Skip to content

เล่ม ๑๓ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

ภาพรวม

พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓ นี้ ยังอยู่ในประเภทมัชฌิมนิกาย คือพระสูตรขนาดปานกลาง ไม่ยาวและไม่สั้นเกินไป ได้กล่าวแล้วว่า สูตรขนาดกลางมี ๓ เล่ม ได้แก่

เล่ม ๑๒ คือ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ หมวดขนาดกลาง หมวด ๕๐ ที่เป็นตอนต้นหรือเป็นมูล

เล่ม ๑๓ คือ เล่มนี้ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ หมวดขนาดกลาง หมวด ๕๐ ที่เป็นตอนกลาง

ส่วนเล่ม ๑๔ คือ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ หมวดขนาดกลาง หมวด ๕๐ ที่เป็น ตอนปลาย

เฉพาะเล่มนี้ มี ๕๐ สูตร มี ๕ วรรค ๆ ละ ๑๐ สูตร แต่มีที่สังเกตได้ง่าย คือเล่มนี้ แบ่งวรรคเป็นเรื่องบุคคลทั้งสิ้น กล่าวคือ

วรรคที่ ๑ ชื่อคหปติวรรค ว่าด้วยคฤหบดี คือผู้ครองเรือน

วรรคที่ ๒ ชื่อภิกขุวรรค ว่าด้วยภิกษุ

วรรคที่ ๓ ชื่อปริพพาชกวรรค ว่าด้วยปริพพาชกหรือนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ประเภทหนึ่ง

วรรคที่ ๔ ชื่อราชวรรค ว่าด้วยพระราชา และ

วรรคที่ ๕ ชื่อพราหมณวรรค ว่าด้วยพราหมณ์

ขยายความ

คหปติวรรค คือวรรคที่ว่าด้วยคฤหบดี คือผู้ครองเรือน มี ๑๐ สูตร

๑. กันทรกสูตร

(สูตร ว่าด้วยกันทรกปริพพาชก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ฝั่งสระน้ำชื่อคัคครา ใกล้กรุงจัมปา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ บุตรแห่งนายควาญช้างชื่อเปสสะ และปริพพาชกชื่อกันทรกะ เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค ปริพพาชกชื่อกันทรกะ กราบทูลสรรเสริญว่า ทรงควบคุมพระสงฆ์ได้ดี เพราะเห็นภิกษุสงฆ์เป็นผู้นิ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรับว่าเป็นจริง เพราะในภิกษุสงฆ์นี้ มีพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ มีพระเสขะ (พระอริยบุคคลผู้ยังศึกษา คือยังไม่บรรลุอรหัตตผล) ผู้มีศีล มีความประพฤติสงบระงับ มีจิตตั้งมั่นดีในสติปัฏฐาน ๔ (ดูหน้า ๔๗๓)

๒. บุตรนายควาญช้างชื่อเปสสะกราบทูลสรรเสริญว่า ทรงบัญญัติสติปัฏฐาน ๔ ไว้ ดีมาก ตนเองเป็นคฤหัสถ์นุ่งผ้าขาว ยังเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นครั้งคราว เป็นการน่าอัศจรรย์ ที่พระผู้มีพระภาคทรงทราบประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย ในเมื่อป่าชัฏคือ มนุษย์ กากขยะคือมนุษย์ และความโอ้อวดของมนุษย์เป็นไปอยู่อย่างนี้ แล้วได้แสดงความ คิดเห็นต่อไปว่า มนุษย์เป็นเหมือนป่าชัฏ (รกและดูยาก) แต่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ตื้น (เปิดเผย ดูง่าย) ตนสามารถทำช้างฝึกให้ไปได้ตามต้องการ ช้างย่อมแสดงความดื้อ ความโกง ความงอ ความคดให้ปรากฏ ส่วนพวกที่เป็นทาส เป็นคนรับใช้ เป็นกรรมกร ประพฤติทางกายอย่างหนึ่ง ทางวาจาอย่างหนึ่ง แต่จิตใจไปอีกอย่างหนึ่ง

๓. พระผู้มีพระภาคตรัสรับรองว่า มุนษย์เป็นผู้เสมือนรกชัฏ (ดูยาก) ส่วนสัตว์ ทั้งหลายเป็นผู้ตื้น (เปิดเผยดูง่าย) จริง แล้วตรัสถึงบุคคล ๔ ประเภทที่มีอยู่ในโลก คือ

(๑)ทำตัวเองให้เดือดร้อน ประกอบเนือง ๆ ในการทำตนเองให้เดือดร้อน

(๒)ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ประกอบเนือง ๆ ในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน

(๓)ทำตัวเองให้เดือดร้อน ประกอบเนือง ๆ ในการทำตนเองให้เดือดร้อนด้วย ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ประกอบเนือง ๆ ในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนด้วย

(๔)ไม่ทำทั้งสองอย่างนั้น ซึ่งเป็นผู้หมดความกระหาย ดับเย็นในปัจจุบัน

แล้วตรัสถามว่า บุตรนายควาญช้างชอบบุคคลประเภทไหน บุตรนายควาญช้างตอบว่า ชอบใจบุคคลประเภทหลัง เมื่อตรัสถามถึงเหตุผล ก็กราบทูลว่า ทั้งตนและผู้อื่นก็ใคร่สุขเกลียดทุกข์ ตนจึงชอบใจพวกที่ไม่ทำตนไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน แล้วกราบทูลลากลับ

๔. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้าบุตรนายควาญช้างชื่อเปสสะจะนั่งอยู่สักครู่จนกว่า เราจะอธิบายแจกบุคคล ๔ ประเภทนี้โดยพิสดาร ก็จะได้ประโยชน์อย่างใหญ่ แต่แม้เพียง เท่านี้ก็ได้ประโยนช์ใหญ่แล้ว ภิกษุทั้งหลายขอให้ทรงแจกอธิบายโดยพิสดาร จึงตรัสว่า

(๑)พวกทำตนให้เดือดร้อน ประกอบเนือง ๆ ในการทำตนให้เดือดร้อน ได้แก่ พวกถือวัตรในการเปลือยกาย ในเรื่องอาหาร ทรมานตน

(๒)พวกทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ประกอบเนือง ๆ ในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ได้แก่พวกพราน พวกโจร พวกฆ่าโจร พวกผู้คุมเรือนจำ หรือพวกประกอบ กรรมอันโหดร้ายอื่น ๆ

(๓)พวกที่ทำทั้งตนให้เดือดร้อนทั้งผู้อื่นให้เดือดร้อน ได้แก่บุคคลบางคน เป็นกษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษก (พิธีรดน้ำบนศีรษะเสวยราชย์) หรือ พราหมณมหาศาล ที่สร้างเรือนโถงขึ้นใหม่ โกนผม โกนหนวด นุ่งหนังเสือ บูชาไฟ ทำให้สัตว์ต่าง ๆ ถูกฆ่าบูชายัญ ทาสและกรรมกรก็ถูกลงโทษ ร้องไห้ ทำการงาน (ในยัญญพิธี)

(๔)พวกที่ไม่ทำทั้งตนทั้งผู้อื่นให้เดือดร้อน คือผู้ออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ได้ญาน ๓ มีญาณอันทำอาสวะให้สิ้นเป็นที่สุด

๒. อัฏฐกนาครสูตร

(สูตร ว่าด้วยคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ)

๑. พระอานนท์อยู่ ณ เวฬุวคาม ใกล้กรุงเวสาลี สมัยนั้นคฤหบดีชื่อทสมะ ชาวเมืองอัฏฐกะ ไปธุระที่กรุงปาตลิบุตร และได้ไปยังกุกกุฏาราม ถามหาพระอานนท์กับภิกษุรูปหนึ่ง ทราบว่าท่านอยู่ในเวฬุวคาม ใกล้กรุงเวสาลี เมื่อเสร็จธุระในกรุงปาตลิบุตรแล้ว จึงเดินทาง ไปหาพระอานนท์ ถามถึงธรรมะข้อหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ ซึ่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งใจไปในธรรมนั้นแล้ว จิตที่ไม่หลุดพ้นก็จะหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นก็จะถึง ความสิ้นไป ผู้นั้นย่อมบรรลุธรรมอันยอดเยี่ยม อันปลอดโปร่งจากกิเลสที่ผูกมัด

๒. พระอานนท์ตอบว่า มีธรรมะเช่นนั้น และอธิบายว่า ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมได้ฌานที่ ๑ ถึง ๔ ได้เจโตวิมุติอันประกอบด้วยพรหมวิหาร ๔ ได้อรูปฌาน ถึงอากิญจัญญายตนะ (อรูปฌานที่ ๓) ตั้งอยู่ในธรรมะที่ได้นั้น ๆ แล้ว ก็อาจสิ้นอาสวะได้ แต่ถ้าไม่สิ้นก็จะละสัญโญชน์ ๕ ได้ เป็นอุปปาติกะ (เกิดขึ้นใหญ่โตขึ้นทันที) ปรินิพพานในชั้น สุทธาวาสนั้น (ที่อยู่ของพระอนาคามี) ไม่กลับมาจากโลกนั้น

๓. ทสมคฤหบดีชื่นชมภาษิตของพระเถระ กล่าวว่า ตนแสวงประตูอมตะประตูเดียว แต่ได้พบถึง ๑๑ ประตู เปรียบเหมือนคนแสวงหาปากขุมทรัพย์แห่งเดียว แต่ได้พบ ปากขุมทรัพย์ถึง ๑๑ แห่ง (รูปฌาน ๔ ฌานประกอบด้วยพรหมวิหาร ๔ และอรูปฌาน ๓ = ๔ + ๔ + ๓ = ๑๑) เปรียบเหมือนอาคารมี ๑๑ ประตู เมื่อไฟไหม้ บุคคลก็อาจทำตน ปลอดภัยได้โดยอาศัยประตูใดประตูหนึ่ง ตนก็อาจทำตนให้ปลอดภัยได้โดยอาศัยประตูอมตะประตูใดประตูหนึ่งฉันนั้น ก็พวกเดียรถีย์เหล่าอื่นยังแสวงหาทรัพย์บูชาอาจารย์ได้ ไฉนตนจะ บูชาพระอานนท์บ้างไม่ได้ จึงนิมนต์ภิกษุชาวกรุงปาตลิบุตรและชาวเวสาลี ประชุมกันถวาย อาหาร ถวายผ้าคู่แก่ภิกษุทุกรูป ถวายไตรจีวรแก่พระอานนท์ และให้สร้างวิหาร ๕๐๐ แห่ง ถวายพระอานนท์

(หมายเหตุ : สันนิษฐานว่า พระสูตรนี้แสดงเหตุการณ์ภายหลังพุทธปรินิพพาน เมื่อกรุงปาตลิบุตรเป็นราชธานีมคธแทนราชคฤห์แล้ว)

๓. เสขปฏิปทาสูตร

(สูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติของพระเสขะ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ สมัยนั้นเจ้าศากยะชาวกรุงกบิลพัสดุ์ให้สร้างสันถาคาร (โรงโถง - โรงประชุม) ขึ้นใหม่ ยังไม่มีใครได้ใช้ จึงนิมนต์พระผู้มีพระภาคให้ทรงใช้ก่อน พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพแล้ว เสด็จไปเมื่อเขากราบทูลเวลา เมื่อเสด็จถึงจึงประทับพิงเสากลาง ภิกษุสงฆ์นั่งพิงฝาด้าน ตะวันตก เจ้าศากยะชาวกรุงกบิลพัสดุ์ทรงพิงฝาด้านตะวันออก พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ธรรมจนดึก แล้วตรัสสั่งให้พระอานนท์แสดงเสขปฏิปทา (ข้อปฏิบัติของพระเสขะ คือ พระอริยบุคคลผู้ยังศึกษา) ส่วนพระองค์ทรงพักผ่อนสำเร็จสีหไสยา

๒. พระอานนท์จึงเรียกมหานามศากยะ (เข้าใจว่าจะเป็นประธานอยู่ในคณะเจ้าศากยะ) กล่าวถึงการที่พระอริยสาวกสมบูรณ์ด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย) รู้ประมาณในการบริโภค ประกอบเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องตื่น (ไม่เห็นแก่ นอน) ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ อย่าง ได้ฌาน ๔ อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันตาม ต้องการ แล้วอธิบายขยายความเป็นข้อ ๆ ไป

๓. ครั้นแล้วได้สรูปว่า อริยสาวกผู้ประกอบด้วยคุณธรรมดังกล่าวมาแล้ว ก็ควรจะตรัสรู้ได้ เปรียบเหมือนแม่ไก่กกไข่ดี แม้ไม่ต้องปรารถนาให้ไข่เป็นตัวออกมาโดยสวัสดี ก็คง จะออกมาได้โดยสวัสดี แล้วแสดงการได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณอันระลึกชาติได้) จุตูปปาตญาณ (ญาณอันเห็นความตายความเกิด) และอาสวักขยญาณ (ญาณอันทำอาสวะ ให้สิ้น) ว่า เปรียบเหมือนลูกไก่ทำลายกะเปาะไข่ออกจากไข่เป็นขั้น ๆ ๓ ขั้นด้วยกัน

๔. แล้วได้สรูปอีกตอนหนึ่งว่า คุณธรรมที่กล่าวข้างต้นเป็นจรณะ (ความประพฤติ) แต่ละอย่างของอริยสาวกนั้น ส่วนญาณทั้งสามมีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็นต้น ก็เป็น วิชชา (ความรู้) แต่ละอย่างของอริยสาวกนั้น อริยสาวกนี้จึงเรียกว่าผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาก็ได้ ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะก็ได้ ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ (ความรู้และความประพฤติ) ก็ได้ แล้วได้อ้างภาษิตของสนังกุมารพรหมที่ว่า กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่ชนผู้ถือโคตร แต่ ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ผู้นั้นเป็นผู้ประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์ พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นประทานสาธุการในพระธรรมเทศนานี้ของพระอานนท์

๔. โปตลิยสูตร

(สูตร ว่าด้วยโปตลิยคฤหบดี)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคมแห่งแคว้นอังคุตตราปะชื่ออาปณะ โปตลิยคฤหบดีเข้าไปเฝ้าในขณะที่ประทับพักผ่อนในเวลากลางวัน ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง เมื่อปราศรัยกัน พอสมควรแล้วตรัสเชิญให้นั่ง แต่คฤหบดีโกรธที่เรียกว่าคฤหบดี จึงนิ่งเสีย ต่อมาเมื่อตรัสอีก ถึง ๓ ครั้ง จึงประท้วงว่า เรียกตนเช่นนั้นไม่สมควร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อาการ เพศ เครื่องกำหนดหมายของท่าน เป็นอย่างของคฤหบดี โปตลิยะตอบว่า ถึงเช่นนั้นตนก็ห้าม การงานทั้งปวง ตัดขาดโวหารทั้งปวงเสียแล้ว เมื่อตรัสถามให้อธิบาย จึงอธิบายว่า ตนได้ มอบทรัพย์สินทั้งปวงให้เป็นมรดกแก่บุตรทั้งหลายแล้ว ตนไม่เกี่ยวข้องด้วย อยู่อย่างเพียง มีกินมีนุ่งห่มจึงชื่อว่าห้ามการงานทั้งปวง ตัดขาดโวหารเสียแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ท่านกล่าวการตัดขาดโวหารไปอย่างหนึ่ง แต่การตัดขาดโวหารในอริยวินัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อ คฤหบดีขอให้ทรงอธิบาย จึงตรัสอธิบาย

๒. ทรงแสดงธรรมะ ๘ ประการ ที่เป็นไปเพื่อตัดขาดโวหารในอริยวินัย คือ

(๑)อาศัยการไม่ฆ่าสัตว์ ละการฆ่าสัตว์

(๒)อาศัยการไม่ลักทรัพย์ ละการลักทรัพย์

(๓)อาศัยวาจาจริง ละการพูดเท็จ

(๔)อาศัยวาจาไม่ส่อเสียด ละวาจาส่อเสียด

(๕)อาศัยการไม่โลภเพราะความติด ละความโลภเพราะความติด

(๖)อาศัยการไม่ติเตียนด่าว่า ละการติเตียนด่าว่า

(๗)อาศัยการไม่โกรธคับแค้นใจ ละความโกรธคับแค้นใจ

(๘)อาศัยการไม่ดูหมิ่นท่าน ละการดูหมิ่นท่าน

เมื่อคฤหบดีขอให้ทรงอธิบายทั้งแปดข้อ จึงตรัสอธิบายแต่ละข้อ โดยวางหลักว่าตน ก็ไม่พึงติเตียนตนเองได้ ผู้รู้พิจารณาแล้วก็ไม่พึงติได้ เพราะเหตุแห่งความชั่วนั้น ๆ เป็นปัจจัย

๓. ครั้นแล้วตรัสอธิบายการตัดโวหารอย่างเด็ดขาดด้วยประการทั้งปวงในอริยวินัย โดยทรงเปรียบเทียบว่า อริยสาวกย่อมเห็นกามเหมือน

(๑)ชิ้นกระดูกที่ไม่มีเนื้อติด

(๒)ชิ้นเนื้อ (ที่แร้ง เหยี่ยว แย่งกัน)

(๓)คบหญ้ามีไฟลุก (ที่ถือไปทวนลม)

(๔)หลุมถ่านเพลิง

(๕)สิ่งที่ฝันเห็น

(๖)ของที่ขอยืมเขามา

(๗)ผลไม้

เมื่อพิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ก็เจริญอุเบกขา (ความวางเฉย) ที่ความยึดมั่นในโลกามิส (เหยี่อล่อของโลก) ดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ เมื่ออาศัยความบริสุทธิ์แห่งสติเพราะมีความวางเฉยอย่างนี้ ก็ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณอันระลึกชาติได้) จุตูปปาตญาณ หรือทิพยจักษุญาณ (ญาณเห็นความตาย ความเกิด หรือตาทิพย์) และเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะสมาธิและปัญญา) อันไม่มีอาสวะ

โปตลิยคฤหบดีก็สรรเสริญพระธรรมเทศนา ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๕. ชีวกสูตร

(สูตร ว่าด้วยหมอชีวก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่ามะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจจ์ ใกล้กรุงราชคฤห์ หมอชีวกเข้าไปเฝ้ากราบทูลถามว่า ที่เขาพูดกันว่า พระสมณโคดมทรงทราบอยู่ก็เสวยเนื้อสัตว์ ที่เขาฆ่าเจาะจงถวายนั้น เป็นความจริงเพียงไร ตรัสตอบว่า ทรงกล่าวถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่ควร บริโภคโดยฐานะ ๓ คือ ที่ได้เห็น ที่ได้ฟัง ที่นึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่าเจาะจงตน) และทรงกล่าวถึงเนื้อสัตว์ที่ควรบริโภคโดยฐานะ ๓ คือ ที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ไม่ได้นึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่า เจาะจงตน)

๒. ตรัสอธิบายต่อไปว่า ภิกษุแผ่เมตตาจิต (จนถึงอุเบกขาจิตเป็นที่สุด) ไปทั่วโลก อยู่ด้วยจิตอันไม่มีเวร ไม่พยาบาท คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น ถ้าปรารถนาก็รับนิมนต์ได้ ครั้นรุ่งขึ้นไปฉัน เธอย่อมไม่คิดให้เขาถวายอาหารอันประณีต หรือ ถวายอีกในกาลต่อไป เธอไม่ติดบิณฑบาต มีปัญญาถ่ายถอน (ไม่ยึดถือ) ย่อมบริโภค บิณฑบาตนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ภิกษุนั้นจะคิดเบียดเบียนตน เบียดเบียนคนอื่น หรือเบียดเบียน ทั้งตนทั้งคนอื่นหรือไม่ หมอชีวกกราบทูลรับว่า ไม่ ตรัสถามว่า เธอย่อมบริโภคอาหารอันไม่มีโทษมิใช่หรือ กราบทูลว่า เป็นเช่นนั้น และกราบทูลต่อไปว่า ตนเคยได้ฟังว่า พระพรหม เป็น ผู้อยู่ด้วยเมตตา ข้าพระองค์เห็นว่าพระผู้มีพระภาคทรงเป็นพยานที่เห็นได้ เพราะทรงอยู่ด้วยเมตตา ตรัสตอบว่า บุคคลมีความพยาบาทเพราะราคะ โทสะ โมหะ อันใด ตถาคตละราคะ โทสะ โมหะ นั้นได้เด็ดขาดแล้ว ถ้าท่านหมายความข้อนี้ เราก็อนุมัติคำกล่าวนั้น หมอชีวก กราบทูลว่า หมายอย่างนั้น แม้ในเรื่องกรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็เช่นกัน

๓. ตรัสว่า ผู้ฆ่าสัตว์อุทิศพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต ย่อมประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากโดยฐานะ ๕ คือ

(๑)ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากโดยฐานะที่ ๑ คือข้อที่กล่าวว่า จงไปนำสัตว์ตัว โน้นมา

(๒)โดยฐานะที่ ๒ คือสัตว์นั้นถูกลากคอมาย่อมเสวยทุกข์โทมนัส

(๓)โดยฐานะที่ ๓ คือข้อที่กล่าวว่า จงฆ่าสัตว์นี้

(๔)โดยฐานะที่ ๔ คือเมื่อสัตว์ถูกฆ่าย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส

(๕)โดยฐานะที่ ๕ คือคนย่อมพูดรุกรานพระตถาคตหรือสาวกแห่งพระตถาคต ด้วยเรื่องเนื้ออันไม่สมควร

