อมกัน มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันกับจิต มีอยู่มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ธรรมที่เป็นเจตสิกไม่มี
(นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ และข้อโต้แย้งก็ชัดเจน อยู่แล้วเช่นกัน)
(ทานกถา)
ถาม : เจตสิกธรรม (ธรรมที่เป็นไปทางจิต) เป็นทานใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เจตสิกธรรมอาจที่จะให้แก่คนอื่นได้หรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดว่า เจตสิกธรรม คือ ธรรมที่เป็นไป ทางจิตเท่านั้น จัดเป็นทาน แต่ตามหลักวิชา ทานมี ๓ อย่าง คือ (๑) เจตนาบริจาค (๒) เจตนา งดเว้นจากความชั่ว (อภัยทาน) และ (๓) วัตถุสำหรับให้ ที่เรียกว่าเทยยธัมมะ หรือไทยธรรม โดยนัยนี้เมื่อวิเคราะห์แล้ว ทาน จึงได้แก่ เจตนาบริจาค และเจตนางดเว้นความชั่ว ซึ่งเป็น เจตสิกธรรมอย่างหนึ่ง ได้แก่วัตถุสำหรับให้ ซึ่งเป็นวัตถุไม่เกี่ยวกับจิตอีกอย่างหนึ่ง เมื่อมี ความเห็นว่าเจตสิกธรรมเท่านั้นเป็นทาน จึงถูกเพียงครึ่งเดียว เวลาซักค้านจึงเอาวัตถุมาค้าน ว่า เจตสิกธรรมใช้สำหรับให้แก่คนอื่นได้อย่างวัตถุหรือไม่)
(ปริโภคมยปุญญกถา)
ถาม : บุญที่สำเร็จด้วยการใช้สอย ย่อมเจริญใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต เป็นต้น ที่สำเร็จด้วยการใช้สอย ย่อมเจริญ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายราชคิริกะ สิทธัตถิกะ สมิติยะ จับประเด็นผิดจากข้อความในพระสูตร บางแห่ง มีใจความว่า ภิกษุ (ที่ประพฤติดีงาม) ใช้สอยจีวรของผู้ใด บุญย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ทั้งกลางวันกลางคืน ในกาลทุกเมื่อ แล้วลงความเห็นว่า บุญเกิดจากการใช้สอย แต่ตาม ความจริง บุญย่อมเจริญเนื่องมาจากเหตุอื่นก็มี เช่น เจตนาดีของผู้ทำบุญ ในการซักค้านจึง ซักหลายอย่าง รวมทั้งตอนท้ายได้ซักว่า ถ้าผู้รับรับแล้วมิได้ใช้สอยก็ดี มีใครชิงไป หรือวัตถุนั้น พินาศไปด้วยน้ำ ด้วยไฟก็ดี จะชื่อว่าได้บุญ หรือบุญยังเจริญหรือไม่ ถ้าตอบว่าได้บุญ ก็ไม่ควรกล่าวว่า บุญเกิดจากการใช้สอยของผู้รับเท่านั้น)
(อิโตทินนกถา)
ถาม : ผู้ล่วงลับไปแล้ว ย่อมยังชีวิตด้วยสิ่งที่ให้ไปจากโลกนี้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้ล่วงลับไปแล้ว ใช้สอยบริโภคเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ของเคี้ยว ของบริโภค น้ำดื่มที่ให้ไปจากโลกนี้หรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะจับความในพระสูตร บางแห่งผิด ฝ่ายค้านจึงซักค้านหลายอย่าง เช่น ซักว่า ผู้ล่วงลับไปแล้วก็ใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ให้ หรืออุทิศไปให้จากโลกนี้จริง ๆ หรือ ความสุข ความทุกข์ คนอื่นทำให้กันได้หรือ คนอื่นทำ แต่อีกคนหนึ่งได้เสวยหรือ ซึ่งผู้เห็นผิดจำต้องปฏิเสธทั้งนี้พราะตามหลักวิชา แม้จะมีผู้อุทิศ อะไรไปให้ ผู้ล่วงลับไปจะต้องอนุโมทนาก่อน การอนุโมทนาหรือพลอยยินดีนั้น ถือว่าเป็น การทำบุญอย่างหนึ่ง คือทำให้ใจสูง ยินดีในคุณความดีที่ผู้อื่นทำแล้ว ผลจึงปรากฏ คือเกิด เป็นสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้รับต้องการ ไม่ใช่วัตถุดั้งเดิมไปถึงผู้รับ)
(ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา)
ถาม : แผ่นดินเป็นผลแห่งกรรม ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : แผ่นดินเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบ ด้วยความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบด้วยผัสสะ ประกอบ ด้วยเวทนา ประกอบด้วยสัญญา ประกอบด้วยเจตนา ประกอบด้วยจิต มีอารมณ์ เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า แผ่นดินเป็นผลของกรรม คือเห็นว่า มีกรรมที่เป็น ไปเพื่อความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ฝ่ายค้านจึงซักว่า แผ่นดินเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เป็นต้น และซักต้อนในเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นใหญ่ในแผ่นดิน สัตว์อื่น ๆ ที่อาศัยแผ่นดิน จะมิชื่อว่าบริโภคผลแห่งกรรมของพระเจ้าจักรพรรดิ์หรือ)
(ชรามรณัง กัมมวิปาโกติกถา)
ถาม : ความแก่ความตายเป็นผล ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความแก่ความตายเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ฝ่ายค้านจึงซักค้านหลายข้อดั่งตัวอย่างข้างต้น รวมทั้งซักว่า ความแก่และความตายเป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมกันแน่ ฝ่ายเห็นผิด เห็นว่า ความแก่และความตายเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา จึงเป็นผลของอกุศลกรรม แต่ตาม หลักวิชาไม่จัดว่า ความแก่ความตายเป็นผลของกรรมดี กรรมชั่ว และตามหลักวิชาคำว่า วิบากหรือผลของกรรม จะต้องเกี่ยวกับเวทนา ผัสสะ สัญญา เจตนา จิต แต่เมื่อฝ่ายเห็นผิดยอมรับว่า ความแก่ความตายไม่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ จึงชื่อว่ายอมรับว่า มิได้เป็นวิบาก)
(อริยธัมมวิปากกถา)
ถาม : ผลของอริยธรรมไม่มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความเป็นสมณะ ความเป็นพรหม (พรหมจรรย์) มีผลมากมิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ผลของอริยธรรมไม่มี
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ผลของความเป็นสมณะ ก็คือการละกิเลสเท่านั้น มิใช่ธรรมที่เป็นจิตหรือเจตสิก ฝ่ายค้านจึงซักค้านหลายข้อดั่งตัวอย่างข้างต้น)
(วิปาโก วิปากธัมมธัมโมติกถา)
ถาม : ผลมีธรรมซึ่งเป็นผลเป็นธรรมดา (ผลเป็นปัจจัยให้เกิดผล) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผลของผลนั้น มีธรรมซึ่งเป็นผลเป็นธรรมดา (ผลของผลนั้นเป็นปัจจัย ให้เกิดผลอีก)ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ผลเป็นปัจจัยให้เกิดผล จึงถูกซักดั่งตัวอย่าง ข้างต้น)
(ฉคติกถา)
ถาม : คติมี ๖ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระผู้มีพระภาคตรัสคติไว้ ๕ อย่าง คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ และเทพ มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า คติมี ๖
(นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นว่า คติมี ๖ คือเพิ่มอสุรกายเข้าด้วย แต่เมื่อถูกย้อนถามถึงคติ ๕ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในโลมหังสสูตร ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า มหาสีหนาทสูตร ก็จำเป็นต้องยอมรับ เพื่อมิให้เป็นการปฏิเสธพระพุทธภาษิต แต่ก็ยังยืนยัน ในเรื่องคติ ๖ เพราะถือว่าพระพุทธภาษิตแห่งอื่นมีตรัสไว้ถึงอสุรกาย ฝ่ายค้านจึงค้านต่อไปว่า อสุรกายสงเคราะห์เข้าในพวกเปรตมิใช่หรือ ฝ่ายเห็นผิดยอมรับแต่ก็แย้งต่อไปอีกว่า บริษัท ของท้าวเวปจิตติ ที่เรียกว่า ยักษ์ จะว่าอย่างไร ฝ่ายค้านซักค้านให้ยอมรับอีกว่า บริษัท ของท้าวเวปจิตติสงเคราะห์เข้าในเทพ)
(อันตราภวกถา)
ถาม : ภพที่คั่นในระหว่างมีอยู่ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เป็นกามภพ หรือเป็นรูปภพ หรือเป็นอรูปภพ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ และ สมิติยะ เข้าใจผิดว่า มีอันตราภพ คือภพที่คั่นในระหว่าง เพราะตีความคำว่า อันตราปรินิพพายี ที่แปลว่า ปรินิพพานในระหว่าง ความจริงในที่นั้น หมายความว่า อายุยังไม่เต็มตามกำหนดอายุขัยก็ปรินิพพานก่อน นอกจากนั้นผู้เข้าใจผิด เชื่อว่า ระหว่างเวลาที่รอถือปฏิสนธิ ๗ วันหรือเกินกว่า ๗ วันนั้น ชื่อว่ามีอันตราภพ ฝ่ายค้าน จึงซักค้านให้ตอบว่า อันตราภพเป็นภพอะไรในภพทั้งสาม ซึ่งก็ตอบปฏิเสธ)
(กามคุณกถา)
ถาม : กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ฉันทะ (ความพอใจ) ที่ประกอบด้วยกามคุณ ๕ นั้น มีอยู่มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า กามคุณ ๕ เท่านั้นเป็นกามธาตุ
(กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ นิกาย ปุพพเสลิยะมีความเห็นยืนยันว่า กามธาตุนั้น คือกามคุณ ๕ เท่านั้น แต่ตามคติทาง พระพุทธศาสนา กามธาตุ ย่อมหมายรวมทั้ง วัตถุกาม คือกามคุณ ๕ และ กิเลสกาม คือกิเลส เป็นเหตุใคร่ เช่น ฉันทะ ความพอใจ ราคะ ความกำหนัดยินดี และ กามภพ คือความมี ความเป็นที่เนื่องด้วยกาม ฝ่ายค้านจึงเอากิเลสกาม มาถามว่า มิได้เกี่ยวข้องกันดอกหรือ)
(กามกถา)
ถาม : อายตนะ ๕ เท่านั้นเป็นกามมิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ฉันทะ (ความพอใจ) ที่ประกอบด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า อายตนะ ๕ เท่านั้นเป็นกาม
(อายตนะ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิด ข้อนี้ ประเด็นสำคัญที่ถูกโต้แย้งเหมือนข้อ ๗๖)
(รูปธาตุกถา)
ถาม : ธรรมที่มีรูปเป็นรูปธาตุ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : รูปเป็นภพ เป็นคติ เป็นที่อยู่แห่งสัตว์ เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า รูปธรรมเท่านั้นเป็นรูปธาตุ แต่ความจริง รูปภพ ก็เป็นรูปธาตุด้วย ฝ่ายค้านจึงซักว่า รูปนั้น หมายความไปถึงภพด้วยหรือไม่ เป็นการเตือนให้ เห็นว่า คำว่า รูป มีความหมายไม่คลุมไปถึงคำว่า รูปภพ เพราะฉะนั้น ฝ่ายเห็นผิดจึงยอมรับ ว่า รูปมิใช่ภพ อันเป็นการยอมรับว่า คำจำกัดความของตนยังไม่รัดกุมพอ)
(อรูปธาตุกถา)
