Skip to content

เล่ม ๒๓ อังคุตตรนิกาย สัตตก - อัฏฐก - นวกนิบาต

ภาพรวม

พระไตรปิฎกเล่มนี้ ว่าด้วยชุมนุมธรรมะ จำนวน ๗ - ๘ - ๙ รวมทั้งเล่ม มีพระสูตรประมาณ ๓๐๐ สูตร ต่อไปนี้จะย่อตามลำดับจำนวน คือเริ่มแต่ชุมนุมธรรมะจำนวน ๗ เป็นต้นไป

ขยายความ

สัตตกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๗ ข้อ

ในหมวดนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกจัดเป็นหมวด ๕๐ ส่วนที่ ๒ จัดเป็น หมวดนอก ๕๐ ทั้งหมดด้วยกันมีประมาณ ๘๐ สูตรเศษ

ปัณณาสก์ หมวด ๕๐

(หมวดนี้มี ๕ วรรค ๆ ละประมาณ ๑๐ สูตร วรรคที่ ๑ ชื่อธนวรรค ว่าด้วยทรัพย์ วรรคที่ ๒ ชื่ออนุสยวรรค ว่าด้วยอนุสัย คือกิเลสที่แฝงตัวหรือที่นอนเนื่องในสันดาน วรรคที่ ๓ ชื่อวัชชีวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในแคว้นวัชชี วรรคที่ ๔ ชื่อเทวตาวรรค ว่าด้วยเทวดา วรรคที่ ๕ ชื่อมหายัญญวรรค ว่าด้วยการบูชายัญใหญ่)

วรรคที่ ๑ ชื่อธนวรรค ว่าด้วยทรัพย์

๑. ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ อย่าง ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็น ที่เคารพและยกย่องของเพื่อนพรหมจารี คือใคร่จะได้ลาภ ใคร่จะได้สักการะ ใคร่จะไม่ให้ใคร ดูหมิ่น ไม่ละอาย ไม่เกรงกลัวต่อบาป ปรารถนาลามก เห็นผิด อีกนัยหนึ่ง คือเปลี่ยนเฉพาะ ข้อ ๖ ๗ คือริษยา ตระหนี่ ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม

ตรัสแสดงกำลัง ๗ อย่าง คือความเชื่อ ความเพียร ความละอาย ความเกรงกลัวต่อบาป ความระลึกได้ ความตั้งใจมั่น ปัญญา

ตรัสแสดงทรัพย์ ๗ อย่าง คือความเชื่อ ศีล ความละอาย ความเกรงกลัวต่อบาป การสดับตรับฟัง การสละ ปัญญา

ตรัสกะราชมหาอำมาตย์ชื่ออุคคะ ว่า ทรัพย์ (ทางโลก) เป็นของสาธารณ์แก่ไฟ แก่น้ำ เป็นต้น ส่วนทรัพย์ ๗ อย่างข้างต้นไม่เป็นของสาธารณ์แก่ไฟ แก่น้ำ เป็นต้น

ตรัสแสดงสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูกมัด) ๗ อย่าง คือ อนุนยะ (ความพอใจในกาม) ปฏิฆะ (ความขัดใจ) ทิฏฐิ (ความเห็น) วิจิกิจฉา (ความสงสัย) มานะ (ความถือตัว) ภวราคะ (ความกำหนัดยินดีหรือความติดในภพ คือความมีความเป็น) อวิชชา (ความไม่รู้ อริยสัจจ์ ๔)

ตรัสแสดงว่า พรหมจรรย์ อันบุคคลประพฤติเพื่อละสัญโญชน์ ๗ และตรัสแสดง สัญโญชน์ ๗ อีกนัยหนึ่ง ต่างเฉพาะข้อ ๖ - ๗ ความริษยา ความตระหนี่

วรรคที่ ๒ ชื่ออนุสยวรรค ว่าด้วยอนุสัย คือกิเลสที่แฝงตัว หรือที่นอนเนื่องในสันดาน

๒. ตรัสแสดงอนุสัย (กิเลสที่แฝงตัว หรือที่นอนเนื่องในสันดาน) ๗ ประการ อย่าง เดียวกับสัญโญชน์ ๗ มีความพอใจในกาม (กามราคะ) เป็นข้อแรก มีอวิชชาเป็นข้อสุดท้าย แล้วตรัสแสดงว่า พรหมจรรย์อันบุคคลประพฤติเพื่อละอนุสัย ๗

ตรัสแสดงว่า ตระกูล ที่ประกอบด้วยองค์ ๗ ไม่ควรเข้าไป เข้าไปแล้วไม่ควรนั่ง คือไม่ต้อนรับ ไม่อภิวาท ไม่ให้อาสนะด้วยอาการที่น่าพอใจ ปกปิดของที่มีอยู่ ให้น้อยในของมาก ให้ของเศร้าหมองในประณีต ให้โดยไม่เคารพ ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม

ตรัสแสดงบุคคล ๗ ประเภทที่ควรของคำนับ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คือ อุภโตภาควิมุต (ผู้พ้นโดยส่วนทั้งสอง) เป็นต้น (โปรดดูหน้า ๖๒๒ ข้อ ๔ (๑))

ตรัสแสดงบุคคลเปรียบด้วยน้ำ ๗ ประเภท คือ

(๑)จมลงไปครั้งเดียวก็จมลงไปเลย ได้แก่บุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรม ฝ่ายดำล้วน

(๒)โผล่ขึ้นแล้วจม ได้แก่บุคคลผู้มีคุณธรรม แต่คุณธรรมเสื่อมไป

(๓)โผล่ขึ้นแล้ว ลอยอยู่ได้ ได้แก่ผู้มีคุณธรรมไม่เสื่อม

(๔)โผล่ขึ้นแล้ว เห็นแจ่มแจ้ง เหลียวดู ได้แก่พระโสดาบัน

(๕)โผล่ขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง ได้แก่พระสกทาคามี

(๖)โผล่ขึ้นแล้ว ไปถึงที่ตื้น ได้แก่พระอนาคามี

(๗)โผล่ขึ้นแล้ว ข้ามฝั่งได้ ยืนอยู่บนบก ได้แก่พระอรหันต์ (ผู้ทำให้แจ้ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ)

ตรัสแสดงบุคคล ๗ ประเภทว่า ควรแก่ของคำนับ เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม ของโลก คือ

(๑)ผู้เห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ทำให้แจ้งวิมุติทั้งสองอันไม่มีอาสวะ

(๒)ผู้เห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง สิ้นอาสวะและสิ้นชีวิตพร้อมกัน

(๓)ผู้เห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง เป็นพระอนาคามี อันตราปรินิพพายี

(๔)อุปหัจจปรินิพพายี

(๕)อสังขารปรินิพพายี

(๖)สสังขารปรินิพพายี

(๗)อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี (ดูคำอธิบายในหน้า ๗๔๖)

ตรัสแสดงบุคคล ๗ ประเภทว่า ควรแก่ของคำนับ เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก อย่างเดียวกับข้างต้น ต่างแต่กำหนดว่าเป็นผู้เห็นว่าเป็นทุกข์ในสังขารทั้งปวง เห็นว่าไม่ใช่ตนในธรรมทั้งปวง เห็นว่าสุขในพระนิพพาน ส่วนลำดับข้อ ๔ ถึงข้อ ๗ ซ้ำกัน

ตรัสแสดงนิททสวัตถุ (คือที่ตั้งแห่งการที่จะไม่มีอายุ ๑๐ ปีต่อไปอีก โดยอธิบายว่า จะไม่เกิดอีก) ๗ ประการ คือภิกษุเป็นผู้มีฉันทะ (ความพอใจ) แรงกล้าในการสมาทานสิกขาบท และมีความรักอันยิ่งในการสมาทานสิกขาบทต่อไป ในการพิจารณาธรรม ในการนำความปรารถนาออก ในการหลีกเร้น ในการปรารภความเพียร ในสติและปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน ในการ แทงทะลุความเห็น (ตรัสรู้ด้วยมรรค) และมีความรักอันยิ่งในการนั้น ๆ (๕ ข้อหลัง) ต่อไป

วรรคที่ ๓ ชื่อวัชชีวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในแคว้นวัชชี

๓. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ สารันททเจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลี ตรัสแสดงอปริหา นิยธรรม (ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม) ๗ อย่างแก่เจ้าลิจฉวี คือชาววัชชี

(๑)จักประชุมกันเนืองนิตย์

(๒)จักพร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุม และกระทำกิจที่ควรทำ

(๓)จักไม่บัญญัติสิ่งที่ยังมิได้บัญญัติ จักไม่ตัดรอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว ยอมรับ ศึกษาในธรรมะของชาววัชชีตามที่บัญญัติไว้แล้ว

(๔)จักเคารพนับถือชาววัชชีที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า

(๕)จักไม่ข่มเหงล่วงเกินสตรีที่มีสามีแล้ว และสตรีสาว

(๖)จักสักการะเคารพเจดีย์ของชาววัชชี

(๗)จักจัดแจงให้การอารักขาคุ้มครองอันเป็นธรรมในพระอรหันต์ และปรารภให้ พระอรหันต์ที่ยังไม่มาได้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข

ตรัสแสดงอปริหานิยธรรมของชาววัชชี ๗ ข้อนี้ แก่วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ ของแคว้นมคธ

ตรัสแสดงอปริหานิยธรรม (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม) ของภิกษุ ๗ ประการ คือ

(๑)จักประชุมกันเนืองนิตย์

(๒)จักพร้อมเพรียงกันประชุม เป็นต้น

(๓)จักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ เป็นต้น

(๔)จักเคารพนับถือภิกษุที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า

(๕)จักไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น

(๖)จักยินดีในเสนาสนะป่า

(๗)จักตั้งความปรารถนาดีในภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักให้มา ที่มาแล้วให้อยู่เป็นสุข

แล้วทรงแสดงอปริหานิยธรรมของภิกษุโดยนัยอื่นอีกหลายนัย ตลอดจนได้ตรัสถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมของภิกษุผู้เป็นเสขะ คล้ายกับธรรมในหมวด ๖ กับตรัสถึงธรรมะ ๗ อย่างที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม ความวิบัติของอุบาสก คือไม่ค่อยได้เห็นภิกษุ ประมาทการ ฟังธรรม ไม่ศึกษาในอธิศีล มากไปด้วยความไม่เลื่อมใสในภิกษุที่เป็นเถระ บวชใหม่ ปูนกลาง ฟังธรรมด้วยจิตคิดจับผิด แสวงหาทักขิเณยยบุคคลนอกพระพุทธศาสนา ทำการอันควรทำก่อน ให้ทักขิเณยยบุคคลนอกพระพุทธศาสนานั้น ฝ่ายดีทรงแสดงโดยนัยตรงกันข้าม

วรรคที่ ๔ ชื่อเทวตาวรรค ว่าด้วยเทวดา

๔. ตรัสแสดงคารวะ (ความเคารพ) ๗ อย่าง ตามที่เทวดามากราบทูลว่า เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแห่งภิกษุ คือความเคารพในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ในการต้อนรับ

แล้วตรัสแสดงถึงธรรม ๗ ประการ ที่เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมของภิกษุ คือ ๕ ข้อแรก พ้องกันกับคารวะที่แสดงมาแล้ว เปลี่ยนแต่ข้อ ๖ - ๗ คือเคารพในความละอาย ในความเกรงกลัวต่อบาป อีกนัยหนึ่ง เปลี่ยนเฉพาะข้อ ๖ - ๗ อีก คือว่าง่าย คบคนดีเป็นมิตร พระสาริบุตรกราบทูลขยายความตามความเข้าใจของท่าน (เช่นเดียวกับข้อความหน้า ๘๒๘) ตรัสประทานสาธุการ

ตรัสว่า มิตรประกอบด้วยองค์ ๗ ควรคบ คือให้สิ่งที่ให้ยาก ทำสิ่งที่ทำยาก อดทน สิ่งที่ทนยาก เปิดเผยความลับแก่เพื่อน ปกปิดความลับของเพื่อน ไม่ละทิ้งในยามมีอันตราย ไม่ดูหมิ่นเพื่อนเพราะสิ้นทรัพย์

ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๗ ควรคบเป็นมิตร แม้จะถูกกีดกัน (ให้ออกห่าง) คือเป็นที่รักเป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ เป็นที่สรรเสริญ เป็นผู้ว่ากล่าว เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ เป็นผู้กล่าวถ้อยคำอันลึกซึ้ง (ในทางธรรม) ไม่ชักชวนในฐานะอันไม่สมควร

ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ อย่าง จะทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน) โดยกาลไม่นาน คือ (๑) - (๓) รู้ตามความจริงว่าจิต ท้อแท้ หดหู่ ฟุ้งสร้าน (๔) - (๖) เวทนา สัญญา ความตรึก ของเธอ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อันเธอรู้แจ้งแล้ว (๗) เธอถือเอาด้วยดี ใส่ใจด้วยดี ทรงจำดี ใช้ปัญญาแทงทะลุด้วยดีซึ่งนิมิตในธรรมอันเป็นที่สบาย และไม่เป็นที่สบาย ดีเลว ดำขาว และมีส่วนเปรียบ

ตรัสสรรเสริญพระสาริบุตรว่ามีคุณธรรมข้างบนทั้งเจ็ดข้อ ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๗ ย่อมทำจิตไว้ในอำนาจได้ ไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต คือฉลาดในสมาธิ ในการเข้า ในการตั้งอยู่ ในการออก ในความสมควรแก่กาล ในโคจร (อารมณ์) และในอภินิหารของสมาธิ ตรัสสรรเสริญพระสาริบุตรว่ามีคุณธรรมข้างบนทั้ง ๗ ข้อ

นักบวชศาสนาอื่นสนทนากันว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอด ๑๒ ปี ย่อมเป็นผู้ควรแก่ถ้อยคำว่าภิกษุ “ผู้ไม่มีสิบ” (ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาให้ถูกนับอายุอีก อรรถกถา) พระสาริบุตรนำความมากราบทูล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุที่จะชื่อว่านิททสะ (ผู้ไม่มีสิบ) ในพระธรรมวินัยนี้ มิใช่ด้วยการนับพรรษา (แต่ด้วยคุณธรรม) แล้วตรัสแสดง นิททสวัตถุ ๗ ประการ (ดังที่ตรัสไว้แล้วในวรรคที่ ๒ ในหน้า ๘๓๗)