เมื่อจบพระธรรมเทศนา หมอชีวกกราบทูลรับว่า ภิกษุทั้งหลายฉันอาหารอันไม่มีโทษ แล้วกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ตลอดชีวิต

๖. อุปาลิวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยอุบาลีคฤหบดี)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่ามะม่วงของเศรษฐีขายผ้า ใกล้เมืองนาฬันทา สมัยนั้นนิครนถนาฏบุตรอาศัยอยู่ในเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยบริษัทใหญ่ ทีฆตปัสสีนิครนถ์เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ เมื่อตรัสเชิญให้นั่ง จึงถือเอาอาสนะต่ำกว่า นั่ง ณ ที่สมควร ส่วนหนึ่ง

๑.พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า นิครนถนาฏบุตรบัญญัติกรรมกี่อย่าง ในการทำ กรรมอันเป็นบาป ทีฆตปัสสีนิครนถ์ทูลว่า นิครนถนาฏบุตรไม่เคยบัญญัติว่ากรรม เคยแต่บัญญัติว่า “ทัณฑ์” ตรัสถามว่า นิครนถนาฏบุตรบัญญัติทัณฑ์กี่อย่าง ใน การทำกรรมอันเป็นบาป ทูลตอบว่า ๓ อย่าง คือทัณฑ์ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ตรัสถามว่า ทัณฑ์ทั้งสามทางเป็นของอื่น (จากกันแลกัน มิใช่อันเดียวกัน) ใช่ หรือไม่ ทูลตอบว่า ใช่ ตรัสถามว่า เมื่อแจกออกไปแล้ว นิครนถนาฏบุตรบัญญัติ ทัณฑ์อย่างไรว่ามีโทษมาก ทูลตอบว่า ทัณฑ์ทางกาย เมื่อตรัสถามย้ำถึง ๓ ครั้ง ก็ทูลตอบย้ำถึง ๓ ครั้งว่า ทัณฑ์ทางกาย (มีโทษมาก)

๒.เมื่อทีฆตปัสสีนิครนถ์ย้อนทูลถามบ้างว่า พระสมณโคดมบัญญัติทัณฑ์กี่อย่าง ในการทำกรรมอันเป็นบาป ก็ตรัสตอบว่า ไม่เคยทรงบัญญัติว่าทัณฑ์ เคยแต่บัญญัติ ว่ากรรม เมื่อเขาถามก็ทรงแจกออกเป็น ๓ อย่างเช่นเดียวกัน แต่ทรงแสดงว่า กรรมทางใจมีโทษมากกว่า และทรงย้ำตอบเช่นนั้นถึง ๓ ครั้ง เมื่อทีฆตปัสสีนิครนถ์ ย้ำถามถึง ๓ ครั้ง แล้วทีฆตปัสสีนิครนถ์ก็ลุกจากอาสนะหลีกไป เล่าความให้ นิครนถนาฏบุตรผู้นั่งอยู่กับบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์ชาวพาลุกคาม มีอุบาลีคฤหบดีเป็น ประมุขฟังทุกประการ นิครนถนาฏบุตรก็ชมเชยทีฆตปัสสีนิครนถ์ว่า ตอบถูก และย้ำว่า ทัณฑ์ทางกายมีโทษมากกว่า

๓.อุบาลีคฤหบดีได้ฟัง ก็แสดงความประสงค์จะไปยกวาทะในเรื่องนี้ จะฟัดฟาดเสีย เหมือนคนมีกำลังดึงขนแกะไปมา เป็นต้น แต่ทีฆตปัสสีนิครนถ์คัดค้าน อ้างว่า พระสมณโคดมรู้มายากลับใจคน ย่อมกลับใจสาวกเดียรถีย์ได้ นิครนถนาฏบุตร กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่อุบาลีคฤหบดีจะไปเป็นสาวกพระสมณโคดม มีแต่พระสมณ โคดมจะมาเป็นสาวกของอุบาลีคฤหบดี ต่างค้าน ต่างยืนยันกันอยู่อย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดนิครนถนาฏบุตรก็ยุให้อุบาลีคฤหบดีไปยกวาทะจนได้

๔.อุบาลีคฤหบดีกราบลานิครนถนาฏบุตรไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อได้ถวายบังคม และทูลถามถึงถ้อยคำสนทนาระหว่างพระองค์กับทีฆตปัสสีนิครนถ์ ซึ่งพระผู้มี พระภาคก็ตรัสเล่าความให้ฟัง อุบาลีคฤหบดีกล่าวชมทีฆตปัสสีว่าพูดโต้ตอบตรง ตามหลัก (ของศาสนานิครนถ์) และได้กล่าวย้ำว่า ทัณฑ์ทางกายมีโทษมากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้าอุบาลีคฤหบดีจะยอมตั้งอยู่ในสัจจะพูดจากัน ก็จะมี การสนทนากันในเรื่องนี้ อุบาลีคฤหบดียอมรับ จึงตรัสถามว่า นิครนถ์เจ็บหนัก ห้ามน้ำเย็น รับแต่น้ำร้อน เมื่อไม่ได้น้ำเย็นก็ตายดังนี้ นิครนถนาฏบุตรบัญญัติผู้นี้ ว่า จะเกิดในที่ไหน ทูลตอบว่า เกิดในเทพที่ชื่อว่า มโนสัตตะ (ผู้ข้องอยู่ในจิตใจ) เพราะเกี่ยวเกาะอยู่ในเรื่องจิตใจตายไป ตรัสเตือนให้คิดให้ดีก่อนแล้วจึงตอบ คำต้นกับคำท้ายไม่ต่อกัน (คือเดิมชี้ว่า โทษหรือทัณฑ์ทางกายมีโทษมากกว่า แต่ตอบว่า มีใจเป็นเหตุ) แต่อุบาลีคฤหบดีก็ยังยืนยันว่า ทัณฑ์ทางกายมีโทษมากกว่า

๕.ตรัสถามว่า นิครนถ์สำรวมระวังแล้ว แต่เดินไปเดินมายังทำสัตว์เล็ก ๆ ให้ตาย ดังนี้ นิครนถนาฏบุตรจะบัญญัติผลของผู้นั้นอย่างไร ทูลตอบว่า ไม่บัญญัติการ กระทำที่ไม่มีเจตนาว่ามีโทษมาก ตรัสถามว่า มีเจตนาเล่า ทูลตอบว่า ก็มีโทษมาก ตรัสถามว่า นิครนถนาฏบุตรบัญญัติเจตนาเข้าในอะไร ทูลตอบว่า ในมโนทัณฑ์ (โทษทางใจ) ตรัสเตือนอีกว่า ให้คิดให้ดีก่อนแล้วจึงตอบ เพราะคำต้นกับคำท้าย ไม่ต่อกัน (คือเดิมชี้ว่า ทัณฑ์ทางกายมีโทษมากกว่า แต่กลับชี้ไปที่เจตนาว่าสำคัญ) แต่อุบาลีคฤหบดีก็ยังยืนยันว่า ทัณฑ์ทางกายมีโทษมากกว่า

๖.ตรัสถามว่า เมืองนาฬันทานี้มั่นคง เฟื่องฟู มีชนมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น ใช่หรือไม่ ทูลตอบว่า ใช่ ตรัสถามว่า ชายคนหนึ่งเงื้อดาบมา พูดว่าจะทำสัตว์มีชีวิต ทั้งปวงในเมืองนาฬันทาให้เป็นเนื้อก้อนเดียวโดยขณะเดียว ครู่เดียว (จะสับรวม ให้เป็นเนื้อชิ้นเดียวในขณะเดียวกัน) ดังนี้ ท่านเห็นว่าจะทำได้หรือไม่ ทูลตอบว่า แม้ชาย ๑๐ คน ๒๐ คน ๓๐ คน ๕๐ คน ก็ไม่พอที่จะทำเช่นนั้นได้ (ทำไม่ทันใน ขณะเดียวกัน) ตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ มีความเชี่ยวชาญทางจิต อาจจะทำเมืองนาฬันทานี้ให้เป็นเถ้าถ่านด้วยใจคิดประทุษร้ายครั้งเดียวได้หรือไม่ ทูลตอบว่า ได้ ตรัสเตือนอีกว่า ให้คิดให้ดีเสียก่อนแล้วจึงตอบ เพราะคำต้นกับ คำท้ายไม่ต่อกัน (คือเดิมชี้ว่า ทัณฑ์ทางกายมีโทษมากกว่า แต่กลับยอมรับว่า ผู้มีอำนาจจิต ทำลายเมืองได้ทันที แต่ผู้ใช้กำลังกายทำไม่ได้เช่นนั้น) แต่อุบาลี คฤหบดีก็ยังยืนยันตามเดิม

๗.ตรัสถามต่อไปว่า เคยได้ยินไหมว่า ป่าทัณฑกี ป่ากาลิงคะ ป่าเมชฌะ ป่ามาตังคะ ที่กลายเป็นป่าไปจริง ๆ ทูลตอบว่า เคยได้ยิน ตรัสถามว่า เคยได้ยินว่าเป็นป่าไป เพราะอะไร ทูลตอบว่า เพราะใจคิดประทุษร้ายของฤษี จึงตรัสเตือนให้คิดให้ดีก่อน แล้วจึงตอบเช่นเดิมอีก

๘.อุบาลีคฤหบดีทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดชีวิต แต่พระผู้มีพระภาคตรัสเตือนให้พิจารณาเสียก่อน เพราะการ พิจารณาแล้วจึงทำ เป็นการดีสำหรับอุบาลีคฤหบดีที่มีคนรู้จักมาก อุบาลีคฤหบดี ก็กลับเลื่อมใสยิ่งขึ้น แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต เป็นครั้งที่ ๒ ตรัสเตือนให้ให้บิณฑบาตแก่พวกนิครนถ์ที่มาสู่เรือน เพราะตระกูล ของท่านเคยเป็นที่เสมือนท่าน้ำสำหรับลงดื่มของนิครนถ์ทั้งหลายมานานแล้ว อุบาลีคฤหบดีกราบทูลแสดงความเลื่อมใสยิ่งขึ้น เพราะตนเคยได้ยินแต่ว่า พระสมณโคดมตรัสให้ถวายทานแก่พระองค์และสาวกของพระองค์เท่านั้น ไม่ควรให้แก่ผู้อื่นและสาวกของผู้อื่น ทานที่ให้แก่พระองค์และสาวกของพระองค์ เท่านั้นจึงมีผลมาก ที่ให้แก่ผู้อื่นและสาวกของผู้อื่นไม่มีผลมาก แต่นี่พระผู้มีพระภาค กลับทรงชักชวนให้ให้ทานในพวกนิครนถ์ ซึ่งตนจะรู้กาลในข้อนี้เอง แล้วแสดงตน เป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิตเป็นครั้งที่ ๓

๙.พระผู้มีพระภาคจึงตรัสแสดงอนุบุพพิกถาอริยสัจจ์ ๔ อุบาลีคฤหบดีได้ดวงตา เห็นธรรม (เป็นโสดาบันบุคคล) แล้วก็กราบทูลลากลับไป เมื่อถึงบ้านก็สั่งนายประตู ให้ห้ามนิครนถ์ชายหญิงมิให้เข้าบ้าน ไม่ห้ามภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และให้ แจ้งว่า อุบาลีคฤหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดมแล้ว ทีฆตปัสสีนิครนถ์ทราบ เรื่อง จึงไปเล่าความให้นิครนถนาฏบุตรฟัง นิครนถนาฏบุตรไม่เชื่อ แม้จะเล่าย้ำ ถึง ๓ ครั้ง เป็นแต่ใช้ให้ทีฆตปัสสีไปดูให้รู้ด้วยตนเอง เมื่อทีฆตปัสสีนิครนถ์ ไปด้วยตนเอง นายประตูก็ห้ามเข้าจึงกลับมาเล่าให้นิครนถนาฏบุตรฟัง แต่ นิครนถนาฏบุตรก็ยืนยันไม่เชื่อถึง ๓ ครั้ง แต่ในที่สุดก็กล่าวว่าตนจะไปดูเอง

๑๐.นิครนถนาฏบุตร พร้อมด้วยบริษัทนิครนถ์ไปยังที่อยู่ของอุบาลีคฤหบดี นายประตู ก็ห้ามเข้า อ้างว่าอุบาลีคฤหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดมแล้ว นิครนถนาฏบุตร จึงใช้ให้นายประตูไปบอกว่า ตนมายืนอยู่ที่ภายนอกซุ้มประตู เมื่อนายประตูไปบอก อุบาลีคฤหบดีก็สั่งให้ปูอาสนะที่ศาลาใกล้ประตูด้านกลาง แล้วอุบาลีคฤหบดีก็ มา ณ ที่นั้น เลือกนั่งอาสนะที่ดีที่เลิศ พร้อมทั้งสั่งนายประตูให้ไปบอก นิครนถนาฏบุตรว่า ถ้าปรารถนาก็ให้เข้ามาได้ นิครนถนาฏบุตรพร้อมด้วยบริษัท ก็เข้าไป ในสมัยก่อนพอเห็นนิครนถนาฏบุตรมาแต่ไกล อุบาลีคฤหบดีก็จะลุกขึ้น ต้อนรับ เอาผ้าห่มเช็ดอาสนะที่ดีที่เลิศ เชิญให้นั่ง แต่บัดนี้กลับนั่งบนอาสนะที่ดี ที่เลิศเสียเอง แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ อาสนะมีอยู่ ถ้าท่านปรารถนาก็จงนั่ง นิครนถนาฏบุตรจึงกล่าวว่าท่านเป็นบ้า เป็นคนเขลาไปแล้วหรือ และได้พูด เปรียบเปรยหยาบ ๆ อีก พร้อมกับกล่าวว่า ท่านถูกพระสมณโคดมกลับใจด้วย มายาสำหรับกลับใจเสียแล้วหรือ อุบาลีคฤหบดีกลับตอบว่า มายากลับใจนี้เป็น ของดี แม้ใคร ๆ จะกลับใจด้วยมายานี้ ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุข สิ้นกาลนาน

๑๑.แล้วอุบาลีคฤหบดีได้เปรียบเทียบให้ฟังว่า คำสอนของนิครนถ์ อดทนต่อความ ยินดีของคนโง่ ไม่อดทนต่อความยินดีของบัณฑิต ไม่อดทนต่อการซักไซ้ขัดสี เปรียบเหมือนลูกลิงทนการย้อมสีได้ แต่จะเอามาทุบตี เอามาขัดสีเหมือนผ้าใหม่ที่ จะย้อมสี ย่อมทนไม่ได้ นิครนถนาฏบุตรเตือนว่า บริษัท (ประชุมชน) พร้อมทั้ง พระราชาก็ทราบกันอยู่ว่า อุบาลีคฤหบดีเป็นสาวกของนิครนถนาฏบุตร แล้วพวก เราจะทรงจำว่าท่านเป็นสาวกของใครกัน อุบาลีคฤหบดีจึงทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ประคอง อัญชลีไปในทิศทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ประกาศตนเป็นสาวกของ พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยคำสรรเสริญพระคุณอย่างยืดยาว เมื่อถูกถามว่า รวบรวมคำสรรเสริญพระคุณได้แต่เมื่อไร ก็ตอบว่า ตนเปรียบเหมือนช่างดอกไม้ ที่ร้อยพวงมาลัยอันวิจิตรจากดอกไม้ใหญ่ อันมีดอกไม้ต่าง ๆ ฉะนั้น นิครนถนาฏบุตรถึงแก่อาเจียนเป็นโลหิตในที่นั้น

๗. กุกกุโรวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยโอวาทแก่ผู้ทำตัวดั่งสุนัข)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคมแห่งชาวโกลิยะชื่อหลิททวสนะ ในแคว้นโกลิยะ ปุณณะบุตรแห่งโกลิยะ ผู้ประพฤติวัตรดั่งโค กับชีเปลือยชื่อเสนิยะ ผู้ประพฤติวัตรดั่งสุนัข เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกล่าวปราศรัยเสร็จแล้ว ปุณณะโกลิยบุตรก็ทูลถามถึงชีเปลือยชื่อ เสนิยะ ผู้ประพฤติวัตรดั่งสุนัข ว่าจะมีคติเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคทรงห้ามว่า อย่าถาม เลย แต่ก็ถามย้ำถึง ๓ ครั้ง จึงตรัสตอบว่า ถ้าประพฤติเคยชินอย่างสุนัข ตายไปก็จะเกิดเป็น สุนัข แต่ถ้าประพฤติด้วยความคิดว่าจะเป็นเทวดา ด้วยศีลด้วยวัตรอย่างนี้ ก็นับว่ามีความเห็นผิด ซึ่งจะมีคติ ๒ อย่าง คือนรก หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พระดำรัสตอบนี้ ทำให้ชีเปลือย ชื่อเสนิยะร้องไห้

๒. ชีเปลือยชื่อเสนิยะ จึงทูลถามถึงปุณณะโกลิยบุตร ผู้ประพฤติวัตรดั่งโคบ้างว่า จะมีคติเป็นอย่างไร ก็ตรัสตอบทำนองเดียวกับเรื่องสุนัข ซึ่งทำให้ปุณณะโกลิยบุตรร้องไห้ เช่นเดียวกัน

๓. ปุณณะโกลิยบุตรจึงทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเพื่อตนและเสนิยะ จะได้ละการประพฤติวัตรดั่งนั้นเสีย จึงตรัสแสดงกรรม ๔ อย่าง คือ

(๑)กรรมดำ มีวิบากดำ คือบางคนปรุงแต่งความคิดหรือเจตนาทางกายวาจาใจ อันประกอบด้วยการเบียดเบียน จึงเข้าถึง (เกิดใน) โลกที่มีการเบียดเบียน ได้ รับสัมผัสที่มีการเบียดเบียน ได้เสวยเวทนาที่มีการเบียดเบียน อันเป็นทุกข์ โดยส่วนเดียว ดังเช่นสัตว์ที่เกิดในนรก

(๒)กรรมขาว มีวิบากขาว คือบางคนปรุงแต่งความคิดหรือเจตนาทางกายวาจาใจ อันไม่มีการเบียดเบียน ได้รับสัมผัสที่ไม่มีการเบียดเบียน ได้เสวยเวทนาที่ไม่มี การเบียดเบียน อันเป็นสุขโดยส่วนเดียว ดังเช่นเทพชั้นสุภภิณหะ (พรหมมี รูปชั้นที่ ๙ ในรูปพรหม ๑๖ ชั้น ดูหน้า ๕๗๔)

(๓)กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว คือบางคนปรุงแต่งความคิดหรือ เจตนาทางกายวาจาใจที่มีการเบียดเบียนบ้าง ไม่มีการเบียดเบียนบ้าง จึงเข้า ถึง (เกิดใน) โลกที่มีการเบียดเบียนบ้าง ไม่มีการเบียดเบียนบ้าง ได้รับสัมผัส อันมีการเบียดเบียนบ้าง ไม่มีการเบียดเบียนบ้าง ได้เสวยเวทนาที่มีการ เบียดเบียนบ้าง ไม่มีการเบียดเบียนบ้าง อันมีทั้งสุขทั้งทุกข์คละกันไป ดังเช่น มนุษย์บางเหล่า เทพบางเหล่า วินิปาติกะ บางเหล่า

(๔)กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ้นกรรม คือเจตนาเพื่อ ละกรรมดำซึ่งมีวิบากดำ เจตนาเพื่อละกรรมขาวซึ่งมีวิบากขาว เจตนา เพื่อ ละกรรมทั้งดำทั้งขาว ซึ่งมีวิบากทั้งดำทั้งขาว (เป็นเจตนาที่ไม่ต้องการเวียนว่าย ตายเกิด ไม่ปรารถนาจะทำกรรมใด ๆ อีกต่อไป)

๔. เมื่อจบพระธรรมเทศนา ปุณณะโกลิยบุตรกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ส่วนชีเปลือยชื่อเสนิยะกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและขอบวช เมื่อทราบว่าผู้เคยเป็น เดียรถีย์มาก่อน ประสงค์จะบวชในพระธรรมวินัยจะต้องอบรมก่อน ๔ เดือน ก็มีศรัทธา จะขออบรมถึง ๔ ปี เมื่อบวชแล้วก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

๘. อภยราชกุมารสูตร

(สูตร ว่าด้วยอภยราชกุมาร)

๑. สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ อภยราชกุมาร ไปหานิครนถนาฏบุตร ก็ได้รับชักชวนเสี้ยมสอนให้ไปยกวาทะพระผู้มีพระภาคเกี่ยวกับการ กล่าววาจา ซึ่งนิครนถนาฏบุตรกล่าวว่า ถ้าถามปัญหา ๒ เงื่อนอย่างนี้แล้ว พระสมณโคดม จะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกคล้ายมีกระจับเหล็กติดอยู่ในคอฉะนั้น คือให้ถามว่า พระตถาคต กล่าววาจาที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นหรือไม่ ถ้าตอบว่า กล่าว ก็จะย้อนได้ว่า ท่านกับบุถุชนจะต่างอะไรกัน เพราะแม้บุถุชนก็กล่าววาจาเช่นนั้น ถ้าตอบว่า ไม่กล่าว ก็จะย้อนได้ว่า เหตุไฉนจึงว่ากล่าวพระเทวทัตอย่างรุนแรง จนพระเทวทัตโกรธไม่พอใจ