ถาม : ธรรมที่ไม่มีรูปเป็นอรูปธาตุ ใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : เวทนาเป็นภพ เป็นคติ เป็นที่อยู่แห่งสัตว์ เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ข้อนี้ก็เช่นเดียวกับข้อ ๗๘ อรูปธาตุ มิได้หมายเพียงธรรมที่ไม่มีรูป แต่หมายถึง อรูปภพด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อ นิกายอันธกะ เห็นผิด จึงถูกซักว่า เวทนาซึ่งเป็นอรูป มีความหมายคลุมไปถึง อรูปภพหรือไม่ ซึ่งฝ่ายเห็นผิดจำต้องปฏิเสธ)
(รูปธาตุยา อายตนกถา)
ถาม : อัตตภาพของรูปธาตุที่มีอายตนะ ๖ มีอยู่ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ในรูปธาตุนั้น มีอายตนะคือจมูก ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ในรูปธาตุนั้น มีอายตนะคือกลิ่นหรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ สมิติยะ มีความเห็นว่า พวกพรหมมีอัตตภาพ มีอายตนะ ครบ ๖ ฝ่ายค้านจึงซักค้านดังตัวอย่างข้างต้น)
(อรูเป รูปกถา)
ถาม : ในอรูปมีรูป ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ในอรูปมีรูปภพ เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : ในอรูปมีอรูปภพ เป็นต้น มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ในอรูปมีรูป
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักค้านดั่งตัวอย่างข้างต้น)
(รูปัง กัมมันติกถา)
ถาม : การกระทำทางกายที่เกิดขึ้นจากกุศลจิต จัดเป็นรูปอันเป็นกุศล ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : การกระทำทางกายนั้น มีอารมณ์ มีการระลึก มีการคำนึง เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
ถาม : การงานนั้น ไม่มีอารมณ์ ไม่มีการระลึก ไม่มีการคำนึง เป็นต้น มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า การกระทำทางกายที่เกิดขึ้นจากกุศลจิต จัดเป็นรูปอันเป็นกุศล
(นิกายมหิสาสกะ และ สมิติยะ มีความเห็นว่า รูป กล่าวคือการไหวทางกายและ วาจา (กายวิญญัติและวจีวิญญัติ) ชื่อว่ากายกรรมและวจีกรรม กายกรรมและวจีกรรมนั้น ที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน ย่อมเป็นกุศล ที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน ย่อมเป็นอกุศล ฝ่ายค้านจึงซักว่า มีอารมณ์หรือไม่ เมื่อไม่มีอารมณ์ ก็ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น)
(ชีวิตินทริยกถา)
ถาม : ชีวิตินทรีย์คือรูป ไม่มีใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อายุ ความตั้งอยู่ ความเป็นไป เป็นต้น ของธรรมที่มีรูป ไม่มีใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : อายุ เป็นต้น ของธรรมที่มีรูปมีอยู่ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ชีวิตินทรีย์คือรูปไม่มี
(นิกายปุพพเสลิยะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจว่า ชื่อว่าชีวิตินทรีย์เป็นของไม่ประกอบกับจิต เป็นธรรมไม่มีรูป เพราะฉะนั้น ชีวิตินทรีย์ที่เป็นรูปจึงไม่มี ฝ่ายค้านจึงค้านถึงอายุความเป็นไป เครื่องสืบต่อ เป็นต้น)
(กัมมเหตุกถา)
ถาม : พระอรหันต์ย่อมเสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์เพราะกรรมเป็นเหตุ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระโสดาบันก็เสื่อมจากโสดาปัตติผลเพราะกรรมเป็นเหตุ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักถึงผลอื่น ๆ ซึ่ง ต่ำกว่าลงมาแต่ก็ตอบปฏิเสธ)
ถาม : ผู้เห็นอานิสงส์ (คือเห็นพระนิพพานโดยความเป็นอานิสงส์) ย่อมละสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องผูกมัด) ได้ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้พิจารณาสังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ละสัญโญชน์ได้ มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (เท่านั้น) ละสัญโญชน์ได้
(นิกายอันธกะ มีความเห็นเพียงแง่เดียวในเรื่องละสัญโญชน์ ตามหลักวิชา ผู้ละ สัญโญชน์ได้ มี ๒ ประเภท คือ (๑) เห็นสังขาร คือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งโดยความเป็นโทษ (๒) เห็นพระนิพพานโดยความเป็นอานิสงส์ เมื่อเห็นเพียงแง่ใดแง่หนึ่งว่าเป็นหลักการสำคัญ ในเรื่องนี้ จึงถูกซักค้านให้เห็นความสำคัญของหลักการอีกอันหนึ่งที่ยังขาดอยู่ด้วย)
(อมตารัมมณกถา)
ถาม : สัญโญชน์คือกิเลสเครื่องผูกมัด มีอมตะคือพระนิพพานเป็นอารมณ์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อมตะเป็นที่ตั้งแห่งเครื่องผูกมัด ฯลฯ เป็นเครื่องเศร้าหมองหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : ถ้าอมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งเครื่องผูกมัด ฯลฯ ไม่เป็นเครื่องเศร้าหมอง ท่านก็ ไม่ควรกล่าวว่าสัญโญชน์ มีอมตะเป็นอารมณ์
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดในข้อนี้ เพราะเห็นว่า ราคะ โทสะ โมหะ อาจ เกิดขึ้นได้เพราะปรารภพระนิพพาน จึงถูกซักว่า พระนิพพานเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสหรือ ตาม ข้อเท็จจริง พระนิพพานตามความนึกคิดมิใช่ข้อที่จะพึงอ้างเอาว่า เป็นอารมณ์ของกิเลสได้)
(รูปัง สารัมมณันติกถา)
ถาม : รูปมีอารมณ์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : รูปมีการคำนึง เป็นต้น ได้หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักว่า รูปคิดนึกได้หรือ จึงกล่าวว่า รูปมีอารมณ์)
(อนุสยา อนารัมมณาติกถา)
ถาม : อนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน คือกิเลสที่แฝงตัว) ไม่มีอารมณ์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อนุสัยเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคือตา จนถึงเป็นอายตนะคือสิ่งที่ ถูกต้องได้ด้วยกายหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ บางส่วนมีความเห็นผิดว่า กิเลสประเภทแฝงตัว เป็นจิตตวิปปยุต คือไม่ประกอบกับจิต เป็นอเหตุกะ และเป็นอัพยากฤต ฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่มีอารมณ์ ในการซักให้รู้สึกเห็นผิด ได้มีการซักให้เห็นว่า อนุสัยเนื่องด้วยสังขาร คือความคิด หรือเจตนา เหตุไฉนจึงจะว่าไม่มีอารมณ์ ในเมื่อเป็นกิเลสประเภทกามราคะ ฝ่ายเห็นผิด ยอมรับว่า มีอารมณ์)
(ญาณัง อนารัมมณันติกถา)
ถาม : ญาณ (ความรู้) ไม่มีอารมณ์ ใช่หรือไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : ญาณเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคือตา เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ญาณคือความรู้ ไม่มีอารมณ์ จึงถูกซักตามหลักวิชา ที่จัดประเภทธรรมะไม่มีอารมณ์ว่า ญาณเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นต้นหรือ)
(อตีตารัมมณกถา)
ถาม : จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ ชื่อว่าไม่มีอารมณ์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อดีตก็เป็นอารมณ์มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอดีตเป็นอารมณ์ได้ ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ ชื่อว่าไม่มีอารมณ์
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักค้านให้จำนน)
(อนาคตารัมมณกถา)
ข้อนี้ก็เหมือนข้อที่ ๙๐ ต่างแต่ใช้คำว่า อนาคต แทนอดีตเท่านั้น
(วิตักกานุปติตกถา)
ถาม : จิตทุกอย่างถูกความตรึกติดตาม ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : วิจาร ปีติ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส เป็นต้น ถูกความตรึกติดตามด้วยหรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักถึงธรรมประเภทเดียวกับวิตก อื่น ๆ ด้วย)
(วิตักกวิปผารกถา)
ถาม : การแผ่ออกแห่งความตรึกของผู้ตรึก ผู้ตรองด้วยประการทั้งปวง จัดว่า เป็นเสียง ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : การแผ่ออกแห่งสัมผัสของผู้ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง จัดเป็นเสียง การ แผ่ออกแห่งเวทนา สัญญา เจตนา เป็นต้น ของผู้รู้สึกอารมณ์ ผู้รู้ตัว ผู้เจตนา เป็นต้น ด้วยประการทั้งปวง จัดเป็นเสียงด้วยหรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะถือหลักว่า วิตก ความตรึก วิจาร ความตรอง เป็นวจีสังขาร คือเครื่องปรุงวาจา ฉะนั้น เสียงจึงเป็นการแผ่ออกมาแห่ง ความตรึก ฝ่ายค้านจึงหาคำถามต่าง ๆ มาซักค้านมากมายดั่งตัวอย่างข้างต้น)
(น ยถาจิตตัสส วาจาติกถา)
ถาม : วาจาไม่เป็นไปตามจิต ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : วาจาเป็นของผู้ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีเจตนา ไม่มีความตรึก ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นว่า คนบางคนคิดจะพูดอย่างหนึ่ง แต่พูดไปอย่างอื่น จึงแสดงว่า วาจามิได้เป็นไปตามจิต หรือตามที่คิด ฝ่ายค้านจึงค้านในหลักใหญ่ว่า ถ้าอย่างนั้น วาจาก็เป็นของผู้ที่ไม่รู้สึกตัว ใช่หรือไม่)
(น ยถาจิตตัสส กายกัมมันติกถา)
(ข้อนี้ก็เหมือนข้อ ๙๔ เปลี่ยนเพียงการกระทำทางกาย แทนวาจา)
(อดีตานาคตปัจจุปปันนกถา)
ถาม : บุคคลประกอบด้วยอดีต อนาคตใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อดีตก็ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิดขึ้นมิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า บุคคลประกอบด้วยอดีต อนาคต
(นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า บุคคลผู้ได้สมาบัติ ๘ ย่อมมีสมาบัติ ๘ อันมิได้เป็นไป ในขณะเดียวกัน เช่น เข้าสมาบัติที่ ๒ สมาบัตินั้นย่อมเป็นปัจจุบัน สมาบัติที่ ๑ ย่อมเป็นอดีต และที่เหลือย่อมเป็นอนาคตกล่าวตามหลักวิชา อาการเช่นนี้ ควรใช้คำว่า ได้สมาบัติ ๘ ไม่ใช่ ประกอบด้วยสมาบัติ ๘ จึงเห็นได้ว่า เป็นเรื่องของสำนวนโวหารมากกว่าอย่างอื่น)
(นิโรธกถา)