ตรัสแสดงนิททสวัตถุอีก ๗ ประการ แก่พระอานนท์ผู้ได้ฟังนักบวชศาสนาอื่น พูดกันทำนองเดียวกับพระสาริบุตร เป็นแต่เปลี่ยนแสดงคุณธรรม คือ มีศรัทธา มีความละอาย มีความเกรงกลัวต่อบาป มีการสดับมาก ปรารภความเพียร มีสติ มีปัญญา

วรรคที่ ๕ ชื่อมหายัญญวรรค ว่าด้วยการบูชายัญใหญ่

๕. ตรัสแสดงที่ตั้งแห่งวิญญาณ (วิญญาณฐิติ) ๗ อย่าง คือ

(๑)สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่มนุษย์ เทพบางจำพวก เปรตบางจำพวก

(๒)สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่เทพพวกพรหม ที่เกิดด้วยปฐมฌาน

(๓)สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่เทพพวกอาภัสสร พรหม

(๔)สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่เทพพวก สุภกิณหพรหม

(๕)สัตว์เหล่าหนึ่งเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ

(๖)สัตว์เหล่าหนึ่งเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ

(๗)สัตว์เหล่าหนึ่งเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ

ตรัสแสดงธรรมที่เป็นบริขาร (เครื่องประกอบ) ของสมาธิ ๗ อย่าง มีความเห็นชอบ เป็นต้น มีความระลึกชอบเป็นที่สุด

ตรัสแสดงไฟ ๗ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ ผู้ควรของคำนับ คฤหบดี (บุคคลในครอบครัว) ผู้ควรทักขิณา (ของถวาย) และไฟอันเกิดจากไม้

ตรัสสอนอุคคตสรีรพราหมณ์ ผู้เตรียมบูชายัญ นำสัตว์ต่าง ๆ อย่างละ ๕๐๐ ผูกกับเสาเตรียมเพื่อจะฆ่า โดยทรงชี้ว่า การบูชายัญแบบนี้ได้สิ่งที่มิใช่บุญ เพราะเป็นการยกศัสตราขึ้นทางกาย วาจา และใจ

แล้วตรัสว่า ควรละไฟ ๓ อย่าง ไม่ควรเสพ คือราคะ โทสะ โมหะ และควรสักการะเคารพไฟ ๓ อย่าง คือ อาหุเนยยัคคิ (ไฟคือผู้ควรของคำนับ) ได้แก่มารดาบิดา คหปตัคคิ (ไฟคือคฤหบดี) ได้แก่บุตร ภริยา ทาส คนใช้ ทักขิเณยยัคคิ (ไฟคือผู้ควรแก่ทักขิณา) ได้แก่สมณพราหมณ์ ผู้เว้นจากความประมาท ตั้งอยู่ในขันติ (ความอดทน) โสรัจจะ (ความสงบเสงี่ยม) ฝึกตน ทำตนให้สม่ำเสมอ ทำตนให้ปรินิพพาน

ส่วนไฟที่เกิดจากไม้ ควรก่อให้ติด ควรวางเฉย ควรดับ ควรเก็บไว้ตามกาลอันสมควร พราหมณ์ก็เลื่อมใส แสดงตนเป็นอุบาสก ปล่อยสัตว์เหล่านั้นไป

ตรัสแสดงสัญญา (ความกำหนดหมาย) ๗ ประการ ว่ามีอมตะเป็นที่สุด คือ

อสุภสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่งาม)

มรณสัญญา (ความกำหนดหมายในความตาย)

อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (ความกำหนดหมายว่าน่าเกลียดในอาหาร)

สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง)

อนิจจสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง)

อนิจเจ ทุกขสัญญา (ความกำหนดหมายว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง)

ทุกเข อนัตตสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่ใช่ตนในสิ่งที่เป็นทุกข์)

ครั้นแล้วตรัสอธิบายรายละเอียดในเรื่องนี้

ตรัสกะชาณุสโสณิพราหมณ์ถึงเมถุนสัญโญค (ความเกี่ยวข้องกับธรรมะของคนคู่) ๗ ประการ คือ สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี บางคนปฏิญญาตนว่าเป็นพรหมจารีจริง ๆ หาได้เสพเมถุนกับมาตุคามไม่ แต่ยังยินดี ปลื้มใจ ชื่นใจด้วยเมถุนสัญโญค คือความเกี่ยวข้องกับเมถุน ๗ อย่าง คือ

(๑)ยินดีในการลูบไล้ การประคบ การให้อาบน้ำ การนวดแห่งมาตุคาม ปลื้มใจ ด้วยการบำเรอนั้น

(๒)ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ซิกซี้เล่นหัว สัพยอกกับมาตุคาม ปลื้มใจด้วยการเสสรวลนั้น

(๓)ไม่ถึงอย่างนั้น แต่เพ่งจ้องดูจักษุของมาตุคามด้วยจักษุของตน ปลื้มใจด้วย การเล็งแลนั้น

(๔)ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ฟังเสียงแห่งมาตุคามหัวเราะหรือพูดกับขับร้อง เป็นต้น ปลื้มใจด้วยเสียงนั้น

(๕)ไม่ถึงอย่างนั้น แต่นึกย้อนไปถึงเรื่องเก่า ที่ได้เคยหัวเราะพูดเล่นกับมาตุคาม แล้วปลื้มใจ

(๖)ไม่ถึงอย่างนั้น แต่เห็นคฤหบดีหรือบุตรแห่งคฤหบดี ผู้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อมด้วย กามคุณ ๕ แล้วปลื้มใจ

(๗)ไม่ถึงอย่างนั้น แต่ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งความปรารถนาเพื่อจะได้เป็น เทพเจ้า หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งแล้วปลื้มใจ

พรหมจรรย์ของผู้นั้นชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย ผู้นั้นประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ไม่พ้นไปจากทุกข์ได้

ตรัสแสดงธรรมปริยายที่ชื่อว่าสัญโญควิสัญโญค (ความผูกพันและความคลี่คลาย) คือสตรีพอใจภาวะต่าง ๆ ของสตรีและบุรุษ ย่อมไม่ก้าวล่วงความเป็นสตรีได้ บุรุษพอใจภาวะ ต่าง ๆ ของบุรุษและสตรี (พอใจในภาวะของตน ติดอกติดใจในเพศตรงกันข้าม) ย่อมไม่ก้าวล่วงความเป็นบุรุษได้ ต่อตรงกันข้ามคือไม่พอใจ จึงก้าวล่วงภาวะทั้งสองได้

ตรัสตอบพระสาริบุตรถึงเหตุที่ทานของบางคนมีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก ส่วนของบางคนมีทั้งผลมาก ทั้งอานิสงส์มาก โดยตรัสชี้ไปที่การให้ทานด้วยมีความเพ่งเล็งมีจิตปฏิพัทธ์ มุ่งสะสม คิดว่าตายแล้วจักบริโภค (ผลของทานนั้น) หรือตรงกันข้าม คือไม่คิด เช่นนั้นว่าเป็นต้นเหตุตามที่ถาม

อุบาสิกาชื่อเวฬุกัณฏกี ผู้เป็นมารดาของนันทมาณพ กราบเรียนพระสาริบุตรถึงเรื่องน่าอัศจรรย์ ๗ ประการ คือ

(๑)นางสนทนากับท้าวเวสสวัณ

(๒)พระราชาข่มเหงฆ่าบุตรของนางตาย แต่นางไม่มีจิตผิดปกติ

(๓)สามีตายไปเกิดในกำเนิดยักษ์มาแสดงตนด้วยอัตตภาพเดิม นางไม่มีจิตผิดปกติ

(๔)สามี (เมื่อมีชีวิตอยู่) ยังหนุ่ม นำหญิงสาวมา (เป็นภริยาน้อย) นางไม่มีจิต ผิดปกติ

(๕)ตั้งแต่ปฏิญญาตนเป็นอุบาสิกา ไม่เคยมีจิตคิดล่วงสิกขาบท

(๖)เข้าฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ ได้ตามปรารถนา

(๗)ละสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) เบื้องต่ำ ๕ อย่างได้ (โปรดดูหน้า ๒๐๑ ข้อ ๒๒๐ เชิงอรรถหน้า ๕๐๘ และหน้า ๖๑๓ มหามาลุงกโยวาทสูตร ด้วย)

วรรคที่ไม่จัดเข้าในหมวด ๕๐

(ในหมวดนี้ มีวรรคเล็ก ๓ วรรค ๆ ละประมาณ ๑๐ สูตร วรรคแรกชื่อ อัพยากตวรรค ว่าด้วยสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์ วรรคที่ ๒ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่ วรรคที่ ๓ ชื่อวินยวรรค ว่าด้วยวินัย)

วรรคที่ ๑ ชื่ออัพยากตวรรค ว่าด้วยสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์

๑. ตรัสตอบคำถามของภิกษุรูปหนึ่ง ถึงเหตุปัจจัยที่อริยสาวกผู้ได้สดับไม่เกิดความสงสัยในเรื่องที่พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสพยากรณ์ โดยทรงชี้ไปว่า ข้อที่ว่าสัตว์ตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด หรือเกิดด้วยไม่เกิดด้วย หรือเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ นั้นเป็นทิฏฐิ (ความเห็น) เป็นตัณหา (ความทะยานอยาก) เป็นสัญญา (ความกำหนดหมาย) เป็นมัญญิตะ (ความสำคัญ ในใจ) เป็นปปัญจิตะ (ความเนิ่นช้า) เป็นอุปาทาน (ความยึดมั่น) และเป็นวิปปฏิสาร (ความ เดือดร้อน) ซึ่งบุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่รู้สิ่ง (ทั้งเจ็ด) นั้น ไม่รู้ความเกิด ความดับ ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับของสิ่งเหล่านั้น แต่อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมรู้ จึงไม่เกิดความสงสัยในเรื่อง ที่พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์

ตรัสแสดงคติของบุรุษ ๗ และอนุปาทาปรินิพพาน (ดับกิเลสอย่างไม่มีเชื้อกิเลสเหลือ) คือพระอนาคามีประเภทอันตราปรินิพพายี ๓ อุปหัจจปรินิพพายี ๑ อสังขารปรินิพพายี ๑ สสังขารปรินิพพายี ๑ อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑ (รวมเป็น ๗) และตรัสถึงพระอรหันต์ผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน (ดับกิเลสหมดไม่มีเหลือ)

พรหมชื่อติสสะ กล่าวกะพระมหาโมคคัลลานะว่า เทพที่มีญาณหยั่งรู้ในผู้ยังมีกิเลสเหลือ ว่ามีกิเลสเหลือ หรือในผู้ไม่มีกิเลสเหลือ ว่าไม่มีกิเลสเหลือ (ตามความจริง) นั้น ได้แก่พวกพรหม แต่ก็ไม่ใช่พรหมทุกผู้ พรหมผู้ยินดีด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ ความเป็นใหญ่ของพรหม (ยังยึดถือ) ย่อมไม่รู้ ส่วนที่ไม่ยินดีด้วยสิ่งเหล่านั้น (ไม่ยึดถือ) จึงรู้ และรู้ถึงพระอริยบุคคล ๖ ประเภท (เว้นสัทธานุสารีข้อที่ ๗ ดั่งที่ย่อไว้ในหน้า ๖๒๒ ด้วย อนึ่ง โปรดดูเรื่องของพรหมชื่อ ติสสะนี้ในหน้า ๘๒๑ ววรคที่ ๔ ด้วย) พระโมคคัลลานะมากราบทูลพระผู้มีพระภาค จึงตรัส เติมถึงข้อ ๗ คือ รู้ถึงภิกษุผู้เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิ (ความตั้งมั่นแห่งจิตที่ไม่มีเครื่องหมาย) ผู้ทำให้แจ้ง (บรรลุ) ที่สุดแห่งพรหมจรรย์

ตรัสแสดงผลของทานที่เห็นได้ด้วยตนเอง ๗ ข้อ แก่สีหเสนาบดี คือ

(๑)พระอรหันต์ย่อมอนุเคราะห์เขาก่อน

(๒)ย่อมเข้าไปหาเขาก่อน

(๓)ย่อมรับ (ทานของเขา) ก่อน

(๔)ย่อมแสดงธรรมแก่เขาก่อน

(๕)เขาย่อมมีกิตติศัพท์อันดีงามฟุ้งไป

(๖)เขาย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าสู่ชุมนุมชน

(๗)เมื่อตายไปเขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

สีหเสนาบดีกราบทูลว่า ๖ ข้อแรกมิได้เชื่อต่อพระผู้มีพระภาค เพราะรู้ได้ด้วยตนเอง (เห็นจริงเอง) ส่วนข้อสุดท้าย ตนไม่รู้จึงเชื่อต่อพระผู้มีพระภาค

ตรัสแสดงถึงสิ่ง ๔ ประการที่พระตถาคตไม่ต้องรักษา และตถาคตไม่ถูกว่ากล่าวโดยฐานะ ๓ คือ ตถาคตมีความประพฤติทางกาย วาจา ใจ บริสุทธิ์ มีอาชีวะบริสุทธิ์ ไม่มีทุจจริตทางกาย วาจา ใจ ไม่มีการเลี้ยงชีวิตผิด ซึ่งจะต้องรักษามิให้คนอื่นรู้ (รวมเป็น ๔ ข้อ) ตถาคตมีธรรมอันกล่าวดีแล้ว ไม่มีใครค้านได้ว่ากล่าวไว้ไม่ดี ปฏิปทาอันไปสู่พระนิพพานอันตถาคตบัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวก ไม่มีใครคัดค้านได้ว่าบัญญัติไว้ไม่ดี บริษัทสาวกของพระองค์หลายร้อยทำให้ แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ ไม่มีใครคัดค้านได้ว่าไม่ได้ทำให้แจ้ง (รวมเป็น ๓ ข้อ)

ตรัสตอบพระกิมิละ (ฉบับยุโรปเป็นกิมพิละ) ถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมไม่ตั้ง อยู่นานเมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว (๗ ข้อ) คือบริษัท ๔ ไม่เคารพในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ในการต้อนรับ

ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรมะ ๗ ประการจะทำให้แจ้งวิมุติทั้งสองอันไม่มีอาสวะ โดยกาลไม่นาน คือมีศรัทธา มีศีล สดับตรับฟังมาก หลีกเร้น ปรารภความเพียร มีสติ มีปัญญา