๒. อภยราชกุมารไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค มองดูดวงอาทิตย์เห็นยังไม่ใช่กาลอัน สมควรที่จะยกวาทะจึงนิมนต์พระผู้มีพระภาคให้ไปฉันในวันรุ่งขึ้น โดยมีพระองค์เองเป็นที่ ๔ (คือมีภิกษุอื่นด้วยอีก ๓ รูป) เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ และเสด็จไปฉันเสร็จแล้ว อภยราชกุมารก็กราบทูลถามขึ้นว่า พระตถาคตตรัสวาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นหรือไม่ ตรัสตอบว่า ในข้อนี้ มิใช่ปัญหาที่พึงตอบโดยแง่เดียว (คือตรัสทั้งสองอย่างโดยควรแก่เหตุ)

๓. พอตรัสตอบเท่านี้ อภยราชกุมารก็กราบทูลว่า ในข้อนี้ พวกนิครนถ์ฉิบหายแล้ว พร้อมทั้งเล่าความจริงที่นิครถนาฏบุตรสอนให้มาไต่ถามทุกประการ พระผู้มีพระภาคจึงตรัส ถามว่า เด็กที่อมเอาไม้หรือกระเบื้องเข้าไปในปาก เพราะความพลั้งเผลอของท่านหรือแม่นม ท่านจะทำอย่างไร กราบทูลตอบว่า ถ้านำออกในเบื้องแรกไม่ได้ ก็ต้องประคองจับศีรษะด้วย มือซ้าย งอนิ้วนำของออกมาด้วยมือขวา แม้จะพร้อมกับโลหิตด้วย เพราะมีความอนุเคราะห์ ในเด็ก พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ทราบว่าวาจาใดไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ หรือจริง แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น ก็ไม่กล่าววาจานั้น

คำใดจริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น

คำใดไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ หรือจริง แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาตคก็ไม่กล่าววาจานั้น

คำใดจริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคนอื่น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น

ทั้งนี้เพราะตถาคตมีความอนุเคราะห์ในสัตว์ทั้งหลาย

๔. อภยราชกุมารกราบทูลถามว่า มีผู้แต่งปัญหามาทูลถาม พระผู้มีพระภาคจะต้องทรงคิดก่อนหรือไม่ว่า ถ้าเขาถามอย่างนี้ จักตรัสตอบอย่างนี้ หรือว่าเรื่องนั้นแจ่มแจ้งแก่ พระตถาคตโดยฐานะทีเดียว ตรัสย้อนถามว่า ท่านเป็นผู้ฉลาดในส่วนประกอบน้อยใหญ่ของ รถใช่หรือไม่ กราบทูลว่า ฉลาดในส่วนประกอบของรถ ตรัสถามต่อไปว่า เมื่อมีผู้มาถามว่า นี้เป็นส่วนประกอบน้อยใหญ่อะไรของรถ ท่านจะต้องคิดก่อนหรือไม่ว่า ถ้าเขาถามอย่างนี้ จักตอบอย่างนี้ หรือว่าเรื่องนั้นแจ่มแจ้งแก่ท่านโดยฐานะทีเดียว กราบทูลตอบว่า ข้าพระองค์ เป็นช่างทำรถ รู้เจนจบในส่วนประกอบน้อยใหญ่ของรถ เรื่องนั้นแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์โดย ฐานะทีเดียว จึงตรัสว่า แม้พระองค์ก็ฉันนั้น ทรงรู้แจ้งแทงตลอดธรรมธาตุแล้ว เรื่องนั้นจึง แจ่มแจ้งแก่พระองค์โดยฐานะทีเดียว

อภยราชกุมารกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงพระองค์เป็นอุบาสกถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดพระชนมชีพ

๙. พหุเวทนิยสูตร

(สูตร ว่าด้วยเวทนามากอย่าง)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ช่างไม้ชื่อปัญจังคะ กับพระอุทายี กล่าว ไม่ตรงกันในข้อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนาไว้กี่อย่าง พระอุทายีว่า มี ๓ อย่าง คือ สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ช่างไม้ชื่อปัญจังคะกล่าวว่า มี ๒ อย่าง คือ สุข กับ ทุกข์ ส่วนไม่ทุกข์ไม่สุข พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในสุขประณีต ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถจะตกลงกันได้ พระอานนท์ได้ฟัง ข้อสนทนาของทั้งสองฝ่าย จึงนำความกราบทูลพระผู้มีพระภาค

๒. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีปริยายที่ต่างฝ่าย ต่างไม่อนุโมทนา แล้วตรัสว่า เวทนา ๒ ก็ทรงแสดงไว้โดยปริยาย เวทนา ๓ เวทนา ๔ เวทนา ๕ เวทนา ๖ เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖ เวทนา ๑๐๘ ก็ทรงแสดงไว้โดยปริยาย ธรรมะที่ทรงแสดงไว้โดยปริยาย (เพียงแง่ใดแง่หนึ่ง) มีอยู่อย่างนี้ ผู้ที่ไม่ยินยอมรับรองคำที่กล่าวดี พูดดี ของกันแลกันในธรรมะที่ทรงแสดงแล้ว โดยปริยาย ก็หวังได้ว่าจะบาดหมางทะเลาะวิวาทกันทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก แต่ถ้า ตรงกันข้าม ก็จะพร้อมเพรียงไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำท่า (เข้ากันได้) มองกัน และกันด้วยดวงตาที่แสดงความรัก

๓. ครั้นแล้วตรัสถึงความสุขที่เป็นขั้น ๆ ๑๐ อย่างที่ประณีตขึ้นไปกว่ากันโดยลำดับ เริ่มแต่กามคุณ ๕ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา)

๑๐. อปัณณกสูตร

(สูตร ว่าด้วยธรรมะที่ไม่ผิด)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จ แวะพัก ณ บ้านพราหมณ์ชื่อ “สาละ” (ในสาเลยยกสูตรที่ ๔๑ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ที่ ย่อไว้แล้ว หน้า ๕๗๓ ว่าชื่อ“ สาละ” ณ ที่นั้น ได้ตรัสถามพราหมณ์คฤหบดีชาวบ้านสาลาว่า ท่านมีศาสดาใด ๆ ที่น่าพอใจ ที่ท่านได้ศรัทธามีอาการ (อันดี) บ้างหรือไม่ เมื่อเขาตอบว่า ไม่มี จึงตรัสว่า เมื่อพวกท่านไม่ได้ศาสดาที่น่าพอใจ ก็จงสมาทานประพฤติธรรมะที่ไม่ผิด ธรรมะ ที่ไม่ผิด ที่สมบูรณ์แล้ว สมาทานแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ท่าน

ธรรมที่ไม่ผิด ๕ ข้อ

ธรรมะที่ไม่ผิดข้อที่ ๑

๒. ครั้นแล้วตรัสขยายความเรื่องธรรมะที่ไม่ผิดต่อไป ทรงแสดงถึงสมณพราหมณ์ ที่เห็นว่า “ไม่มี” (นัตถิกทิฏฐิ) เช่น ไม่มีผลของกรรมดีกรรมชั่ว กับสมณพราหมณ์ที่เห็นเป็นปฏิปักษ์กัน คือเห็นว่า “มี” พวกที่เห็นว่า “ไม่มี” หวังได้ว่าจะเพิกถอนสุจริตทางกาย วาจา ใจ สมาทาน ประพฤติทุจจริตทางกาย วาจา ใจ เพราะไม่เห็นโทษของอกุศลธรรม ไม่เห็นอานิสงส์ของกุศลธรรม ความเห็น ความดำริ และคำพูดถึงโลกหน้า ซึ่งมีอยู่ว่า “ไม่มี” ดังนี้ ย่อมเป็น ความเห็นผิด ความดำริผิด และคำพูดผิด เขาย่อมกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระอรหันต์ผู้รู้จัก โลกหน้า ย่อมทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าโลกหน้าไม่มี อันเป็นการบัญญัติอสัทธรรมและยกตนข่มผู้อื่นเพราะเหตุนั้น เดิมมีศีลดีก็ละเสีย ตั้งความเป็นผู้ทุศีล มีความเห็นผิด ความดำริผิด คำพูดผิด มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระอริยเจ้า มีการบัญญัติอสัทธรรม มีการยกตนข่มผู้อื่น ฉะนี้ อกุศลธรรมจึงชื่อว่าเกิดมีขึ้นเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัย ในข้อนั้นวิญญูชนพิจารณาเห็นว่า ถ้าโลกหน้าไม่มี คนคนนี้ตายแล้วจักทำตนให้ปลอดภัยได้ แต่ถ้าโลกหน้ามี ก็จักเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก แม้สมณพราหมณ์จะกล่าวไว้ว่า “โลกหน้ามี ถ้อยคำของสมณพราหมณ์ เหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ จงยกไว้ แต่คนคนนี้ที่ทุศีล มีความเห็นผิด พูดว่าผลของบุญบาปไม่มี ย่อมถูกวิญญูชนติเตียนในปัจจุบัน ถ้าโลกหน้ามี คนคนนั้นก็ถือเอาโทษ ทั้งสองฝ่าย คือ ถูกติเตียนในปัจจุบัน และตายไปก็จักเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก” คนคนนั้นชื่อว่าถือผิดสมาทานผิดซึ่งอปัณณกธรรม (ธรรมะที่ไม่ผิด) แผ่ไปแต่ความเห็นแง่เดียวของตน เว้นฐานะอันเป็นกุศล ส่วนผู้เห็นว่า “มี” (ซึ่งเป็นทางตรงกันข้าม) ชื่อว่าถือถูก สมาทานถูกซึ่งอปัณณกธรรม แผ่ไปซึ่งส่วนทั้งสอง (ทั้งวาทะของตนและวาทะของคนอื่น) เว้นฐานะอันเป็นอกุศล

ธรรมะที่ไม่ผิดข้อที่ ๒

๓. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ทำไม่เป็นอันทำ (อกิริยทิฏฐิ) เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ก็ไม่เป็นอันฆ่า ไม่เป็นอันลัก ชื่อว่าเป็นฝ่ายถือผิด ส่วนที่เห็นว่า ทำเป็นอันทำ ชื่อว่า ถือถูก สมาทานถูกซึ่งอปัณณกธรรม ฯลฯ

ธรรมะที่ไม่ผิดข้อที่ ๓

๔. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ไม่มีเหตุปัจจัยแห่งความเศร้าหมองหรือผ่องแผ้วของสัตว์ทั้งหลาย (อเหตุกทิฏฐิ) สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว (เอง) โดยไม่มีเหตุปัจจัย ชื่อว่าเป็นฝ่ายถือผิด ส่วนที่เห็นว่ามีเหตุปัจจัย ชื่อว่าถือถูก สมาทานถูกซึ่งอปัณณกธรรม ฯลฯ

ธรรมะที่ไม่ผิดข้อที่ ๔

๕. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ไม่มีพรหมโลกที่ไม่มีรูปด้วยประการทั้งปวง แต่บางพวกกล่าวว่า มีด้วยประการทั้งปวง พวกที่เห็นว่ามี ย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่ายคลาย กำหนัด เพื่อดับรูปทั้งหลาย (เป็นฝ่ายไม่ผิด)

ธรรมะที่ไม่ผิดข้อที่ ๕

๖. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ความดับภพไม่มีด้วยประการทั้งปวง แต่ บางพวกกล่าวว่ามีด้วยประการทั้งปวง พวกที่เห็นว่ามี ย่อมปฎิบัติเพื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เพื่อดับภพ (ความมีความเป็น) ทั้งหลาย

บุคคล ๔ ประเภท

๗. ครั้นแล้วตรัสแจกบุคคล ๔ ประเภท

(๑)ทำตนให้เดือดร้อน

(๒)ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน

(๓)ทำทั้งตนทั้งผู้อื่นให้เดือดร้อน

(๔)ไม่ทำทั้งตนทั้งผู้อื่นให้เดือดร้อน

พร้อมทั้งคำอธิบาย (ดั่งที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายในภาคหลังของกันทรกสูตรที่ ๑ แห่งพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ ซึ่งกำลังย่ออยู่นี้)

เมื่อจบพระธรรมเทศนา พราหมณคฤหบดีชาวบ้านสาลากราบทูลสรรเสริญ พระธรรมเทศนาแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

ภิกขุวรรค คือวรรคที่ว่าด้วยภิกษุ มี ๑๐ สูตร

๑๑. จูฬราหุโลวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรเล็ก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ ในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังสวนมะม่วงหนุ่ม ซึ่งพระราหุลอาศัยอยู่ พระราหุลเห็น พระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ก็ปูอาสนะตั้งน้ำล้างพระบาทไว้ พระผู้มีพระภาคประทับ บนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ล้างพระบาท เหลือน้ำไว้หน่อยหนึ่งในภาชนะน้ำ ครั้นแล้วตรัสเปรียบว่า ผู้ใดไม่มีความละอายในการพูดปดทั้ง ๆ รู้ ความเป็นสมณะของผู้นั้น ย่อมเป็นของน้อย เหมือนน้ำที่มีอยู่ในภาชนะน้ำ ทรงเทน้ำที่เหลืออยู่ทิ้งแล้วตรัสเปรียบว่า ผู้ใดไม่มีความละอาย ในการพูดปดทั้ง ๆ รู้ ความเป็นสมณะของผู้นั้น ชื่อว่าเป็นอันทิ้งเสียแล้ว ทรงคว่ำภาชนะน้ำแล้วตรัสเปรียบว่า ผู้ใดไม่มีความละอายในการพูดปดทั้ง ๆ รู้ ความเป็นสมณะของผู้นั้น ชื่อว่าเป็นอันคว่ำเสียแล้ว

๒. ตรัสว่า ผู้ใดไม่มีความละอายในการพูดปดทั้ง ๆ รู้ พระองค์ย่อมไม่ตรัสว่า จะมีบาปกรรมอะไรที่ผู้นั้นจะพึงทำไม่ได้ (คือทำความชั่วได้ทุกชนิด) เปรียบเหมือนช้างสงครามของพระราชาที่ใช้อวัยวะทุกส่วนในการรบ เว้นแต่งวง ก็ยังไม่ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อพระราชา แต่ถ้าใช้ งวงด้วย ก็ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อพระราชา จึงไม่มีอะไรที่ช้างจะทำเพื่อพระราชาไม่ได้ ครั้นแล้วได้ ตรัสสอนให้สำเหนียกว่า จะไม่พูดปดแม้เพื่อจะหัวเราะเล่น

๓. ตรัสถามว่า แว่นมีไว้ทำอะไร พระราหุลกราบทูลว่า มีไว้ส่องดู จึงตรัสสอนว่า การกระทำทางกาย วาจา ใจ ก็พึงพิจารณาแล้วด้วยดี จึงค่อยทำฉันนั้น ครั้นแล้วตรัสอธิบาย ถึงการพิจารณาการกระทำทางกาย วาจา ใจ ในทางที่ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น แล้วตรัสว่า สมณพราหมณ์ในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ที่ชำระการกระทำทางกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ ก็พิจารณาแล้วด้วยดี จึงชำระให้บริสุทธิ์ แล้วตรัสสอนให้สำเหนียกว่า จักพิจารณา ด้วยดี ชำระการกระทำทางกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์

๑๒. มหาราหุโลวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรใหญ่)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนพระราหุลในระหว่างที่ท่านตามเสด็จไปบิณฑบาตในเวลาเช้าว่า พึงพิจารณาเห็นรูปทุกชนิด ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบละเอียด เลว ดี ไกล ใกล้ ว่ารูปทั้งหมดนั้น มิใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่น ไม่ใช่ตัวตนของเรา พระราหุลกลับจากที่นั้น นั่งคู้บัลลงก์ (ขัดสมาธิ) ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า พระสาริบุตรเห็นเข้าจึงสอนให้เจริญอานาปานสติ (สติกำหนดลม หายใจเข้าออก) ในเวลาเย็นพระราหุลออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้ากราบทูลถามถึงวิธีเจริญ อานาปานสติที่จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

๒. พระผู้มีพระภาคตรัสสอนเรื่องรูปภายใน (ร่างกาย) ที่แข้นแข็ง มีผม ขน เป็นต้น ที่เรียกว่าธาตุดินภายใน ตลอดจนธาตุน้ำ ไฟ ลม อากาศ ทั้งภายนอกภายใน ให้เห็นเป็น แต่สักว่าธาตุ ไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อรู้เห็นตามเป็นจริงอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายธาตุเหล่านั้น ทำจิตให้คลายกำหนัด (หรือความติดใจ) ในธาตุเหล่านั้น

๓. ครั้นแล้วตรัสสอนให้เจริญภาวนา (อบรมจิต) เสมอด้วยธาตุแต่ละอย่าง ซึ่งผัสสะที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจเกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำ จิตตั้งอยู่ได้ โดยชี้ให้เห็นว่า ธาตุเหล่านั้นย่อมไม่แสดงอาการผิดปกติ เช่น เบื่อหน่าย เกลียดชังสิ่งสะอาดหรือสกปรกที่ทิ้งลงไปใส่หรือ ที่ธาตุเหล่านั้นผ่านไป

๔. ตรัสสอนให้เจริญ

๑.เมตตาภาวนา (ไมตรีจิต คิดจะให้เป็นสุข)

ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละพยาบาท (ความคิดปองร้าย) ได้

๒.กรุณาภาวนา (เอ็นดู คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์)

ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละวิเหสา (การคิดเบียดเบียน) ได้

๓.มุทิตาภาวนา (พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี)

ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละอรติ (ความไม่ยินดีหรือริษยา) ได้

๔.อุเบกขาภาวนา (วางใจเป็นกลาง)

ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละปฏิฆะ (ความขัดใจ) ได้

๕.อสุภภาวนา (เห็นความไม่งาม)

ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละราคะ (ความกำหนัดยินดี) ได้

๖.อนิจจสัญญาภาวนา (กำหนดหมายสิ่งที่ไม่เที่ยง)

ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละอัสมิมานะ (ความถือตัวถือตน) ได้

๕. ครั้นแล้วตรัสสอนวิธีเจริญสติกำหนดลมหายใจเข้าออกที่มีผลมาก มี อานิสงส์มาก (แบบเดียวกับที่ตรัสไว้ในอานาปานบรรพ คือหมวดว่าด้วยลมหายใจเข้าออกใน มหาสติปัฎฐานสูตร ที่ย่อมาแล้วหน้า ๔๗๓)

๑๓. จูฬมาลุงกโยวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระมาลุงกยะ สูตรเล็ก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระมาลุงกยบุตรคิดว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบปัญหาเรื่องทิฏฐิ (๑๐ ประการ) มีเรื่องโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นต้น (ดูหน้า ๔๓๕ หมายเลข ๖) นั้น เราไม่พอใจเลย ถ้าทรงตอบปัญหา เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าไม่ทรงตอบ เราจะสึก เธอจึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาคตามที่คิดนั้น

๒. ตรัสถามว่า พระองค์เคยทรงชวนให้เธอมาบวชเพื่อจะตอบปัญหานี้หรือ เธอ เข้ามาบวช ก็พูดว่าจะบวชเพื่อให้เราตอบปัญหานี้หรือ เมื่อเธอตอบว่า เปล่าทั้งสองประการ จึงตรัสว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่ได้กล่าวว่ามุ่งตอบปัญหานี้ เธอจะมาบอกคืนเอาแก่ใครเล่า ผู้ใด กล่าวว่า จักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าเราไม่ตอบปัญหาเรื่องโลกเที่ยง เป็นต้น เราก็ไม่ตอบ ปัญหานั้น ผู้นั้นก็คงจะตายเปล่า

๓. ครั้นแล้วตรัสเปรียบเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ญาติพี่น้องหาหมอ ผ่าตัดลูกศรมาก็ไม่ยอมให้ผ่าเอาลูกศรออก จนกว่าจะรู้ว่าผู้ยิงเป็นใคร (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร) ชื่อไร โคตรไร สูงต่ำ หรือดำขาวอย่างไร อยู่บ้านไหน เมืองไหน ธนูที่ใช้ยิง นั้น เป็นธนูแล่ง (หน้าไม้) หรือเกาทัณฑ์ (ไม่ใช้แล่ง) และรายละเอียดอื่น ๆ อีกยืดยาว ซึ่งก็คง จะตายเปล่า

๔. แล้วตรัสถามว่า เมื่อมีความเห็นว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นต้น จะชื่อว่ามีการ อยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือไม่ กราบทูลว่า ไม่มี ตรัสต่อไปว่า เมื่อมีความเห็นว่าสัตว์ตายแล้ว มีหรือไม่มี หรือมีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ดังนี้ ก็ยังคงมีความเกิด ความแก่ ความตาย มีความ เศร้าโศกพิไรรำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ซึ่งเราบัญญัติให้ทำลายเสียในปัจจุบัน

๕. ตรัสสรูปให้ทรงจำไว้ถึงสิ่งที่ไม่ทรงตอบและทรงตอบ (พยากรณ์) แล้วตรัสชี้ไปถึงทิฏฐิ (๑๐ ประการ) มีเรื่องโลกเที่ยง เป็นต้น ว่าไม่ทรงตอบ เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นไป เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ส่วนเรื่องที่ทรงตอบ คืออริยสัจจ์ ๔ เพราะมีประโยชน์ เป็นไปเพื่อ ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