ถาม : เมื่อขันธ์ ๕ อันแสวงหาความเกิด ยังไม่ดับ ขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยาย่อมเกิดขึ้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ขันธ์ ๑๐ ชื่อว่ารวมกัน คือขันธ์ ๑๐ มาพบกัน ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า ในขณะที่ขันธ์ ๕ ที่แสวงหา “อุปบัติ” หรือความเกิด ยังไม่ดับ ขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยาก็เกิดขึ้น ฝ่ายค้านจึงซักว่า กลายเป็นขันธ์ ๑๐ มาพบกันใช่หรือไม่)
(รูปัง มัคโคติกถา)
ถาม : รูปของผู้ประกอบพร้อมด้วยมรรค จัดเป็นมรรค ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : รูปมีอารมณ์ มีการคิดคำนึง เป็นต้นได้ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหิสาสกะ สมิติยะ และ มหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดว่า สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ และสัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ เป็นรูป จึงกล่าวว่า รูปเป็นมรรค ฝ่ายค้านจึงซักค้านดั่งตัวอย่างข้างต้น)
(ปัญจวิญญาณสมัคคิสส มัคคภาวนากถา)
ถาม : ผู้ประกอบด้วยวิญญาณ ๕ มีการเจริญมรรค ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : วิญญาณ ๕ มีวัตถุอันเกิดขึ้นแล้ว มีอารมณ์อันเกิดขึ้นแล้ว มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ผู้ประกอบด้วยวิญญาณ ๕ มีการ เจริญมรรค
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดว่า ผู้ประกอบด้วยวิญญาณ ๕ มีจักขุวิญญาณ เป็นต้น จนถึงกายวิญญาณ ชื่อว่ามีการเจริญมรรค ฝ่ายค้านจึงซักค้านดั่งตัวอย่างข้างต้น กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ มรรคประกอบด้วยมโนวิญญาณ ฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า เกี่ยวกับวิญญาณ ๕)
(ปัญจวิญญาณา กุสลาปีติกถา)
ถาม : วิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดขึ้นแล้ว มีอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า วิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ตามหลักวิชาไม่ควรจัดว่าเป็นกุศลหรือ อกุศล เพราะเป็นเพียงความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายเท่านั้น)
(ปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถา)
ถาม : วิญญาณ ๕ มีการคิดคำนึงได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : วิญญาณ ๕ มีวัตถุอันเกิดขึ้นแล้ว มีอารมณ์อันเกิดขึ้นแล้วมิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า วิญญาณ ๕ มีการคิดคำนึงได้
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะจับประเด็นผิดในพระพุทธสุภาษิต ที่ว่า “เห็นรูปด้วยตาแล้วถือเอาโดยนิมิต - - ไม่ถือเอาโดยนิมิต” เหตุผลที่นำมาซักคงเป็น เช่นเดียวกับข้อก่อน ๆ)
(ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา)
ถาม : ผู้ประกอบพร้อมด้วยมรรค ชื่อว่าประกอบด้วยศีล ๒ อย่างใช่ไหม
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้ประกอบพร้อมด้วยมรรค ชื่อว่าประกอบด้วยผัสสะ ๒ อย่าง สัญญา ๒ อย่าง เป็นต้น จนถึงปัญญา ๒ อย่างใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดว่า ผู้ประกอบพร้อมด้วยมรรค ชื่อว่าประกอบด้วยโลกิยศีลซึ่งมีอยู่เดิม กับโลกุตตรศีลในขณะแห่งมรรค จึงถูกซักดั่งตัวอย่างข้างต้น)
(สีลัง อเจตสิกันติกถา)
ถาม : ศีลไม่เป็นเจตสิก ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ศีลเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคือตา เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ เห็นว่า ศีลมีการสมาทาน คือการรับศีลเป็นเหตุ ฉะนั้น จึงไม่ จำเป็นต้องเป็นเจตสิก หรือธรรมะที่เป็นไปทางจิต ซึ่งได้ถูกซักให้บอกมาว่า ถ้าศีลมิใช่เจตสิก แล้ว เป็นรูป เป็นนิพพาน หรืออายตนะต่าง ๆ หรือเปล่า)
(สีลัง น จิตตานุปริวัตตีติกถา)
ถาม : ศีลไม่เป็นไปตามจิต ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ศีลเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคือตา เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เหตุผลนี้ซักอย่างเดียวกับข้อ ๑๐๓)
(สมาทานเหตุกกถา)
ถาม : ศีลที่มีการสมาทาน (การรับศีล) เป็นเหตุ ย่อมเจริญใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต จนถึงปัญญาที่มีการสมาทานเป็นเหตุ ย่อมเจริญใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นว่า ศีลไม่เกี่ยวกับจิตใจ เกี่ยวเพียงกิริยาที่สมาทาน ก็เจริญได้ จึงถูกซักถึงเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ)
(วิญญัตติ สีลันติกถา)
ถาม : วิญญัติ (การทำให้ผู้อื่นรู้ความหมายด้วยกายหรือวาจา) จัดเป็นศีลใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : วิญญัติเป็นเจตนา เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ และ สมิติยะ เห็นผิดว่า กิริยาที่ไหวกาย ไหววาจา ทำให้ผู้อื่นรู้ ความประสงค์ ที่เรียกว่าวิญญัติ จัดเป็นศีล ข้อสำคัญที่จะทำให้ตีความผิด คือเข้าใจว่า กายวิญญัติเป็นกายกรรม คือ การกระทำทางกาย วจีวิญญัติเป็นวจีกรรม คือการกระทำ ทางวาจา เมื่อผสมกับความคิดที่ว่า ศีล คือการไม่ทำชั่วทางกาย วาจา จึงเข้าใจว่า วิญญัติเป็นศีล แต่ตามหลักวิชา วิญญัติเป็นรูปอาศัย คืออุปาทายรูป จะเป็นศีลไม่ได้ เพราะศีลเป็นเรื่อง ของเจตนาอันเป็นไปทางจิต ฝ่ายค้านจึงซักดั่งตัวอย่างข้างต้น)
(อวิญญัตติ ทุสสีลยันติกถา)
ถาม : อวิญญัติ (การไม่ทำให้ผู้อื่นรู้ความหมายด้วยกายหรือวาจา) จัดเป็นการทุศีล ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อวิญญัติเป็นการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ขนานกับข้อ ๑๐๖ คือเมื่อถือว่า วิญญัติเป็น ศีล อวิญญัติซึ่งตรงกันข้าม ก็ควรจะเป็นทุศีล)
(ติสโสปิ อนุสยกถา)
ถาม : อนุสัยเป็นอัพยากฤต (เป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว) เป็นอเหตุกะ (ไม่มีเหตุ) เป็นจิตตวิปปยุต(ไม่เกิด ดับพร้อม ไม่เกี่ยวข้องกับจิต) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อนุสัยเป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา เป็นรูป เป็น นิพพาน จนถึงเป็นอายตนะคือโผฏฐัพพะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ความจริงคำถามนั้นแยกถามทีละข้อ แต่ในที่นี้ได้นำมารวมไว้เป็นคำถามเดียว เพราะข้อซักในประเด็นทั้งสามเป็นอย่างเดียวกัน นิกายมหาสังฆิกะ และ สมิติยะ มีความ เห็นผิดข้อนี้)
(ญาณกถา)
ถาม : เมื่ออัญญาณ (ความไม่รู้) หมดไป จิตที่เป็นญาณวิปปยุต (ปราศจากญาณ) กำลังเป็นไปอยู่ไม่ควรกล่าวว่า บุคคลมีญาณ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เมื่อราคะหมดไป ก็ไม่ควรกล่าวว่า บุคคลปราศจากราคะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะตีความคำว่า จิตที่เป็นญาณวิปปยุต ผิดไป คือในขณะเช่นนั้น จิตที่เป็นญาณวิปปยุต ในฐานะเป็นจักขุวิญญาณ เป็นต้น หาได้ หมายความว่าถูกความโง่ครอบงำไม่)
(ญาณัง จิตตวิปปยุตตันติกถา)
ถาม : ญาณ (ความรู้) ไม่ประกอบกับจิต (ไม่เกิดดับพร้อมกับจิต) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : จิตเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคือตา จนถึงเป็นอายตนะคือโผฏฐัพพะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักว่า ถ้าญาณเป็นจิตตวิปปยุต ญาณก็คงเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเป็นรูปหรือนิพพาน เป็นต้น ใช่หรือไม่)
(อิทัง ทุกขันติกถา)
ถาม : เมื่อบุคคลกล่าวว่า นี้คือทุกข์ ดังนี้ ญาณ (ความรู้) ว่า นี้คือทุกข์ ย่อมเป็นไป ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เมื่อบุคคลกล่าวว่า นี้คือเหตุให้ทุกข์เกิด นี้คือความดับทุกข์ นี้คือหนทาง (มรรค) ดังนี้ญาณ (ความรู้ว่า) นี้คือเหตุให้ทุกข์เกิด นี้คือความดับทุกข์ นี้คือ หนทาง (มรรค) ย่อมเป็นไป ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดว่า เฉพาะข้อที่กล่าววาจาว่า นี้คือทุกข์ เป็นเหตุให้เกิด ญาณความรู้จักตัวทุกข์ จึงถูกซักถึงข้ออื่น ๆ ด้วย ซึ่งก็ตอบปฏิเสธ)
(อิทธิพลกถา)
ถาม : บุคคลผู้ประกอบด้วยกำลังฤทธิ์ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปป์ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อายุนั้น คตินั้น การได้อัตตภาพนั้น แต่ละอย่างเป็นของสำเร็จด้วยฤทธิ์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ ตีความหมายของเรื่องอิทธิบาทภาวนา (การเจริญคุณธรรมที่ให้บรรลุความสำเร็จ) ผิดว่ากำลังฤทธิ์ทำให้บุคคลมีอายุยืน จึงถูกซักว่า อายุนั้นสำเร็จด้วยฤทธิ์หรือ)
(สมาธิกถา)
ถาม : ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความสืบต่อแห่งจิตอันเป็นอดีต เป็นสมาธิ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายสัพพัตถิกวาทะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักค้านหลายข้อ รวมทั้งข้อที่ว่าถ้าเป็นความสืบต่อแห่งจิตอันเป็นอกุศลเล่า จะเป็นสมาธิด้วยหรือเปล่า)
(ธัมมัฏฐิตตากถา)
ถาม : ธัมมัฏฐิตตา (ความตั้งอยู่แห่งธรรม) เป็นของสำเร็จรูปแล้ว ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความตั้งอยู่ (อย่างอื่น) ก็เป็นของสำเร็จรูปแล้ว เพราะธัมมัฏฐิตตานั้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักดั่งตัวอย่างข้างต้น)
(อนิจจตากถา)