ตรัสแสดงธรรมแก่พระมหาโมคคัลลานะ เรื่องวิธีแก้ง่วง ๗ ประการ และตรัสสอนมิให้ชูงวง (ถือตัว) เข้าสู่สกุล มิให้กล่าวถ้อยคำก่อการทะเลาะวิวาท ไม่ควรคลุกคลีด้วยคฤหัสถ์ บรรพชิต แต่ควรคลุกคลีด้วยเสนาสนะอันสงัด แล้วตรัสตอบปัญหาที่ว่า ภิกษุชื่อว่าหลุดพ้น เพราะสิ้นตัณหา อยู่จบพรหมจรรย์ล่วงส่วน ด้วยเหตุคือ เมื่อภิกษุได้สดับว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือก็รู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาความคลายกำหนัด ความดับ ความสละคืน ในเวทนาทั้งสามคือสุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ ในโลก ไม่สะดุ้งดิ้นรน ดับสนิทเฉพาะตน

ตรัสสอนว่า อย่ากลัวบุญ เพราะคำว่า บุญ เป็นชื่อของความสุข แล้วตรัสว่า ได้เคย ทรงเห็นผลที่น่าพอใจมาแล้ว คือทรงเจริญเมตตาจิต ๗ ปี ไม่ต้องเสด็จมาสู่โลกนี้ถึง ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัปป์ (กัปป์เสื่อมกัปป์เจริญ ๗ สมัย) ในสังวัฏฏโลก (โลกเสื่อม) ทรงเกิดใน อาภัสสรพรหม ในวิวัฏฏโลก (โลกเจริญ) ทรงเกิดในพรหมวิมานอันว่าง เป็นท้าวมหาพรหม ทรงเคยเกิดเป็นท้าวสักกะ ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรมหลายร้อยครั้ง

ตรัสแสดงภริยา ๗ ประเภท คือภริยาเสมอด้วยผู้ฆ่า เสมอด้วยโจร เสมอด้วยนาย เสมอด้วยแม่ เสมอด้วยน้องสาว เสมอด้วยเพื่อน เสมอด้วยทาสี

ตรัสแสดงธรรม ๗ อย่างที่ศัตรูชอบ ที่เป็นเหตุแห่งศัตรู มาสู่หญิงหรือชายผู้มี ความโกรธ คือ

(๑)ศัตรูย่อมปรารถนาต่อศัตรูให้มีผิวพรรณทราม คนมักโกรธถูกความโกรธ ครอบงำ แม้จะอาบน้ำลูบไล้ ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาว ผิวพรรณก็ทราม

(๒)ศัตรูย่อมปรารถนาต่อศัตรูให้นอนเป็นทุกข์ คนมักโกรธถูกความโกรธครอบงำ แม้จะนอนบนบัลลังก์ มีเครื่องประดับงดงาม ก็นอนเป็นทุกข์

(๓)ศัตรูย่อมปรารถนาต่อศัตรูมิให้มีประโยชน์มาก คนมักโกรธที่ถูกความโกรธ ครอบงำ ก็ถือเอาสิ่งมิใช่ประโยชน์ว่าเป็นประโยชน์ สิ่งเป็นประโยชน์ว่ามิใช่ ประโยชน์ ธรรมคือการเป็นศัตรูของกันและกัน ที่ยึดไว้ ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ตลอดกาลนาน

(๔)ศัตรูย่อมปรารถนาต่อศัตรูมิให้มีทรัพย์ คนมักโกรธที่ถูกความโกรธครอบงำ ก็ถูกพระราชาทำให้ทรัพย์เข้าไปสู่พระคลังหลวง

(๕)ศัตรูย่อมปรารถนาต่อศัตรูมิให้มียศ คนมักโกรธที่ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมเสื่อมจากยศ

(๖)ศัตรูย่อมปรารถนาต่อศัตรูมิให้มีมิตร คนมักโกรธที่ถูกความโกรธครอบงำ ญาติมิตรย่อมเว้นไกล

(๗)ศัตรูย่อมปรารถนาต่อศัตรูให้ตาย แล้วเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก คนมักโกรธที่ถูกความโกรธครอบงำ ประพฤติทุจจริต ตายไปแล้วก็จะเข้าถึง อบาย ทุคคติ วินิบาต นรก

วรรคที่ ๒ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่

๒. ตรัสแสดงว่า ถ้าขาดธรรมอย่างหนึ่ง ก็ขาดธรรมข้ออื่น ๆ ต่อกันไปเป็นลำดับ คือความละอาย ความเกรงกลัวต่อบาป การสำรวมอินทรีย์ ศีล สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่น ชอบ) ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ด้วยญาณ ตามเป็นจริง) นิพพิทา (ความเบื่อหน่าย) วิราคะ (ความคลายกำหนัด) วิมุตติญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณถึงความหลุดพ้น)

ตรัสกะภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องที่สังขารไม่เที่ยง ไม่น่าไว้ใจ ควรที่จะเบื่อหน่ายกำหนัด ควรที่จะพ้นไปเสีย แล้วตรัสถึงระยะกาลที่ล่วงไปหลายแสนปี ที่จะมีสมัยซึ่งฝนไม่ตก พืชต้นไม้ใบหญ้า จะเหี่ยวแห้งไม่มีเหลือ แล้วก็ถึงสมัยที่อาทิตย์ขึ้น ๒ ดวง ๓ ดวง ๔ ดวง ๕ ดวง ๖ ดวง จนถึง ๗ ดวง ซึ่งมหาปฐพีนี้และขุนเขาสิเนรุจะลุกไหม้มีเปลวไฟพลุ่งขึ้นไปถึงพรหมโลก

ต่อจากนั้นตรัสเล่าเรื่องศาสดาชื่อสุเนตตะ ผู้สอนสาวกให้ไปเกิดพรหมโลก ลงมา จนถึงเกิดในคฤหบดีมหาศาล (ในโลกนี้) แล้วตรัสเล่าถึงสุเนตตศาสดาเจริญเมตตาจิต ๗ ปี ได้ผล (อย่างที่ตรัสเล่าไว้ในวรรคที่ ๑ ก่อนวรรคนี้) แต่ก็ไม่พ้นไปจากความเกิดแก่เจ็บตาย เป็นต้นได้ ทั้งนี้เพราะมิได้ตรัสรู้ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ อันเป็นอริยะ ส่วนพระองค์ได้ตรัสรู้ ธรรม ๔ อย่างนั้นแล้ว ต่อแต่นี้จึงไม่เกิดอีก

ตรัสแสดงถึงพระนครชายแดนของพระราชาที่แวดล้อมด้วยดีถึง ๗ ชั้น ซึ่งข้าศึกไม่พึงทำอะไรได้ (ไม่พึงเอาชนะได้) แล้วตรัสเปรียบเทียบว่า อริยสาวกประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการ ได้ฌาน ๔ ตามต้องการ มารก็เอาชนะไม่ได้เหมือนกันคือมีศรัทธา มีความละอาย มีความเกรงกลัวต่อบาป สดับตรับฟังมาก ปรารภความเพียร มีสติ มีปัญญา

ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นเนื้อนาบุญอัน ยอดเยี่ยมของโลก คือ (๑) รู้ธรรม (รู้คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ มีสูตร เป็นต้น) (๒) รู้อรรถ (รู้ความหมายของคำสอนนั้น) (๓) รู้ตน (๔) รู้ประมาณ (๕) รู้กาล (๖) รู้บริษัท (ประชุมชน) และ (๗) รู้บุคคลที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ตรัสเปรียบเทียบเรื่องการออกบวชของอริยสาวก จนถึงได้ฌานและได้เป็นพระขีณาสพ ด้วยความเปลี่ยนแปลงของต้นปาริฉัตตกะ ในชั้นดาวดึงส์ จนถึงมีดอกเบ่งบานในที่สุด

ตรัสรับรองภาษิตของพระสาริบุตรในเรื่องคารวะ ๗ (ดังที่ย่อไว้แล้วใน หน้า ๘๓๘) ที่ว่าเมื่อมีคารวะข้อหนึ่งแล้ว ก็จะมีข้ออื่น ๆ ต่อไป

ตรัสว่า ภิกษุไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนา (การอบรม) ลำพังเกิดความปรารถนา จะให้จิตพ้นจากอาสวะ ย่อมพ้นไม่ได้ เพราะมิได้อบรมธรรมะต่าง ๆ (โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ดูเสด็จป่ามหาวัน หน้า ๔๕๙) เปรียบเทียบแม่ไก่ไม่กกไข่ มีแต่ความปรารถนาให้ลูกไก่ ออกจากไข่เป็นไปไม่ได้ ในฝ่ายดีคือที่สำเร็จได้ ทรงแสดงโดยนัยตรงกันข้าม

ตรัสเรื่องกองไฟใหญ่ เปรียบเทียบว่า ถ้ากอดกองไฟก็ยังดีกว่าเป็นผู้ทุศีล เป็นต้น ตรัสถึงศาสดาทั้งเจ็ดมีสุเนตตศาสดา เป็นต้น ซึ่งปราศจากความกำหนัดในกาม เป็นเหตุให้ผู้มีจิตประทุษร้ายในท่าน พร้อมด้วยบริษัทประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก ถ้าทำดีต่อท่านก็ให้ผลดี จึงควรตั้งจิตไม่ประทุษร้ายในเพื่อนพรหมจารี

แล้วตรัสแสดง เรื่องอรกศาสดา ซึ่งสอนสาวกเปรียบเทียบชีวิตมนุษย์ว่าเล็กน้อยถึง ๗ ข้อ ทั้ง ๆ ที่สมัยนั้น มนุษย์มีอายุถึง ๖ หมื่นปี จึงควรไม่ประมาท จะได้ไม่เดือดร้อนภายหลัง

วรรคที่ ๓ ชื่อวินยวรรค ว่าด้วยวินัย

๓. ตรัสแสดงคุณสมบัติของพระวินัยธร (ผู้ทรงวินัย) ๗ อย่าง คือรู้จักอาบัติ มิใช่ อาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก เป็นผู้มีศีล ได้ฌาน ๔ ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มี อาสวะ แล้วได้ทรงยักย้ายนัยถึงคุณสมบัติ ๗ ข้อของพระวินัยธรอีกต่าง ๆ ตรัสถึงลักษณะ ตัดสินพระธรรมวินัย ๗ อย่างแก่พระอุบาลี คือเป็นไปเพื่อเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน แล้วได้ตรัสแสดง อธิกรณสมถะ ๗ คือเครื่องระงับอธิกรณ์ ๗ อย่าง (ดูหน้า ๒๖๗)

พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในวรรค

ตรัสว่า เพราะเหตุที่ทำลายธรรมะ ๗ อย่าง จึงชื่อว่าเป็นภิกษุ คือสักกายทิฏฐิ (ความเห็นเป็นเหตุยึดถือกายของตน) ความลังเลสงสัย การลูบคลำศีลและพรต (ถือโชคลาง หรือติดลัทธิพิธี) ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และตรัสว่า เพราะสงบ ๗ อย่างข้างต้นได้จึงชื่อว่า สมณะ เพราะลอยธรรมเหล่านี้ได้ จึงชื่อว่า พราหมณ์ เป็นต้น ตรัสถึงอสัทธรรมและสัทธรรม โดยทรงชี้ไปที่ความไม่มีศรัทธา จนถึงมีปัญญาทรามว่า เป็นอสัทธรรม ส่วนสัทธรรม ตรงกันข้าม ตรัสว่า บุคคลที่ควรแก่ของคำนับ ตลอดจนเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คล้ายกับ ที่ตรัสไว้แล้ว (ในหน้า ๘๓๕ วรรคแรก) ตรัสว่า ควรเจริญธรรมะ ๗ อย่าง คือ โพชฌงค์ ๗ (ดูหน้า ๕๑๙ หมวด ๗) สัญญา ๗ (ดูหน้า ๑๗๘ ข้อ ๑๙๖) เพื่อละอุปกิเลส ๑๖ (ดูหน้า ๕๓๑ ข้อ ๒)

อัฏฐกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๘ ข้อ

ปัณณาสก์ หมวด ๕๐

(หมวดนี้มี ๕ วรรค ๆ ละประมาณ ๑๐ สูตร วรรคที่ ๑ ชื่อเมตตาวรรค ว่าด้วยเมตตา วรรคที่ ๒ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่ วรรคที่ ๓ ชื่อคหปติวรรค ว่าด้วยคฤหบดี วรรคที่ ๔ ชื่อทานวรรค ว่าด้วยทานการให้ วรรคที่ ๕ ชื่อ อุโปสถวรรค ว่าด้วยการรักษาอุโบสถ)

วรรคที่ ๑ ชื่อเมตตาวรรค ว่าด้วยเมตตา

๑. ตรัสแสดงอานิสงส์ของเมตตา ๘ อย่าง คือหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์ เป็นที่รักของอมนุษย์ เทวดาย่อมรักษา ไฟ ยาพิษ ศัสตราย่อมไม่กล้ำกราย เมื่อยังมิได้บรรลุธรรมอันยิ่งขึ้นไป ก็จะเข้าถึงพรหมโลก

ตรัสแสดงเหตุปัจจัย ๘ ประการ ที่เป็นไปเพื่อได้ เพื่อความไพบูล บริบูรณ์ แห่งปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ คือ

(๑)อาศัยศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีที่เคารพ ตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ตั้ง ความรัก ความเคารพ

(๒)อาศัยท่านที่กล่าว เขาไปหาไต่ถามเป็นครั้งคราว ท่านก็ช่วยชี้แจงให้คลาย ความสงสัย

(๓)ฟังธรรมแล้ว หลีกออกทั้งทางกาย ทางจิต

(๔)มีศีล

(๕)สดับตรับฟังมาก

(๖)ปรารภความเพียร

(๗)เมื่อไปในสงฆ์ไม่พูดเรื่องที่ไม่สมควร แต่พูดธรรมะเอง หรือเชิญผู้อื่นพูด ไม่ดูหมิ่นการนิ่งแบบอริยะ (นิ่งแบบรู้เท่า)

(๘)เห็นความเกิดความดับในขันธ์ ๕ เพื่อนพรหมจารีย่อมชมเชยภิกษุเช่นนั้น

ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘ อย่าง ย่อมไม่เป็นที่รักที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพสรรเสริญของเพื่อนพรหมจารี คือสรรเสริญผู้ไม่เป็นที่รัก ติคนที่เป็นที่รัก อยากได้ลาภ สักการะ ไม่ละอาย ไม่เกรงกลัวต่อบาป มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม และได้แสดงนัยอื่นอีก โดยเปลี่ยนข้อธรรมเล็กน้อย

