ค้นหา K
Appearance
Appearance
(ได้กล่าวแล้วว่า ในเล่ม ๓๙ นี้ มีหัวข้อแห่งยมกเพียง ๓ คือ ๑. จิตตยมก (ธรรม ที่เป็นคู่คือจิต) ๒. ธัมมยมก (ธรรมที่เป็นคู่คือธรรม) ๓. อินทริยยมก (ธรรมที่เป็นคู่คือ อินทรีย์ คือธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน) วิธีอธิบายทั้งสามหัวข้อไม่เหมือนกัน ดังจะ กล่าวต่อไปเมื่อถึงหัวข้อนั้น ๆ)
(ธรรมเป็นคู่คือจิต)
หัวข้อใหญ่ของจิตตยมก คือ อุทเทส หรือบทตั้ง กับ นิทเทส หรือบทอธิบาย แล้วมี หัวข้อย่อยที่บทตั้ง และคำอธิบายเกี่ยวข้องด้วย ๔ วาระ คือ (๑) ปุคคลวาร วาระว่าด้วยบุคคล (๒) ธัมมวาร วาระว่าด้วยธรรม (๓) ปุคคลธัมมวาร วาระว่าด้วยบุคคลและธรรม (๔) มิสสกวาร วาระว่าด้วยจิตที่ผสมด้วยกิเลส
๑.ปุคคลวาร วาระว่าด้วยบุคคล จิตของบุคคลใดย่อมเกิดขึ้น ยังไม่ดับ จิตของ บุคคลนั้นจักดับ จักไม่เกิดขึ้น อนึ่ง จิตของบุคคลใดจักดับ จักไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้น ย่อมเกิดขึ้น ยังไม่ดับ ฯลฯ
๒.ธัมมวาร วาระว่าด้วยธรรม จิตย่อมเกิดขึ้นยังไม่ดับ จิตนั้นจักดับ จักไม่เกิดขึ้น อนึ่ง จิตใด จักดับ จักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นย่อมเกิดขึ้น ยังไม่ดับ ฯลฯ
๓.ปุคคลธัมมวาร วาระว่าด้วยบุคคลและธรรม จิตใดของบุคคลใดย่อมเกิดขึ้น ยังไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นจักดับ จักไม่เกิดขึ้น อนึ่ง จิตใดของบุคคลใดจักดับ จักไม่ เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้น ย่อมเกิด ยังไม่ดับ ฯลฯ
๔.มิสสกวาร วาระว่าด้วยจิตที่ผสมด้วยกิเลส จิตอันมีราคะของผู้ใดย่อมเกิดขึ้น จิตปราศจากราคะของผู้ใดย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ จิตนั้น ๆ ของผู้นั้นจักดับ จักไม่เกิดขึ้น อนึ่ง จิตนั้น ๆ ของผู้ใดจักดับ จักไม่เกิดขึ้น จิตนั้น ๆ ของผู้นั้นย่อมเกิดขึ้น ยังไม่ดับ ฯลฯ
๑.บทนำตั้งในปุคคลวารมาตั้งคำถามว่า เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ แล้วตอบว่า ในขณะ เกิดขึ้นแห่งจิตสุดท้าย จิตของผู้นั้นย่อมเกิดขึ้น ยังไม่ดับ (แต่) จักดับ จักไม่เกิดขึ้น ในขณะ เกิดขึ้นแห่งจิตของบุคคลนอกนี้ จิตของเขาย่อมเกิดขึ้น ยังไม่ดับ (แต่) จักดับด้วย จักเกิดขึ้น ด้วย ฯลฯ
๒.บทนำตั้งในธัมมวารมาตั้งเป็นคำถามว่า เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ แล้วตอบว่า ใช่ แต่ในกรณีที่ว่าจิตใดย่อมไม่เกิดขึ้น ย่อมดับ จิตนั้นจักไม่ดับ จักเกิดขึ้น ดังนี้ ตอบว่า ไม่ใช่ อย่างนั้น และในกรณีที่ว่าจิตใด จักไม่ดับ จักเกิดขึ้น จิตนั้นย่อมไม่เกิด (แต่) ย่อมดับ ดังนี้ ตอบว่า ไม่มี
๓.นำบทตั้งในปุคคลธัมมวารมาตั้งเป็นคำถามแล้วตอบเช่นเดียวกับในธัมมวาร