ถาม : อนิจจตา (ความเป็นของไม่เที่ยง) เป็นของสำเร็จรูปแล้ว ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความเป็นของไม่เที่ยง (อย่างอื่น) ก็สำเร็จรูปแล้ว เพราะความไม่เที่ยงนั้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดต่อเนื่องมาจากข้อ ๑๑๔)
(สังวโร กัมมันติกถา)
ถาม : ความสำรวมเป็นการกระทำใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความสำรวมเป็นการกระทำทางตาใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ คำซักชัดเจนอยู่แล้ว)
(กัมมกถา)
ถาม : กรรมทุกอย่าง ต้องมีผล ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เจตนาทุกอย่าง ต้องมีผล ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(กรรมตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา หมายถึงเจตนา เมื่อ นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดว่า กรรมทุกอย่าง ต้องมีผล จึงเท่ากับเห็นว่า เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก คือที่ไม่ดีไม่ชั่ว ก็ต้องมีผลด้วย)
(สัทโท วิปาโกติกถา)
ถาม : เสียงเป็นผล (วิบาก) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เสียงเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วย สุขเวทนาเป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้รู้จักคำว่า วิบาก ชัดเจนขึ้น)
(สฬายตนกถา)
ถาม : อายตนะ ๖ มีอายตนะคือตา เป็นต้น เป็นผล (วิบาก) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อายตนะ ๖ เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นี้เป็นความเห็นผิดสืบเนื่องมาจากข้อ ๑๑๘ คำซักเป็นไปในทำนองเดียวกัน)
(สัตตักขัตตุปรมกถา)
ถาม : บุคคล (พระโสดาบัน) ผู้เกิดอีก ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง ชื่อว่าเป็นผู้เที่ยงแท้ เพราะความเป็นผู้มีการเกิดอีก ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้นั้นฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ด้วยจิตคิดประทุษร้าย ทำสงฆ์ให้แตกกัน ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(คำว่า เที่ยงแท้ มี ๒ นัย คือเที่ยงแท้ในทางที่ถูก กับเที่ยงแท้ในทางที่ผิด นิกาย อุตตราปถกะ มีความเห็นเพียงแง่เดียวว่า เที่ยงแท้ เพราะจะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ซึ่งกิน ความหมายคลุมไปไม่ถึงผู้เที่ยงแท้ในทางที่ผิด จึงมีการซักให้นึกถึงแง่ที่ผิดด้วย)
(โกลังโกลเอกพีชีกถา)
ถาม : ไม่ควรกล่าวว่า บุคคลผู้จะเกิดอีก ๒ - ๓ ครั้ง กับผู้จะเกิดอีกเพียงครั้งเดียว เป็นผู้เที่ยงแท้ด้วยความเป็นผู้เช่นนั้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้นั้นเป็นผู้จะเกิดอีก ๒ - ๓ ครั้ง กับผู้จะเกิดอีกเพียงครั้งเดียวมิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวดั่งข้างต้น
(เป็นเรื่องของ นิกายอุตตราปถกะ เช่นเดียวกัน)
(ชีวิตา โวโรปนกถา)
ถาม : บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิสัมปันนะโดยตรง หมายถึงพระอริยบุคคล ชั้นพระโสดาบัน) พึงปลงชีวิตสัตว์ได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ทำอนันตริยกรรมได้ ใช่หรือไม่ (คือฆ่ามารดา บิดา เป็นต้น)
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้เกิดความรู้สึกว่า ความเห็น ของตนยังบกพร่องอย่างไรบ้าง)
(ทุคคติกถา)
ถาม : บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ (พระโสดาบัน) ละคติที่ชั่วได้แล้ว ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ พึงกำหนัดในรูปที่เป็นไปในอบาย ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิละคติที่ชั่วได้แล้ว
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ความจริงก็น่าจะไม่เรียกว่าเห็นผิด แต่ คำว่า ทุคคติมิใช่หมายเพียงคติที่ชั่วของผู้ตกต่ำลงในทุคคติเท่านั้น แต่หมายคลุมถึงตัณหา ซึ่งมีรูป เป็นต้น เป็นอารมณ์ด้วย เพราะพระโสดาบันยังละราคะ โทสะ โมหะ ไม่ได้เด็ดขาด อาจพอใจในรูปชั้นต่ำได้)
(สัตตมภวิกกถา)
(เรื่องนี้ก็เหมือนข้อที่ ๑๒๓ เป็นแต่กล่าวถึงบุคคลผู้เกิดในภพที่ ๗ แทนผู้สมบูรณ์ ด้วยทิฏฐิ ข้อโต้แย้งเรื่องละทุคคติได้ก็อย่างเดียวกัน บุคคลที่เกิดในภพที่ ๗ หมายถึง พระโสดาบันบุคคล ซึ่งจะไม่เกิดอีกเป็นครั้งที่ ๘)
(กัปปัฏฐกถา)
ถาม : ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัปป์ (เป็นชื่อของผู้ทำชั่วอย่างรุนแรง เช่น ทำลายสงฆ์ให้ แตกกัน) ย่อมตั้งอยู่ตลอดกัปป์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : กัปป์ก็ยังดำรงค์อยู่ พระพุทธเจ้าก็เกิดขึ้นในโลก ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายราชคิริกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ความจริงเป็นเรื่องของโวหาร คือกัปป์จริง ๆ นั้นยาวนานมาก กัปป์ในคำว่า ตั้งอยู่ตลอดกัปป์ นั้น เป็นชื่อของอายุขัย ของผู้ทำชั่ว อย่างรุนแรง จะตกนรกตลอดกาลนาน แต่ก็นานไม่เต็มกัปป์จริง ๆ เพียงประมาณ ๑ ใน ๘๐ ก็หมดอายุแล้ว เพราะฉะนั้น คำว่า กัปป์ ถ้าใช้กับบุคคลก็หมายความว่า อายุของตน เช่น ๑๐๐ ปี แต่กัปป์ของกาลเวลายาวนานมาก)
(กุสลจิตตปฏิลาภกถา)
ถาม : “ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัปป์” ไม่พึงได้กุศลจิต ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : “ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัปป์” พึงให้ทานได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่พึงกล่าวว่า “ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัปป์” ไม่พึงได้กุศลจิต
(ตามหลักพระพุทธศาสนา ผู้เช่นนั้นยังอาจจะมีกุศลจิตชั้นต่ำที่เรียกว่า กามาวจร แต่ไม่ได้กุศลจิตชั้นสูงที่เป็นโลกุตตระ เมื่อนิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นคลุมไปหมด จึง มีการซักในข้อนี้)
(อนันตราปยุตตกถา)
ถาม : บุคคลผู้ประกอบด้วยกรรมอันให้ผลไม่มีระหว่างคั่น (ผู้ทำอนันตริยกรรม มีการฆ่ามารดา บิดา เป็นต้น) พึงก้าวลงสู่ทำนองที่ถูกต้อง (บรรลุธรรมะได้) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้นั้นพึงก้าวลงสู่ทำนองธรรมทั้งสองอย่าง คือทั้งที่ถูกต้องทั้งที่ผิด ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(อรรถกถาอธิบายเป็นพิเศษสำหรับข้อนี้ว่า กล่าวตามสกสมัย คือคติแห่งพระพุทธศาสนา บุคคลถูกบังคับให้ประกอบอนันตริยกรรม โดยเจาะจงทำไปโดยมีเจตนาสมบูรณ์ จึงเป็นผู้ ไม่ควรบรรลุธรรมที่ถูกต้องได้ แต่ นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดว่า เจตนาจะสมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ก็ไม่ควรบรรลุธรรมที่ถูกต้องทั้งสิ้น อรรถกถาให้ข้อสังเกตว่า เฉพาะข้อนี้ผิด กว่าที่เคยถามตอบมาแล้ว คือในที่นี้ฝ่ายถามเป็นฝ่ายเห็นผิด ฝ่ายตอบเป็นฝ่ายเห็นถูก)
(นิยตัสส นิยามกถา)
ถาม : บุคคลผู้แน่นอน (ผู้ทำอนันตริยกรรม ชื่อว่าเป็นผู้แน่นอนฝ่ายชั่ว บุคคลผู้ บรรลุอริยมรรคชื่อว่า เป็นผู้แน่นอนฝ่ายดี) ย่อมก้าวลงสู่ทำนองธรรม (บรรลุ ธรรมะได้) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่ (ฝ่ายตอบเข้าใจเพียงแง่เดียวว่า ฝ่ายดีบรรลุธรรมได้ มิได้เฉลียวใจว่า คำว่า ผู้แน่นอนกินความถึงฝ่ายชั่วด้วย จึงตอบอย่างนั้น)
ถาม : ผู้แน่นอนในทางที่ผิด ย่อมก้าวลงสู่ทำนองธรรมที่ถูก ผู้แน่นอนในทางที่ถูก ย่อมก้าวลงสู่ทำนองธรรมในทางที่ผิดใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ และ อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดในถ้อยคำว่า คำว่า นิยโต ผู้แน่นอนหมายเฉพาะในทางดี จึงถูกซักให้เข้าใจว่า หมายถึงในทางชั่วด้วย ฉะนั้น จึงไม่ควร กล่าวคลุม ๆ ว่า ผู้แน่นอนบรรลุทำนองธรรมได้)
(นีวุตกถา)
ถาม : ผู้ถูกนีวรณ์ห่อหุ้ม ย่อมละนีวรณ์ได้ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้กำหนัดย่อมละความกำหนัดได้ ผู้คิดประทุษร้ายย่อมละโทสะได้ ผู้หลง ย่อมละโมหะได้ ผู้เศร้าหมอง ย่อมละกิเลสได้ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะมีเหตุผลว่า ถ้าผู้ละกิเลสได้ หมายถึง ผู้บริสุทธิ์แล้วก็ไม่จำเป็นต้องละกิเลส เพราะบริสุทธิ์อยู่แล้ว แต่ตามข้อเท็จจริง ผู้บริสุทธิ์ที่จะ ละนีวรณ์คือกิเลสชั้นกลางนั้น หมายความว่า บริสุทธิ์ด้วยอำนาจฌาน อันอาจกลับมีกิเลส ได้อีก ไม่ใช่บริสุทธิ์ชนิดไม่กลับกำเริบอีก)
(สัมมุขีภูตกถา)
ถาม : ผู้พร้อมหน้า (ผู้มีกิเลส) ย่อมละกิเลสที่ผูกมัดได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้กำหนัดย่อมละความกำหนัดได้ ฯลฯ มิใช่หรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ข้อนี้ก็เหมือนกับข้อว่าด้วยนีวรณ์ข้างต้น เป็นแต่เปลี่ยนสำนวนว่า ผู้พร้อมหน้ากิเลส คือมีกิเลสอยู่บริบูรณ์)
(สมาปันโน อัสสาเทติกถา)
ถาม : ผู้เข้าฌานย่อมพอใจ มีความใคร่ในฌาน มีฌานเป็นอารมณ์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ฌานนั้น เป็นอารมณ์ของฌานนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักตามตัวอย่างข้างต้น)
(อสาตราคกถา)
ถาม : ความกำหนัดในสิ่งที่ไม่น่าพอใจมีอยู่ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สัตว์ทั้งหลายที่ยินดีทุกข์ ปรารถนาทุกข์ กระหยิ่มยินดีแสวงหาทุกข์ ดำรงค์ อยู่เพื่อบรรลุความทุกข์ มีหรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ ตีความหมายแห่งพระพุทธภาษิตบางข้อผิด จึงเข้าใจว่า มีความกำหนัดในสิ่งที่ไม่น่าพอใจของผู้กำหนัดนั้นเอง)
(ธัมมตัณหา อัพยากตาติกถา)