ตรัสแสดงโลกธรรม (ธรรมประจำโลก) ๘ อย่าง คือลาภ มิใช่ลาภ ยศ มิใช่ยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ซึ่งบุถุชนไม่รู้เท่า มีความยินดียินร้าย แต่อริยสาวกรู้เท่า ไม่ยินดียินร้าย

ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า การที่ภิกษุพิจารณาถึงความวิบัติของตนและคนอื่น พิจารณาถึงสมบัติของตนและคนอื่นโดยกาลอันควร เป็นการดี และตรัสว่า พระเทวทัตถูก อสัทธรรม ๘ คือโลกธรรมครอบงำจิต เป็นผู้ไปสู่อบาย นรก อย่างไม่มีทางแก้

ตรัสสอนให้อยู่อย่างครอบงำ (เป็นนายเหนือ) ลาภ มิใช่ลาภ ยศ มิใช่ยศ สักการะ มิใช่สักการะ ความปรารถนาลามก ความเป็นผู้คบมิตรชั่ว มีเรื่องเล่าถึงพระอุตตระ เกี่ยวกับคติธรรมดั่งกล่าวข้างต้น

ตรัสถึงพระนนทะศากยะ ว่าเป็นกุลบุตร มีกำลัง น่าเลื่อมใส มีราคะกล้า แต่ก็อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ บริสุทธิ์ได้เพราะสำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ

ตรัสแนะให้กำจัดภิกษุผู้ถูกโจทท้วงเพราะอาบัติ กลับพูดถลากไถลแสดงความโกรธเคือง เพื่อมิให้ประทุษร้ายภิกษุที่ดี ๆ

วรรคที่ ๒ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่

๒. ตรัสตอบเวรัญชพราหมณ์ ผู้ว่ากล่าวพระองค์ด้วยคำกระทบต่าง ๆ ตรัสชี้ให้ มีความหมายไปในทางดี ในทางที่แสดงว่าพระองค์ปราศจากกิเลส แล้วตรัสว่า พระองค์เปรียบเหมือนลูกไก่ที่ทำลายกะเปาะไข่ออกมาก่อน เพราะทรงทำลายกะเปาะไข่คืออวิชชาได้ จึงควร กล่าวได้ว่า พระองค์เป็นพี่ (ผู้แก่กว่าใครในโลก) แล้วตรัสแสดงถึงการที่พระองค์ได้ฌาน ๔ ได้วิชชา ๓ คือระลึกชาติได้ มีทิพยจักษุ และทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เป็นที่สุด เวรัญชพราหมณ์เลื่อมใส แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

ตรัสแสดงธรรมแก่สีหเสนาบดี ถึงเรื่องที่มีผู้กล่าวหาว่าพระองค์เป็นอกิริยวาทะ (ผู้พูดว่าทำดี ทำชั่ว ไม่เป็นอันทำ) เป็นต้น โดยทรงชี้แจงว่า พระองค์สอนไม่ให้ทำชั่ว เป็นต้น สีหเสนาบดีเลื่อมใสแสดงตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต (โปรดดูหน้า ๓๓๕ ประกอบด้วย)

ตรัสแสดงม้าอาชาไนย ที่ประกอบด้วยองค์ ๘ เปรียบด้วยภิกษุผู้ประกอบด้วย ธรรม ๘ คือ

(๑)เกิดดีจาก ๒ ฝ่าย คือมารดาและบิดา เกิดในทิศที่ม้าอาชาไนยที่ดีอื่น ๆ เกิด

(๒)ย่อมกินอาหารสดหรือแห้งที่เขาให้ด้วยความเคารพ (ด้วยอาการอันดีงาม) ไม่ทำหก

(๓)รังเกียจที่จะนั่งหรือนอนทับอุจจาระปัสสาวะ

(๔)มีความยินดี มีความอยู่ร่วมเป็นสุข ไม่ข่มขู่ม้าอื่น

(๕)เปิดเผยความพยศคดโกงตามเป็นจริง ซึ่งสารถีก็จะพยายามแก้ไข

(๖)เป็นสัตว์เอาภาระ (อรรถกถาแก้ว่า ปฏิบัติตามคำสั่ง) โดยคิดว่าม้าอื่นจะเอา ภาระหรือไม่ก็ตาม เราจักเอาภาระในที่นี้

(๗)ย่อมไปโดยทางตรง

(๘)มีเรี่ยวแรง

ม้าอาชาไนยประกอบด้วยองค์ ๘ เหล่านี้ ย่อมควรแก่พระราชา

ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ก็ควรของคำนับ เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม ของโลก คือ

(๑)มีศีล

(๒)บริโภคด้วยความเคารพ (ด้วยอาการอันดีงาม) ซึ่งอาหารที่เขาถวายเศร้าหมอง หรือประณีตก็ตาม ไม่เดือดร้อน

(๓)รังเกียจทุจจริตทางกาย วาจา ใจ รังเกียจการประกอบด้วยอกุศลบาปธรรม

(๔)มีความยินดี มีความอยู่ร่วมเป็นสุขไม่ข่มขู่ภิกษุอื่น

(๕)เปิดเผยความพยศคดโกงในพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารี ซึ่งท่าน เหล่านั้นย่อมพยายามแก้ไข

(๖)เป็นผู้ศึกษา โดยคิดว่าผู้อื่นจะศึกษาหรือไม่ก็ตาม เราจักศึกษา

(๗)ไปโดยทางตรง คืออริยมรรคมีองค์ ๘ มีความเห็นชอบ เป็นต้น

(๘)ปรารภความเพียร

ตรัสแสดงม้าที่มีโทษ ๘ ประการ เทียบด้วยบุรุษที่มีโทษ ๘ ประการ โดยแสดงถึงม้าที่สั่งการอย่างหนึ่ง แต่ทำไปเสียอย่างอื่น เปรียบเหมือนภิกษุที่ไม่ดี ต้องอาบัติ ถูกตักเตือน ก็กล่าวว่าระลึกไม่ได้ เป็นต้น

ตรัสแสดงมลทิน ๘ ประการ คือ

(๑)การไม่ท่องบ่นเป็นมลทินของมนต์

(๒)ความไม่ขยันเป็นมลทินของบ้านเรือน

(๓)ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ

(๔)ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา

(๕)ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง

(๖)ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้

(๗)อกุศลบาปธรรมเป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

(๘)อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง

ตรัสแสดงว่าภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ ควรไปทำการทูต คือรู้จักฟัง รู้จักทำให้ผู้อื่นฟัง เรียนรู้ ทรงจำ รู้ทำให้ผู้อื่นรู้ ฉลาดในประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ ไม่ชวนทะเลาะ

ตรัสสรรเสริญพระสาริบุตร ว่า มีคุณสมบัติ (ของนักการทูต) เช่นนั้น

ตรัสว่า หญิงชายย่อมผูกพันกันด้วยอาการ ๘ ประการ คือรูป การหัวเราะ การพูด การร้องเพลง การร้องไห้ อากัปปกิริยา ของขวัญ และผัสสะ

ตรัสตอบท้าวปหาราทะผู้เป็นจอมแห่งอสูร ถึงการที่ภิกษุทั้งหลายยินดีในพระธรรมวินัยนี้ ซึ่งมีความอัศจรรย์ ๘ ประการ (เทียบด้วยความอัศจรรย์ ๘ อย่างของมหาสมุทรที่ท้าว ปหาราทะกราบทูล) คือ

(๑)ในพระธรรมวินัยนี้ มีการศึกษา การกระทำและข้อปฏิบัติโดยลำดับ ไม่ใช่ เริ่มต้นก็การตรัสรู้อรหัตตผล เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีความลุ่มลึกโดย ลำดับ ไม่ใช่เริ่มต้นก็ลึกเป็นเหว

(๒)พระสาวกย่อมไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แม้ เพราะเหตุแห่งชีวิต เปรียบเหมือนมหาสมุทรซึ่งมีความหยุดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงเลยฝั่งไป

(๓)สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลผู้ทุศีล ย่อมประชุมกันยกออก (จากหมู่) แม้เธอ จะนั่งอยู่ในท่ามกลางสงฆ์ ก็ชื่อว่าไกลจากสงฆ์ เปรียบเหมือนมหาสมุทรที่ซัด ซากศพเข้าสู้ฝั่งโดยพลัน

(๔)วรรณะ ๔ เมื่อบวชในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมละชื่อและโคตรเดิม ถึงการนับว่า สมณศากยบุตร เปรียบเหมือนแม่น้ำใหญ่ต่าง ๆ เช่น คงคา ยมุนา เมื่อถึง มหาสมุทรย่อมละชื่อและโคตรเดิม ถึงการนับว่าสมุทร

(๕)แม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ แต่ความพร่อง หรือความเต็มแห่งนิพพานธาตุ ก็ไม่ปรากฏเพราะเหตุนั้น เปรียบเหมือน ความพร่องหรือความเต็มแห่งมหาสมุทรไม่ปรากฏเพราะสายน้ำตกลง มาจากอากาศ

(๖)พระธรรมวินัยมีรสเดียว คือมีวิมุติ (ความหลุดพ้น) เป็นรส เปรียบเหมือน มหาสมุทรที่มีรสเดียว คือรสเค็ม

(๗)พระธรรมวินัยนี้มีรตนะเป็นอันมาก เช่น สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น จนถึงอริยมรรค มีองค์ ๘ (โพธิปักขิยธรรม ๓๗) เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรตนะมาก เช่น มุกดา มณี ไพฑูรย์ เป็นต้น

(๘)พระธรรมวินัยนี้ เป็นที่อยู่ของผู้ใหญ่ คือพระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำ ให้แจ้งโสดาปัตติผล จนถึงพระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล เปรียบ เหมือนมหาสมุทรเป็นที่อยู่แห่งสัตว์ใหญ่ มีปลาติมิติมิงคละ ติมิรมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์

ในวันอุโบสถ พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เมื่อปฐมยาม ล่วงแล้ว พระอานนท์จึงกราบทูลอาราธนาให้แสดงปาฏิโมกข์ ก็ทรงนิ่ง เมื่อมัชฌิมยามล่วงแล้ว พระอานนท์กราบทูลอาราธนาอีก ก็ทรงนิ่ง ครั้นปัจฉิมยามล่วงแล้ว จะรุ่งอรุณ พระอานนท์กราบทูลอาราธนาอีก จึงตรัสว่า บริษัทไม่บริสุทธิ์ พระมหาโมคคัลลานะพิจารณาดู ก็ทราบว่ามีภิกษุทุศีลนั่งปนอยู่ในที่นั้น จึงว่ากล่าว จูงมือเธอออกไปจากนอกซุ้มประตู ใส่ดาลประตูแล้วมากราบทูล พระผู้มี พระภาคตรัสว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายพึงทำอุโบสถ แสดงปาฏิโมกข์กันเอง ตั้งแต่วันนี้ไปเราจักไม่ แสดงปาฏิโมกข์ เพราะมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่พระตถาคตจักแสดงปาฏิโมกข์ในบริษัทที่ ไม่บริสุทธิ์แล้ว ตรัสแสดงเรื่องความอัศจรรย์ของมหาสมุทร ๘ ประการ เทียบกับความอัศจรรย์พระธรรมวินัยนี้ดังที่ตรัสแล้ว

วรรคที่ ๓ ชื่อคหปติวรรค ว่าด้วยคฤหบดี

๓. อุคคคฤหบดีชาวกรุงเวสาลี เรียนแก่ภิกษุทั้งหลายถึงความอัศจรรย์ ๘ ประการ ของตน คือ

(๑)เห็นพระผู้มีพระภาคแต่ไกลก็เลื่อมใส

(๒)เมื่อเข้าไปเฝ้าได้ฟังอนุปุพพิกถากับอริยสัจจ์ ๔ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ สมาทานสิกขาบทมีพรหมจรรย์ เป็นที่ ๕

(๓)ตนมีภรรยาสาว ๔ คน จึงแจ้งให้นางทราบว่าตนสมาทานสิกขาบทมีพรหมจรรย์ เป็นที่ ๕ ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ ก็จงใช้ทรัพย์ทำบุญไป หรือจะไปสู่ตระกูลญาติ ของตน หรือต้องการให้เรายกให้แก่บุรุษใดก็ได้ ภริยาคนใหญ่จึงแจ้งความ ประสงค์ให้ให้แก่บุรุษผู้มีชื่ออย่างนั้นอย่างนี้ ตนก็ให้ไป ไม่มีจิตผิดปกติ

(๔)โภคทรัพย์ในตระกูลของตนถือเป็นของสาธารณะ สำหรับผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม

(๕)เข้าไปหาภิกษุ ด้วยความเคารพ

(๖)ถ้าท่านแสดงธรรม ตนก็ฟังโดยเคารพ ถ้าท่านไม่แสดงธรรม ตนก็แสดงธรรม แก่ท่าน

(๗)มีเทวดามาบอกว่า พระผู้มีพระภาคตรัสธรรมไว้ดีแล้ว ตนก็ตอบว่า ท่านจะ บอกหรือไม่บอกก็ตาม พระผู้มีพระภาคก็ตรัสธรรมไว้ดีแล้ว จิตของตนไม่ฟู เพราะเหตุที่เทวดามาหา หรือเพราะได้พูดกับเทวดา

(๘)ตนละสัญโญชน์ ๕ เบื้องต่ำได้ (เป็นพระอนาคามี)

ตรัสถึงความอัศจรรย์ ๘ ประการของอุคคคฤหบดีชาวหัตถิคาม ในทำนองคล้ายคลึงกัน รวมทั้งคฤหบดีอื่นว่าประกอบด้วยความอัศจรรย์ ๗ ประการ (น้อยกว่าผู้อื่น ๑ ข้อ) คือ หัตถกะชาวเมืองอาฬวี (ประกอบด้วยอริยทรัพย์ ๗) ต่อมาตรัสสรรเสริญหัตถกะ (อุบาสก) ว่า สงเคราะห์บริษัท ๔ ด้วยสังคหวัตถุ (ธรรมเป็นที่ตั้ง หรือเป็นเรื่องของการสงเคราะห์) ๔ อย่าง และตรัสสรรเสริญว่า มีความอัศจรรย์ ๘ เพิ่มความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย

ตรัสแสดงเหตุที่ให้เป็นอุบาสก เป็นต้น แก่มหานามศากยะว่า ถึงพระรัตนตรัยเป็น สรณะ ชื่อว่าเป็นอุบาสก มีศีล ๕ ชื่อว่ามีศีล มีคุณธรรมด้วยตนเองแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น มีคุณธรรมเองด้วย ชักชวนผู้อื่น ชื่อว่าปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนและคนอื่น ตรัสตอบหมอชีวกในทำนองเดียวกัน

ตรัสแสดงกำลัง ๘ ประการ คือ

(๑)เด็กมีการร้องไห้เป็นกำลัง

(๒)สตรีมีความโกรธเป็นกำลัง

(๓)โจรมีอาวุธเป็นกำลัง

(๔)พระราชามีอิสริยะ (ความเป็นใหญ่) เป็นกำลัง

(๕)คนพาลมีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง

(๖)บัณฑิตมีการเพ่งโทษตนเองเป็นกำลัง

(๗)ผู้สดับมากมีการพิจารณาเป็นกำลัง

(๘)สมณพราหมณ์มีขันติ (ความอดทน) เป็นกำลัง

(หมายเหตุ : คำว่า บัณฑิตมีการเพ่งโทษตนเองเป็นกำลัง แปลจากคำว่า นิชฺฌตฺติพลา ปณฺฑิตา ซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ในเมืองไทยท่านเคยแปลไว้อย่างนั้น แต่ในอรรถกถาแก้ว่า บัณฑิตมิได้เพ่งโทษแบบคนพาล แต่เพ่งประโยชน์และมิใช่ประโยชน์)

พระสาริบุตรกราบทูลแสดงกำลัง ๘ ประการของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ (ขีณาสพ) คือ (๑) เห็นด้วยดีซึ่งสังขารว่าไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบ (๒) เห็นด้วยดีว่ากามเป็นเหมือนหลุมถ่านเพลิง (๓) มีจิตน้อมไปสู่ความสงัด (๔) - (๘) เจริญสติปัฏฐาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยดี

ตรัสแสดงขณะหรือสมัยอันไม่สมควร เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๘ ประการ คือ

(๑)เกิดในนรก เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเกิดขึ้นแสดงธรรม

(๒)เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน

(๓)เกิดในภูมิแห่งเปรต

(๔)เกิดในเทพนิกายที่มีอายุยืน

(๕)เกิดในชนบทชายแดน

(๖)เกิดในเผ่ามิลักขะ ผู้ไม่มีความรู้แจ้ง

(๗)เกิดในมัธยมชนบท แต่มีความเห็นผิด

(๘)เกิดในมัธยมชนบท แต่มีปัญญาทราม

ตรัสแสดงมหาปุริสวิตก (ความคิดหรือความตรึกของมหาบุรุษ) ๘ ประการ คือธรรมนี้ของผู้มีความปรารถนาน้อย ผู้สันโดษ ผู้สงัด ผู้ปรารภความเพียร ผู้มีสติตั้งมั่น ผู้มีจิต ตั้งมั่น (เป็นสมาธิ) ของผู้มีปัญญา (๗ ข้อนี้พระอนุรุทธ์ท่านคิดได้ พระผู้มีพระภาคตรัสเพิ่มเติมข้อสุดท้าย คือ) ธรรมนี้ของผู้ไม่เนิ่นช้า พระอนุรุทธ์ปฏิบัติตามก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

วรรคที่ ๔ ชื่อ ทานวรรค ว่าด้วยทาน การให้

๔. ตรัสแสดงทาน ๘ อย่าง

(๑)พบเข้าก็ให้ทาน

(๒)ให้ทานเพราะกลัว

(๓)ให้ทานเพราะคิดว่าเขาเคยให้แก่เรา

(๔)ให้ทานเพราะคิดว่าเขาจักให้แก่เรา

(๕)ให้ทานเพราะคิดว่าทานเป็นของดี

(๖)ให้ทานเพราะคิดว่าเราหุงต้ม แต่สมณะเหล่านี้มิได้หุงต้ม

(๗)ให้ทานหวังกิตติศัพท์

(๘)ให้ทานเพื่อเป็นเครื่องประดับเป็นเครื่องประกอบจิต (เพื่อให้จิตอ่อนควรแก่ คุณธรรมสูงขึ้นไป)

และตรัสแสดงทานวัตถุ ๘ อย่างคล้ายคลึงกัน ตรัสแสดงสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือมีความเห็นผิด จนถึงมีความตั้งใจมั่นผิด ส่วนในทางดี มีความเห็นชอบ จนถึงความตั้งใจมั่นชอบ (มรรคมีองค์ ๘) ว่าเป็นเหมือนนาเลวนาดี

ตรัสแสดงความเกิดในที่ต่าง ๆ ด้วยอำนาจทาน (ทานูปปัตติ) ๘ ประการ คือ (๑) กษัตริย์ พราหมณ์หรือคฤหบดีมหาศาล (๒) - (๗) เทพ ๖ ชั้น (๘) เทพพวกพรหม ทั้งแปดอย่างนี้จะ สำเร็จได้ก็ด้วยมีศีล ไม่ใช่ผู้ทุศีลและเฉพาะข้อ ๘ ต้องปราศจากราคะด้วย

ตรัสแสดงบุญกิริยาวัตถุ (เรื่องของการทำบุญ) ๓ ประการ คือ บุญญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน ศีล ภาวนา (การอบรม) คือ

(๑)ทำ ๒ ข้อแรกน้อย ไม่มีข้อหลังเลย ทำให้ตายไปแล้ว เกิดมีส่วนชั่วในมนุษย์

(๒)ทำ ๒ ข้อแรกพอประมาณ ไม่มีข้อหลังเลย ทำให้เกิดมีส่วนดีในมนุษย์

(๓)ทำ ๒ ข้อแรกมาก แต่ไม่มีข้อหลังเลย ทำให้เกิดในเทพชั้นจาตุมมหาราช

(๔)- (๘) ทำเหมือนข้อที่ ๓ ทำให้เกิดในเทพชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามะ ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

ตรัสแสดงสัปปุริสทาน (ทานของคนดี) ๘ ประการ คือให้สิ่งสะอาด ให้สิ่งประณีต ให้ตามกาล ให้สิ่งที่ควร เลือกแล้วจึงให้ ให้เนือง ๆ ขณะให้จิตเลื่อมใส ให้แล้วก็อิ่มใจ

ตรัสว่า สัปปุริสะ (คนดี) เมื่อเกิดในตระกูล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก คือ แก่มารดาบิดา แก่บุตรภริยา แก่ทาสและกรรมกร แก่มิตรสหาย แก่ผู้ล่วงลับไปก่อน แก่พระราชา แก่เทวดา แก่สมณพราหมณ์

ตรัสแสดงความไหลมาแห่งบุญ ๘ ประการ คือ (๑) - (๓) ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ (๔) - (๘) เว้นจากการล่วงละเมิดศีล ๕ (ถือว่าเป็นการให้ความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แก่สัตว์ไม่มีประมาณ)

ตรัสแสดงโทษของกายทุจจริต ๓ วจีทุจจริต ๔ และดื่มสุรา ว่า ถ้าทำให้มาก เป็นเหตุให้ไปสู่นรก กำเนิดดิรัจฉาน และภูมิแห่งเปรต ส่วนโทษอย่างเบาเฉพาะข้อมีดังนี้ ๑ ฆ่าสัตว์ ทำให้มีอายุน้อย ลักทรัพย์ ทำให้โภคะพินาศ ประพฤติผิดในกาม ทำให้มีเวรจากศัตรู พูดปด ทำให้ถูกกล่าวตู่ พูดส่อเสียด ทำให้แตกจากมิตร พูดคำหยาบ ทำให้ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่น่าพอใจ พูดเพ้อเจ้อ ทำให้มีวาจาไม่มีใครเชื่อ ดื่มสุราเมรัย ทำให้เป็นบ้า

วรรคที่ ๕ ชื่ออุโปสถวรรค ว่าด้วยการรักษาอุโบสถ

๕. ตรัสว่า อุโบสถมี องค์ ๘ ที่อยู่จำแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือให้พิจารณาเทียบเคียงว่าพระอรหันต์ท่านงดเว้นตลอดชีวิต แต่เรางดเว้นตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ก็ชื่อว่ากระทำตามพระอรหันต์ ตรัสแสดงผลของอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ว่า ยิ่งกว่าเสวยราชย์ ในมหาชนบท ๑๖ แคว้น มีอังคะ มคธ เป็นต้น ตรัสสอนนางวิสาขาและวาเสฏฐอุบาสกและ โพชฌาอุบาสิกาถึงเรื่องผลของอุโบสถในทำนองเดียวกัน ตรัสแสดงธรรมแก่พระอนุรุทธ์ ถึง เรื่องสตรีประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ เกิดในเทพผู้มีกายอันน่าพอใจ คือ (๑) - (๕) ข้อแรก เหมือนกับที่ตรัสไว้แล้ว (ในหน้า ๗๙๙ วรรคแรก) (๖) ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (๗) มีศีล (๘) มีการบริจาค

ตรัสแสดงธรรมแก่นางวิสาขา และแก่คฤหปตานีมารดาของนกุลมาณพ ในทำนอง เดียวกับที่ตรัสแก่พระอนุรุทธ์

ตรัสแก่นางวิสาขา ถึงเรื่องสตรีประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อมีชัยในโลกนี้ คือจัดการงานดี สงเคราะห์บริวารชนดี ประพฤติสิ่งที่พอใจของสามี รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ กับสตรีประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อมีชัยในโลกหน้า คือมีศรัทธา ศีล การบริจาค ปัญญา

วรรคที่ไม่จัดเข้าในหมวด ๕๐

(แบ่งออกเป็นวรรคเล็ก ๕ วรรค ๆ ละประมาณ ๑๐ สูตร วรรคที่ ๑ ชื่อสันธาน วรรค ว่าด้วยความตั้งอยู่ด้วยดี วรรคที่ ๒ ชื่อจาลวรรค ว่าด้วยเรื่องแผ่นดินไหว วรรคที่ ๓ ชื่อยมกวรรค ว่าด้วยธรรมที่เป็นคู่กัน วรรคที่ ๔ ชื่อสติวรรค ว่าด้วยสติ วรรคที่ ๕ ไม่มีชื่อ)

วรรคที่ ๑ ชื่อ สันธานวรรค ว่าด้วยความตั้งอยู่ด้วยดี

๑. มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระนางมหาปชาบดี โคตมี กราบทูลขอบวชเป็นภิกษุณี ใน ชั้นแรกตรัสปฏิเสธ แต่เมื่อพระอานนท์ช่วยกราบทูล ก็ตรัสอนุญาตให้พระนางบวชด้วย ครุธรรม (ธรรมที่ควรเคารพ) ๘ ประการ (ดูรายละเอียดที่แปลไว้จากวินัยปิฎกซึ่งพ้องกัน หน้า ๑๒๒ หมายเลข ๘๓ และหน้า ๓๙๑ - ๓๙๒ ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัย)

ตรัสแสดงธรรมแก่บุตรแห่งโกลิยกษัตริย์ชื่อฑีฆชาณุ เรื่องธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ปัจจุบัน ๔ ประการ คือถึงพร้อมด้วยความหมั่น การรักษา (ทรัพย์ที่หามาได้) คบคนดีเป็นมิตร เลี้ยงชีวิตโดยสม่ำเสมอ (ไม่ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองเกินไป) เรื่องปากทางแห่งความเสื่อมทรัพย์ ๔ ประการ คือเป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร ฝ่ายดีคือปากทางแห่งความเจริญตรงกันข้าม

เรื่องธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อนาคต ๔ ประการ คือถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ (การบริจาค) ปัญญา และตรัสแก่อุชชยพราหมณ์ในทำนองเดียวกัน

ตรัสว่า ภัย ทุกข์ เป็นต้น เป็นชื่อของกาม ตรัสแสดงคุณธรรม ๘ อย่างของภิกษุ หลายนัย ที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ตลอดจนเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก อย่างสูงทรงแสดงพระอริยบุคคลทั้งแปด

วรรคที่ ๒ ชื่อจาลวรรค ว่าด้วยเรื่องแผ่นดินไหว

๒. ตรัสแสดงบุคคล ๘ ประเภท คือภิกษุอยากได้ลาภ

(๑)พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อลาภไม่เกิดขึ้นก็เสียใจ เคลื่อนจากพระสัทธรรม

(๒)พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อลาภเกิดขึ้นก็มัวเมาประมาท เคลื่อนจากพระสัทธรรม

(๓)ไม่พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อลาภไม่เกิดก็เสียใจ เคลื่อนจากพระสัทธรรม

(๔)ไม่พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อลาภเกิดขึ้นก็มัวเมาประมาท เคลื่อนจาก พระสัทธรรม

(๕)พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อลาภไม่เกิดขึ้นก็ไม่เสียใจ ไม่เคลื่อนจาก พระสัทธรรม

(๖)พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อลาภเกิดขึ้นก็ไม่มัวเมาประมาท ไม่เคลื่อนจาก พระสัทธรรม

(๗)ไม่พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อลาภไม่เกิดขึ้นก็ไม่เสียใจ ไม่เคลื่อนจาก พระสัทธรรม

(๘)ไม่พยายามเพื่อได้ลาภ เมื่อลาภเกิดขึ้นก็ไม่มัวเมาประมาท ไม่เคลื่อนจาก พระสัทธรรม

ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง เป็นผู้ควรแก่ตน ควรแก่คนอื่น คือ

(๑)พิจารณาได้ไวในกุศลธรรม

(๒)ทรงจำธรรมะที่สดับแล้วได้

(๓)พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้

(๔)รู้อรรถรู้ธรรมแล้วก็ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม

(๕)มีวาจาไพเราะ

(๖)ชี้แจงชักชวนเพื่อนพรหมจารีให้อาจหาญร่าเริง

ครั้นแล้วตรัสว่า ลดข้อแรก เหลือแต่ ๕ ข้อหลังก็ใช้ได้ ลด ๒ ข้อหลัง เหลือแต่ ๔ ข้อแรกก็ใช้ได้ ลดข้อ ๓ - ๔ เหลือเพียง ๔ ข้อก็ใช้ได้ ลดข้อ ๑ กับข้อ ๕ - ๖ เหลือเพียง ๓ ข้อ ก็ใช้ได้ ลดข้อ ๑ ข้อ ๓ - ๔ เหลือเพียง ๓ ข้อก็ใช้ได้ ลด ๔ ข้อ เหลือเพียงข้อ ๓ ข้อ ๔ ก็ใช้ได้ ลด ๔ ข้อแรก เหลือเพียงข้อ ๕ ข้อ ๖ ก็ใช้ได้

ตรัสสอนภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ โดยตรัสสอนให้สำเหนียกว่า

(๑)จิตจักตั้งมั่น อกุศลธรรมจักไม่ครอบงำ

(๒)- (๕) เราจักเจริญทำให้มากซึ่งเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อันเป็นเจโตวิมุติ (อันเป็นฌาน)

(๖)- (๙) เราจักเจริญทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็จะอยู่เป็นผาสุก ทั้งอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง นอน

ตรัสแสดงอธิเทวญาณทัสสนะ (การเห็นด้วยญาณซึ่งอธิเทพ หรือเทวดาผู้ยิ่งใหญ่) ๘ ประการ คือเมื่อพระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงปรารถนาจะได้รู้เห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ครั้นทรงบำเพ็ญเพียรจนรู้เห็นได้ตามต้องการแล้ว ก็ทรงปรารถนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปจนสำเร็จสมบูรณ์ ครบ ๘ ข้อ จึงปฏิญญาพระองค์ว่าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

(๑)เราจักรู้สึกมีแสงสว่างเห็นรูป

(๒)เราจักยืนสนทนาไต่ถามกับเทวดา

(๓)เราจักรู้ว่าเทวดานี้มาจากเทพนิกายโน้น ๆ

(๔)เราจักรู้ว่าเทวดาเหล่านั้นเคลื่อนจากนี้เกิดในที่นั้น เพราะผลแห่งกรรมนี้

(๕)เราจักรู้ว่าเทวดาเหล่านี้มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขทุกข์อย่างนี้

(๖)เราจักรู้ว่าเทวดาเหล่านี้อายุยืนอย่างนี้ ดำรงอยู่นานเท่านี้

(๗)เราเคยอยู่ร่วมกับเทวดาเหล่านี้หรือไม่

(๘)หรือว่าเราไม่เคยอยู่ร่วมกับเทวดาเหล่านี้

ตรัสแสดงอภิภายตนะ (เหตุอันครอบงำอารมณ์ที่เป็นข้าศึกหรือธรรมะฝ่ายต่ำ) ๘ ประการ คือ

(๑)กำหนดหมายรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเป็นรูปเล็ก ทั้งที่มีผิวพรรณดีและทราม

(๒)กำหนดหมายรูปภายใน เห็นรูปภายนอกไม่มีประมาณ ทั้งที่มีผิวพรรณดีและทราม

(๓)กำหนดหมายอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเป็นรูปเล็ก ทั้งที่มีผิวพรรณดี และทราม

(๔)กำหนดหมายอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกไม่มีประมาณ ทั้งที่มีผิวพรรณดี และทราม

(๕)กำหนดหมายอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกสีเขียว

(๖)กำหนดหมายอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกสีเหลือง

(๗)กำหนดหมายอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกสีแดง

(๘)กำหนดหมายอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกสีขาว

ทั้งแปดข้อนี้ต้องมีความกำหนดหมายประจำทุกข้อว่า เรารู้เห็นครอบงำรูปเหล่านั้น (คือไม่ใช่รู้เห็นอย่างติด แต่เป็นนายเหนือสิ่งที่เห็นได้)

(หมายเหตุ : คำว่า อภิภายตนะ มีมาแล้วในมหาปรินิพพานสูตร สังคีติสูตร ทสุตตรสูตร เช่น ที่ปรากฏในหน้า ๔๕๘ (ทรงปลงอายุสังขาร) ย่อไว้เพียงชื่อบ้าง กล่าวเพียงตัวอย่างของธรรมหมวด ๘ บ้าง ในที่นี้จึงย่อไว้ให้เห็นชัด มีข้อน่าสังเกต คือเป็นเรื่องของการปฏิบัติทางจิต ภาคสมถะ และตั้งแต่ข้อ ๕ ถึงข้อ ๘ เป็นเรื่องของกสิณ)

ตรัสแสดงวิโมกข์ ๘ (ย่อไว้แล้วในหน้า ๔๕๔)

ตรัสแสดงอริยโวหาร (คำพูดที่ประเสริฐ) และอนริยโวหาร (คำพูดที่ไม่ประเสริฐ) ฝ่ายละ ๘ อย่าง (พ้องกับที่ย่อไว้แล้วหน้า ๗๙๒ หมายเลข ๕)

ตรัสแสดงบริษัท ๘ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ เทพชั้นจาตุมมหาราช ชั้นดาวดึงส์ มาร พรหม

เมื่อทรงปลงอายุสังขารเกิดแผ่นดินไหว พระอานนท์กราบทูลถามถึงเหตุปัจจัยให้ แผ่นดินไหว ตรัสว่ามีอยู่ ๘ ประการ คือลมกำเริบ ผู้มีฤทธิ์บันดาล พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิต ลงสู่พระครรภ์พระมารดา ประสูติ ตรัสรู้ พระตถาคตแสดงธรรมจักร ปลงอายุสังขาร ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

วรรคที่ ๓ ชื่อยมกวรรค ว่าด้วยธรรมที่เป็นคู่กัน

๓. ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ เป็นผู้น่าเลื่อมใสทุกทาง บริบูรณ์ ด้วยอาการทั้งปวง คือมีศรัทธา มีศีล สดับฟังมาก เป็นผู้กล่าวธรรม ก้าวลงสู่บริษัท กล้าหาญแสดงธรรม ได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ใน ปัจจุบัน ตรัสอีกนัยหนึ่ง เปลี่ยนเฉพาะข้อที่ ๗ เป็นถูกต้องวิโมกข์อันสงบด้วยนามกาย

ภิกษุหลายรูปแสดงความเห็นในการเจริญสติระลึกถึงความตายต่าง ๆ กัน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้ที่คิดว่าเราจักมีชีวิตอยู่ตลอดคืนและวัน ตลอดวัน ตลอดครึ่งวัน ตลอดเวลาที่ฉันอาหารมื้อหนึ่ง ตลอดเวลาที่ฉันอาหารครึ่งมื้อ ยังอยู่ในเกณฑ์ประมาท เจริญมรณสติ เพื่อสิ้นอาสวะช้าไป ส่วนผู้ที่คิดว่าเราจักมีชีวิตอยู่ระหว่างเคี้ยวอาหารคำเดียว ระหว่างหายใจเข้าออก จึงชื่อว่าไม่ประมาท เจริญมรณสติ เพื่อสิ้นอาสวะ

ตรัสสอนให้เจริญมรณสติ แล้วมีฉันทะ มีความเพียรพยายาม ความอุตสาหะ ความกระตือรือร้นที่จะละอกุศลธรรม ตรัสแสดงสัมปทา (ความถึงพร้อม) ๘ อย่าง คือถึงพร้อมด้วยความหมั่น การรักษา (ทรัพย์ที่หามาได้) การคบคนดีเป็นมิตร การเลี้ยงชีวิตโดยสม่ำเสมอ ความเชื่อ ศีล การบริจาค ปัญญา

พระสาริบุตรสอนภิกษุทั้งหลายถึงบุคคล ๘ ประเภท (พ้องกับพระพุทธภาษิตเรื่องภิกษุอยากได้ลาภ ๘ อย่าง หน้า ๘๕๗ วรรคที่ ๒) และเรื่องบุคคลที่ควรแก่ตนและผู้อื่น (หน้า ๘๕๗ วรรคที่ ๒ เช่นกัน)

ตรัสถึงธรรม ๘ อย่าง เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งภิกษุผู้ยังศึกษา คือยินดีในการงาน ในการพูดมาก ในการนอนหลับ ในการคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณใน โภชนะ ยินดีในการเกี่ยวข้อง ยินดีในธรรมอันทำให้เนิ่นช้า ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม

ตรัสถึงที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน ๘ อย่าง คือ ๑. จะทำงานกลัวลำบากกาย ๒. ทำแล้วก็รู้สึกว่าลำบากกาย ๓. จะเดินทางก็กลัวลำบากกาย ๔. เดินทางแล้วก็รู้สึกลำบากกาย ๕. เที่ยวบิณฑบาต ไม่ได้อาหารตามที่ต้องการ รู้สึกว่าลำบากกาย ๖. เที่ยวบิณฑบาต ได้อาหารตามที่ต้องการ รู้สึกว่ากายหนัก (อึดอัดเพราะอิ่ม) ๗. มีอาพาธเล็กน้อย ๘. หายจากอาพาธไม่นาน

ทรงแสดงที่ตั้งแห่งความเพียร (อารัพภวัตถุ) ๘ ประการตรงกันข้าม

วรรคที่ ๔ ชื่อสติวรรค ว่าด้วยสติ

๔. ตรัสว่า ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็ทำให้ไม่มีธรรมะอื่น ๆ อีก ๗ ข้อโดยลำดับ ถ้ามีสติสัมปชัญญะ ก็ทำให้มีธรรมะอื่น ๆ อีก ๗ ข้อโดยลำดับ (ดูหน้า ๘๔๕ วรรคที่ ๒)

ตรัสแสดงเหตุที่ทำให้พระธรรมเทศนาของพระตถาคตบางครั้งก็แจ่มแจ้ง บางครั้งก็ไม่แจ่มแจ้ง คือมีศรัทธา เข้าไปหา นั่งใกล้ ไต่ถาม ตั้งโสตสดับธรรม ทรงจำธรรม พิจารณาอรรถแห่งธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่แจ่มแจ้ง)

ตรัสว่าธรรมทั้งปวง มีความพอใจเป็นมูล เกิดแต่ความใส่ใจ มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นใหญ่ มีบุญเป็นสิ่งยอดเยี่ยม มีความหลุดพ้นเป็นแก่น

ตรัสว่า โจรประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมถึงความพินาศโดยพลัน ไม่ตั้งอยู่นาน คือ ทำร้ายผู้ที่มิได้ทำร้าย ขโมยของไม่ให้มีเหลือ พาสตรีไป ข่มขืนหญิงสาว ปล้นนักบวช ปล้นพระคลังหลวง ทำกรรมในที่ใกล้เกินไป ไม่ฉลาดในการฝังทรัพย์ และตรัสว่าถ้าตรงกันข้ามก็ไม่ถึงความพินาศโดยพลัน ตั้งอยู่ได้นาน

ตรัสว่า คำว่า สมณะ พราหมณ์ ผู้ถึงเวท หมอ ผู้ไม่มีมลทิน ผู้ปราศจากมลทิน ผู้มีญาณ ผู้หลุดพ้น เป็นชื่อของพระตถาคต

ตรัสกะพระนาคิตะ แสดงพระประสงค์ไม่ต้อนรับพราหมณ์คฤหบดีชาวอิจฉานังคละ ผู้ส่งเสียงเอ็ดอึง

ตรัสเรื่องอุบาสกที่ควรคว่ำบาตร หงายบาตร (ดังที่ย่อไว้แล้วหน้า ๓๖๘) และเรื่องอื่น ๆ ทำนองเดียวกัน ดั่งที่มีแล้วในพระวินัย

วรรคที่ ๕ (ไม่มีชื่อ)

๕. ตรัสสอนให้เจริญธรรม ๘ อย่าง คืออริยมรรคมีองค์ ๘ อภิภายตนะ ๘ (ดูหน้า ๘๕๙) วิโมกข์ ๘ (ดูหน้า ๔๕๔) เพื่อละอุปกิเลส ๑๖ (ดูหน้า ๕๓๑) มีราคะ เป็นต้น

นวกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๙ ข้อ

ปัณณาสก์ หมวด ๕๐

(หมวด ๕๐ นี้ มี ๕ วรรคเช่นเคย วรรคที่ ๑ ชื่อสัมโพธวรรค ว่าด้วยการตรัสรู้ วรรค ที่ ๒ ชื่อสีหนาทวรรค ว่าด้วยการบรรลืออย่างราชสีห์ วรรคที่ ๓ ชื่อสัตตาวาสวรรค ว่าด้วย ที่อยู่แห่งสัตว์ วรรคที่ ๔ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่ วรรคที่ ๕ ชื่อปัญจาลวรรค ว่าด้วย ปัญจาลจัณฑเทพบุตร)

วรรคที่ ๑ ชื่อสัมโพธวรรค ว่าด้วยการตรัสรู้

๑. ตรัสสอนให้ตอบนักบวชศาสนาอื่น ถึงธรรมอันเป็นที่อาศัยของธรรมที่เป็นฝ่าย ให้ตรัสรู้ มีดังต่อไปนี้ คบเพื่อนที่ดี มีศีล ถ้อยคำที่ขัดเกลากิเลส ปรารภความเพียร มีปัญญา เมื่อตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล้ว ควรเจริญธรรม ๔ อย่างให้ยิ่งขึ้น คืออสุภะ (การ พิจารณาว่าไม่งาม) เมตตา ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน

ตรัสว่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ด้วยเหตุ คืออาศัยศรัทธา อาศัยหิริ อาศัยโอตตัปปะ อาศัยปัญญา แล้วละอกุศล เจริญกุศล แล้วควรอยู่อย่างมีอุปนิสสัย ๔ อย่าง คือพิจารณาแล้วเสพ อดทน เว้น บันเทา

พระเมฆิยะขอลาพระผู้มีพระภาคไปบำเพ็ญเพียร ตรัสขอให้รอก่อน เธอกราบทูลถึง ๓ ครั้ง ก็ตรัสอนุญาต แต่เมื่อไปบำเพ็ญเพียร ก็ถูกอกุศลวิตกครอบงำ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนเรื่องธรรมอันเป็นที่อาศัยของธรรมที่เป็นฝ่ายให้ตรัสรู้

พระนันทกะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยืนคอยนอกซุ้มประตู จนแสดงธรรมจบ จึงเสด็จเข้าไปข้างใน พระนันทกะกราบทูลว่า ไม่ทราบว่าเสด็จมาจึงแสดงธรรมถึงเท่านี้ (มากไป) ตรัสตอบว่า เธอทำถูกแล้ว บรรพชิตที่ประชุมกันนั้น ควรทำการ ๒ อย่าง คือกล่าวธรรมิกถา หรือนิ่งแบบอริยะ (นิ่งอย่างรู้เท่า) แล้วได้ตรัสแสดงธรรมว่า การมีศรัทธา มีศีล ได้เจโตสมาธิ (ความตั้งมั่นแห่งจิต) ภายใน ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ถ้ามีครบก็สมบูรณ์ ถ้ามีไม่ครบก็ขาดไป เปรียบเหมือนสัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า ถ้าขาดไปเท้าหนึ่งก็ไม่สมบูรณ์