๔.บทอธิบายในมิสสกวาร มิได้ตั้งเป็นคำถามคำตอบ แต่กล่าวว่า เมื่ออธิบายถึงจิต ของบุคคลใดโดยภาวะของตน เมื่ออธิบายถึงจิตใดและจิตของบุคคลใดโดยอรรถอันเดียวกัน (กล่าวย้อนไปถึงวารทั้งสามข้างต้น) บุคคลใดมีจิตประกอบด้วยราคะ ฯลฯ มีธรรมอันมีข้าศึก มีธรรมอันไม่มีข้าศึก ธรรมที่เป็นคู่ (ยมก) ๓ ประการ คือ มูลยมก (ธรรมที่เป็นคู่อันเป็นมูล) จิตตยมก (ธรรมที่เป็นคู่คือจิต) ธัมมยมก (ธรรมที่เป็นคู่คือธรรม) ย่อมเป็นไป จนถึงธรรมที่มีข้าศึกและไม่มีข้าศึก (คือเมื่อกล่าวถึงจิตของบุคคลมีราคะ จนถึงไม่มีข้าศึก ย่อมเข้าในลักษณะยมก ๓ ประการ)
(ธรรมที่เป็นคู่คือธรรม)
กุศล เป็นกุศลธรรม กุศลธรรม เป็นกุศล
อกุศล เป็นอกุศลธรรม อกุศลธรรม เป็นอกุศล
อัพยากฤต เป็นอัพยากตธรรม อัพยากตธรรม เป็นอัพยากฤต ฯลฯ
กุศล เป็นกุศลธรรมใช่หรือไม่ ใช่
กุศลธรรม เป็นกุศลใช่หรือไม่ ใช่
อกุศล เป็นอกุศลธรรมใช่หรือไม่ ใช่
อกุศลธรรม เป็นอกุศลใช่หรือไม่ ใช่
อัพยากฤต เป็นอัพยากตธรรมใช่หรือไม่ ใช่
อัพยากตธรรม เป็นอัพยากฤตใช่หรือไม่ ใช่ ฯลฯ
กุศลธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด อกุศลธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่ ไม่ใช่ อนึ่ง อกุศลธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่ ไม่ใช่
กุศลธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด อัพยากตธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่
ในขณะเกิดขึ้นแห่งกุศลทั้งหลายในอรูป (ซึ่งมีขันธ์ ๔) กุศลธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น อัพยากตธรรมย่อมไม่เกิดขึ้น ในขณะเกิดขึ้นแห่งกุศลทั้งหลายในขันธ์ ๕ ทั้งกุศลธรรม และ อัพยากตธรรมย่อมเกิดแก่ผู้นั้น
อนึ่ง อัพยากตธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด กุศลธรรมย่อมเกิดแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่
ในขณะที่เกิดขึ้นแห่งจิตที่ไม่ประกอบด้วยกุศลอันเป็นไปแก่สัตว์ทั้งปวงผู้กำลังเกิด อัพยากตธรรมย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านั้น กุศลธรรมย่อมไม่เกิด แต่ในขณะที่เกิดขึ้นแห่งกุศล ทั้งหลายในขันธ์ ๕ ทั้งอัพยากตธรรมและกุศลธรรม ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้ใด อัพยากตธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่
ในขณะเกิดขึ้นแห่งอกุศลทั้งหลายในอรูป (ซึ่งมีขันธ์ ๔) อกุศลธรรมย่อมเกิดขึ้น แก่ผู้นั้น อัพยากตธรรมย่อมไม่เกิดขึ้น ในขณะเกิดขึ้นแห่งอกุศลทั้งหลายในขันธ์ ๕ ทั้งกุศลธรรมและอัพยากตธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น
อนึ่ง อัพยากตธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด อกุศลธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่