ถาม : ความทะยานอยากในธรรมเป็นอัพยากฤต คือไม่ดีไม่ชั่ว ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความทะยานอยากในธรรมเป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก หรือฝ่ายกิริยา หรือว่า เป็นรูป เป็นนิพพาน หรือเป็นอายตนะคือตา เป็นต้น จนถึงอายตนะคือโผฏฐัพพะ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักถึงสภาพของอัพยากฤต ซึ่งเห็น ได้ชัดว่า ความทะยานอยากในธรรม ไม่อยู่ในสภาพของอัพยากฤตเลย)
(ธัมมตัณหา น ทุกขสมุทโยติกถา)
ถาม : ความทะยานอยากในธรรมมิใช่เหตุให้ทุกข์เกิด ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความทะยานอยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มิใช่เหตุให้ทุกข์เกิด
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(คำว่า ธรรมะ ใน ธัมมตัณหา หมายถึงอารมณ์ที่รู้ได้ด้วยใจ อันมาเป็นหมวดเดียวกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ถือว่าธัมมตัณหามิใช่เหตุให้เกิดทุกข์ ก็จะต้องกล่าวว่า ความทะยานอยากในรูปเสียง เป็นต้น มิใช่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ด้วย นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา)
ถาม : อกุศลย่อมต่อเนื่องกับกุศล ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความคิดเพื่อให้อกุศลเกิดขึ้น ย่อมเป็นความคิดเพื่อให้กุศลเกิดขึ้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดว่า กุศล กับ อกุศล เกิดต่อเนื่องกัน จึงถูกซัก ดั่งตัวอย่างข้างต้น)
ถาม : อายตนะ ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ย่อมตั้งอยู่ในครรภ์มารดา ไม่ก่อน ไม่หลัง (พร้อมกับปฏิสนธิจิต) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สัตว์มีอวัยวะพร้อม ไม่มีอินทรีย์บกพร่อง ก้าวลงสู่ครรภ์มารดา ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ และ อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ อรรถกถาอธิบายว่า ใน ขณะเกิดมีอายตนะ คือใจกับกายเท่านั้น อีก ๔ อย่าง เกิดต่อเมื่อล่วง ๗ ราตรีแล้ว)
(อนันตรปัจจยกถา)
ถาม : โสตวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางหู) ย่อมเกิดขึ้นในลำดับติดต่อกัน แห่งจักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา) มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ความคิดเพื่อให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้น ย่อมเป็นอันเดียวกับโสตวิญญาณ มิใช่หรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(อริยรูปกถา)
ถาม : รูปของพระอริยะอาศัยมหาภูตรูป (ธาตุทั้งสี่) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : รูปของพระอริยะเป็นกุศล ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : มหาภูตรูป (ธาตุทั้งสี่) เป็นกุศลหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้เข้าใจว่า ถ้ารูปของพระอริยะ เป็นกุศล มหาภูตรูปก็เป็นกุศลด้วย ความจริงเป็นกลาง ๆ)
(อัญโญ อนุสโยติกถา)
ถาม : อนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน) คือกามราคะเป็นอย่างหนึ่ง กิเลส เครื่องรัดรึง คือกามราคะเป็นอีกอย่างหนึ่ง (กิเลสอย่างละเอียด กับอย่างกลาง แม้ประเภทเดียวกัน ก็เป็นคนละอย่าง) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : กามราคะเป็นอย่างหนึ่ง กิเลสเครื่องรัดรึงคือกามราคะเป็นอีกอย่างหนึ่ง (กิเลสอย่างหยาบกับกิเลสอย่างกลาง แม้ประเภทเดียวกัน ก็เป็นคนละอย่าง) ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ คำซักชัดเจนอยู่แล้ว)
(ปริยุฏฐานัง จิตตวิปปยุตตันติกถา)
ถาม : กิเลสเครื่องรึงรัด (ปริยุฏฐานะ) ไม่ประกอบกับจิตใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : กิเลสนั้นเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นอายตนะคือตา จนถึงอายตนะคือโผฏฐัพพะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(ปริยาปันนกถา)
ถาม : ความกำหนัดในรูป (รูปราคะ) ย่อมแฝงตัวตามธาตุคือรูป (รูปธาตุ) จึงจัดว่า เกี่ยวเนื่องด้วยธาตุคือรูป ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
(นิกายอันธกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ความจริงความกำหนัดในรูป ย่อมแฝงตัวตามทั้งรูปธาตุและอรูปธาตุ)
(อัพยากตกถา)
ถาม : ความเห็น (ทิฏฐิคตะ) เป็นอัพยากฤต (กลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความเห็น เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(อปริยาปันนกถา)
ถาม : ความเห็นเป็นโลกุตตระ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความเห็น เป็นมรรค หรือผล หรือนิพพาน
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(คำว่า อปริยาปันนะ หมายถึงโลกุตตระ นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(ปัจจยตากถา)
ถาม : ความเป็นปัจจัยเป็นของกำหนดไว้ (ตายตัว) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : การพิจารณา (วิมังสา) เป็นเหตุด้วย เป็นใหญ่ (อธิบดี) ด้วย มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยโดยเป็นเหตุปัจจัย ย่อมเป็น ปัจจัยโดยความเป็นอธิปติปัจจัยด้วย
(นิกายมหาสังฆิกะ เห็นผิดว่า ธรรมะที่เป็นปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมไม่เป็น ปัจจัยข้ออื่น จึงถูกซักให้เห็นว่า ในขณะเดียวกันเป็นได้ ๒ ข้อก็มี)
(อัญญมัญญปัจจยกถา)
ถาม : สังขารมีอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่ควรกล่าวว่า อวิชชามีสังขารเป็นปัจจัย ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อวิชชา เกิดพร้อมกับสังขารมิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า สังขารมีอวิชชาเป็น ปัจจัยด้วย อวิชชาก็มีสังขารเป็นปัจจัยด้วย
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงซักให้ยอมรับเรื่องความเป็นปัจจัย ของกันและกัน ระหว่างอวิชชากับสังขาร)
(อัทธากถา)
ถาม : กาลยืดยาวเป็นของสำเร็จรูป ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : กาลยืดยาวเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ข้อนี้อรรถกถาไม่ได้บอกว่าเป็นของนิกายไหน แต่ก็สันนิษฐานได้ว่า สืบมา จากข้อ ๑๔๕ ตามหลักวิชาสิ่งที่นับว่าสำเร็จรูปก็เฉพาะขันธ์ ๕ กาลยืดยาวเป็นแต่สักว่า บัญญัติว่า กาล จึงไม่จัดเข้าในคำว่าสำเร็จรูปหรือ ปรินิปผันนะ)
(ขณลยมุหุตตกถา)
(ข้อนี้เหมือนข้อ ๑๔๖ คือถือผิดว่า ขณะ เป็นต้น สำเร็จรูป จึงถูกถามว่า เป็น ขันธ์ ๕ หรือ)
(อาสวกถา)
(นิกายเหตุวาทะ เห็นว่า อาสวะ ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา มิใช่อาสวะ จึงถูก ซักว่าเป็นมรรค ผล นิพพาน เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ)
(ชรามรณกถา)
ถาม : ความแก่ความตายของธรรมะที่เป็นโลกุตตระ จัดว่าเป็นโลกุตตระ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ความแก่ความตายเป็นมรรค ผล นิพพาน เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ คำซักชัดเจนอยู่แล้ว)
(สัญญาเวทยิตกถา)
ถาม : สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ (สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา) เป็นโลกุตตระ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สมาบัติเป็นมรรค ผล นิพพาน เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้ คำซักค้านเอาหลักโลกุตตรธรรมมาซัก แต่ เนื่องจากมีหลักฐานบางแห่งกล่าวว่า สมาบัตินี้เป็นนิพพาน จึงน่าสังเกตในการตีความ ธรรมะข้อนี้อยู่เหมือนกัน ได้เคยบันทึกไว้ในข้อที่ ๕๘ เรื่องนิโรธสมาบัติครั้งหนึ่งแล้ว)
(ทุติยสัญญาเวทยิตกถา)
ถาม : สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกิยะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สมาบัติเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายเหตุวาทะ เห็นว่า เมื่อสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิใช่โลกุตตระ ก็ควรเป็น โลกิยะ จึงถูกซักอีกว่า เป็นขันธ์ ๕ หรือเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร เป็นอันสรูปมติของ ผู้แต่งคัมภีร์กถาวัตถุนี้ว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิใช่ทั้งโลกิยะทั้งโลกุตตระ)
(ตติยสัญญเวทยิตกถา)
ถาม : ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละได้ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อันมีความตาย เป็นที่สุด ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายราชคิริกะ มีความเห็นว่า เมื่อไม่มีข้อกำหนดว่า ผู้นั้นต้องตาย ผู้นี้จึงไม่ตาย เพราะฉะนั้น ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ควรตายได้เช่นบุคคลธรรมดา แต่ตามหลักวิชา ไม่มี การตายในระหว่างที่เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ)
(อสัญญสัตตุปิกากถา)
ถาม : การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ทำให้เข้าถึงอสัญญสัตว์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีอโลภะ อโทสะ อโมหะ อันเป็นกุศลมูลหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ถาม : ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ทำให้เข้าถึง อสัญญสัตว์
(นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นเป็นเหตุถูกค้านในข้อนี้ อรรถกถาอธิบายว่า ภาวนา ที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งความคลายความกำหนัดในสัญญา จัดเป็นอสัญญสมาบัติบ้าง นิโรธสมาบัติบ้าง ชื่อว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ ๆ จึงมี ๒ อย่าง คือเป็น โลกิยะ และ โลกุตตระ ที่เป็นโลกิยะเป็นของบุถุชน ทำให้เข้าถึงอสัญญสัตว์ ที่เป็นโลกุตตระเป็นของพระอริยะ ไม่ทำให้เข้าถึงอสัญญสัตว์ เมื่อนิกายเหตุวาทะ เห็นแง่เดียว จึงถูกซักค้านให้เห็นแง่อื่นอีก คำอธิบายของอรรถกถาข้อนี้ จึงเป็นคำตอบในข้อ ๕๘ ๑๕๐ และ ๑๕๑ ด้วย)
(กัมมูปจยกถา)
ถาม : กรรมเป็นอย่างหนึ่ง การสะสมกรรมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผัสสะ เวทนา เป็นต้น เป็นอย่างหนึ่ง การสะสมผัสสะ การสะสมเวทนา เป็นต้น เป็นอีกอย่างหนึ่ง ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจว่า กัมมูปจยะ หรือการสะสมกรรม ไม่สัมปยุตกับจิต)
(นิคคหกถา)
ถาม : ผู้อื่นย่อมข่มจิตของผู้อื่นได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้อื่นย่อมข่มหรือบังคับได้ว่า จิตของผู้อื่นอย่ากำหนัด อย่าคิดประทุษร้าย อย่าหลง อย่าเศร้าหมอง ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(ปัคคหกถา)
(ข้อนี้เหมือนข้อ ๑๕๕ ต่างแต่เป็นเรื่องของการประคองจิตแทนข่มจิต ข้อโต้แย้ง ก็อย่างเดียวกัน)
(สุขานุปปทานกถา)
ถาม : ผู้อื่นย่อมเพิ่มให้ความสุขแก่ผู้อื่นได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้อื่นย่อมเพิ่มให้ทุกข์แก่ผู้อื่นได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นผิดว่า ความรู้สึกเป็นสุขนั้น เป็นของที่เพิ่มให้แก่กันได้ จึงถูกย้อนถามถึงความรู้สึกทุกข์ด้วย)
(อธิคคัยหมนสิการกถา)
ถาม : บุคคลย่อมรวบรวม พิจารณาได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลย่อมรู้จิตนั้น ด้วยจิตนั้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดว่า บุคคลอาจรวบรวมสังขารทั้งหมดมาพิจารณา รวมกันได้ จึงถูกซักว่า ใช้จิตขณะนั้น รู้จิตขณะนั้นได้หรือ)
(รูปัง เหตูติกถา)
ถาม : รูปเป็นเหตุ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : รูปเป็นเหตุ คือความไม่โลภ เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(รูปัง สเหตุกันติกถา)
ถาม : รูปมีเหตุ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : รูปประกอบด้วยเหตุ คือความไม่โลภ เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(รูปัง กุสลากุสลันติกถา)
ถาม : รูปเป็นกุศลและอกุศลได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : รูปมีอารมณ์ มีการคำนึงคิดถึงได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหิสาสกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดว่า กายวิญญัติ การไหวกาย วจีวิญญัติ การไหววาจา ซึ่งเป็นอุปาทายรูปนั้น ก็ได้แก่กายกรรมและวจีกรรม เพราะฉะนั้น จึงเป็นได้ ทั้งกุศลและอกุศล แต่ตามหลักวิชาต้องถือว่า กุศลอกุศลมีความสำคัญอยู่ที่จิต จึงถูกถามว่า รูปนั้นมีอารมณ์และคิดนึกได้หรือไม่)
(รูปัง วิปาโกติกถา)
(ข้อว่า รูปเป็นผล หรือวิบากนี้ เป็นความเห็นของ นิกายอันธกะ และ สมิติยะ ข้อแย้ง ก็อย่างเดียวกับข้อ ๑๑๘ เรื่องเสียงเป็นผล)
(รูปัง รูปาวจรารูปาวจรันติกถา)
ถาม : รูปเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจว่า รูปชื่อว่าเป็นกามาวจร รูปาวจร หรืออรูปาวจร ก็เพราะทำกรรมอันเป็นกามาวจร รูปาวจร หรืออรูปาวจรไว้ จึงถูกซักว่า รูปเป็น การแสวงหาสมาบัติ การแสวงหาการเกิด และเป็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นสัมปยุตตธรรม คือเกิดพร้อม ดับพร้อม และมีอารมณ์เป็นอันเดียวกับจิตที่แสวงหาสมาบัติ แสวงหาการเกิด ใช่หรือไม่ )
(รูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติกถา)
ถาม : ความกำหนัดในรูป (รูปราคะ) เนื่องด้วยธาตุคือรูป ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ข้อซักถามพ้องกับข้อ ๑๖๓)
(อัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถา)
ถาม : พระอรหันต์มีการสั่งสมบุญ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระอรหันต์มีการสั่งสมที่มิใช่บุญ (คือบาป) ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้นึกถึงคำที่ว่า พระอรหันต์ละบุญ ละบาปได้แล้ว ถ้าสั่งสมบุญได้ก็สั่งสมบาปได้ด้วย ข้อควรทราบก็คือ การทำความดีของ พระอรหันต์เป็นกิริยาเท่านั้น มิใช่เพื่อเป็นบุญ คือเพื่อล้างหรือชำระความชั่ว)
(นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา)
ถาม : พระอรหันต์ไม่มีการตายเมื่อยังไม่ถึงคราว ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้ฆ่าพระอรหันต์ไม่มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายราชคิริกะ และ สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้นึกถึงเรื่องที่อาจ มีผู้ฆ่าพระอรหันต์ได้ ในกรณีเช่นนั้น ก็ชื่อว่าตายในเมื่อยังไม่ถึงคราว)
(สัพพมิทัง กัมมโตติกถา)
ถาม : ทุกอย่างนี้มาจากกรรม ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : กรรมก็มาจากกรรม ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายราชคิริกะ และ สมิติยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะตีความในพระพุทธภาษิต บางข้อ จึงถูกซักดั่งตัวอย่างข้างต้น)
(อินทริยพัทธกถา)
ถาม : สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น เป็นทุกข์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ความจริงทั้งสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์และ ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น)
(ฐเปตวา อริยมัคคันติกถา)
ถาม : สังขารที่เหลือ เว้นแต่อริยมรรค เป็นทุกข์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : แม้เหตุให้เกิดทุกข์ ก็เป็นทุกข์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นว่า อริยมรรคเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จึง ยกเว้นให้ นอกนั้นเห็นว่าเป็นทุกข์หมด ฝ่ายค้านจึงซักค้านถึงข้ออื่น ๆ คือทุกขสมุทัย)
(น วัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา)
ถาม : ไม่ควรกล่าวว่า สงฆ์รับทักษิณา (ของทำบุญ) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สงฆ์เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา เป็นต้น มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่น่าจะกล่าวว่า ไม่ควรกล่าวว่า สงฆ์รับทักษิณา
(นิกายเวตุลลกะ พวกมหาสุญญตาวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจว่า มรรค และผลเป็นพระสงฆ์)
(น วัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถา)
(น วัตตัพพัง สังโฆ ภุญชตีติกถา)
(น วัตตัพพัง สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา)
(รวม ๔ ข้อนี้ เป็นหัวข้อที่ทำให้มีความเห็นผิดแบบเดียวกับข้อ ๑๗๐ จึงรวมไว้ แต่หัวข้อ ไม่ต้องอธิบาย)
(น วัตตัพพัง พุทธัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา)
(นิกายเวตุลลกะ พวกมหาสุญญตาวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเห็นว่า พระผู้มีพระภาคไม่ฉันสิ่งใด ๆ คือมีความเห็นว่า พระสงฆ์ที่แท้จริงก็คือมรรคผล พระพุทธเจ้า ที่แท้จริงก็คือปัญญาที่ตรัสรู้ เป็นการเห็นแบบปรมัตถ์แล้วเอามาค้านสมมติบัญญัติ)
(ทักขิณาวิสุทธิกถา)
ถาม : ทานย่อมบริสุทธิ์ทางฝ่ายผู้ให้เท่านั้น มิใช่ฝ่ายผู้รับ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้รับบางคนที่เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา (ของทำบุญ) มีอยู่มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ทานย่อมบริสุทธิ์ทางฝ่ายผู้ให้เท่านั้น มิใช่ ฝ่ายผู้รับ
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(มนุสสโลกกถา)
ถาม : ไม่ควรกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ในมนุษยโลก ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เจดีย์ อาราม วิหาร คาม นิคม นคร แว่นแคว้น ชนบทที่พระพุทธเจ้าเคย อยู่มาแล้ว มีอยู่มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่น่าจะกล่าวว่า ไม่ควรกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ในมนุษยโลก
(นิกายเวตุลลกะ มีความเห็นผิดว่า รูปกายของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในโลกนี้เป็น เพียงรูปนิรมิต ไม่ใช่พระองค์จริง พระองค์จริงประทับอยู่ในดุสิตภพ จึงถูกซักดั่งตัวอย่าง ข้างต้น)
(ธัมมเทสนากถา)
ถาม : ไม่ควรกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ใครเล่าแสดงธรรม
ตอบ : รูปที่นิรมิตขึ้นแสดงธรรม
ถาม : พระชินศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ถูกนิรมิตขึ้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายเวตุลลกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ พึงสังเกตว่า นิกายนี้ มีความเห็นในรูป ปรมัตถ์เสมอ)
(กรุณากถา)
ถาม : พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่มีพระกรุณา ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่มีพระเมตตาใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจว่า กรุณามีลักษณะใกล้เคียง กับ ราคะ ความกำหนัดยินดี ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด)
(คันธชาติกถา)
ถาม : อุจจาระ ปัสสาวะของพระพุทธเจ้า ย่อมเหนือคันธชาติอื่น ๆ อย่างยิ่งใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระผู้มีพระภาค เสวยของหอมหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นว่า อุจจาระ ปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคหอมยิ่งกว่าของหอมอื่น ๆ ความจริงเป็นอย่างปกติของมนุษย์ธรรมดา)