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้ว พระนันทกะจึงแสดงอานิสงส์ ๕ ในการฟังธรรมะ สนทนาธรรมตามกาล คือ

(๑)เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของศาสดา

(๒)รู้อรรถรู้ธรรม

(๓)แทงทะลุบทแห่งเนื้อความอันลึกซึ้งในธรรมนั้นด้วยปัญญา

(๔)เพื่อนพรหมจารีสรรเสริญ

(๕)เมื่อแสดงธรรม ภิกษุที่ยังเป็นเสขะย่อมพยายามเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ ฟังธรรมชื่อว่าอยู่อย่างประกอบธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นสุขในปัจจุบัน

ตรัสว่า กำลัง ๔ คือปัญญา ความเพียร ความไม่มีโทษ การสงเคราะห์ เมื่ออริยสาวกประกอบด้วยกำลัง ๔ นี้แล้ว ย่อมก้าวล่วงความกลัว ๕ ประการ คือความกลัวในการดำเนินชีวิต ความกลัวถูกติ ความกลัวประหม่าในที่ประชุม ความกลัวตาย ความกลัวทุคคติ พระสาริบุตรสอนภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องบุคคล ปัจจัย ๔ คามนิคม ชนบท ว่าควรทราบโดย ๒ อย่าง คือควรเสพ และไม่ควรเสพ กำหนดด้วยเมื่อเสพเข้า อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม ก็ไม่ควรเสพ ถ้าอกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ ก็ควรเสพ

ตรัสว่า พระอรหันต์ย่อมไม่ทำการ (ที่ไม่ดี) ๙ อย่าง (ย่อไว้แล้วหน้า ๖๓๒ หมายเลข ๕ มี ๕ ข้อ) คือจงใจฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เสพเมถุน พูดปดทั้ง ๆ รู้ สั่งสมบริโภคเหมือนเมื่อเป็น คฤหัสถ์ ลุแก่อคติ ๔ คือลำเอียงเพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว ตรัสแสดงนัยอื่นอีก คือพระอรหันต์ย่อมไม่ทำการ ๙ อย่าง (๑ ถึง ๕ ซ้ำกัน) ๖. บอกคืนพระพุทธ ๗. บอกคืน พระธรรม ๘. บอกคืนพระสงฆ์ ๙. บอกคืนสิกขา

ตรัสแสดงบุคคล ๙ ประเภท คือพระอริยบุคคล ๘ กับบุถุชน ตรัสว่า บุคคล ๙ ประเภท เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม คือพระอริยบุคคล ๘ กับโคตรภู (อยู่ ระหว่างบุถุชนกับพระอริยเจ้า)

วรรคที่ ๒ ชื่อสีหนาทวรรค ว่าด้วยการบันลืออย่างราชสีห์

๒. พระสาริบุตรถูกภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหา ว่าเดินกระทบแล้วไม่ขอโทษ ท่านกราบทูล พระศาสดาในที่ประชุมสงฆ์ อุปมาตนเอง ๙ ข้อ คือรู้สึกตนเองเหมือนดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งถูก ของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างทิ้งใส่ แต่ก็ไม่หน่าย ไม่รังเกียจ เหมือนผ้าเช็ดธุลีที่เช็ดของ สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ก็ไม่หน่าย ไม่รังเกียจ เหมือนเด็กจัณฑาล ซึ่งเจียมตัวอยู่เสมอ เวลาเข้าไปสู่ที่ต่าง ๆ เหมือนโคที่ถูกตัดเขา ฝึกหัดดีแล้ว ไม่ทำร้ายใคร ๆ เบื่อหน่ายต่อกายนี้ เหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่คล้องซากงูไว้ที่คอ บริหารกายนี้ เหมือนคนแบกหม้อน้ำมันรั่วทะลุ มีน้ำมันไหลออกอยู่ ภิกษุผู้กล่าวหาก็กล่าวขอขมารับผิด

ตรัสแสดงธรรมแก่พระสาริบุตร ว่า บุคคล ๙ ประเภท ชื่อว่ายังมีเชื้อเหลือ (สอุปาทิเสสา มีเชื้อคือกิเลสเหลือ) คือพระอนาคามี ๕ พระสกทาคามี ๑ พระโสดาบัน ๓ (รวมเป็น ๙)

พระมหาโกฏฐิตะ ถามพระสาริบุตรว่า คนประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อกรรมอย่างนั้น อย่างนี้หรือ ท่านตอบว่า เปล่า และตอบว่า ประพฤติเพื่อรู้ เห็น บรรลุ ทำให้แจ้ง ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ที่ยังมิได้รู้เห็น ยังมิได้ตรัสรู้

พระสาริบุตรตอบพระสมิทธิ ว่า ความตรึกซึ่งเกิดจากความดำริ มีนามรูปเป็นอารมณ์ต่างกันในธาตุทั้งหลาย มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นใหญ่ มีบุญเป็นส่วนยอดเยี่ยม มีความหลุดพ้นเป็นแก่นสาร มีอมตะเป็นที่หยั่งลง

ตรัสว่า คำว่าฝี เป็นชื่อของกายนี้ ซึ่งมีปากแผล ๙ (ทวาร ๙) มีของไม่สะอาด สิ่งมี กลิ่นเหม็น สิ่งที่น่ารังเกียจไหลออก ฉะนั้น จึงควรเบื่อหน่ายในกายนี้

ตรัสแสดงสัญญา ๙ ประการ ซึ่งมีผลอานิสงส์มาก มีอมตะเป็นที่สุด คือความกำหนดหมายว่าไม่งาม ความกำหนดหมายความตาย ความกำหนดหมายว่าน่าเกลียดในอาหาร ว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ว่าไม่เที่ยง ว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่ใช่ตัวตนในสิ่งที่ เป็นทุกข์ ความกำหนดหมายในการละ ในการคลายความกำหนัด

ตรัสแสดงสกุลประกอบด้วยองค์ ๙ ที่ไม่ควรเข้าไป เข้าไปแล้วก็ไม่ควรนั่ง (ข้อ ๑. ถึง ๗. ดังที่ย่อไว้แล้วในหมวด ๗ หน้า ๘๓๖ วรรคที่ ๒) เติมเพียงข้อที่ ๘. ไม่เข้าไปนั่งใกล้เพื่อฟังธรรม ๙. ไม่ยินดีภาษิตของภิกษุนั้น ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม

ตรัสแสดงอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๙ ว่า มีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือพิจารณา องค์ ๘ ว่า ได้ทำตามอย่างพระอรหันต์ กับข้อ ๙ พิจารณาว่า ตนได้แผ่เมตตาจิตไปยังทิศต่าง ๆ

ตรัสเล่าเรื่องที่เทวดาปฏิบัติไม่ชอบในบรรพชิตในชาติที่ตนเป็นมนุษย์ จึงเข้าถึงกาย อันต่ำ ที่ปฏิบัติชอบเข้าถึงกายอันประณีต

ตรัสแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดีเรื่องการถวายทานให้เห็นว่า เวลามพราหมณ์เคยให้ทานอย่างมโหฬาร แต่การให้ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ (พระโสดาบัน) เพียงผู้เดียว หรือร้อยท่านบริโภคอาหาร หรือการให้พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเดียวหรือร้อยท่านบริโภคอาหาร การให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภคอาหาร การให้ ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภคอาหาร การสร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ๔ ทิศ การถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะ การมีจิตใจเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท (ศีล ๕) การเจริญเมตตาเพียง ชั่วเวลาเล็กน้อย ก็ยังมีผลมากกว่านั้น การเจริญอนิจจสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง) เพียงชั่วเวลาดีดนิ้ว ก็ยังมีผลมากกว่านั้น

(หมายเหตุ : พึงสังเกตว่า การแสดงผลของความดีสูงกว่ากันเป็นชั้น ๆ นั้นไปสรูปลงที่เห็นว่าไม่เที่ยงเป็นสูงสุด เพราะเป็นเครื่องทำให้เกิดความเห็นแจ้ง)

วรรคที่ ๓ ชื่อสัตตาวาสวรรค ว่าด้วยที่อยู่แห่งสัตว์

๓. ตรัสถึงมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป เทพชั้นดาวดึงส์ มนุษย์ชาวชมพูทวีป ที่มีทาง ดีเด่นกว่ากันและกัน ฝ่ายละ ๓ ข้อ คือมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปเป็นผู้ไม่มีความยึดถือว่า ของเรา ไม่มีความหวงแหน มีอายุแน่นอน เทพชั้นดาวดึงส์มีอายุ วรรณะ สุข อันเป็นทิพย์ มนุษย์ชาวชมพูทวีปมีความแกล้วกล้า มีสติ ประพฤติพรหมจรรย์อันยิ่ง

ตรัสถึงม้าเลว ม้าดี ม้าอาชาไนย ซึ่งมีอย่างละ ๓ ชนิด (รวมเป็น ๙) เทียบกับบุคคล ๓ ประเภทที่มีคุณสมบัติประเภทละ ๓ ชนิด (รวมเป็น ๙ เช่นกัน) อย่างที่ตรัสไว้แล้ว (ดูหน้า ๗๕๔ วรรคที่ ๒)

ตรัสแสดงธรรมที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง คือเริ่มแรกอาศัยตัณหาแล้วเกิดการแสวงหา อาศัยการแสวงหาเกิดการได้ โดยนัยนี้มีการอาศัยกันเป็นทอด ๆ เกิดการวินิจฉัย ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจ การหยั่งลง (ปลงใจยึดถือ) ความหวงแหน ความตระหนี่ การถือ ท่อนไม้ ศัสตรา การทะเลาะวิวาท การส่อเสียด การพูดปด และอกุศลบาปธรรมเป็นอเนก อันมีการอารักขาเป็นเหตุ

ตรัสแสดงสัตตาวาส (ที่อยู่ของสัตว์) ๙ อย่าง คือ

(๑)สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น มนุษย์ เทพบางพวก เปรต บางพวก

(๒)สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เทพพวกพรหมผู้ เกิดด้วยปฐมฌาน

(๓)สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่เทพพวกอาภัสสรพรหม

(๔)สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่เทพพวก สุภกิณหพรหม

(๕)สัตว์เหล่าหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ คือไม่มีเวทนา ได้แก่เทพพวก อสัญญีสัตว์

(๖)สัตว์เหล่าหนึ่งเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ

(๗)สัตว์เหล่าหนึ่งเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ

(๘)สัตว์เหล่าหนึ่งเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ

(๙)สัตว์เหล่าหนึ่งเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ

ตรัสว่า ภิกษุผู้มีจิตอันปัญญาอบรมดีแล้ว ควรแก่คำว่า สิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก คือมีจิตอันปัญญาอบรมดีแล้ว จนทราบได้ว่า จิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะ จิตไม่มีธรรมที่ประกอบด้วยราคะ โทสะ โมหะ จิตมีธรรมดาที่จะไม่กลับไปสู่ความกำหนัดในกาม ในรูป ในอรูป

พระสาริบุตรอธิบายเรื่องภิกษุผู้มีจิตอันจิตอบรมดีแล้ว แก่พระจันทิกาบุตร ในทำนองคล้ายคลึงกับข้างต้น

พระผู้มีพระภาคตรัสสอนอนาถปิณฑิกคฤหบดี และสอนภิกษุทั้งหลาย ว่า อริยสาวกสงบเวร ๕ (มีฆ่าสัตว์ เป็นต้น) ได้ และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ (องค์แห่งโสดาปัตติผล) ๔ ประการ เมื่อปรารถนาก็พึงพยากรณ์ตนเองได้ด้วยตนว่าเป็นผู้สิ้นนรก สิ้นกำเนิดดิรัจฉาน สิ้นภูมิแห่งเปรต สิ้นอบาย ทุคคติ วินิบาต เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะได้ตรัสรู้ต่อไป

ตรัสแสดงที่ตั้งแห่งความอาฆาต และเครื่องนำออกซึ่งความอาฆาตอย่างละ ๙ อย่าง (ดูที่แปลไว้แล้วหน้า ๑๑๕ - ๑๑๖ ข้อ ๗๔ ข้อ ๗๕ และตัดข้อที่ ๑๐ ออกทั้งสองอย่าง) ตรัสแสดงความดับโดยลำดับ (อนุบุพพนิโรธ) ๙ อย่าง คือ ภิกษุผู้เข้าปฐมฌาน ความกำหนดหมายใน อามิสดับ (นอกจากนั้นเหมือนข้อ ๒ ถึงข้อ ๙ ของเรื่องอนุบุพพสังขารนิโรธที่แปลไว้แล้ว หน้า ๑๘๐ หมายเลข ๒๐๐ และพึงสังเกตว่า ในหน้า ๑๗๙ หมายเลข ๑๙๙ แสดงว่าผู้เข้าปฐมฌานวาจาดับ)

วรรคที่ ๔ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่

๔. ตรัสแสดงอนุบุพพวิหาร (ธรรมเป็นเครื่องอยู่โดยลำดับ) ๙ อย่าง คือฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ (อันเป็นรูปฌาน) อากาสานัญจายตนะ จนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ (อันเป็น อรูปฌาน ๔) และ สัญญาเวทยิตนิโรธ (ดูคำอธิบายที่เป็นพระพุทธภาษิต หน้า ๑๙๐ - ๑๙๕ หมายเลข ๒๑๓)

พระอุทายีถามพระสาริบุตรว่า ที่ว่าพระนิพพานเป็นสุข แต่ในพระนิพพานไม่มีเวทนา ความรู้สึกอารมณ์ จะสุขอย่างไร พระสาริบุตรตอบแสดงความสุขเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่สุขใน กามคุณ ๕ สุขในรูปฌาน สุขในอรูปฌาน สุขในสัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติอันดับสัญญาและเวทนา) ความสุขในชั้นที่ต่ำกว่าย่อมเป็นเครื่องเบียดเบียน (อาพาธ) ย่อมเป็นทุกข์