๑๔. มหามาลุงกโยวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระมาลุงกยะ สูตรใหญ่)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายทรงจำสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) เบื้องต่ำ ๕ ประการซึ่งทรงแสดงไว้ พระมาลุงกยบุตรกราบทูลว่า ท่านทรง จำได้ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ทรงจำได้อย่างไร จึงกราบทูลว่า ได้แก่ (๑) สักกายทิฏฐิ (ความเห็นเป็นเหตุยึดกายของตน) (๒) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) (๓) สีลัพพตปรามาส (การลูบคลำศีลแลพรต คือเชื่อว่าจะเกิดผลดีด้วยศีลพรตนั้น ๆ หรือติดลัทธิพิธีโชคลาง) (๔) กามฉันท์ (ความพอใจในกาม) (๕) พยาบาท (ความคิดปองร้าย)

๒. ตรัสกับพระมาลุงกยบุตร ว่า ท่านทรงจำไว้ว่า เราแสดงแก่ใคร พวกนักบวช ลัทธิอื่นจักพูดแข่งดีด้วยการเปรียบเทียบกับเด็กอ่อนมิใช่หรือ เพราะว่าเด็กอ่อนนอนหงาย ย่อมไม่มีแม้ความคิดว่า “กายของตน” ความเห็นเป็นเหตุยึดถือกายของตนจักเกิดขึ้นได้ อย่างไร แต่ว่าอนุสัย (กิเลสที่แฝงตัว) คือความเห็นเป็นเหตุยึดถือกายของตน ของเด็กนั้น ย่อมแฝงตัวตามไป แล้วตรัสแสดงต่อไปอีกเป็นข้อ ๆ เด็กย่อมไม่มีแม้ความคิดว่า “ธรรม ทั้งหลาย” ความสังสัยในธรรมทั้งหลายจักมีได้อย่างไร แต่ว่าอนุสัยคือความสงสัยของเด็กนั้นย่อมแฝงตัวตามไป เด็กย่อมไม่มีแม้ความคิดว่า “ศีล” การลูบคลำศีลแลพรตจักมีได้อย่างไร แต่ว่าอนุสัยคือการลูบคลำศีลพรตของเด็กนั้นย่อมแฝงตัวตามไป เด็กย่อมไม่มีแม้ความคิดว่า “กาม” ความพอใจในกามจักเกิดได้อย่างไร แต่ว่าอนุสัยคือความพอใจในกามของเด็กนั้นย่อม แฝงตัวตามไป เด็กย่อมไม่มีแม้ความคิดว่า “สัตว์ทั้งหลาย” ความพยาบาทในสัตว์ทั้งหลาย จักเกิดได้อย่างไร แต่ว่าอนุสัยคือความพยาบาทของเด็กนั้นย่อมแฝงตัวตามไป

๓. พระอานนท์จึงกราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงเรื่องสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ภิกษุ ทั้งหลายจักได้ทรงจำไว้ จึงตรัสอธิบายว่า บุถุชนผู้มิได้สดับ มีจิตถูกสัญโญชน์ ๕ รึงรัด ไม่รู้ การถอนตัวจากสัญโญชน์ ๕ ตามเป็นจริง สัญโญชน์นั้น ๆ จึงมีกำลัง จัดเป็นสัญโญชน์เบื้องต่ำ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ มีจิตไม่ถูกสัญโญชน์ ๕ รึงรัด รู้การถอนตัวจากสัญโญชน์ ๕ ตามเป็นจริง อริยสาวกนั้นจึงละสัญโญชน์ ๕ พร้อมทั้งอนุสัย (กิเลสที่แฝงตัวตาม) เสียได้

๔. ตรัสว่า มรรคา ปฏิปทา ที่ทรงแสดงเพื่อละสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ บุคคล ไม่อาศัยมรรคา ปฏิปทานั้น จักละสัญโญชน์เหล่านั้นได้ มิใช่ฐานะที่มีได้ เปรียบเหมือน การตัดแก่นไม้ของต้นไม้ใหญ่ที่มีแก่นโดยไม่ตัดเปลือก ไม่ตัดกระพี้นั้น มิใช่ฐานะที่มีได้ หรือเปรียบเหมือนคนมีกำลังทรามกล่าวว่า จะใช้มือว่ายข้ามแม่น้ำคงคา ซึ่งมีน้ำเต็มฝั่งไปสู่ ฝั่งโน้นได้โดยสวัสดี ก็ไม่พึงทำเช่นนั้นได้ฉันใด เมื่อแสดงธรรมแก่ใคร ๆ เพื่อละ “กายของตน” แต่จิตของผู้นั้น ไม่ส่งไปตาม ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่น ไม่หลุดพ้น ก็พึงเห็นเป็นฉันนั้น

๕. ตรัสแสดงมรรคา ปฏิปทา เพื่อละสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ คือการที่ภิกษุ สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ (อันเป็นรูปฌาน ฌานมีรูปเป็นอารมณ์) กับเข้าอรูปฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ (อากิญจัญญายตนะ) พิจารณาขันธ์ ๕ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร เป็นของไม่สบาย เป็นเครื่องเบียดเบียน เป็นฝ่ายอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของไม่ใช่ตัวตน เปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้น (ขันธ์ ๕) น้อมจิตไปเพื่อ ธาตุอันเป็นอมตะคือนิพพาน ผู้นั้นตั้งอยู่ในฌานแต่ละข้อนั้นย่อมถึงความสิ้นอาสวะได้ ถ้าละอาสวะไม่ได้ ก็จะได้เป็นพระอนาคามี

๖. พระอานนท์กราบทูลถามว่า มรรคา ปฏิปทา เพื่อละสัญโญชน์เหล่านั้นก็อย่าง เดียวกัน เหตุไฉนภิกษุบางรูปจึงเป็นผู้หลุดพ้นเพราะสมาธิ (เจโตวิมุติ) บางรูปหลุดพ้นเพราะปัญญา (ปัญญาวิมุติ) ตรัสตอบว่า เพราะอินทรีย์ต่างกัน (คำว่า อินทรีย์ หมายถึงธรรม อันเป็นใหญ่ มี ๕ คือ ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา)

๑๕. ภัททาลิสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระภัททาลิ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนพระภัททาลิผู้ไม่กระทำให้ บริบูรณ์ในสิกขาโดยทรงเตือนให้สำนึกว่า พระผู้มีพระภาค ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สมณพราหมณ์ลัทธิอื่น จักรู้ว่า พระภัททาลิไม่กระทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ซึ่งพระภัททาลิก็ได้ สำนึกตนกราบทูลขอขมา พระผู้มีพระภาคตรัสรับขมาแล้ว ได้ตรัสแสดงความประพฤติของ ภิกษุสองฝ่าย คือฝ่ายที่ไม่ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ซึ่งถูกติเตียน กับฝ่ายที่ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ซึ่งไม่ถูกติเตียน และบำเพ็ญคุณธรรมได้ตั้งแต่ฌาน ๔ ญาณ ๓ มีอาสวักขยญาณ (ญาณอัน ทำอาสวะให้สิ้น) เป็นที่สุด

๒. ตรัสแสดงถึงภิกษุสองฝ่าย คือฝ่ายที่ต้องอาบัติบ่อย ๆ มากไปด้วยอาบัติ เมื่อ ภิกษุทั้งหลายว่ากล่าว ก็พูดหลีกเลี่ยงไปต่าง ๆ ภิกษุทั้งหลายก็จะพิจารณา (จัดการกับ) เธอ ในทางที่อธิกรณ์จะไม่สงบระงับไปโดยพลัน แต่บางรูปต้องอาบัติบ่อย ๆ เป็นต้นแล้ว ไม่พูด หลีกเลี่ยงไปต่าง ๆ ภิกษุทั้งหลายก็จะพิจารณา (จัดการกับ) เธอ ในทางที่อธิกรณ์จะสงบระงับ ไปโดยพลัน อีกฝ่ายหนึ่งต้องอาบัติเป็นครั้งคราว ไม่มากไปด้วยอาบัติ แต่พูดหลีกเลี่ยงก็มี ไม่หลีกเลี่ยงก็มี ภิกษุทั้งหลายก็จะพิจารณา (จัดการกับ) เธอ ในทางที่อธิกรณ์จะไม่สงบระงับ หรือสงบระงับโดยพลัน (สุดแต่ความประพฤติเมื่อถูกว่ากล่าวของเธอ)

๓. ทรงแสดงถึงการที่ภิกษุบางรูปเป็นอยู่ด้วยศรัทธา ด้วยความรัก (คือบวชใหม่ ยังไม่รู้เรื่องศาสนาดี ก็อยู่ด้วยอาศัยศรัทธา และความรักในอุปัชฌายะอาจารย์) ภิกษุ ทั้งหลายคิดสงเคราะห์เธอด้วยเกรงว่าศรัทธาและความรักของเธอจะเสื่อมไป เหมือนญาติมิตรช่วยกันรักษาตาข้างเดียวของชายผู้มีตาข้างเดียวฉะนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลถามถึงเหตุ ที่สิกขาบทมีน้อย ในกาลก่อนมีภิกษุมากรูปตั้งอยู่ในอรหัตตผล แต่ในบัดนี้สิกขาบทกลับ มากขึ้น ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลกลับน้อยลง จึงตรัสตอบว่า เป็นด้วยสัตว์ทั้งหลายกำลัง เสื่อม สัทธรรมกำลังอันตรธาน

๔. ครั้นแล้วได้ตรัสว่า พระศาสดาย่อมไม่บัญญัติสิกขาบทจนกว่าธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ (กิเลสอันดองสันดาน) จะปรากฏในภิกษุสงฆ์ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะจะยังไม่ ปรากฏในภิกษุสงฆ์ ตราบใดที่สงฆ์ยังไม่เป็นกลุ่มใหญ่ ยังไม่มีลาภ ยศ ไม่มีการสดับตรับฟัง มาก ไม่รู้ราตรีนานขึ้น (ล่วงเวลานานขึ้น) และในที่สุด ตรัสแสดงธรรมเปรียบด้วยม้าอาชาไนย ที่ได้รับการฝึก ๑๐ ประการ จนมีคุณสมบัติครบ ๑๐ อย่าง ควรแก่พระราชาฉันใด ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็นต้น จนถึงสัมมาวิมุติ (ความหลุดพ้นชอบ) เป็นที่ ๑๐ ก็เป็นผู้ควรแก่การบูชา จนถึงเป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกฉันนั้น

๑๖. ลฑุกิโกปมสูตร

(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยนางนกไส้)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในนิคมชื่ออาปณะ แคว้นอังคุตตราปะ พระอุทายีเข้าไปเฝ้ากราบทูลสรรเสริญว่า ทรงนำธรรมที่เป็นทุกข์มากหลายออกไป ทรงนำเข้าไปซึ่งธรรมที่เป็น สุขมากหลาย แล้วได้เล่าถึงสมัยก่อนที่ท่านเคยบริโภคอาหาร ทั้งในเวลาเย็น ทั้งในเวลาเช้า ทั้งในเวลาวิกาลกลางวัน (เที่ยงแล้วไป) ต่อมาเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสให้ภิกษุทั้งหลายเลิกฉันอาหารในเวลาวิกาลกลางวัน (เที่ยงแล้วไป) ท่านก็เสียใจที่พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งให้ละอาหารที่คฤหบดีผู้มีศรัทธาถวายในเวลาวิกาลกลางวัน แต่ด้วยความรัก ความเคารพ เป็นต้น ในพระผู้มีพระภาค ก็ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลกลางวันนั้นเสีย คงฉันแต่เวลาเย็นและเวลาเช้า

ต่อมาตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายเลิกฉันอาหารในเวลาวิกาลกลางคืน ท่านก็เสียใจ แต่ด้วยความรัก ความเคารพ เป็นต้น ในพระผู้มีพระภาค ท่านก็ละการฉันอาหารในเวลาวิกาล กลางคืนเสีย แล้วกราบทูลถึงการบิณฑบาตในเวลากลางคืนที่ทำให้เหยียบน้ำครำบ้าง ตกหลุมโสโครกบ้าง ถูกหนามตำบ้าง จนถึงถูกผู้หญิงนึกว่าผีหลอกร้องโวยวาย และเมื่อทราบว่าเป็นภิกษุก็ด่าเอา (อันแสดงว่า การที่ทรงห้ามนั้นเป็นการดี)

๒. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า โมฆบุรุษบางคนเมื่อเรากล่าวว่า จงละสิ่งนี้ ก็กล่าวว่า จะมาขัดเกลาอะไรกัน เพราะเหตุเรื่องเล็กน้อยเท่านี้ จึงไม่ยอมละ และตั้งความไม่พอใจในเรา และในภิกษุผู้ใคร่การศึกษา ข้อห้ามนั้นก็จะเป็นเครื่องผูกอันมีกำลังมั่นคงสำหรับเธอ เหมือนนางนกไส้ ซึ่งผูกด้วยเถาไม้ ก็ผูกไว้อยู่หรือถึงแก่ความตาย เพราะเครื่องผูกนั้นมีกำลังมั่นคง (นกตัวเล็กผูกด้วยเถาไม้ก็รู้สึกว่าเป็นเครื่องผูกใหญ่ คนที่ไม่ดีก็เห็นข้อห้ามเล็ก ๆ ว่าเป็นของใหญ่โต ซึ่งยากจะปฏิบัติตามหรือละตามที่ห้ามได้ เพราะศรัทธาน้อยมีปัญญาน้อย) ส่วนบุคคลบางคนเมื่อเรากล่าวว่า จงละสิ่งนี้ ก็กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งให้ละเรื่องเล็กน้อยจึงยอมละ และไม่ตั้งความไม่พอใจในเรา และในภิกษุผู้ใคร่การศึกษา ข้อห้ามนั้นก็จะเป็นเหมือนเครื่องผูกอันไม่มีกำลัง ไม่มั่นคงสำหรับเธอ เหมือนช้างสงครามของพระราชาสลัดเครื่องผูกที่ทำด้วยหนังอย่างมั่นคงให้ขาดได้ (สำหรับภิกษุผู้มีศรัทธาและปัญญามาก แม้ข้อห้ามใหญ่ ๆ ก็ละ ตามได้ ยิ่งข้อห้ามเล็ก ๆ น้อย ๆ ยิ่งปฏิบัติตามได้ไม่ยาก เหมือนช้างสงครามที่ทำลายเชือกหนัง ได้สบาย) และได้ตรัสเปรียบเรื่องทำนองเดียวกันด้วยคนจนที่จะสละเรือนจวนจะพังได้โดยยาก ส่วนคนมั่งมีสละทรัพย์ได้ง่ายกว่า

๓. ตรัสถึงบุคคล ๔ ประเภทที่ปฏิบัติเพื่อละ เพื่อสละอุปธิ (มี ๔ อย่าง คือ ขันธ์ กิเลส เจตนา กามคุณ) แต่ (๑) บางพวกถูกกิเลส ครอบงำ และไม่ละ ไม่บันเทา (๒) บางพวก ถูกกิเลสครอบงำ ก็ละ ก็บันเทา (๓) บางพวกถูกกิเลสครอบงำเพียงครั้งเดียว เพราะหลงลืมสติ สติมาช้า แต่พอได้สติก็รีบละและบันเทา (๔) บางพวกรู้ว่า อุปธิ เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ จึงทำ ตนให้ไม่มีอุปธิ

๔. ครั้นแล้วตรัสแสดงความสุขที่เกิดแต่กามคุณ ซึ่งทรงสอนให้ละขึ้นไปเป็นชั้น ๆ จนถึงความสุขในรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ แล้วตรัสถามว่า เห็นว่ามีสัญโญชน์ (กิเลส เครื่องร้อยรัด) อะไรบ้างไหม ไม่ว่าน้อยหรือมาก ที่ไม่ทรงสอนให้ละเสีย (โดยใจความว่า แม้จะ มีความสุขเป็นชั้น ๆ แต่ถ้ายังมีอะไรแม้แต่น้อย ที่ยังไม่บริสุทธิ์แท้ ก็ยังตรัสสอนให้ละไป โดยลำดับ จนบริสุทธิ์สมบูรณ์ในที่สุด)

๑๗. จาตุมสูตร

(สูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ในตำบลบ้านชื่อจาตุมา)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่ามะขามป้อม ใกล้ตำบลบ้านชื่อจาตุมา ตรัสสั่ง ประณาม (ขับไล่) ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ที่เดินทางมากับพระสาริบุตรและพระโมคคัลลานะ มาถึงหมู่บ้านจาตุมา ก็ส่งเสียงเอะอะปราศรัยร่าเริงกับภิกษุเจ้าถิ่น บรรดาเจ้าศากยะชาวบ้าน จาตุมาทรงทราบจึงไปกราบทูลขอให้ทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ เพราะมี (บางรูป) บวชใหม่ เมื่อ ไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคก็จะปรวนแปรไป เปรียบเหมือนพืชอ่อนไม่ได้น้ำ หรือลูกโคอ่อน ที่ไม่เห็นแม่ ท้าวสหัมบดีพรหมก็มากราบทูลขอให้ทรงอนุเคราะห์ ด้วยอ้างข้ออุปมาในทำนองเดียวกัน เป็นอันบรรดาเจ้าศากยะชาวบ้านจาตุมาและท้าวสหัมบดีพรหม ทำให้พระผู้มีพระภาคทรงพอพระหฤทัยได้

๒. พระมหาโมคคัลลานะไปบอกให้ภิกษุเหล่านั้นมาเฝ้า พระผู้มีพระภาคตรัสถาม พระสาริบุตรว่า เธอคิดอย่างไร เมื่อเราประณามภิกษุสงฆ์ พระสาริบุตรกราบทูลว่า ข้าพระองค์คิดว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคทรงขวนขวายน้อย ประกอบการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน แม้เราก็จักขวนขวายน้อย ประกอบการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันบ้าง (คือไม่ยุ่งเกี่ยวกับหมู่คณะ) พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า อย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นก่อน แล้วจึงตรัสถามพระมหาโมคคัลลานะบ้าง พระเถระกราบทูลว่า ข้าพระองค์คิดว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคทรงขวนขวายน้อย ประกอบการอยู่เป็นสุขใน ปัจจุบัน บัดนี้เราและสาริบุตรจักบริหารภิกษุสงฆ์เอง พระผู้มีพระภาคจึงประทานสาธุการรับรองว่า เรา (พระองค์เอง) หรือสาริบุตรกับโมคคัลลานะพึงบริหารภิกษุสงฆ์ได้

๓. ครั้นแล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลายถึงภัย ๔ ประการ ที่พึงหวังได้ในการลงน้ำ คือ (๑) คลื่น (๒) จระเข้ (๓) วังวน (๔) ปลาร้าย

ทรงเปรียบความไม่อดทนต่อโอวาทเมื่อเข้ามาบวชด้วยภัยคือ คลื่น

ทรงเปรียบความเห็นแก่ปากแก่ท้องด้วยภัยคือ จระเข้

ทรงเปรียบกามคุณ ๕ ด้วยภัยคือ วังวน และ

ทรงเปรียบเทียบมาตุคามด้วยปลาร้าย ว่าเป็นภัยอันภิกษุผู้บวชในพระธรรมวินัย นี้พึงหวังได้

(หมายเหตุ : พระสูตรนี้แสดงว่าพระผู้มีพระภาคทรงให้บทเรียนแก่ภิกษุผู้ส่งเสียง อื้ออึงเหล่านั้นอย่างแรง แต่เมื่อมีเหตุผลสมควร ก็ทรงเลิกการลงโทษ คือมิใช่ลงโทษให้ เสียคน แต่ให้กลับตัว)

๑๘. นฬกปานสูตร

(สูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ในหมู่บ้านชื่อนฬกปานะ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าไม้ทองกวาว ใกล้หมู่บ้านชื่อนฬกปานะ สมัยนั้นกุลบุตรผู้มีชื่อเสียงออกบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคหลายท่านด้วยกัน คือ พระอนุรุทธ์ พระภัททิยะ พระกิมพิละ พระภัคคุ พระโกณฑัญญะ พระเรวตะ พระอานนท์ และกุลบุตรผู้มี ชื่อเสียงอื่น ๆ พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับในกลางแจ้ง ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ผู้ที่ออกบวชอุทิศเรา ยินดียิ่งในพรหมจรรย์ละหรือ ตรัสถามถึง ๓ ครั้ง ภิกษุเหล่านั้น ก็นิ่งอยู่

๒. พระผู้มีพระภาคจึงตรัสระบุพวกพระอนุรุทธ์ (มีรายนามดั่งที่กล่าวข้างต้น แต่ใช้ คำว่า “อนุรุทฺธา” อนุรุทธ์และพวก) ซึ่งพระอนุรุทธ์ก็กราบทูลว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายยินดียิ่ง ในพรหมจรรย์ จึงตรัสว่า ดีแล้ว แล้วตรัสถามว่า ออกบวชเพื่อทำที่สุดทุกข์ใช่หรือไม่ พระอนุรุทธ์ก็กราบทูลรับว่า ใช่ จึงตรัสถึงหน้าที่ที่ผู้บวชแล้วพึงกระทำว่า ถ้ามิได้บรรลุปีติและสุข อันสงัดจากกาม อันสงัดจากอกุศลธรรม หรือปีติสุขที่สงบระงับกว่านั้นแล้ว ความโลภ (อภิชฌา) ความคิดปองร้าย ความหดหู่ง่วงงุน ความลังเลสงสัย ความฟุ้งสร้าน รำคาญใจ ความไม่ยินดี (ในกุศลธรรม) ความเกียจคร้านก็จะครอบงำจิตตั้งอยู่ได้ ต่อได้บรรลุปีติและสุขเช่นนั้น หรืออย่างอื่นที่สงบระงับกว่านั้น กิเลสดังกล่าวจึงไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ได้