(เอกมัคคกถา)
ถาม : พระอริยบุคคลย่อมทำให้แจ้งผลทั้งสี่ด้วยมรรคอันเดียว ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผัสสะ ๔ จนถึงปัญญา ๔ ย่อมรวมกัน ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(ฌานสังกันติกถา)
ถาม : บุคคลย่อมก้าวข้ามจากฌานไปสู่ฌาน ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ก้าวข้ามจากฌานที่ ๑ ไปสู่ฌานที่ ๓ อย่างนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหิสาสกะ และ อันธกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อนี้)
(ฌานันตริกากถา)
ถาม : ช่องว่างของฌานมีอยู่ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ช่องว่างของผัสสะ จนถึงช่องว่างของปัญญาก็มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายสมิติยะ และ อันธกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อนี้)
(สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถา)
ถาม : ผู้เข้าฌานย่อมได้ยินเสียง ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้เข้าฌานย่อมเห็นรูปด้วยตา ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา)
ถาม : บุคคลย่อมเห็นรูปด้วยตา ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลย่อมเห็นรูปด้วยรูป (คือตาก็เป็นรูปอย่างหนึ่ง) ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะเข้าใจในถ้อยคำผิด ความจริงคำว่า เห็นรูปด้วยตานั้น หมายถึงเห็นด้วยจักขุวิญญาณ คือความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา)
(กิเลสชหนกถา)
ถาม : บุคคลย่อมละกิเลสที่เป็นอดีต ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลย่อมดับสิ่งที่ดับแล้ว ปราศจากสิ่งที่หมดไปแล้ว ทำให้สิ่งที่สิ้นไปแล้ว สิ้นไปอย่างนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน เห็นว่ากิเลสมีทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน บุคคลย่อม ละกิเลสทั้งสามประเภทนั้น ความจริงไม่ควรกล่าวอย่างนั้น เพราะเมื่ออริยมรรคมีพระนิพพาน เป็นอารมณ์ เป็นไปแล้ว กิเลสที่ไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น จึงชื่อว่าละกิเลสได้)
(สุญญตากถา)
ถาม : ความสูญ เนื่องด้วยสังขารและขันธ์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สิ่งที่ไม่มีนิมิต ก็เนื่องด้วยสังขารและขันธ์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ความจริงความสูญมี ๒ อย่าง คือที่เป็นลักษณะ ซึ่งไม่ใช่ตนแห่งขันธ์ และที่เป็นนิพพาน เมื่อเห็นแง่เดียว จึงถูกซักให้รู้ถึงข้ออื่น ๆ ด้วย)
(สามัญญผลกถา)
ถาม : ผลแห่งความเป็นสมณะเป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผลแห่งความเป็นสมณะ เป็นนิพพานหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(ปัตติกถา)
(ตถตา)
(ทั้งสองข้อนี้ก็เหมือนข้อ ๑๘๗ คือ นิกายปุพพเสลิยะ มีความเห็นว่า ข้อ ๑๘๗ - ๑๘๘ และนิกายอันธกะ บางส่วน มีความเห็นว่า ข้อ ๑๘๙ เป็นอสังขตะ จึงถูกซักให้เข้าใจว่า เมื่อมิใช่นิพพานจึงมิใช่อสังขตะ)
(กุสลกถา)
ถาม : นิพพานธาตุเป็นกุศล ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : นิพพานธาตุมีอารมณ์ มีการคิดนึกได้เช่นนั้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(อัจจันตนิยามกถา)
ถาม : บุถุชนมีข้อกำหนดเด็ดขาด ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา เป็นต้น ก็ชื่อว่ามีข้อกำหนดเด็ดขาด ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อนี้ โดยเข้าใจว่า บุคคลที่เป็นบุถุชน บางคน อาจได้บรรลุมรรคผลอย่างแน่นอน โดยมิได้เฉลี่ยว่า คำว่า ข้อกำหนดเด็ดขาด หมายถึงทางที่ชั่วด้วย)
(อินทริยกถา)
ถาม : ไม่มีธรรมะที่เป็นใหญ่ คือความเชื่อ (สัทธินทรีย์) ที่เป็นโลกิยะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ไม่มีความเชื่อที่เป็นโลกิยะ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายเหตุวาทะ และ มหิสาสกะ เห็นผิดว่า ความเชื่อที่เป็นโลกิยะเป็นความเชื่อ ธรรมดาไม่เป็นสัทธินทรีย์ แต่ความจริงเป็นสัทธินทรีย์ด้วย ในฐานะที่เป็นใหญ่ แม้ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา ก็เป็นเช่นเดียวกัน)
(อสัญจิจจกถา)
ถาม : บุคคลไม่จงใจ ทำมารดาของตนให้สิ้นชีวิต ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลไม่จงใจฆ่าสัตว์ ก็ชื่อว่าทำปาณาติบาต ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ตามความจริงถ้าไม่จงใจหรือไม่มีเจตนา เช่น ทำของตกถูก ถึงแก่ความตายก็ไม่เป็น อนันตริยกรรม แต่นิกายอุตตราปถกะบางส่วน มีความเห็นผิดว่า เป็นอนันตริยกรรม จึงถูกซักถึงการฆ่าสัตว์โดยไม่เจตนา)
(ญาณกถา)
ถาม : บุถุชนไม่มีญาณ (ความรู้) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุถุชนไม่มีปัญญา ไม่มีการพิจารณาหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายเหตุวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้เห็นว่า บุถุชนก็มีญาณ)
(นิรยปาลกถา)
ถาม : ไม่มีนายนิรยบาล (ผู้ปกครองนรก) ในนรก ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ไม่มีการลงโทษในนรก ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า ไม่มีนายนิรยบาลในนรก ฝ่ายค้านจึงซักค้านในทางให้เห็นว่า มี)
(ติรัจฉานกถา)
ถาม : มีสัตว์ดิรัจฉานในหมู่เทพ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : มีเทพในหมู่สัตว์ดิรัจฉาน ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า มีสัตว์ในหมู่เทพ เช่น ช้างเอราวัณ ฝ่ายค้านเห็นว่า มิใช่ช้างจริง แต่เป็นเทพจำแลง จึงซักค้าน)
(มัคคกถา)
ถาม : มรรคมีองค์ ๕ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระผู้มีพระภาคตรัสถึงมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า มรรคมีองค์ ๕
(นิกายมหิสาสกะ มีความเห็นผิดว่า โดยตรงมรรคมีเพียงองค์ ๕ ส่วนอีก ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ไม่ประกอบกับจิต จึงไม่ต้องนับเป็นองค์ก็ได้ ฝ่ายค้านจึงซักค้านถึงหลักฐานที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้)
(ญาณกถา)
ถาม : ญาณที่มีวัตถุ ๑๒ (ญาณมีอาการ ๑๒ ตามนัยแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) เป็นโลกุตตระ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : โลกุตตรญาณมี ๑๒ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ และ อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(สาสนกถา)
ถาม : คำสอนเป็นของทำขึ้นใหม่ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สติปัฏฐานเป็นของทำขึ้นใหม่ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน เห็นว่า เมื่อทำสังคายนา ๓ คราว ก็เป็นการแต่งคำสอน ขึ้นใหม่ จึงถูกซักให้ตอบว่า เป็นการแต่งหลักธรรม เช่น สติปัฏฐานขึ้นใหม่ด้วยหรือ ซึ่งฝ่ายเห็นผิดปฏิเสธ)
(อวิวิตตกถา)
ถาม : บุถุชนไม่สงัดจากธรรมที่มีธาตุ ๓ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุถุชนไม่สงัดจากผัสสะ เวทนา สัญญา เป็นต้น อันมีธาตุ ๓ หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ แต่ตามหลักจะชื่อว่าไม่สงัดจากธรรมใด ก็เฉพาะธรรมนั้นเป็นปัจจุบันเท่านั้น ฝ่ายเห็นผิดเห็นคลุมไปหมด จึงถูกซักถึงข้ออื่น ๆ ด้วย)
(สัญโญชนกถา)
ถาม : มีการบรรลุอรหัตตผลโดยไม่ต้องละสัญโญชน์ (กิเลสที่ผูกมัด) บางอย่าง ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : มีการบรรลุอรหัตตผลโดยไม่ต้องละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักค้าน)
(อิทธิกถา)
ถาม : พระพุทธเจ้าหรือพระสาวกมีฤทธิ์ที่เป็นไปตามประสงค์ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระพุทธเจ้าหรือพระสาวกมีฤทธิ์ที่เป็นไปตามประสงค์ เช่น ให้ต้นไม้มีใบ มีดอก มีผลอยู่เสมอ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ ตามหลักถือว่า ฤทธิ์จะสำเร็จในกรณีที่ไม่ฝืน ธรรมดาเกินไป เช่น ไม่ให้แก่ ไม่ให้ตายไม่ได้ แต่ให้ตายช้าออกไปพอจะทำได้)
(พุทธกถา)
ถาม : พระพุทธเจ้ามีเลวมีดีกว่ากันในระหว่างพระพุทธเจ้า ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ดีเลวกว่ากันโดยสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักถึงคุณธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่ง ฝ่ายเห็นผิดปฏิเสธว่าไม่มีดีเลวกว่ากันโดยคุณธรรม อันที่จริงความต่างกันแห่งอายุ แห่งสรีระ เป็นต้น มีอยู่ แต่ความดีเลวกว่ากันในทางธรรมไม่มีเลย)
(สัพพทิสากถา)
ถาม : พระพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ทุกทิศ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในทิศตะวันออก ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายมหาสังฆิกะ มีความเห็นว่า มีพระพุทธเจ้าในโลกธาตุต่าง ๆ ทุกทิศ ฝ่ายค้าน จึงซักตามทิศและซักถึงพระนาม รวมทั้งรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในทิศนั้น ๆ)
(ธัมมกถา)
ถาม : ธรรมทั้งปวงเป็นของเที่ยงแท้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เที่ยงแท้ในทางที่ผิดหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ อุตตราปถกะ บางส่วน เห็นว่า รูปธรรมก็เที่ยงแท้โดยความเป็น รูปธรรม ฝ่ายค้านจึงซักค้านทั้งเที่ยงแท้ในทางที่ผิดและที่ถูก ว่าเป็นในทางไหนกันแน่)
(กัมมกถา)