ตรัสว่า ภิกษุผู้ไม่ฉลาด ย่อมไม่สามารถเข้ารูปฌาน อรูปฌานและสัญญาเวท ยิตนิโรธได้ ส่วนภิกษุผู้ฉลาดย่อมเข้าได้ เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่ฉลาด เที่ยวไปบนเขาที่ไม่สม่ำเสมอไม่ได้ แต่ที่ฉลาดเที่ยวไปได้ และตรัสในที่สุดว่า ภิกษุผู้เข้าออกสมาบัติข้างต้นได้ อบรมสมาธิอันไม่มีประมาณดีแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งอภิญญา ๖ มีแสดงฤทธิ์ได้ เป็นต้น

ตรัสว่าความสิ้นไปแห่งอาสวะย่อมมีได้ เพราะอาศัยรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๓ (เว้นข้อ ๔) แต่ละข้อโดยตรัสอธิบายว่า เมื่อเข้าฌานแต่ละข้อแล้ว พิจารณาขันธ์ ๕ โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จนถึงมิใช่ตัวตน แล้วน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุ ก็จะสิ้นอาสวะได้ หรือถ้า ไม่สิ้นอาสวะก็จะได้เป็นพระอนาคามี ตรัสสรูปในที่สุดว่า สัญญาสมาบัติ (การเข้าฌานที่มี ความกำหนดหมายเป็นอารมณ์) มีเท่าใด การตรัสรู้อรหัตตผล (อัญญาปฏิเวธ) ย่อมมีเท่านั้น ส่วนอายตนะ ๒ คือเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ (อรูปฌานที่ ๔) กับสัญญาเวทยิตนิโรธ (อนุบุพพวิหารข้อที่ ๙) นั้น พระองค์ตรัสว่า ภิกษุเข้าฌานผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ ในการ ออกจากสมาบัติ อาศัยแล้ว เข้าออก (จากสมาบัติ) พึงกล่าวถึงโดยชอบ

(หมายเหตุ : เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับสัญญาเวทยิตนิโรธ เรียกว่าอายตนะ ๒ ในที่นี้ ส่วนในที่อื่น เช่น ในมหานิทานสูตร ที่ย่อไว้หน้า ๔๕๐ อายตนะ ๒ หน้า ๔๕๔ ตรัสแสดงถึงอสัญญีสัตว์ กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่ก็พึงทราบว่า ในสูตรนั้นแสดงถึงแหล่งเกิด ส่วนในที่นี้แสดงการเข้าสมาบัติ ที่บันทึกไว้ในที่นี้เพื่อให้เทียบเคียงประดับความรู้)

พระอานนท์แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย แสดงความน่าอัศจรรย์ที่พระผู้มีพระภาค ทรงบรรลุโอกาส (หาช่องว่างได้) ในที่คับแคบ (แออัดด้วยกามคุณ) คือมีตา มีรูป ตลอดจนถึง มีกาย มีสิ่งที่พึงถูกต้องด้วยกาย แต่ก็ไม่ทรงรับรู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนั้น พระอุทายี ถามว่า มีสัญญาหรือไม่ ตอบว่า มี ถามว่า มีสัญญาอะไร จึงไม่รับรู้รูป เป็นต้นนั้น ตอบเป็น ใจความว่า มีสัญญาในอากาศ ในวิญญาณ ในความไม่มีอะไร (เข้าอรูปฌานที่ ๑ ถึง ๓) ก็ไม่ต้องรับรู้รูป เสียง เป็นต้นได้ (ข้อความในพระสูตรนี้ น่าพิจารณามาก พระอานนท์สรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าในที่แออัดด้วยกามคุณ ๕ แต่พระพุทธเจ้าก็หาช่องว่างได้ โดยไม่ต้องรับรู้กามคุณ ๕ คือ มีให้รู้ให้เห็น แต่ก็ไม่รู้ไม่เห็น โดยวิธีเข้าอรูปฌานที่ ๑ ถึง ๓ ก็เป็นอันตัดความสนใจในอารมณ์ ที่เป็นรูปทั้งหมดได้)

ตรัสแสดงธรรมแก่พราหมณ์ผู้ถือลัทธิโลกายตะ ๒ คน ผู้ถามพระองค์ถึงเจ้าลัทธิ ชื่อปูรณะ กัสสปะ กับนิครนถนาฏบุตร โดยตรัสปฏิเสธที่จะวิจารว่าใครดีกว่าใคร แต่ได้ตรัสธรรมะว่า บุรุษ ๔ คน มีฝีเท้าเร็วอย่างยอดเยี่ยม ออกเดินทางหาที่สุดโลกโดยไม่หยุดเลย แม้มีอายุ ๑๐๐ ปี ก็จะตายก่อนไม่ถึงที่สุดโลก ที่สุดทุกข์ แล้วตรัสแสดงกามคุณ ๕ มีรูป เป็นต้น ที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ แล้วตรัสถึงภิกษุผู้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้ารูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ สิ้นอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน) ตรัสชี้ว่า ภิกษุเช่นนี้ชื่อว่าข้ามที่สุดโลก ข้ามตัณหาเสียได้

ตรัสแสดงธรรมเรื่องสงครามระหว่างเทพกับอสูร เทพแพ้ ๓ ครั้ง แล้วก็กลับชนะ โดยฝ่ายอสูรแพ้ถึง ๓ ครั้ง ตรัสเปรียบเทียบกับการที่ภิกษุเข้ารูปฌาน ๔ แต่ละข้อ ก็ทำให้มารเห็นได้ว่ามีเครื่องต่อต้านความกลัว ซึ่งตนจะทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อเข้าอรูปฌาน ๔ แต่ละข้อ ก็ชื่อว่า ทำมารให้ถึงที่สุด มารก็จะไม่แลเห็น เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ชื่อว่าทำมารให้ถึงที่สุด มารก็จะไม่แลเห็น และชื่อว่าข้ามพ้นตัณหาได้ในโลก

ตรัสถึงภิกษุผู้หลีกออกจากหมู่ บำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุรูปฌาน อรูปฌาน และสัญญาเวทยิตนิโรธ เหมือนพญาช้างใหญ่ในป่าปลีกตัวจากหมู่ อยู่ตามลำพังฉะนั้น เมื่อประทับอยู่ในนิคมของแคว้นมัลละชื่ออุรุเวลกัสสปะ ได้เสด็จไปพักกลางวัน ณ ป่าใหญ่ ตปุสสะคฤหบดีเข้าไปหาพระอานนท์ กล่าวว่า เนกขัมมะ (คือออกจากกามหรือออกบวช) เปรียบเหมือนเหวสำหรับตนผู้เป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม แต่ก็มีภิกษุหนุ่มผู้มีจิตยินดีในเนกขัมมะ จึงขอให้แสดงเนกขัมมะให้ฟัง พระอานนท์จึงพาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงตรัสเล่าถึงพระดำริ และการกระทำของพระองค์ ตั้งแต่ยังมิได้ตรัสรู้ ที่ทรงยกจิตให้สูงขึ้นเป็นชั้น ๆ จากกาม ขึ้นสู่เนกขัมมะ และรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ กับสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นที่สุด ครั้งแรกก็ยังไม่เห็นโทษในสิ่งที่ต่ำกว่า ต่อเมื่ออบรมจิตให้มาก จนจิตได้ตั้งอยู่ในธรรมที่สูงขึ้นแล้ว จึงเห็นสิ่งที่ต่ำกว่า เป็นสิ่งเบียดเบียน (อาพาธ) เป็นทุกข์ แล้วตรัสในที่สุดว่า ตราบใดยังทรงเข้าออกอนุบุพพนิโรธสมาบัติ (สมาบัติที่มีการดับสิ่งต่าง ๆ ไปโดยลำดับ) ๙ ประการ ทั้งโดยอนุโลมคือตามลำดับ ทั้งโดยปฏิโลมคือย้อนลำดับไม่ได้แล้ว ตราบนั้น ก็ไม่ทรงปฏิญญาพระองค์ว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม

วรรคที่ ๕ ชื่อปัญจาลวรรค ว่าด้วยปัญจาลจัณฑเทพบุตร

๕. พระอานนท์แสดงธรรมแก่พระอุทายี ผู้ถามถึงเรื่องที่บุคคลจะบรรลุโอกาสในที่ คับแคบ โดยอธิบายถึงการที่ภิกษุเข้าฌาน ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ (รวม ๙ ข้อ) แล้วชี้ว่า คำว่า ที่คับแคบ หมายถึงกามคุณ ๕ เลื่อนขึ้นไปจากฌานที่ ๑ ถึง อรูปฌานที่ ๔ (รวม ๘ ข้อ) เป็นที่คับแคบของฌานที่สูงขึ้นไป แต่เมื่อถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ สิ้นอาสวะ จึงชื่อว่าบรรลุโอกาสในที่คับแคบ (แหวกหาช่องว่างในที่แคบ) อย่างแท้จริง (๘ ข้อต้นเป็นการแหวกช่องว่างได้โดยปริยาย คือเพียงโดยอ้อม ข้อที่ ๙ เป็นการแหวกช่องว่างได้โดย นิปปริยาย คือโดยตรง)

พระอานนท์ตอบคำถามของพระอุทายี เรื่องพระอริยบุคคลประเภทกายสักขี ปัญญาวิมุต อุภโตภาควิมุต (รวม ๓ ประเภท) ว่า ได้แก่ผู้บรรลุอนุบุพพวิหารสมาบัติทั้งเก้า เป็นแต่ว่าบรรลุ ๘ ข้อแรก เป็นโดยปริยาย (โดยอ้อม) แต่บรรลุข้อหลัง (สัญญาเวทยิตนิโรธ) สิ้นอาสวะ ชื่อว่าเป็นกายสักขี เป็นต้นโดยตรง (นิปปริยาย)

พระอุทายีถามถึงความหมายของคำว่า สันทิฏฐิกธรรม (ธรรมที่เห็นได้เอง) สันทิฏฐิกนิพพาน (นิพพานที่เห็นได้เอง) นิพพาน (ความดับ) ปรินิพพาน (ความดับสนิท) ตทังคนิพพาน (ความดับด้วยองค์นั้น) ทิฏฐธัมมนิพพาน (นิพพานในปัจจุบัน) พระอานนท์ตอบว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การที่ภิกษุเข้ารูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ เป็นธรรมะ เป็นนิพพานที่ถามนั้นโดยปริยาย แต่เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สิ้นอาสวะ เป็นธรรมะ เป็นนิพพานชนิดต่าง ๆ นั้น โดย นิปปริยาย (โดยตรง)

วรรคที่ไม่จัดเข้าในหมวด ๕๐

วรรคที่ ๑ ชื่อเขมวรรค ว่าด้วยความเกษม

๑. พระอานนท์ตอบพระอุทายี ถึงคำว่า เขมะ (ความเกษม คือความปลอดโปร่ง จากกิเลส) ผู้บรรลุความเกษม อมตะ (ความไม่ตาย) ผู้บรรลุอมตะ อภัย (ความไม่กลัว) ผู้บรรลุอภัย ปัสสัทธิ (ความระงับ) อนุบุพพปัสสัทธิ (ความระงับโดยลำดับ) นิโรธ (ความดับ) อนุบุพพนิโรธ (ความดับโดยลำดับ) โดยอธิบายถึงการที่ภิกษุเข้ารูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ว่า เป็นโดยอ้อม และเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธว่าเป็นโดยตรง ตรัสว่าบุคคลละธรรม ๙ อย่างไม่ได้ ไม่ทำให้แจ้ง (บรรลุ) อรหัตตผล คือราคะ โทสะ โมหะ โกธะ (โกรธ) อุปนาหะ (ผูกโกรธ) มักขะ (ลบหลู่บุญคุณท่าน) ปลาสะ (ตีเสมอ) อิสสา (ริษยา) มัจฉริยะ (ตระหนี่) ฝ่ายดีคือ ที่ตรงกันข้าม

วรรคที่ ๒ ชื่อสติปัฏฐานวรรค ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔

๒. ตรัสแสดงการล่วงละเมิดศีล ๕ ข้อ (ฆ่าสัตว์ถึงดื่มน้ำเมา) ว่า เป็นความทุรพล แห่งสิกขา ควรเจริญสติปัฏฐาน ๔ (ดูหน้า ๔๗๓) เพื่อละความทุรพลแห่งสิกขา ตรัสแสดง

นีวรณ์ ๕ (ดูหน้า ๑๑๒ หมายเลข ๖๘)

กามคุณ ๕ (มีรูป เป็นต้น)

อุปาทานขันธ์ ๕ (ขันธ์ที่ยึดถือ มีรูป เวทนา เป็นต้น)

สัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ (สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุยึดถือกายของตน
ความลังเลสงสัย การลูบคลำศีลและพรต
ความพอใจในกาม ความพยาบาท)

คติ ๕ (ทางไปหรือที่ไป ๕ คือนรก กำเนิดดิรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ เทพ)

มัจฉริยะ ๕ (ความตระหนี่ ๕ คือตระหนี่ที่อยู่ ตระกูล ลาภ คำสรรเสริญ ธรรมะ)

สัญโญชน์เบื้องสูง ๕ (ความติดในรูป ความติดในอรูป ความถือตัว
ความฟุ้งสร้าน ความไม่รู้อริยสัจจ์ ๔)

เจโตขีละ ๕ (ตอของจิต ๕)

เจตโสวินิพันธะ ๕ (เครื่องผูกมัดจิต ๕)

แล้วตรัสแสดงว่า ควรเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อละธรรมเหล่านั้น

วรรคที่ ๓ ชื่อสัมมัปปธานวรรค ว่าด้วยความเพียรชอบ

๓. ตรัสแสดงว่า ควรเจริญความเพียรชอบ ๔ (ดูเสด็จป่ามหาวัน หน้า ๔๕๙) เพื่อละธรรมเหล่านั้น

วรรคที่ ๔ ชื่ออิทธิปาทวรรค ว่าด้วยอิทธิบาท

๔. ตรัสว่า ควรเจริญอิทธิบาท ๔ (ดูเสด็จป่ามหาวัน หน้า ๔๕๙) เพื่อละธรรมเหล่านั้น

วรรคที่ ๕ ชื่อ (ไม่มีชื่อ)

๕. ตรัสว่า ควรเจริญสัญญา (ความกำหนดหมาย) ๙ ประการ เพื่อละอุปกิเลส ๑๖ (หน้า ๕๓๑) มีราคะ เป็นต้น

จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๒๓