๓. ตรัสถามว่า เธอคิดว่า ตถาคตละอาสวะไม่ได้จึงพิจารณาแล้วเสพ พิจารณาแล้วอดทน พิจารณาแล้วเว้น พิจารณาแล้วบันเทา (ทำให้น้อยลง) ใช่หรือไม่ กราบทูลว่า ไม่ได้คิดอย่างนั้น พระตถาคตทรงละอาสวะได้แล้ว จึงทรงทำเช่นนั้น ตรัสรับรองว่าเป็นเช่นนั้น ตรัสถามต่อไปว่า ตถาคตเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงพยากรณ์เมื่อสาวกตายไปว่า ผู้นี้ไป เกิดในที่โน้น ๆ พระอนุรุทธ์กราบทูลขอให้ทรงตอบ จึงตรัสตอบว่า ที่ทรงพยากรณ์เช่นนั้น มิใช่เพื่อหลอกลวงคน มิใช่เพื่อเรียกร้องคนให้มานับถือ มิใช่เพื่ออานิสงส์ลาภสักการะ หรือ ชื่อเสียง มิใช่เพื่อให้คนรู้จักเราว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีกุลบุตรผู้มีศรัทธา มีความยินดี และปราโมทย์อันกว้างขวาง ได้สดับแล้ว ก็จะน้อมจิตไปเพื่อความเป็นเช่นนั้น (ตามที่ทรง พยากรณ์ว่าไปเกิดในที่ดี ๆ อย่างไร) ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขของกุลบุตรเหล่านั้น แล้วตรัสขยายความในเรื่องนี้ว่า จะเป็นการเอาอย่างในทางที่ดีในเรื่องศรัทธา ศีล สุตะ (การสดับฟังหรือการศึกษา) จาคะ (การสละ) และปัญญา

๑๙. โคลิสสานิสูตร

(สูตร ว่าด้วยภิกษุชื่อโคลิสสานิ)

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ พระสาริบุตร ปรารภภิกษุชื่อโคลิสสานิผู้อยู่ป่า แต่มีความประพฤติย่อหย่อน (เห็นแก่ปัจจัย) มีธุระเข้ามา ในที่ประชุมสงฆ์ จึงแสดงข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้อยู่ป่า ๑๗ ข้อดังต่อไปนี้

ข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้อยู่ป่า ๑๗ ข้อ

๑.ภิกษุผู้อยู่ป่าไปในสงฆ์ พึงเคารพในเพื่อนพรหมจารี

๒.พึงฉลาดในอาสนะ ไม่นั่งเบียดภิกษุผู้แก่กว่า ไม่นั่งกันภิกษุผู้อ่อนกว่า

๓.ไม่พึงเข้าบ้านเกินเวลา พึงกลับแต่ยังวัน

๔.ไม่พึงเที่ยวไปในสกุลก่อนหรือหลังอาหาร

๕.ไม่พึงฟุ้งสร้านและขี้บ่น

๖.ไม่พึงเป็นคนปากกล้าพูดมาก

๗.พึงเป็นผู้ว่าง่ายและคบมิตรที่ดี

๘.พึงสำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (สำรวมตา หู เป็นต้น)

๙.พึงรู้ประมาณในการบริโภคอาหาร

๑๐.พึงประกอบความเป็นผู้ตื่น (ไม่เห็นแก่นอน)

๑๑.พึงลงมือทำความเพียร

๑๒.พึงมีสติตั้งมั่น

๑๓.พึงมีจิตตั้งมั่น

๑๔.พึงมีปัญญา

๑๕.พึงประกอบความเพียรในอภิธรรม อภิวินัย เพื่อสามารถตอบชี้แจงได้เมื่อมีผู้ถาม

๑๖.พึงประกอบความเพียรในวิโมกข์อันสงบระงับ อันมิใช่รูป ก้าวล่วงรูป เพื่อ สามารถตอบชี้แจงได้เมื่อมีผู้ถาม

๑๗.พึงประกอบความเพียรในอุตตริมนุสสธรรม (ธรรมอันยิ่งของมนุษย์) เพื่อสามารถ ตอบชี้แจงได้เมื่อมีผู้ถาม

พระมหาโมคคัลลานะถามว่า ภิกษุผู้อยู่ป่าเท่านั้นหรือจึงควรประพฤติ หรือว่าแม้ ภิกษุผู้อยู่ชายบ้าน (เขตรอบ ๆ หมู่บ้าน) ก็ควรประพฤติด้วย พระสาริบุตรตอบว่า แม้ภิกษุ ผู้อยู่ป่ายังควรประพฤติ จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ภิกษุผู้อยู่ชายบ้านจะไม่ควรประพฤติ

๒๐. กีฏาคิริสูตร

(สูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิคมชื่อกีฏาคิริ)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นกาสี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายเรื่องการเว้นบริโภคอาหารในเวลากลางคืนว่า ทำให้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย เบาสบาย มีกำลัง อยู่เป็นผาสุก เมื่อเสด็จไปโดยลำดับก็เสด็จแวะพัก ณ นิคม ชื่อกีฎาคิริ ภิกษุพวกพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะเป็นภิกษุเจ้าถิ่นอยู่ในกีฎาคิรินิคม กลับพูดในทางตรงกันข้าม คือกล่าวว่า พวกตนฉันอาหารในเวลาเย็น เวลาเช้า เวลาวิกาล กลางวัน ก็รู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีโรคน้อย เป็นต้น

๒. พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ตรัสสั่งให้เรียกภิกษุพวกนั้นมาเฝ้า ตรัสถามได้ความตามจริงแล้วจึงตรัสถามว่า พวกเธอรู้หรือไม่ถึงธรรมที่เราแสดงแล้วว่า อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญแก่บุคคลผู้เสวยสุข หรือทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข อย่างไรกัน กราบทูลว่า ไม่รู้ ตรัสถามต่อไปอีกว่า รู้หรือไม่ว่า อกุศลธรรมและกุศลธรรมเจริญหรือเสื่อมแก่บุคคลผู้ เสวยเวทนาอะไรทีละข้อ ก็กราบทูลตอบว่า ไม่รู้ จึงตรัสอธิบายโดยพิสดารทีละข้อ โดยใจความว่า ทรงทราบแล้วถึงเรื่องเหล่านี้ จึงทรงแนะนำให้เข้าถึงสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง ตามความเหมาะสม

๓. ทรงชี้แจงต่อไปว่า ไม่ตรัสสอนให้ภิกษุทุกรูปกระทำการด้วยความไม่ประมาท แต่ก็ไม่ตรัสสอนให้ภิกษุทุกรูปกระทำด้วยความประมาท ภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันต์ สิ้น อาสวะ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว เราย่อมสอนภิกษุเหล่านั้นให้ทำการด้วยความไม่ประมาทก็หาไม่ เพราะเธอทำการด้วยความไม่ประมาทอยู่แล้ว เธอเป็นผู้ไม่ควรที่จะประมาท ส่วนภิกษุเหล่าใดยังต้องศึกษา ยังไม่บรรลุอรหัตตผล เราย่อมสอนภิกษุเหล่านั้นให้ทำการด้วยความไม่ ประมาท เพราะคิดว่า เธอเหล่านี้เสพเสนาสนะอันสมควร คบกัลยาณมิตรแล้ว ก็อาจทำให้แจ้งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ได้ในปัจจุบัน เราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุเหล่านี้ จึงสอน ให้ทำการด้วยความไม่ประมาท

๔. ตรัสอธิบายถึงบุคคล (ผู้ได้บรรลุคุณธรรม) ๗ ประเภท พร้อมทั้งแจกรายละเอียด ดังต่อไปนี้

(๑)อุภโตภาควิมุต ผู้พ้นโดยส่วนทั้งสอง (อรรถกถาอธิบายว่า พ้นจากรูปกายด้วย อรูปสมาบัติ พ้นจากนามกายด้วยมรรค) ได้แก่ผู้ ถูกต้อง วิโมกข์อันสงบระงับ ด้วยกาย (คือนามกาย) สิ้นอาสวะเพราะเห็นด้วยปัญญา

(๒)ปัญญาวิมุต ผู้พ้นด้วยปัญญา ได้แก่ผู้ ไม่ได้ถูกต้อง วิโมกข์อันสงบระงับด้วย นามกาย สิ้นอาสวะเพราะเห็นด้วยปัญญา

ทั้งสองประเภทนี้ไม่ต้องทรงสอนให้ทำการด้วยความไม่ประมาท เพราะทำการ ด้วยความไม่ประมาทอยู่แล้ว (คือเป็นพระอรหันต์อยู่แล้ว ไม่เป็นไปได้ที่จะ ประมาทอีก)

(๓)กายสักขี ผู้ถูกต้องผัสสะแห่งฌานก่อนแล้ว จึงทำให้แจ้งนิพพานในภายหลัง ได้แก่ผู้ถูกต้องวิโมกข์อันสงบระงับด้วยนามกาย แต่สิ้นอาสวะเพียงบางส่วน

(๔)ทิฏฐิปัตตะ ผู้บรรลุเพราะเห็นธรรมด้วยปัญญา ได้แก่ผู้มิได้ถูกต้องวิโมกข์อัน สงบระงับ ด้วยนามกาย สิ้นอาสวะเพียงบางส่วน เห็นธรรมที่ตถาคตแสดง แล้วอย่างแจ่มแจ้งด้วยปัญญา

(๕)สัทธาวิมุต ผู้พ้นเพราะศรัทธา ได้แก่ผู้มิได้ถูกต้องวิโมกข์อันสงบระงับด้วย นามกาย สิ้นอาสวะเพียงบางส่วน มีศรัทธาตั้งมั่นในตถาคต

(๖)ธัมมานุสารี ผู้แล่นไปตามธรรมะ ได้แก่ผู้มิได้ถูกต้องวิโมกข์อันสงบระงับ ด้วยนามกาย สิ้นอาสวะเพียงบางส่วน เพ่งพอประมาณซึ่งธรรมะที่ตถาคต แสดงแล้วด้วยปัญญา

(๗)สัทธานุสารี ผู้แล่นไปตามศรัทธา ได้แก่ผู้มิได้ถูกต้องวิโมกข์อันสงบระงับด้วย นามกาย มีศรัทธามีความรักในตถาคต

ตั้งแต่กายสักขีถึงสัทธานุสารี รวม ๕ ประเภท เป็นพระอริยบุคคลที่ยังไม่ถึงขั้น พระอรหันต์ พระผู้มีพระภาคยังทรงสอนให้ทำการด้วยความไม่ประมาท เพราะทรงเห็นผล ของความไม่ประมาท

(หมายเหตุ : พระอริยบุคคล ๗ ประเภทนี้ กำหนดด้วยคุณสมบัติพิเศษทางจิตใจ ที่ต่างกันเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ มีอธิบายไว้พิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และอรรถกถาทั่วไป ในที่นี้จึงแสดงไว้พอรู้จักชื่อและคุณสมบัติตามควร)

๕. ครั้นแล้วตรัสว่า พระองค์มิได้ตรัสว่า จะตั้งอยู่ในอรหัตตผลได้ในชั้นแรกทีเดียว แต่จะตั้งอยู่ในอรหัตตผลได้ด้วยการศึกษาโดยลำดับ การกระทำโดยลำดับ การปฏิบัติโดยลำดับ แล้วตรัสอธิบายว่า บุคคลมีศรัทธาแล้ว ก็เข้าไปหา นั่งใกล้ เงี่ยโสตสดับธรรม แล้วทรงจำไว้ พิจารณาเนื้อความ ธรรมะย่อมทนต่อการเพ่ง ครั้นแล้วก็เกิดฉันทะอุตสาหะ ความชั่งใจ การตั้งความเพียร ครั้นแล้วย่อมทำให้แจ้งบรมสัจจะด้วยนามกาย ย่อมแทงทะลุ เห็นแจ้งบรมสัจจะนั้นด้วยปัญญา ถ้าไม่มีศรัทธาก็ไม่มีข้ออื่น ๆ มีการเข้าไปหาเป็นต้น ท่านทั้งหลาย (หมายถึงภิกษุพวกพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะที่ประพฤติไม่ดีเหล่านั้น) ปฏิบัติพลาด ปฏิบัติผิดแล้ว โมฆบุรุษเหล่านี้หลีกห่างไปจากพระธรรมวินัยนี้ (ไม่รู้ว่า) ไกลสักเพียงไร

๖. ตรัสต่อไปว่า มีคำเวยยากรณ์ (คำร้อยแก้วหรือคำชี้แจง) อันมีบท ๔ (อริยสัจจ์ ๔) วิญญูบุรุษพึงรู้ได้ไม่นานด้วยปัญญา ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมใดที่เรายกขึ้นแสดงแล้ว เราจัก แสดงธรรมนั้นแก่ท่าน ท่านทั้งหลายจักรู้ธรรมะนั้นได้ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลถามว่า พวกตน กับผู้รู้ธรรมเป็นอย่างไรกัน ตรัสตอบว่า ศาสดาใดหนักในอามิส อยู่อย่างคลุกคลีด้วยอามิส ศาสดานั้นย่อมไม่มีราคาที่จะพึงประเมินหรือต่อรอง (สำนวนการค้า หมายความว่าไม่มีใคร ถามราคา ตั้งราคาหรือต่อรองราคา เพราะไม่มีราคาที่ควรสนใจ) แล้วตรัสถึงพระตถาคตว่า ไม่ทรงคลุกคลีด้วยอามิสด้วยประการทั้งปวง สาวกผู้มีศรัทธา สอบสวน แล้วปฏิบัติตาม

(๑)ย่อมรู้สึกว่า พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดา ตนเป็นสาวก

(๒)ย่อมรู้สึกว่า ศาสนาของพระศาสดางอกงาม มีโอชะ (น่าเลื่อมใส)

(๓)ย่อมรู้สึกพากเพียรเพื่อบรรลุจุดที่มุ่งหมายโดยไม่หยุดความเพียร

(๔)ย่อมหวังผลได้อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คืออรหัตตผลในปัจจุบัน ถ้ามี กิเลสยังเหลือก็จะได้เป็นพระอนาคามี

ปริพพาชกวรรค คือวรรคที่ว่าด้วยปริพพาชกหรือนักบวชนอกพระพุทธศาสนาประเภทหนึ่ง มี ๑๐ สูตร

๒๑. จูฬวัจฉโคตตสูตร

(สูตร ว่าด้วยวัจฉโคตตปริพพาชก สูตรเล็ก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ศาลาเรือนยอด ในป่าใหญ่ ใกล้กรุงเวสาลี เสด็จไปบิณฑบาตในเวลาเช้า แวะสนทนากับวัจฉโคตตปริพพาชก ณ อารามของปริพพาชกชื่อ เอกปุณฑรีกะ วัจฉโคตตปริพพาชกทูลเชิญให้ประทับ ณ อาสนะ ตนเองถือเอาอาสนะต่ำกว่า แล้วทูลถามว่า มีผู้พูดกันว่า พระสมณโคดมเป็นสัพพัญญู รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง มี ญาณทัสนะปรากฏสมบูรณ์ทุกอิริยาบถดังนี้ จะเป็นการกล่าวตู่หรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่เป็น การกล่าวตู่

๒. ตรัสต่อไปว่า ผู้กล่าวว่าพระสมณโคดมรู้วิชชา ๓ ก็กล่าวได้ เพราะพระองค์ทรงได้

(๑)ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณระลึกชาติได้)

(๒)จุตูปปาตญาณ (ญาณเห็นความตายความเกิด หรือที่เรียกว่าทิพยจักษุ)

(๓)อาสวักขยญาณ (ญาณอันทำอาสวะให้สิ้น)

๓. วัจฉโคตตปริพพาชกทูลถามอีกเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้ คือ

(๑)คฤหัสถ์ยังไม่ละกิเลสเครื่องร้อยรัดของคฤหัสถ์ ตายไปจะทำที่สุดทุกข์ได้ มีหรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่มี

(๒)คฤหัสถ์ยังไม่ละกิเลสเครื่องร้อยรัดของคฤหัสถ์ ตายไปจะเข้าถึงสวรรค์ มีหรือไม่ ตรัสตอบว่า มี มิใช่หนึ่ง มิใช่ร้อย สองร้อย สามร้อย สี่ร้อย หรือ ห้าร้อย แต่โดยที่แท้ มีมากกว่านั้น ที่คฤหัสถ์ยังไม่ละกิเลสเครื่องร้อยรัดของ คฤหัสถ์ ตายไปเข้าถึงสวรรค์ได้

(๓)อาชีวก (นักบวชนอกศาสนาประเภทหนึ่ง) ตายไปจะทำที่สุดทุกข์ได้ มีหรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่มี

(๔)อาชีวกตายไปจะเข้าถึงสวรรค์มีหรือไม่ ตรัสตอบว่า เท่าที่ทรงระลึกได้ ๙๐ กัปป์ ยังไม่ทรงเห็นอาชีวกเข้าถึงสวรรค์เลย เว้นแต่อาชีวกพวกหนึ่งที่เป็น กัมมวาที (กล่าวว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว) และกิริยวาที (กล่าวว่าทำเป็นอันทำ)

๒๒. อัคคิวัจฉโคตตสูตร

(สูตร ว่าด้วยวัจฉโคตตปริพพาชกผู้ฟังข้อเปรียบเทียบเรื่องไฟ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม วัจฉโคตตปริพพาชกเข้าไปเฝ้าทูลถามถึงทิฏฐิ ๑๐ มีโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง เป็นต้น ว่าทรงเห็นอย่างนั้นหรือไม่ ตรัสตอบปฏิเสธว่า มิได้ทรงเห็นอย่างนั้น วัจฉโคตตปริพพาชกจึงทูลถามว่า ทรงเห็นโทษอะไรจึงไม่ทรงเข้าไป ติดทิฏฐิเหล่านี้ด้วยประการทั้งปวง ตรัสตอบว่า เป็นเหมือนป่า เหมือนเครื่องผูกมัด เป็นต้น ซึ่งก่อทุกข์ให้ ทั้งไม่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัดเพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ตถาคต นำออกซึ่งคำว่า ทิฏฐิ เพราะตถาคตเห็นความเกิดขึ้น ความดับไปของขันธ์ ๕ (มีรูป เป็นต้น) จึงหลุดพ้นอย่างไม่ถือมั่น เพราะสิ้นความยึดถือ สิ้นความคิดว่าเรา ความคิดของเราและกิเลสประเภทแฝงตัว คือความถือตัว เพราะคลายกำหนัด ดับได้ สละได้ สลัดได้ (ซึ่งกิเลสเหล่านั้น)

๒. วัจฉโคตตปริพพาชกทูลถามเป็นข้อ ๆ ว่า

(๑)ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นอย่างนี้ จะเกิดในที่ไหน ตรัสตอบว่า ไม่มีคำว่า “เกิด”

(๒)ถ้าอย่างนั้น “ไม่เกิด” ใช่หรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่มีคำว่า “ไม่เกิด”

(๓)ถ้าอย่างนั้น “เกิดด้วย ไม่เกิดด้วย” ใช่หรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่มีคำว่า “เกิดด้วย ไม่เกิดด้วย”

(๔)ถ้าอย่างนั้น “เกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่” ใช่หรือไม่ ตรัสตอบปฏิเสธอีก

๓. เมื่อทูลถามถึงเหตุผลที่ตรัสตอบปฏิเสธ และแสดงความรู้สึกครั้งแรกก็เลื่อมใส แต่บัดนี้หมดความเลื่อมใสเสียแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ธรรมะนี้ลึกซึ้ง ยากที่ท่านผู้มี ความเห็นอย่างอื่น มีความพอใจอย่างอื่น มีความเพียรทางอื่น มีอาจารย์อื่นจะรู้ได้ เราจะขอถามให้ท่านตอบ คือ

(๑)ถ้าไฟลุกโพลงอยู่เบื้องหน้าท่าน ท่านรู้หรือไม่ ทูลตอบว่า รู้

(๒)ไฟลุกโพลงเพราะอาศัยอะไร ทูลตอบว่า เพราะอาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้

(๓)ถ้าไฟดับเบื้องหน้าท่าน ท่านรู้หรือไม่ ทูลตอบว่า รู้

(๔)ไฟไปทางทิศไหน ทูลตอบว่า ไม่มีคำตอบ เพราะไฟนั้นลุกโพลงขึ้นเพราะ อาศัยเชื้อ เพราะหมดเชื้อและไม่เติมเชื้ออื่นอีก ก็ไม่มี “อาหาร” นับได้ว่า “ดับแล้ว”

จึงตรัสว่า ตถาคตก็ฉันนั้น ละขันธ์ ๕ ทำไม่ให้มีการเกิดอีกแล้ว ก็พ้นจากการนับว่า เป็นขันธ์ ๕ เป็นผู้ลึกซึ้ง นับไม่ได้ หยั่งไม่ได้ เปรียบเหมือนมหาสมุทรไม่มีคำว่า เกิดหรือ ไม่เกิด เป็นต้น

วัจฉโคตตปริพพาชกกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาว่า มีแก่นสาร และแสดง ตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๒๓. มหาวัจฉโคตตสูตร

(สูตร ว่าด้วยวัจฉโคตตปริพพาชก สูตรใหญ่)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ วัจฉโคตตปริพพาชกเข้าไปเฝ้า ขอให้ทรงแสดงกุศลและอกุศลโดยย่อ ซึ่งได้ตรัสแสดงดังนี้