ถาม : กรรมทั้งปวงเป็นของเที่ยงแท้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : เที่ยงแท้ในทางที่ผิดหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(เรื่องนี้ต่อเนื่องมาจากข้อ ๒๐๕ ข้อซักก็อย่างเดียวกัน)
ถาม : มีปรินิพพานโดยไม่ต้องละกิเลสเครื่องผูกมัดบางอย่าง ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ไม่ต้องละสักกายทิฏฐิ เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เค้าเรื่องพ้องกับข้อ ๒๐๑)
(กุสลจิตตกถา)
ถาม : พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศล ย่อมปรินิพพาน ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระอรหันต์ปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร (เจตนาที่เป็นบุญ) ปรุงแต่ง อเนญชาภิสังขาร (เจตนาในอรูปฌาน) ทำกรรมอันเป็นไปเพื่อคติ เพื่อมี เพื่อเป็น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(ข้อนี้เป็นปัญหาเรื่องหลักวิชา นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดในเรื่องนี้ จึงถูกซักให้ เข้าใจหลักวิชา)
(อาเนญชกถา)
ถาม : พระอรหันต์ตั้งอยู่ในอาเนญชะ (จิตอันประกอบด้วยอรูปฌาน) ย่อม ปรินิพพาน ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระอรหันต์ตั้งอยู่ในปกติจิต ปรินิพพาน ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในอาเนญชะ ปรินิพพาน
(นิกายอุตตราปถกะ บางพวก มีความเห็นผิดข้อนี้)
(ธัมมาภิสมยกถา)
ถาม : สัตว์ผู้นอนในครรภ์ มีการตรัสรู้ธรรม ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : สัตว์นอนในครรภ์ มีการแสดงธรรม ฟังธรรม สนทนาธรรม เป็นต้นหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นว่า ผู้ที่เป็นพระโสดาบันในอดีตภพ พอเกิดใหม่ก็ได้ตรัสรู้ธรรมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ฝ่ายค้านจึงซักค้านให้รู้ว่าเห็นผิด)
(ติสโสปิกถา)
ถาม : สัตว์ผู้นอนในครรภ์ ผู้ที่กำลังฝันตรัสรู้ธรรมได้ ผู้ที่กำลังฝันบรรลุอรหัตตผล ได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ผู้นอนหลับ ประมาท หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะตรัสรู้ธรรมได้ บรรลุ อรหัตตผลได้ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อนี้ จึงถูกซักให้เห็นว่า บุคคลทั้งสามประเภทนั้นตรัสรู้ไม่ได้ บรรรลุอรหัตตผลไม่ได้)
(อัพยากตกถา)
ถาม : จิตของผู้ฝันเป็นอัพยากฤต (ไม่ดีไม่ชั่ว เป็นกลาง ๆ) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : บุคคลฝันว่า ฆ่าสัตว์ ได้หรือไม่
ตอบ : ได้
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า จิตของผู้ฝันเป็นอัพยากฤต
(นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อนี้ คำซักชัดเจนอยู่แล้ว)
(อาเสวนปัจจยตากถา)
ถาม : ไม่มีความเป็นปัจจัยเพราะการส้องเสพใด ๆ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ปาณาติบาต (การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง) อันบุคคล ส้องเสพ เจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก กำเนิดดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต เป็นต้น มิใช่หรือ
ตอบ : ใช่
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า ไม่มีความเป็นปัจจัยเพราะการส้องเสพใด ๆ
(นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อนี้ คำซักชัดอยู่แล้ว)
(ขณิกกถา)
ถาม : ธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตเดียว ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : แผ่นดิน มหาสมุทร ภูเขาสิเนรุ เป็นต้น ตั้งอยู่ในจิตหรือ
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายปุพพเสลิยะ และ อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดข้อนี้ เพราะใช้ถ้อยคำคลุมมากไป จึงถูกซักถึงธรรมอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจิต)
(เอกาธิปปายกถา)
ถาม : ควรเสพเมถุนธรรม (ธรรมของคนคู่) ด้วยความประสงค์อันเดียวกัน
ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : ควรเป็นผู้มิใช่สมณะ มิใช่ภิกษุ เป็นต้น ด้วยความประสงค์อันเดียวกัน ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ และ เวตุลลกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(อรหันตวัณณกถา)
ถาม : อมนุษย์ปลอมเพศเป็นพระอรหันต์ เสพเมถุนธรรมก็มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : อมนุษย์ปลอมเพศเป็นพระอรหันต์ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น ก็มี ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะ บางส่วน มีความเห็นผิดข้อนี้)
(อิสสริยกามการิกากถา)
ถาม : พระโพธิสัตว์ถึงวินิบาต (สภาพที่ตกต่ำ) เพราะเหตุคือการบันดาลตาม ความใคร่ของผู้เป็นใหญ่ ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : พระโพธิสัตว์ย่อมตกนรกต่าง ๆ เพราะเหตุคือการบันดาลตามความใคร่ ของผู้เป็นใหญ่ ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
(ราคปฏิรูปกาทิกถา)
ถาม : สิ่งที่มิใช่ ราคะ แต่เป็น ราคะ เทียมหรือปลอม ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : มีสิ่งที่มิใช่ ผัสสะ เวทนา เป็นต้น แต่เป็น ผัสสะเทียม เวทนาเทียม ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอันธกะ มีความเห็นว่า เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นต้น ไม่ใช่ราคะ แต่เป็น ราคะเทียม จึงถูกซักถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย)
(อปรินิปผันนกถา)
ถาม : รูปเป็น อปรินิปผันนะ (สิ่งที่ไม่สำเร็จรูป) ใช่หรือไม่
ตอบ : ใช่
ถาม : รูปมิใช่ของไม่เที่ยง มิใช่สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง มิใช่สิ่งที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เป็นต้น ใช่หรือไม่
ตอบ : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
(นิกายอุตตราปถกะบางส่วน และ เหตุวาทะ มีความเห็นผิดข้อนี้)
หมายเหตุ : คำถามคำตอบที่นำมาแสดงไว้ทั้ง ๒๑๙ ข้อนี้เป็นเพียงตัวอย่างย่อ ๆ ของคำถามคำตอบมากหลาย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นำมาแสดงเพียง ๑ ใน ๑๐๐ แม้เช่นนั้น ก็ยังนับว่าพิศดาร นอกจากนั้นบางข้อพอเห็นเค้าอยู่บ้าง จึงมิได้อธิบายความประกอบ เรื่องนี้ มีประโยชน์อยู่บ้างที่ได้พิจารณาข้อคิดเห็นของนิกายต่าง ๆ ซึ่งมีความเห็นผิดไปจากมติของ เถรวาท และนิกายเหล่านั้นในปัจจุบันก็ไม่มีเหลืออยู่แล้ว จะนับว่าเหลืออยู่โดยอ้อมก็คือ มหายาน ซึ่งจะถือว่ามีต้นกำเนิดไปจาก นิกายมหาสังฆิกะ ก็ได้ ความเห็นผิดทั้ง ๒๑๙ ข้อนั้น บางครั้งก็เป็นเรื่องของการขัดแย้งกันทางสำนวนโวหาร บางครั้งก็ทางหลักอภิธรรม บางครั้งก็ ทางหลักพระสูตร บางเรื่องก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไป จนไม่น่าจะมีปัญหา อนึ่งในหน้า ๑๐๘๒ - ๑๐๘๓ ข้อที่ ๑๗๐ - ๑๗๔ ในเล่มนี้ คำว่า นิกายเวตุลลกะ มหาสุญญตาวาทะ นั้น ในอรรถกถาฉบับไทยเป็น เวตุลลกะ มหาปุญญวาทะ ซึ่งทำให้น่าฉงนว่า นิกายที่มีความเห็น ดั่งกล่าวนั้น ควรจะเรียก มหาปุญญวาทะได้อย่างไร แต่เมื่อสอบดูต้นฉบับต่างประเทศแล้วเห็นว่า คำว่า มหาสุญญตาวาทะ ถูกต้องกว่า จึงใช้ตามที่เห็นว่าถูกต้อง ต่อไปนี้จะแสดงว่านิกายไหน มีความเห็นผิดในข้อไหน เป็นการสรูปอีกครั้งหนึ่ง
๑.มหาสังฆิกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๙๘ - ๑๐๙ ๑๑๒ ๑๑๖ - ๑๑๙ ๑๓๕ ๑๔๔ - ๑๔๗ ๑๔๙ ๑๕๕ ๑๕๖ ๑๘๔ ๒๐๑ ๒๐๔
๒.วัชชีปุตตกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑ ๒
๓.มหิสาสกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๒๑ ๕๕ ๕๙ ๘๒ ๙๘ ๑๖๑ ๑๘๑ ๑๙๒ ๑๙๗
๔.โคกุลิกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑๘
๕.สัพพัตถิกวาทะ มีความเห็นผิดในข้อ ๒ ๖ ๗ ๑๙ ๑๑๓
๖.สมิติยะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑ - ๕ ๑๙ ๒๖ ๒๘ ๒๙ ๖๘ ๗๕ ๘๐ ๘๒ - ๘๔ ๙๘ ๑๐๖ ๑๔๑ ๑๕๔ ๑๖๑ ๑๖๗ ๑๘๒
๗.ภัทรยานิกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑๙
๘.กัสสปิกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๘
๙.เหตุวาทะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑๔๘ ๑๕๐ ๑๕๑ ๑๕๓ ๑๕๗ ๑๖๘ ๑๖๙ ๑๙๒ ๑๙๔ ๒๑๙
๑๐.อุตตราปถกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๓๔ - ๔๐ ๔๕ ๔๗ ๕๘ ๕๙ ๗๔ ๘๗ ๘๘ ๙๐ - ๙๒ ๑๑๓ ๑๒๐ ๑๒๑ ๑๒๓ ๑๒๔ ๑๒๖ ๑๒๗ ๑๒๙ ๑๓๐ ๑๓๒ ๑๓๗ ๑๓๘ ๑๔๒ ๑๕๙ ๑๖๐ ๑๗๕ ๑๗๘ - ๑๘๐ ๑๘๕ ๑๙๑ ๑๙๓ ๑๙๙ ๒๐๐ ๒๐๕ ๒๐๖ ๒๐๙ - ๒๑๓ ๒๑๖ ๒๑๙
๑๑.อันธกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๙ ๑๐ ๑๗ ๑๙ - ๓๓ ๔๑ - ๔๔ ๔๖ ๔๘ - ๕๔ ๕๘ ๖๓ ๗๐ - ๗๔ ๗๘ - ๘๑ ๘๕ ๘๘ ๘๙ ๙๖ ๙๗ ๑๑๑ ๑๑๔ ๑๑๕ ๑๓๑ ๑๓๙ - ๑๔๒ ๑๕๔ ๑๖๓ - ๑๖๕ ๑๗๙ ๑๘๑ ๑๘๒ ๑๘๖ ๑๙๐ ๑๙๕ ๑๙๖ ๒๐๒ ๒๐๓ ๒๐๕ - ๒๐๘ ๒๑๕ ๒๑๗ ๒๑๘
๑๒.ปุพพเสลิยะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑๑ - ๑๖ ๕๕ - ๕๗ ๗๕ - ๗๗ ๘๓ ๘๔ ๘๖ ๙๓ - ๙๕ ๑๑๐ ๑๒๒ ๑๒๘ ๑๓๓ ๑๓๔ ๑๓๖ ๑๔๓ ๑๔๔ ๑๕๘ ๑๘๓ ๑๘๗ ๑๘๘ ๑๙๘ ๒๑๔
๑๓.อปรเสลิยะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑๑ ๑๒๘ ๑๓๖ ๑๙๘ ๒๑๔
๑๔.ราชคิริกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๖๔ - ๖๙ ๑๒๕ ๑๕๒ ๑๖๖ ๑๖๗
๑๕.สิทธัตถิกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๖๔ - ๖๙ ๑๖๖
๑๖.เวตุลลกะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑๗๖ ๑๗๗
๑๗.เวตุลลกะ มหาสุญญตาวาทะ มีความเห็นผิดในข้อ ๑๗๐ - ๑๗๔
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๓๗