ในขณะเกิดขึ้นแห่งจิตที่ไม่ประกอบด้วยอกุศล อันเป็นไปแก่สัตว์ทั้งปวงผู้กำลังเกิด อัพยากตธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น อกุศลธรรมย่อมไม่เกิดขึ้น แต่ในขณะที่เกิดขึ้น แห่งอกุศลทั้งหลายในขันธ์ ๕ ทั้งอัพยากตธรรมทั้งอกุศลธรรม ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ฯลฯ
กุศลธรรมของผู้ใดดับ อกุศลธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่ ไม่ใช่ อนึ่ง อกุศลธรรม ของผู้ใดดับ กุศลธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่ ไม่ใช่
กุศลธรรมของผู้ใดดับ อัพยากตธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่
ในขณะดับแห่งกุศลทั้งหลายในอรูป กุศลธรรมของผู้นั้นย่อมดับ อัพยากตธรรม ย่อมไม่ดับ ในขณะดับแห่งกุศลทั้งหลายในขันธ์ ๕ ทั้งกุศลธรรมทั้งอัพยากตธรรมย่อมดับ
อนึ่ง อัพยากตธรรมของผู้ใดดับ กุศลธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่
ในขณะดับแห่งจิตอันไม่ประกอบด้วยกุศลที่เป็นไปแก่สัตว์ทั้งปวง ผู้กำลังเคลื่อน (จุติ) อัพยากตธรรมของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับ กุศลธรรมย่อมไม่ดับ แต่ในขณะดับแห่งกุศลทั้งหลายในขันธ์ ๕ ทั้งอัพยากตธรรมทั้งกุศลธรรมของสัตว์เหล่านั้น ย่อมดับ
อกุศลธรรมของผู้ใดดับ อัพยากตธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่
ในขณะดับแห่งอกุศลทั้งหลายในอรูป อกุศลธรรมของผู้นั้นย่อมดับ อัพยากตธรรมย่อมไม่ดับ ในขณะดับแห่งอกุศลทั้งหลายในขันธ์ ๕ ทั้งอกุศลธรรมทั้งอัพยากตธรรมของผู้นั้น ย่อมดับ
อนึ่ง อัพยากตธรรมของผู้ใดดับ อกุศลธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่
ในขณะดับแห่งจิตอันไม่ประกอบด้วยอกุศลที่เป็นไปแก่สัตว์ทั้งปวง ผู้กำลังเคลื่อน (จุติ) อัพยากตธรรมของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับ อกุศลธรรมย่อมไม่ดับ แต่ในขณะดับแห่งอกุศลทั้งหลายในขันธ์ ๕ ทั้งอัพยากตธรรมทั้งอกุศลธรรมของสัตว์นั้นย่อมดับ ฯลฯ
กุศลธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด อกุศลธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่ ไม่ใช่ อนึ่ง อัพยากตธรรมของผู้ใดดับ กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่ ไม่ใช่
กุศลธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด อัพยากตธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่ ไม่ใช่ อนึ่ง อัพยากตธรรมของผู้ใดดับ กุศลธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่ ไม่ใช่
อกุศลธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด อัพยากตธรรมของผู้นั้นย่อมดับใช่หรือไม่ ไม่ใช่ อนึ่ง อัพยากตธรรมของผู้ใดดับ อกุศลธรรมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่ ไม่ใช่