(๑)ธรรมอันเป็นอกุศล ๓ คือความโลภ ความคิดประทุษร้าย ความหลง

(๒)ธรรมอันเป็นกุศล ๓ อย่าง คือความไม่โลภ ความไม่คิดประทุษร้าย ความ ไม่หลง

(๓)ธรรมอันเป็นอกุศล ๑๐ อย่าง คือฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด (ยุให้เขาแตกร้าวกัน) พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ ของเขา ปองร้ายเขา เห็นผิด (จากคลองธรรม)

(๔)ธรรมอันเป็นกุศล ๑๐ อย่าง คือที่ตรงกันข้ามกับอกุศล ๑๐ อย่าง

ภิกษุละตัณหาได้เด็ดขาด ย่อมเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะ หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ

๒. ปริพพาชกทูลถามว่า ภิกษุสาวกของพระโคดมมีสักรูปหนึ่งหรือไม่ ที่ทำให้แจ้ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน (เป็นพระอรหันต์) ตรัสตอบว่า มีมิใช่น้อย กว่า ๕๐๐ รูป เมื่อทูลถามถึงนางภิกษุณีผู้เป็นสาวิกา ที่เป็นพระอรหันต์เช่นนั้น ก็ตรัสตอบว่า มีมากกว่า ๕๐๐ เช่นเดียวกัน ต่อจากนั้นทูลถามถึงอุบาสกอุบาสิกาผู้ละสัญโญชน์ ๕ ได้ (เป็น พระอนาคามี) และผู้ปราศจากความสงสัย ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัยอยู่ในสัตถุศาสนา (เป็นพระโสดาบัน) ว่ามีสักผู้หนึ่งหรือไม่ ตรัสตอบว่า มีมากกว่า ๕๐๐

๓. ปริพพาชกทูลว่า ถ้าได้บรรลุธรรมนั้นเพียงพระสมณโคดม แต่ยังขาดสาวก สาวิกา ที่เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ได้บรรลุธรรมนั้น พรหมจรรย์ก็ยังชื่อว่าไม่ บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น (ที่ยังขาด) แต่นี่บรรลุธรรมนั้นทุกฝ่ายแล้ว พรหมจรรย์จึงชื่อว่าบริบูรณ์ ด้วยองค์นั้น แล้วทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต พร้อมทั้งขอบรรพชาอุปสมบท เมื่อทราบว่านักบวชศาสนาอื่นจะต้องอบรมก่อนถึง ๔ เดือน ก็แสดงความพอใจจะอบรมถึง ๔ ปี

๔. เมื่ออุปสมบทแล้วได้กึ่งเดือน ภิกษุวัจฉโคตตก็เข้าไปเฝ้ากราบทูลว่า ท่านได้ บรรลุธรรมที่พึงบรรลุด้วยญาณ ด้วยวิชชาของพระเสขะหมดสิ้นแล้ว (เป็นพระอริยบุคคล ผ่านมาทุกชั้นแล้ว เพียงแต่ยังมิได้เป็นพระอรหันต์) ขอให้ทรงแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไป จึงทรงแสดงธรรม ๒ อย่าง คือสมถะ (การทำใจให้สงบ) และวิปัสสนา (การเห็นแจ่มแจ้ง) และตรัสว่า ธรรม ๒ อย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อแทงทะลุธาตุเป็นอเนก

๕. ครั้นแล้วทรงแสดงว่า ภิกษุวัจฉโคตตปรารถนาจะทำอะไร ก็ทำได้ในความ สามารถทาง

(๑)อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้

(๒)ทิพยโสต หูทิพย์

(๓)เจโตปริยญาณ (ญาณกำหนดรู้ใจของผู้อื่น)

(๔)ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณระลึกชาติได้)

(๕)จุตูปปาตญาณ (ญาณรู้ความตายความเกิด) หรือทิพยจักษุ (ตาทิพย์)

(๖)อาสวักขยญาน (ญาณอันทำอาสวะให้สิ้น)

ภิกษุวัจฉโคตตกราบลาหลีกไปบำเพ็ญเพียร ในไม่ช้าก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อภิกษุทั้งหลายจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ท่านจึงฝากไปกราบนมัสการ ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ตรัสสรรเสริญให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ท่านเป็นผู้มีวิชชา ๓ มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก

๒๔. ทีฆนขสูตร

(สูตร ว่าด้วยปริพพาชกชื่อทีฆนขะ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ถ้ำสูกรขาตา (ถ้ำสุกรขุด) เขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ปริพพาชก ชื่อทีฆนขะ (ไว้เล็บยาว) มาเฝ้า แสดงความเห็นว่า ทุกอย่างไม่ควรแก่ตน ตรัสตอบว่า ถ้าอย่างนั้น ความเห็นนั้น ก็ไม่ควรแก่ท่านด้วย ทูลต่อไปว่า ตนชอบใจความเห็นที่ว่า สิ่งนั้นเหมือนกันหมด ตรัสตอบว่า คนที่พูดอย่างนี้ ยังไม่ละทิฏฐินั้น ซ้ำยังไปถือทิฏฐิอื่นอีกด้วย มีอยู่มาก แต่คนที่พูดอย่างนี้แล้วละทิฏฐินั้น ไม่ถือทิฏฐิอื่น มีน้อยมาก

๒. ครั้นแล้วตรัสแสดงถึงสมณพราหมณ์บางพวกที่เห็นว่า ทุกสิ่งควรแก่ตนบ้าง ทุกสิ่งไม่ควรแก่ตนบ้าง เห็นว่า บางอย่างควร บางอย่างไม่ควรบ้าง ฝ่ายที่เห็นว่า ทุกสิ่งควร แก่ตน ใกล้ไปทางยินดี ยึดมั่น ยึดถือ ฝ่ายที่เห็นว่าทุกสิ่งไม่ควรแก่ตน ใกล้ไปในทางไม่ยินดี ไม่ยึดมั่น ไม่ยึดถือ ปริพพาชกจึงกล่าวว่า พระสมณโคดมยกย่องความเห็นของตน พระผู้มี พระภาคจึงตรัสต่อไปว่า ฝ่ายที่เห็นว่า บางอย่างควร บางอย่างไม่ควร ก็ใกล้ไปทางยินดีบ้าง ไม่ยินดีบ้าง เป็นต้น แล้วตรัสต่อไปว่า วิญญูชนย่อมพิจารณาเห็นว่า การยึดถือทิฏฐิเหล่านี้ ย่อมทำให้ทะเลาะวิวาทกัน ทำให้เบียดเบียนกัน จึงละทิฏฐิเหล่านั้น และไม่ยึดถือทิฏฐิอื่น

๓. ตรัสสอนว่า ควรพิจารณาเห็นกายนี้โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นต้น จนถึงไม่ใช่ตัวตน เมื่อพิจารณาอย่างนี้ ก็จะละความพอใจในกายเสียได้

๔. ครั้นแล้วตรัสเรื่องเวทนา ๓ คือ สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข และชี้ให้เห็นความไม่เที่ยง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เป็นต้น ของเวทนาเหล่านั้น เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ อริยสาวกย่อมเบื่อหน่ายในเวทนาทั้งสามและเมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด และหลุดพ้น รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว สิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ฯลฯ ผู้มีจิตหลุดพ้นอย่างนี้ ย่อมไม่วิวาทกับใคร ๆ สิ่งใดที่เขาพูดกันในโลก ก็พูดตามโวหารนั้น แต่ไม่ยึดถือ

๕. พระสาริบุตรนั่งพัดอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์พระผู้มีพระภาค มีจิตหลุดพ้นจาก อาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน (เป็นพระอรหันต์) ส่วนปริพพาชกชื่อทีฆนขะ ได้ดวงตาเห็น ธรรม (เป็นโสดาบันบุคคล) เมื่อเห็นธรรมแล้ว ปริพพาชกชื่อทีฆนขะกราบทูลสรรเสริญ พระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๒๕. มาคัณฑิยสูตร

(สูตร ว่าด้วยมาคัณฑิยปริพพาชก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เครื่องลาดทำด้วยหญ้า ในโรงบูชาไฟของพราหมณ์ ภารทวาชโคตร ในนิคมแห่งแคว้นกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ ตรัสโต้ตอบกับมาคัณฑิยปริพพาชก ผู้กล่าวหาพระผู้มีพระภาคว่า ทรงกำจัดความเจริญ เพราะตรัสสอนให้สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ครั้งแรกตรัสถามว่า คนบางคนเคยได้รับบำเรอด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) อันน่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ แล้วภายหลังรู้ความจริงทั้งฝ่ายเกิด ฝ่ายดับ รู้โทษ รู้ความพอใจ รู้การถอนตัวออก จึงบันเทาความทะยานอยากในรูป ความ เร่าร้อนเพราะรูป ปราศจากความระหาย มีจิตสงบระงับในภายในดังนี้ ท่านจะกล่าวถึงผู้นี้ว่าอย่างไร ทูลตอบว่า ไม่กล่าวว่าอย่างไร

๒. ตรัสเล่าเรื่องพระองค์เองผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ (รูป เสียง เป็นต้น) มี ปราสาท ๓ หลัง สำหรับฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อน พระองค์ได้รับการบำเรอด้วยดนตรี ไม่มี บุรุษเจือปน ไม่ต้องลงชั้นล่างของปราสาทตลอด ๔ เดือนในปราสาทสำหรับฤดูฝน สมัยอื่น ทรงทราบความจริงเกี่ยวกับกามคุณดั่งกล่าวข้างต้น จึงทรงบันเทาความทะยานอยาก เป็นต้น มีจิตสงบระงับภายใน เมื่อทรงเห็นผู้อื่นยังไม่ปราศจากราคะ ถูกความทะยานอยากในกาม บีบคั้น ถูกความเร่าร้อนเพราะกามเผาไหม้ เสพกามอยู่ ก็ไม่ทรงกระหยิ่มยินดีไปตาม เพราะ ทรงยินดีด้วยความยินดีอันอื่นจากกามอื่น จากอกุศลธรรม จึงไม่ทรงยินดีต่อสิ่งที่เลวกว่า

๓. ตรัสเปรียบตามที่มาคัณฑิยปริพพาชกทูลรับรองว่าเป็นเช่นนั้น เป็นข้อ ๆ คือ

(๑)คนที่เคยเพียบพร้อมด้วยกามคุณในโลกนี้ ภายหลังทำความดี ได้ไปเกิดเป็น เทพชั้นดาวดึงส์ เพียบพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ย่อมไม่เห็นกามสุขของ มนุษย์ดีกว่า ที่ตนควรกลับไปหาอีก

(๒)คนเป็นโรคเรื้อน ถูกหนอนไช เกาปากแผลด้วยเล็บ ย่างตัวที่หลุมถ่านเพลิง เมื่อรักษาหายแล้ว ย่อมไม่กระหยิ่มยินดีต่อคนเป็นโรคเรื้อนคนอื่น เพื่อย่างตัว ที่หลุมถ่านเพลิงและกินยา

(๓)คนเป็นโรคเรื้อน ที่รักษาหายแล้ว ถูกผู้มีกำลังกว่าจับแขนให้เข้าไปหาหลุม ถ่านเพลิง จะพยายามเบี่ยงตัวไปทางโน้นทางนี้ เพราะการย่างตัวมีสัมผัส เป็นทุกข์ มีความเร่าร้อนมาก แต่ที่เคยสำคัญว่าเป็นสุขในการย่างตัวที่ไฟ ก็เพราะถูกโรคครอบงำ

(๔)คนเป็นโรคเรื้อน ยิ่งเกายิ่งย่างตัว ปากแผลก็ไม่สะอาดยิ่งขึ้น มีกลิ่นเหม็น ยิ่งขึ้น เน่ายิ่งขึ้น ความเอร็ดอร่อยพอใจ ย่อมมีเพราะเหตุคือการเกาปากแผล ความเอร็ดอร่อยพอใจ เพราะอาศัยกามคุณ ๕ ก็ฉันนั้น

๔. ตรัสถามว่า เคยเห็นพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาผู้เพียบพร้อมด้วยกามคุณ ไม่ละกามตัณหา แต่มีจิตสงบระงับภายใน ในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตหรือไม่ ทูล ตอบว่า ไม่เคยเห็น ตรัสว่า แม้พระองค์ก็ไม่ทรงเคยเห็นหรือเคยฟังว่ามีเช่นนั้น จึงตรัสสรูปว่า ต้องรู้ความจริงและละกามตัณหาจึงมีจิตสงบ ระงับภายในอยู่ แล้วทรงเปล่งอุทานว่า

ลาภมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

บรรดาหนทางไปสู่พระนิพพาน หนทางมีองค์ ๘ เป็นทางอันเกษม

มาคัณฑิยปริพพาชกกล่าวว่า ตนเคยได้ยินครูบาอาจารย์ปริพพาชกรุ่นก่อน ๆ กล่าวอย่างนี้เหมือนกัน จึงตรัสถามความหมายว่า ความไม่มีโรคกับนิพพานเป็นอย่างไร มาคัณฑิย ปริพพาชกเอามือลูบตัวแล้วทูลว่า นี่แหละความไม่มีโรค นี่แหละนิพพาน ข้าพเจ้าไม่มีโรค มีความสุข อะไร ๆ ก็ไม่เบียดเบียนในบัดนี้

๕. ตรัสตอบว่า คนตาบอดแต่กำเนิด ไม่เคยเห็นสีต่าง ๆ ไม่เคยเห็นสิ่งราบเรียบและไม่สม่ำเสมอ ไม่เคยเห็นดวงดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์ ได้ยินคนตาดีเขาพูดว่า ผ้าสีขาวดี ก็แสวงหาผ้าขาว แต่ถูกคนบางคนหลอกเอาผ้าสกปรกเปื้อนน้ำมันมาให้ว่า นี่แหละผ้าขาว ก็หลงห่มและชื่นชมว่าผ้าสะอาด มิใช่เพราะรู้เห็น แต่เพราะเชื่อคนตาดีเขาว่า พวกปริพพาชก ลัทธิอื่นก็ฉันนั้น ไม่รู้จักความไม่มีโรค ไม่เห็นพระนิพพาน แต่ก็กล่าวคาถานี้ ที่ว่าลาภมีความ ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คาถานี้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าใน กาลก่อนตรัสไว้ แต่ปัจจุบันนี้ กลายเป็นคาถาของบุถุชนไปโดยลำดับ ท่านกล่าวถึงกายนี้อัน เป็นโรค เป็นฝี แล้วชี้ความไม่มีโรคและนิพพานไปที่กายนี้ ก็เพราะท่านไม่มีอริยจักษุ ที่จะ รู้จักความไม่มีโรค ที่จะเห็นพระนิพพานได้

๖. มาคัณฑิยปริพพาชกทูลขอให้ทรงแสดงธรรมที่จะเป็นเหตุให้ตนรู้จักความไม่มีโรค เห็นพระนิพพานได้ ก็ทรงแสดงเรื่องความเกิดความดับแห่งกองทุกข์ อันอาจรู้เห็นได้ด้วย ตนเองโดยการฟังและปฏิบัติธรรม ซึ่งทำให้มาคัณฑิยปริพพาชกเลื่อมใสสรรเสริญพระธรรมเทศนา ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และขอบรรพชาอุปสมบท เมื่อทราบว่าจะต้องอบรม ก่อน ๔ เดือน ก็แสดงความจำนงจะรับการอบรมถึง ๔ ปี และเมื่อได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ไม่นาน บำเพ็ญเพียรก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

๒๖. สันทกสูตร

(สูตร ว่าด้วยสันทกปริพพาชก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ โฆสิตาราม ใกล้กรุงโกสัมพี พระอานนทเถระ พร้อมด้วยภิกษุมากหลายไปสนทนากับสันทกปริพพาชก พร้อมด้วยบริษัท สันทกปริพพาชกนั่งบนอาสนะต่ำกว่า ขอให้พระอานนท์แสดงธรรมตามคติแห่งอาจารย์ของพระอานนท์ ท่านจึง แสดงเรื่องที่พระผู้มีพระภาคตรัสบอกถึงการไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ๔ อย่าง การประพฤติพรหมจรรย์ที่ไม่น่าพอใจ ๔ อย่าง

๒. การไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ๔ อย่าง คือ

(๑)ศาสดาเป็นนัตถิกวาทะ ผู้มีความเห็นว่า “ไม่มี” เช่น ไม่มีผลของกรรมดี กรรมชั่ว

(๒)ศาสดาเป็นอกิริยวาทะ ผู้มีความเห็นว่า “ไม่เป็นอันทำ” เช่น ฆ่าสัตว์ก็ไม่เป็น อันฆ่า

(๓)ศาสดาเป็นอเหตุกวาทะ ผู้มีความเห็นว่า “ไม่มีเหตุ” คือบุญบาปไม่มีเหตุปัจจัย

(๔)ศาสดาเป็นผู้มีความเห็นในเรื่อง “สังสารสุทธิ” คือไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต เมื่อเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เหมือนกัน

ศาสดาทั้งสี่ประเภทนี้ วิญญูบุรุษพิจารณาแล้ว ย่อมไม่เลื่อมใสประพฤติพรหมจรรย์เพราะเห็นว่าเมื่อบุญไม่มี บาปไม่มี เป็นต้น เราไม่ต้องการบวชประพฤติพรหมจรรย์ ก็จะมีคติเท่าเทียมกับศาสดา

๓. ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ที่ไม่น่าพอใจ ๔ อย่าง

(๑)ศาสดาอ้างว่าตนเองเป็นสัพพัญญู มีญาณทัสสนะสมบูรณ์ แต่ช่วยตัวเอง ไม่ได้

(๒)ศาสดาเป็นคนถือความจริงตามที่ฟังมา สอนตามที่ฟังมาตามที่สืบต่อมา สอนโดยอ้างตำรา

(๓)ศาสดาเป็นนักเดา

(๔)ศาสดาเป็นคนโง่ เมื่อถูกถามก็ตอบซัดส่ายไปมา

วิญญูบุรุษพิจารณาแล้ว รู้ความจริงแล้วก็เบื่อหน่ายหลีกไป จัดเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ที่ไม่น่าพอใจ ที่วิญญูบุรุษไม่อยู่ประพฤติพรหมจรรย์เลย และอยู่ประพฤติก็ไม่ได้บรรลุธรรมที่ถูกต้องที่เป็นกุศล

๔. แล้วพระอานนท์ได้กล่าวถึงการประพฤติพรหมจรรย์ที่ได้ผล คือที่ผู้ออกบวช สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม ได้บรรลุฌาน ๔ วิชชา ๓ เป็นพรหมจรรย์ที่สาวกจะได้ บรรลุคุณวิเศษอันโอฬาร ซึ่งวิญญูบุรุษอยู่ประพฤติพรหมจรรย์โดยแท้ และเมื่ออยู่ประพฤติ ก็ได้บรรลุธรรมที่ถูกต้องที่เป็นกุศล

๕. สันทกปริพพาชกกล่าวว่า พระอรหันต์ยังบริโภคกาม พระอานนท์ตอบว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไม่ควรที่จะประพฤติล่วงฐานะ ๕ คือ ไม่จงใจฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เสพเมถุน ไม่พูดปดทั้ง ๆ รู้ และไม่ทำการสะสมบริโภคกาม ปริพพาชกกล่าวอีกว่า พระอรหันต์ มีญาณทัสสนะว่า อาสวะของเราสิ้นแล้ว ใช่หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่า เหมือนคนมีมือเท้า ขาดอยู่โดยปกติ เมื่อพิจารณาก็รู้ว่ามือเท้าของเราขาดฉันใด แม้พระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว โดยปกติ เมื่อพิจารณาก็รู้ว่าอาสวะของเราสิ้นแล้วฉันนั้น

๖. ปริพพาชกถามถึงผู้ที่นำตนให้พ้นจากทุกข์ได้ว่า มีเท่าไรในพระธรรมวินัยนี้ พระอานนท์ตอบว่า มีมากกว่า ๕๐๐ ปริพพาชกก็สรรเสริญพระอานนท์ว่า แสดงธรรมไม่ยกธรรมะของตน ไม่ข่มธรรมะของคนอื่น เป็นการแสดงธรรมตามเหตุ แต่ก็มีผู้นำตนออกจากทุกข์ ได้มากถึงเพียงนั้น ส่วนอาชีวกที่บัญญัติกันว่า เป็นผู้นำตนออกจากทุกข์ได้มีเพียง ๓ คน คือ นันทะ วัจฉโคตร กิสะ สังกิจจโคตร และ มักขลิ โคสาละ แล้วกล่าวกะบริษัทของตน อนุญาต ให้ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมได้ ส่วนตนเองยากที่จะสละลาภสักการะชื่อเสียง ไปได้โดยง่าย เมื่อกล่าวแล้วก็ส่งบริษัทของตนไปประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค

๒๗. มหาสกุลุทายิสูตร

(สูตร ว่าด้วยสกุลุทายิปริพพาชก สูตรใหญ่)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นปริพพาชก ที่มีชื่อเสียง อาศัยอยู่ในปริพพาชการาม อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง หลายคนด้วยกัน เช่น อันนภารปริพพาชก วรตรปริพพาชก สกุลุทายิปริพพาชก และปริพพาชกที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ ในเวลาเช้าพระผู้มีพระภาคเสด็จไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้เสด็จแวะ ณ อารามของ ปริพพาชกนั้น สกุลุทายิปริพพาชกทูลเชิญให้ประทับ ณ อาสนะที่ปูไว้ ตนเองนั่งบนอาสนะ ที่ต่ำกว่า แล้วเล่าถวายถึงข้อความสนทนากันของสมณพราหมณ์ลัทธิต่าง ๆ ซึ่งประชุมกันในศาลา ฟังความคิดเห็น (ตามศัพท์ กุตูหลศาลา แปลว่า ศาลาตื่นข่าว แต่อรรถกถาแสดงไปในรูปว่า คนส่วนใหญ่ประชุมกันเพื่อจะฟังว่า ใครจะพูดอะไร) ในวันก่อน ๆ ที่ว่า เป็นลาภของชาวอังคะ มคธะ ที่มีสมณพราหมณ์เจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีคนรู้จัก มียศ เป็นเจ้าลัทธิ อันคน ส่วนมากนับถือกันว่าเป็นผู้ดีงาม จำพรรษาอยู่ในกรุงราชคฤห์ แล้วระบุชื่อครูทั้งหกมี ปูรณกัสสป เป็นต้น มีนิครนถนาฏบุตรเป็นที่สุด และพระสมณโคดม แล้วได้เกิดปัญหาว่า ใน ท่านเหล่านี้ ใครเป็นผู้ที่สาวกสักการะเคารพบูชาอาศัยอยู่

๒. แล้วได้ทูลเล่าต่อไปว่า บางคนได้พูดถึงเจ้าลัทธิทั้งหกแต่ละคนว่า สาวกได้ คัดค้านหาว่าปฏิบัติผิด ไม่แสดงความเคารพสักการะ แต่เมื่อกล่าวถึงพระสมณโคดมก็พากันสรรเสริญว่า ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ถ้าสาวกรูปใดไอ ก็จะมีเพื่อนพรหมจารีใช้เข่ากระตุ้น ไม่ให้ทำเสียง จึงไม่มีเสียงจามเสียงไอจากสาวกของพระสมณโคดมในขณะที่ทรงแสดงธรรม หมู่มหาชนประสงค์จะฟัง ก็จะได้ฟังตามพอใจ แม้สาวกของพระสมณะโคดมที่บอกคืนสิกขา สึกออกไป ก็กล่าวสรรเสริญศาสดา สรรเสริญพระธรรม สรรเสริญพระสงฆ์ เป็นคนทำงาน วัดบ้าง เป็นอุบาสกบ้าง สมาทานศึกษาในสิกขาบท ๕ (ศีล ๕) พระสมณโคดมจึงเป็นผู้อัน สาวกสักการะเคารพนับถือบูชา อาศัยอยู่อย่างนี้

๓. ตรัสถามว่า ท่านเห็นว่าสาวกของเราเห็นธรรมกี่อย่างในเราจึงสักการะเคารพ เป็นต้น สกุลุทายิปริพพาชกทูลว่า ๕ อย่าง คือพระผู้มีพระภาคเป็นผู้

(๑)มีอาหารน้อย พรรณนาคุณแห่งความเป็นผู้มีอาหารน้อย

(๒)ถึง (๔) (รวม ๓ ข้อ) สันโดษด้วยจีวร (เครื่องนุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) และเสนาสนะ (ที่นอนที่นั่งหรือที่อยู่อาศัย) ตามมีตามได้ พรรณนาคุณแห่ง ความสันโดษนั้น ๆ

(๕)เป็นผู้สงัด พรรณนาคุณแห่งความสงัด

๔. ตรัสตอบชี้แจงถึงธรรม ๕ ประการที่สาวกเห็นแล้วสักการะเคารพ เป็นต้น ใน พระองค์โดยละเอียด แล้วตรัสชี้ข้อธรรมอื่นอีก ๕ ข้อ คือ

(๑)เห็นว่าทรงมีศีล

(๒)เห็นว่าทรงแสดงธรรม เพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่เพื่อไม่รู้ยิ่ง มีเหตุ มิใช่ไม่มีเหตุ มีปาฏิหาริย์ มิใช่ไม่มีปาฏิหาริย์

(๓)เห็นว่าทรงมีปัญญา

(๔)เห็นว่าทรงตอบปัญหาเรื่องอริยสัจจ์ ๔ อย่างน่าพอใจ

(๕)เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกของเรา สาวกของเราปฏิบัติตามแล้ว ก็เจริญ

สติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔ อย่าง

สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ อย่าง

อิทธิบาท (ธรรมะให้บรรลุความสำเร็จ) ๔ อย่าง

อินทรีย์ (ธรรมะอันเป็นใหญ่มีศรัทธา เป็นต้น) ๕ อย่าง

พละ (ธรรมะอันเป็นกำลัง) ๕ อย่าง

โพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้) ๗ อย่าง

อริยมรรค (ทางอันประเสริฐ) มีองค์ ๘

วิโมกข์ (ความหลุดพ้น) ๘ อย่าง

อภิภายตนะ (อายตนะอันเป็นใหญ่) ๘ อย่าง

(มีความสำคัญในรูปภายในเห็นรูปภายนอกครอบงำรูปเหล่านั้น รู้เห็น เป็นต้น)

กสิณายตนะ (อายตนะคือกสิณ ) ๑๐ อย่าง

(มีปฐวีกสิณ คือกสิณมีดินเป็นอารมณ์ เป็นต้น)

ฌาน ๔ (มีฌานที่ ๑ เป็นต้น)

รู้ว่ากายมีรูปไม่เที่ยง มีความแตกดับไปเป็นธรรมดา วิญญาณอาศัยเนื่องกับกายนั้น นิรมิตกายอื่นได้ (มโนยิทธิฤทธิ์ทางใจ) แสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ รู้ใจคนอื่น (เจโตปริยญาณ) ระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ หรือเห็นความตายความเกิด ได้บรรลุความหลุดพ้นเพราะสมาธิและเพราะปัญญา อันไม่มีอาสวะ (ข้อที่ ๔ นี้ยาวมากเพราะปรารภธรรมะที่สาวกเจริญและได้บรรลุ หลายอย่าง)

สกุลุทายิปริพพาชกก็ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค

๒๘. สมณมุณฑิกสูตร

(สูตร ว่าด้วยปริพพาชกผู้เป็นบุตรแห่งนางสมณะผู้โกนผม)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ปริพพาชกชื่ออุคคาหมานะ (ผู้เรียนเก่ง เป็นชื่อฉายา ชื่อปกติว่าสุมนะ) ผู้เป็นบุตรแห่งนางสมณะผู้โกนผม อาศัยอยู่ในมัลลิการาม พร้อมด้วยบริษัทบริพพาชกประมาณ ๕๐๐ ช่างไม้ชื่อปัญจังคะไปยังมัลลิการามสนทนา ปราศรัยกัน อุคคาหมานปริพพาชกกล่าวว่า ตนบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ อย่างว่าเป็นสมณะ สมบูรณ์ด้วยกุศล มีกุศลยอดเยี่ยม บรรลุความเป็นเลิศ ไม่มีใครรบชนะได้ คือ

(๑)ไม่ทำกรรมชั่วทางกาย

(๒)ไม่ทำกรรมชั่วทางวาจา

(๓)ไม่ทำกรรมชั่วทางใจ

(๔)ไม่ประกอบอาชีพชั่ว

ช่างไม้ชื่อปัญจังคะได้ฟังก็นำมาเล่าถวายให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบทุกประการ

๒. ตรัสตอบว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เด็กเล็ก ๆ ที่ยังนอนหงาย (ในเบาะ) ก็จะเป็นสมณะ สมบูรณ์ด้วยกุศล เป็นต้น ตามคำของปริพพาชกนั้น เพราะเด็กนั้นทำความชั่ว ๔ อย่างนั้น ไม่ได้ นอกจากดิ้นรน (ทางกาย) ร้องไห้ (ทางวาจา) แสดงอาการชอบหรือไม่ชอบ (ทางใจ) และนอกจากดื่มนมมารดา (ทางอาชีพ) จึงเป็นอันยังไม่ทรงรับรองถ้อยคำของปริพพาชกผู้นั้น

๓. ตรัสแสดงธรรมะ ๑๐ ประการที่ทำให้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยกุศล เป็นต้น คือ

(๑)ควรรู้ศีลอันเป็นอกุศล พร้อมทั้งรู้สมุฏฐาน ควรรู้ความดับ ควรรู้ว่าปฏิบัติ อย่างนี้ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อดับศีลอันเป็นอกุศล

(๒)ควรรู้ศีลอันเป็นกุศล ควรรู้สมุฏฐาน ควรรู้ความดับ ควรรู้ว่าปฏิบัติอย่างนี้ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อดับศีลอันเป็นกุศล

(๓)ควรรู้ความดำริทั้งฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศลเช่นเดียวกับศีล

ครั้นแล้วแจกรายละเอียดออกไปว่า

จิต เป็นสมุฏฐานของศีล

สัญญา (ความจำ) เป็นสมุฏฐานของความดำริ

ความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศล คือเว้นทุจจริตทางกาย วาจา ใจ เว้นอาชีพที่ผิด สำเร็จชีวิตด้วยอาชีพที่ชอบ

ความดับแห่งศีลที่เป็นกุศล คือรู้เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ตามเป็นจริง

ความดับแห่งความดำริอันเป็นอกุศล คือเข้าฌานที่ ๑

ความดับแห่งความดำริอันเป็นกุศล คือเข้าฌานที่ ๒

ปฏิบัติเพื่อความดับศีลอันเป็นอกุศลและกุศลก็คือ ตั้งความเพียรชอบ ๔ ประการ (สัมมัปปธาน หน้า ๓๒๖ เสด็จป่ามหาวันประชุมภิกษุสงฆ์)

ปฏิบัติเพื่อดับความดำริอันเป็นอกุศลและกุศลก็คือ ตั้งความเพียรชอบ ๔ ประการ เช่นเดียวกัน

๔. ครั้นแล้วทรงแสดงธรรมะ ๑๐ ประการที่ทรงบัญญัติว่า สมบูรณ์ด้วยกุศล เป็นต้น จนถึงอันใครรบชนะไม่ได้ คือภิกษุประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ และสัมมาญาณะ (ญาณเห็นชอบ) และสัมมาวิมุติ (ความหลุดพ้นชอบ) อันเป็นของพระอเสขะ (พระอรหันต์)

๒๙. จูฬสกุลุทายิสูตร

(สูตร ว่าด้วยสกุลุทายิปริพพาชก สูตรเล็ก)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ เช้าวันหนึ่งเสด็จไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้เสด็จแวะ ณ อารามของปริพพาชก อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง ตรัสสนทนากับสกุลุทายิปริพพาชก ถึงเรื่องผู้ปฏิบัติตนว่าเป็นสัพพัญญู (รู้สิ่งทั้งปวง) แต่เมื่อถูกถามเข้า ก็ตอบเลี่ยงไปมาและแสดงความโกรธให้ปรากฏ ตลอดจนเรื่องคุณพิเศษมีการระลึกชาติได้ เป็นต้น กับเรื่องวรรณะอันยอดเยี่ยม จนถึงเรื่องข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุโลกที่มีความสุขโดยส่วนเดียว ซึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสแสดงข้อปฏิบัติตั้งแต่ต่ำจนถึงสูง คืออาสวักขยญาณ (ญาณ อันทำอาสวะให้สิ้น)

เมื่อจบพระธรรมเทศนา สกุลุทายิปริพพาชกทูลสรรเสริญ แสดงตนเป็นผู้ถึงพระ รัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต และขอบรรพชาอุปสมบท แต่บริษัท (ศิษยานุศิษย์) ขอร้องไว้ มิให้ออกบวช ด้วยให้เหตุผลว่า เคยอยู่อย่างเป็นอาจารย์ อย่าไปอยู่อย่างเป็นศิษย์เลย จึงมิได้ออกบวช

๓๐. เวขณสสูตร

(สูตร ว่าด้วยปริพพาชกชื่อเวขณสะ)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ปริพพาชกชื่อเวขณสะเข้าไปเฝ้า ทูลเรื่อง “วรรณะอันยอดเยี่ยม” แต่ชี้ไม่ได้ชัดลงไปว่า วรรณะไหน ซึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสชี้แจง ให้เห็นว่ามีสิ่งที่เลิศกว่ากันเป็นชั้น ๆ รวมทั้งกามสุข สุขในกาม สุขที่เลิศกว่าสุขในกาม

เมื่อจบธรรมเทศนา เวขณสปริพพาชกทูลสรรเสริญ แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระ รัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

ราชวรรค คือวรรคที่ว่าด้วยพระราชา มี ๑๐ สูตร

๓๑. ฆฏิการสูตร

(สูตร ว่าด้วยช่างหม้อชื่อฆฏิการะ)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จแวะจากทาง ทรงทำพระอาการยิ้มแย้มให้ปรากฏ พระอานนท์กราบทูลถามถึงเหตุที่ทรงยิ้ม จึงตรัสเล่าว่า ในที่นี้ เคยมีนิคมชื่อเวภฬิคะ มั่งคั่งรุ่งเรือง มีคนมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยนิคมนี้อยู่ อารามของพระองค์ตั้งอยู่ ณ ที่นี้ พระองค์ ประทับนั่งสั่งสอนภิกษุสงฆ์ในอารามนี้ มีช่างหม้อชื่อฆฏิการะเป็นอุปฐาก (ผู้รับใช้) ที่เลิศ ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ช่างหม้อมีมาณพชื่อโชติปาละเป็นสหายรัก

๒. ช่างหม้อชื่อฆฏิการะชวนโชติปาลมาณพไปเฝ้าพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๓ ครั้ง มาณพก็ตอบปฏิเสธว่า จะมีประโยชน์อะไรที่เห็นสมณะศีรษะโล้นผู้นั้น จึงเปลี่ยนเป็น ชวนให้เอาเชือก (คลุกผงสำหรับถูตัว) ไปสู่แม่น้ำ เพื่อสนานกาย โชติปาลมาณพก็รับคำ เมื่อเห็นมาณพไปสนานกายแล้ว ช่างหม้อชื่อฆฏิการะก็ชวนไปเฝ้าพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า อีก อ้างว่าอารามอยู่ไม่ไกล โชติปาลมาณพก็คัดค้านเช่นเดิมถึง ๓ ครั้ง ช่างหม้อจึงจับเข็มขัด ของมาณพแล้วชวนอีก มาณพก็คัดค้านอีก คราวนี้ช่างหม้อจับผมชวนอีก โชติปาลมาณพ นึกแปลกใจว่า ตนสนานศีรษะแล้ว ช่างหม้อซึ่งเป็นคนต่างชาติกัน (ต่างวรรณะ มีวรรณะ ต่ำกว่า) กลับมาจับผม คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย จึงบอกให้ปล่อยผมแล้วชวนกันไปฟังธรรม เมื่อ ฟังธรรมแล้วโชติปาลมาณพออกบวช ส่วนช่างหม้อจำเป็นต้องเลี้ยงมารดาบิดาผู้เสียจักษุ และเป็นคนชรา จึงมิได้ออกบวช

๓. ต่อมาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ ณ ป่าอิสิปตนะ แขวงกรุงพาราณสี พระราชาแห่งแคว้นกาสีพระนามว่า กิกิ เสด็จไปเฝ้า สดับพระธรรมเทศนา มีความเลื่อมใส ทูลเชิญเสด็จเสวย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ในวันรุ่งขึ้น และได้ทูลอาราธนาให้ทรงจำพรรษา ตรัสปฏิเสธ อ้างว่าทรงรับอาราธนาไว้ก่อนแล้ว เมื่อพระราชาทูลถามว่า มีใครจะเป็นอุปฐากยิ่งกว่าพระองค์หรือ จึงตรัสพรรณนาคุณของช่างหม้อชื่อฆฏิการะ ซึ่งมีคุณธรรมและมีความใกล้ชิด คุ้นเคย พระเจ้ากิกิมีความเลื่อมใส จึงตรัสให้ส่งข้าวสารแห่งข้าวสาลีซึ่งเกิดในดินเหลือง ๕๐๐ หาบ พร้อมทั้งกับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสารนั้นไปพระราชทาน แต่ช่างหม้อไม่รับ สั่งให้ถวายคืน ตรัสสรูปแก่พระอานนท์ว่า พระองค์เองเป็นโชติปาลมาณพในสมัยนั้น

(หมายเหตุ : การที่ช่างหม้อฆฏิการะไม่รับข้าวสาลีและกับอันมากมายนั้น เห็นว่า ทำได้โดยไม่ผิด เพราะช่างหม้อเป็นชาวโกศล พระราชาเป็นชาวกาสี ไม่ได้อยู่ในปกครองหรือ เป็นผู้ปกครองกัน ถ้าอยู่แคว้นเดียวกันคงจะถือเป็นความผิดได้)

๓๒. รัฏฐปาลสูตร

(สูตร ว่าด้วยกุลบุตรชื่อรัฏฐปาละ)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นกุรุ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จ แวะพัก ณ นิคมแห่งแคว้นกุรุ ชื่อว่าถุลลโกฏฐิตะ รัฏฐปาละบุตรแห่งสกุลผู้มั่งมีแห่งนิคมนั้น สดับพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาค มีความเลื่อมใสขอบรรพชาอุปสมบท พระผู้มีพระภาคตรัสให้ไปขออนุญาตมารดาบิดาก่อน เมื่อไปขออนุญาต มารดาบิดาปฏิเสธ จึงลงนอนกับ พื้น อดอาหารถึง ๗ วัน มารดาบิดาจึงอนุญาต ในที่สุดเมื่อบวชแล้ว ติดตามพระศาสดาไปยัง กรุงสาวัตถี ท่านบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

๒. ต่อมาท่านได้ลาพระผู้มีพระภาคไปเยี่ยมมารดาบิดา เมื่อไปถึงบ้านก็ถูกขับไล่ ไม่ได้อาหารทั้งยังถูกด่าเพราะไม่มีผู้จำได้ ภายหลังนางทาสีจำได้ จึงเล่าความแก่มารดาของ พระรัฏฐปาละ มารดาจึงปล่อยให้นางทาสีพ้นจากความเป็นทาส และบอกแก่บิดา บิดาออก ตามพบแล้วนิมนต์ไปฉันที่บ้านในวันรุ่งขึ้น เมื่อท่านไปฉันก็เอาทรัพย์มาล่อ ท่านก็ไม่แสดง ความยินดี ภริยาของท่านถามว่า ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่อนางอัปสรที่ (สวยงาม) เช่นไร ท่านตอบว่า มิได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อนางอัปสร เมื่อฉันเสร็จแล้วได้กล่าวธรรมภาษิต แล้ว ไปพักอยู่ ณ ราชอุทยานชื่อมิคาจีระ ของพระเจ้าโกรัพยะ

๓. ณ พระราชอุทยานนั้น ท่านได้แสดงธรรมแด่พระเจ้าโกรัพยะผู้ตรัสว่า บางคนออกบวชเพราะประกอบด้วยความเสื่อม อันเนื่องมาจากความแก่ ความเจ็บไข้ ความเสื่อมจากทรัพย์ และความเสื่อมจากญาติ (รวม ๔ ประการ) ท่านออกบวชเพราะอะไร พระรัฏฐปาละ จึงแสดงธัมมุทเทส (ข้อธรรม) ๔ ประการ ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ คือ

(๑)โลกอันความแก่นำเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน

(๒)โลกไม่มีเครื่องต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน

(๓)โลกไม่มีเจ้าของ จำละสิ่งทั้งปวงไป

(๔)โลกพร่อง ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา

เมื่อพระเจ้าโกรัพยะตรัสถามถึงความหมาย ก็อธิบายโดยละเอียด ซึ่งพระเจ้าโกรัพยะก็ทรงเลื่อมใส

๓๓. มฆเทวสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระเจ้ามฆเทพ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่ามะม่วงของพระเจ้ามฆเทพ ใกล้กรุงมิถิลา ทรง ทำพระอาการยิ้มแย้มให้ปรากฏ เมื่อพระอานนท์กราบทูลถามถึงเหตุที่ทรงยิ้ม จึงตรัสเล่าว่า กรุงมิถิลานี้เคยมีพระราชาพระนามว่ามฆเทพ เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทรงประพฤติธรรมใน พราหมณคฤหบดี ชาวนิคมชนบททั้งหลายทรงอยู่จำอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ ตรัสสั่งช่างกัลบกว่า ถ้าเห็นเส้นพระเกสาหงอกเมื่อไรให้บอก เมื่อล่วงกาลมานาน ช่างกัลบกเห็นเส้นพระเกสาหงอกก็กราบทูลให้ทรงทราบ ตรัสให้เอาแหนบถอนให้ทอดพระเนตร ครั้นแล้วพระเจ้ามฆเทพจึงตรัสเรียกเชฏฐโอรส (ลูกชายคนโต) มา ทรงมอบราชสมบัติให้แล้ว ตรัสสั่งให้ปฏิบัติทำนองเดียวกับพระองค์ (คือเมื่อเส้นพระเกสาหงอกให้ออกผนวช) ให้รักษากัลยาณวัตรอันนี้ อย่าเป็นคนสุดท้ายที่ทำให้กัลยาณวัตรนี้ขาดสูญ แล้วจึงออกผนวช