ผู้ใดทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้น ผู้นั้นย่อมละอกุศลธรรมได้ใช่หรือไม่ ใช่ อนึ่ง ผู้ใดละอกุศลธรรมได้ ผู้นั้นย่อมทำกุศลธรรมให้เกิดใช่หรือไม่ ใช่
ผู้ใดไม่ทำกุศลธรรมให้เกิด ผู้นั้นย่อมละอกุศลธรรมไม่ได้ใช่หรือไม่ ใช่ อนึ่ง ผู้ใดละอกุศลธรรมไม่ได้ ผู้นั้นย่อมทำกุศลธรรมให้เกิดไม่ได้ใช่หรือไม่ ใช่ ฯลฯ
(ธรรมเป็นคู่คืออินทรีย์ ได้แก่ธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน)
อินทรีย์มี ๒๒ มีอินทรีย์คือตา เป็นต้น มีอินทรีย์ของพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้สัจจธรรม เป็นที่สุด (ดูรายละเอียดในหน้า ๑๐๐๗)
ตา เป็นอินทรีย์คือตา อินทรีย์คือตา เป็นตา
หู เป็นอินทรีย์คือหู อินทรีย์คือหู เป็นหู
จมูก เป็นอิทรีย์คือจมูก อินทรีย์คือจมูก เป็นจมูก ฯลฯ
ตา เป็นอินทรีย์คือตาใช่หรือไม่ ตา คือตาทิพย์ ตาปัญญา มิใช่อินทรีย์คือตา ส่วนอินทรีย์คือตา เป็นตาด้วย เป็นอินทรีย์คือตาด้วย อินทรีย์คือตา เป็นตาใช่หรือไม่ ใช่
หู เป็นอินทรีย์คือหูใช่หรือไม่ หูที่เป็นหูทิพย์ ที่เป็น ตัณหาโสตะ (กระแสคือตัณหา) ไม่ใช่อินทรีย์คือหู ส่วนอินทรีย์คือหู เป็นหูด้วย เป็นอินทรีย์คือหูด้วย อินทรีย์คือหู เป็นหู ใช่หรือไม่ ใช่
จมูก เป็นอินทรีย์คือจมูกใช่หรือไม่ ใช่ อินทรีย์คือจมูก เป็นจมูกใช่หรือไม่ ใช่ ฯลฯ
อินทรีย์คือ ตา เกิดขึ้นแก่ผู้ใด อินทรีย์คือ หู ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่
ผู้กำลังเกิดเป็นสัตว์ที่มีตา แต่ไม่มีหู อินทรีย์คือตาย่อมเกิดขึ้น แต่อินทรีย์คือหูย่อม ไม่เกิดขึ้น
ผู้กำลังเกิดเป็นสัตว์ที่มีทั้งตาทั้งหู ทั้งอินทรีย์คือตาทั้งอินทรีย์คือหู ย่อมเกิดขึ้น
อนึ่ง อินทรีย์ คือ หู เกิดขึ้นแก่ผู้ใด อินทรีย์คือ ตา ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่หรือไม่
ผู้กำลังเกิดเป็นสัตว์ที่มีหู แต่ไม่มีตา อินทรีย์คือหูย่อมเกิดขึ้น แต่อินทรีย์คือตาย่อม ไม่เกิดขึ้น
ผู้กำลังเกิดเป็นสัตว์ที่มีทั้งหูทั้งตา ทั้งอินทรีย์คือหูทั้งอินทรีย์คือตา ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ
ผู้ใดกำหนดรู้อินทรีย์คือ ตา ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้อินทรีย์คือ หู ใช่หรือไม่ ใช่ อนึ่ง ผู้ใดกำหนดรู้อินทรีย์คือ หู ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้อินทรีย์คือ ตา ใช่หรือไม่ ใช่
ผู้ใดกำหนดรู้อินทรีย์คือ ตา ผู้นั้นย่อมละได้ซึ่งอินทรีย์คือ โทมนัส (ความเสียใจ) ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ อนึ่ง ผู้ใดละได้ซึ่งอินทรีย์คือ โทมนัส ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้อินทรีย์คือ ตา ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ ฯลฯ
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๓๙