๒. ทรงแผ่เมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิต และอุเบกขาจิตไปทั้งหกทิศ สู่โลกทั้งปวง เจริญพรหมวิหาร ๔ ดังกล่าวมานี้ เมื่อสวรรคตก็เข้าถึงพรหมโลก พระโอรสของพระเจ้ามฆเทพ พระราชนัดดาของพระเจ้ามฆเทพ ก็ทรงประพฤติสืบต่อกันมาโดยนัยนี้ สืบมาจนถึงพระเจ้านิมิ ซึ่งเป็นพระธัมมิกราชา องค์สุดท้าย เมื่อมาถึงพระราชบุตรของพระเจ้านิมิ ผู้ทรงพระนามว่า พระเจ้ากฬารชนกะ ก็ทรงตัดกัลยาณวัตรนั้น ไม่เสด็จออกผนวช จึงนับเป็นพระองค์สุดท้ายแห่งกษัตริย์เหล่านั้น ตรัสสรูปว่า วัตรนั้นเพียงให้ถึงพรหมโลก แต่กัลยาณวัตรที่ทรงตั้งไว้ในปัจจุบันนี้ คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ทำให้ตรัสรู้ และให้ได้นิพพาน ในที่สุดตรัสเตือนให้รักษากัลยาณวัตรของพระองค์ อย่าเป็นคนสุดท้าย

๓๔. มธุรสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระเจ้ามธุรราช อวันตีบุตร)

๑. พระมหากัจจานะอยู่ในป่าไม้คุนธา พระเจ้ามธุรราช อวันตีบุตรเข้าไปหา ตรัส ถามถึงเรื่องที่พวกพราหมณ์ถือว่า วรรณะพราหมณ์ประเสริฐสุด วรรณะอื่นเลว วรรณะ พราหมณ์ขาว วรรณะอื่นดำ วรรณะพราหมณ์บริสุทธิ์ วรรณะอื่นไม่บริสุทธิ์ วรรณะพราหมณ์ เป็นบุตรของพรหม เกิดจากปากพรหม อันพระพรหมสร้างสรรค์ เป็นพรหมทายาท พระเถระตอบว่า เป็นเพียงคำอวดอ้าง (โฆโสเยว) เท่านั้น แล้วได้อธิบายว่า วรรณะใดมั่งมี วรรณะอื่น ก็ยอมเป็นคนรับใช้ ซึ่งทำให้พระเจ้ามธุรราชยอมรับว่าวรรณะทั้งสี่เสมอกัน

๒. พระเถระอธิบายต่อไปว่า วรรณะใดประพฤติชั่ว (ทางกาย วาจา ใจ) วรรณะนั้น เมื่อตายไปก็เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก เสมอกัน วรรณะใดเว้นจากประพฤติชั่ว (ทาง กาย วาจา ใจ) วรรณะนั้นเมื่อตายไปก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เหมือนกัน วรรณะใดประพฤติผิด เช่น ตัดช่อง ปล้นสะดม ล่วงเกินภริยาผู้อื่น วรรณะนั้นก็ต้องถูกลงโทษเสมอกัน วรรณะใดออกบวช ก็มีผู้อภิวาทต้อนรับ นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ นิมนต์ให้รับปัจจัย ๔ หรือได้รับความคุ้มครองอันเป็นธรรมเสมอกัน

๓. พระเจ้ามธุรราชตรัสสรรเสริญพระธรรมเทศนา ถามถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าประทับ ณ ที่ไหน เมื่อทรงทราบว่าปรินิพพานแล้ว จึงตรัสว่า ถ้าทรงทราบว่ายังทรงพระชนม์ อยู่ก็จะเสด็จไปเฝ้า แม้ไกลถึง ๑๐๐ โยชน์ แต่เพราะปรินิพพานแล้ว จึงได้แต่ประกาศพระองค์เป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดพระชนมชีพ

๓๕. โพธิราชกุมารสูตร

(สูตร ว่าด้วยโพธิราชกุมาร)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในป่าเนื้อชื่อเภสกฬา ใกล้เมืองสุงสุมารคิระ แคว้น ภัคคะ โพธิราชกุมารให้สร้างปราสาทชื่อโกกนุท เสร็จใหม่ ๆ ยังไม่ได้ใช้ จึงตรัสให้มาณพ สัญชิกาบุตรให้ไปนิมนต์พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปฉัน รุ่งขึ้นเมื่อเสด็จไป โพธิราชกุมารกราบทูลขอให้ทรงเหยียบผ้า (ขาว) ที่ปู แต่พระผู้มีพระภาคก็ทรงดุษณี ถึง ๓ ครั้ง พระอานนท์จึงขอให้ทรงนำผ้าออกเสีย พระผู้มีพระภาคจึงเสด็จเข้าไปประทับนั่งเหนืออาสนะ

๒. เมื่อพระผู้มีพระภาคฉันเสร็จแล้ว โพธิราชกุมารจึงกราบทูลว่า ตนมีความเห็นว่า ความสุขจะพึงบรรลุได้ด้วยความสุขไม่ได้ พึงบรรลุได้ด้วยความทุกข์ (ต้องแสวงหาด้วย ความทุกข์จึงได้ความสุข) พระผู้มีพระภาคจึงเล่าถึงการที่ทรงแสวงหา “สันติวรบท” (ทาง อันประเสริฐไปสู่สันติ) ด้วยวิธีทรมานพระกายต่าง ๆ ก็มิได้ตรัสรู้ ต่อเมื่อทรงบำเพ็ญเพียร ทางจิตใจ จึงตรัสรู้ได้ (ความละเอียดเหมือนมหาสัจจกสูตร ตั้งแต่หน้า ๕๖๓ ข้อที่ ๘ ถึงข้อ ๑๑) แล้วตรัสเล่าถึงการแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ (ภิกษุ ๕ รูป จนกระทั่งภิกษุเหล่านั้น ได้ทำให้แจ้งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ เป็นพระอรหันต์)

๓. โพธิราชกุมารกราบทูลถามว่า ภิกษุได้พระตถาคตเป็นผู้แนะนำ จะต้องกินเวลา นานสักเท่าไร จึงทำให้แจ้งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ได้ ตรัสย้อนถามโพธิราชกุมารซึ่งเป็นผู้ชำนาญ ในการขึ้นขี่ช้าง จับขอ เมื่อมีผู้มาศึกษาศิลปะนี้ ถ้าไม่ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ข้อ จะศึกษาสำเร็จได้หรือไม่ กราบทูลว่า ขาดคุณสมบัติเพียงข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่สำเร็จ จึงไม่จำเป็นต้อง กล่าวถึง ๕ ข้อ ในทางตรงกันข้าม ถ้าประกอบด้วยคุณสมบัติเพียงข้อใดข้อหนึ่งก็สำเร็จ จึง ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ๕ ข้อ

๔. จึงตรัสอธิบายถึงคุณสมบัติ ๕ ข้อ คือ

(๑)มีศรัทธา

(๒)มีโรคน้อย

(๓)ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา

(๔)มีความเพียรไม่ทอดธุระ

(๕)มีปัญญา

(การขาดคุณสมบัติพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม คุณสมบัติทั้งห้าข้อนี้ ใช้ได้แม้ในการฝึกศิลปะขึ้นช้างและจับขอ ใช้ได้ทั้งในการประพฤติพรหมจรรย์ อนึ่ง คุณสมบัติ ๕ ประการนี้ ตรัสเรียกว่า ปธานิยังคะ องค์อันเป็นประธาน ๕ อย่าง)

แล้วตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์อันเป็นประธาน ๕ ประการนี้ จะพึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ได้ ภายใน ๗ ปี ๖ ปี ๕ ปี ลงมาจนถึงสั่งสอนในเวลาเย็น ได้บรรลุคุณพิเศษในเวลาเช้า สั่งสอนในเวลาเช้า ได้บรรลุคุณพิเศษในเวลาเย็น โพธิราชกุมารก็ประกาศความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม

๕. มาณพสัญชิกาบุตรทูลโพธิราชกุมารว่า ท่านประกาศคุณพระพุทธ พระธรรม ถึงอย่างนี้ ยังไม่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะอีก โพธิราชกุมารตรัสว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังมาจากยายว่า ยายเคยประกาศตั้งแต่ข้าพเจ้ายังอยู่ในท้องว่า ไม่ว่าเป็นหญิงหรือ เป็นชายก็จะเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต แม่นมของข้าพเจ้าก็เคยเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาค ประกาศว่า โพธิราชกุมาร เป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอด ชีวิต ข้าพเจ้าขอประกาศเป็นครั้งที่ ๓ ว่าเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๓๖. อังคุลิมาลสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระองคุลิมาล)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม สมัยนั้นมีโจรชื่อองคุลิมาลในแว่นแคว้นโกศล เที่ยวฆ่ามนุษย์เอานิ้วมือมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องร่าง เช้าวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ครั้นเสวยเสร็จ กลับจากบิณฑบาตก็เสด็จเดินทางไกลไปยัง ที่ที่องคุลิมาลอยู่ มีคนเลี้ยงโค เลี้ยงแกะ และชาวนาวิ่งมาห้ามมิให้เสด็จไป อ้างว่าโจร องคุลิมาลอยู่ทางนั้น ก็คงเสด็จต่อไปโดยดุษณีภาพ โจรองคุลิมาลเห็นเข้าจับอาวุธไล่ตามไป จนสุดกำลัง ก็ไม่สามารถตามทันได้ จึงกล่าวว่า “หยุดก่อนสมณะ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เราหยุดแล้ว ท่านจงหยุดสิ องคุลิมาล” องคุลิมาลก็ทูลถามว่า “ทรงดำเนินไป เหตุไฉนจึง ตรัสว่า หยุดแล้ว” ตรัสตอบว่า “เราวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลายจึงชื่อว่าหยุด ส่วนท่านไม่ สำรวมในสัตว์ทั้งหลายจึงชื่อว่าไม่หยุด” องคุลิมาลได้คิด ก็เลื่อมใส กราบทูลขอบวช ตาม เสด็จพระผู้มีพระภาคกลับไปกรุงสาวัตถีและพักอยู่ในที่นั้น (เชตวนาราม)

๒. พระเจ้าปเสนทิเตรียมยกทัพออกปราบโจรองคุลิมาล เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยไพร่พล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถาม ก็กราบทูลว่า จะไปปราบโจรองคุลิมาล พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ถ้าพบโจรองคุลิมาลบวชแล้วตั้งอยู่ในคุณธรรมจะทรงทำอย่างไร พระเจ้าปเสนทิกราบทูลว่า จะอภิวาทต้อนรับ ถวายปัจจัย ๔ และถวายความคุ้มครอง อันเป็นธรรม พระผู้มีพระภาคจึงชี้ให้ทรงรู้จักภิกษุองคุลิมาลซึ่งนั่งอยู่ในที่เฝ้าด้วย ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าปเสนทิทรงตกพระทัยกลัว จึงตรัสปลอบไม่ให้กลัว พระเจ้าปเสนทิก็ตรัสปราศรัยกับพระองคุลิมาลเป็นอันดี และตรัสปวารณาที่จะถวาย ปัจจัย ๔ แต่พระองคุลิมาลทูลว่า มีไตรจีวรบริบูรณ์แล้ว พระเจ้าปเสนทิจึงถวายบังคม พระผู้มีพระภาค กราบทูลสรรเสริญว่า พระองค์ไม่สามารถปราบพระองคุลิมาลได้แม้ด้วย ท่อนไม้และศัสตรา แต่พระผู้มีพระภาคทรงปราบได้ โดยไม่ต้องใช้ท่อนไม้และศัสตรา แล้ว กราบทูลลากลับ

๓. พระองคุลิมาลไปบิณฑบาตพบหญิงมีครรภ์แก่ ก็มีความกรุณา เมื่อกลับมา กราบทูล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนให้พระองคุลิมาลกล่าวสัจจวาจา พระองคุลิมาลก็ไป กล่าวสัจจวาจา ให้พร ให้มีความสวัสดีทั้งมารดาและทารก หญิงนั้นก็คลอดทารกโดยสวัสดี

๔. ต่อมาท่านบำเพ็ญเพียรก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อท่านไปบิณฑบาตก็ถูก ก้อนดิน ท่อนไม้ ก้อนกรวดที่เขาขว้างไป มีศีรษะแตก มีโลหิตไหล มีสังฆาฏิขาดวิ่นมาเฝ้า พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลา หลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน พระองคุลิมาลก็หลีกเร้นเข้าไปอยู่ใน ถ้ำ และเปล่งอุทานเป็นธรรมภาษิตในทางส่งเสริมหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

๓๗. ปิยชาติกสูตร

(สูตร ว่าด้วยสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่เป็นที่รัก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม บุตรน้อยคนหนึ่งของคฤหบดีผู้หนึ่ง ถึงแก่กรรม คฤหบดีผู้นั้นก็ไม่เป็นอันทำงาน ไม่เป็นอันบริโภคอาหาร ไปสู่ป่าช้าคร่ำครวญถึง บุตรที่รัก แล้วไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามทราบความแล้ว จึงตรัส สอนว่า ความโศก ความพิไรรำพัน ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ เป็นของเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก แต่ คฤหบดีกล่าวว่า ความยินดี ความดีใจก็เกิดจากสิ่งเป็นที่รักด้วย (เป็นเชิงไม่รับว่าความรักจะทำให้ทุกข์โดยส่วนเดียว ในทางทำให้สุขก็มี)

๒. ขณะนั้น นักเลงสกาหลายคนเล่นสกาอยู่ในที่ไม่ไกล คฤหบดีจึงเข้าไปหานักเลง สกาเหล่านั้น เล่าความที่ตนกล่าวโต้ตอบกับพระผู้มีพระภาคทุกประการ นักเลงสกาก็เห็นด้วย ว่า ความยินดี ความดีใจ เกิดจากสิ่งเป็นที่รัก คฤหบดีเห็นว่า ความเห็นของตนตรงกับพวก นักเลงสกาก็จากไป

๓. เรื่องที่โต้ตอบกันนี้ ก็เป็นข่าวลือไปถึงราชสำนัก พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสนทนากับพระนางมัลลิกาถึงเรื่องนี้ เพื่อที่จะให้ทราบแน่ พระนางมัลลิกาจึงส่งนาฬิชังฆพราหมณ์ไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์ก็ตรัสยืนยันว่า ความเศร้าโศก เป็นต้น เป็นของเกิด จากสิ่งที่เป็นที่รักจริง และได้ตรัสชี้ตัวอย่างมากหลาย ถึงคนที่ถึงกับเป็นบ้าไป หรือฆ่าหญิง คนรัก และฆ่าตัวตายเป็นเพราะผู้เป็นที่รักตายไปบ้าง เพราะความรักมีอันปรวนแปรไปบ้าง แล้วนาฬิชังฆพราหมณ์ก็กลับมากราบทูลพระนางมัลลิกา

๔. พระนางมัลลิกาจึงทูลถามพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงบุคคลและแว่นแคว้นต่อไปนี้ คือ กุมารีชื่อ วชิรา นางวาสภขัตติยา วิฑูฑภเสนาบดี พระนางมัลลิกาเอง และแคว้นกาสีและ โกศล ว่าเป็นที่รักของพระเจ้าปเสนทิหรือไม่ ตรัสตอบว่า เป็นที่รัก ทูลถามว่า ถ้าบุคคลและ แว่นแคว้นเปลี่ยนแปลงไปจะทรงเศร้าโศกหรือไม่ ตรัสตอบว่า เศร้าโศก พระนางมัลลิกาจึง ตรัสสรูปว่า เพราะเหตุผลดังกล่าวนี้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถึงเรื่องที่ว่า ความเศร้าโศก เป็นต้น เป็นของเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก

๕. พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงเลื่อมใส เสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับทำพระภูษาเฉวียง พระอังสา ประคองพระอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาค ทรงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า

**นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส**
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๓๘. พาหิติยสูตร

(สูตร ว่าด้วยผ้าที่ทอมาจากแคว้นพาหิติ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงช้าง เสด็จออกจากกรุงสาวัตถี เห็นพระอานนท์แต่ไกล ก็ตรัสสั่งบุรุษผู้หนึ่งให้ไปกล่าวกะ พระอานนท์ว่า พระเจ้าปเสนทินมนัสการบาททั้งสองของพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้า ถ้าพระอานนท์ไม่มีธุระรีบด่วนขอได้โปรดรอก่อน แล้วเสด็จลงจากช้าง ชวนพระอานนท์ไปยังริมฝั่ง แม่น้ำอจิรวดี ต่างประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูไว้ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสถามถึงว่า พระผู้มีพระภาคทรงประพฤติความประพฤติทางกายวาจาใจ อันเป็นการแข่งดี (ควรแก่การ ยกโทษ) กับสมณพราหมณ์ผู้รู้หรือไม่ พระอานนท์ทูลตอบว่า ไม่

๒. ตรัสถามว่า ความประพฤติทางกายวาจาใจ อันเป็นการแข่งดี (ควรแก่การ ยกโทษ) กับสมณพราหมณ์ผู้รู้เป็นอย่างไร ทูลตอบว่า ที่เป็นอกุศล ที่เป็นอกุศลเป็นอย่างไร ทูลตอบว่า ที่มีโทษ ที่มีโทษเป็นอย่างไร ทูลตอบว่า ที่มีการเบียดเบียน ที่มีการเบียดเบียน เป็นอย่างไร ทูลตอบว่า ที่มีผลเป็นทุกข์ ที่มีผลเป็นทุกข์เป็นอย่างไร ทูลตอบว่า ที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อมเมื่อมีผู้ประพฤติเช่นนั้น ส่วนในทางดี พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

๓. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใสในสุภาษิตของพระอานนท์ ถึงกับตรัสว่า ถ้า พระอานนท์ใช้ช้างแก้ว ม้าแก้ว หรือบ้านส่วย ได้ ก็จะถวายสิ่งเหล่านั้น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ ไม่ควรแก่พระอานนท์ จึงขอได้โปรดรับผ้าที่ทอมาจากแคว้นพาหิติ ยาว ๑๖ ศอก กว้าง ๘ ศอก ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูทรงใส่หลอดไม้ไผ่สำหรับทำฉัตร มาถวาย เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ เมื่อพระอานนท์อ้างว่าไตรจีวรของท่านบริบูรณ์แล้ว จึงทูลอ้อนวอนให้รับ พระอานนท์ก็รับ แล้วไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบ แล้วถวายผ้านั้นแด่พระผู้มีพระภาค

๓๙. ธัมมเจติยสูตร

(สูตร ว่าด้วยเจดีย์คือพระธรรม)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เมทฬุปนิคม แคว้นสักกะ พระเจ้าปเสนทิโกศลมี พระราชกรณียกิจเสด็จไปยังนครนั้นโดยลำดับ ในการเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทรงมอบ พระขรรค์และพระอุณหิส (กรอบพระพักตร์) แก่ทีฆการายนอำมาตย์ แล้วเสด็จดำเนินไปยัง วิหารซึ่งปิดประตู ค่อย ๆ เข้าไปสู่ระเบียง ทรงกระแอมแล้วเคาะบานประตู พระผู้มีพระภาคก็ทรงเปิดประตู จึงเสด็จเข้าไปสู่วิหาร หมอบลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า ทรงจุมพิตพระบาทพระผู้มีพระภาคด้วยพระโอษฐ์ ทรงนวดฟั้นฝ่าพระบาทด้วยพระหัตถ์ ประกาศนามของพระองค์ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ทรงเห็นอำนาจประโยชน์อะไรจึงทรง แสดงความเคารพอย่างยิ่งในสรีระนี้

๒. ตรัสตอบสรรเสริญว่า

(๑)ไม่ทรงเห็นพรหมจรรย์อื่นจากพรหมจรรย์นี้ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์เห็นปานนี้ ทรง มีความรู้ด้วยญาณอันประจักษ์ในพระผู้มีพระภาคว่า พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ดี โดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว พระสงฆ์สาวกเป็นผู้ปฏิบัติ ดีแล้ว

(๒)ทรงเห็นภิกษุทั้งหลายพร้อมเพรียงไม่วิวาทกัน เข้ากันได้ดี

(๓)ทรงเห็นภิกษุทั้งหลายร่าเริงยินดี อินทรีย์แช่มชื่น คงจะได้บรรลุคุณพิเศษ อันโอฬาร

(๔)พระสาวกเตือนกันและกันมิให้ส่งเสียงเอ็ดอึงแม้ไอจาม ในขณะที่ พระผู้มีพระภาคแสดงธรรม แสดงว่าทรงฝึกหัดบริษัทได้ดี โดยไม่ต้องใช้ อาชญาและศัสตรา

(๕) - (๘)ทรงเห็นบัณฑิตผู้เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ผูกปัญหามาว่า จะยกวาทะพระสมณโคดม แต่แล้วก็กลายเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคไป

(๙)ช่างไม้ชื่ออิสิทันตะ กับปุราณะ ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจากพระเจ้าปเสนทิ โกศล แต่ก็ไม่แสดงความเคารพในพระองค์เท่าในพระพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งทรง ทดลองอยู่ในโรงพักแคบ ๆ ช่างไม้สองคนทราบว่าพระพุทธเจ้าอยู่ทางไหน ก็นอนหันศีรษะไปทางนั้น หันเท้าไปทางพระเจ้าปเสนทิโกศล

(๑๐)ตรัสชี้ให้เห็นว่าพระผู้มีพระภาคและพระองค์ก็เป็นกษัตริย์เหมือนกัน มี อายุ ๘๐ เหมือนกัน เป็นชาวโกศลเหมือนกัน เพราะเหตุนี้จึงทรงแสดง ความเคารพอย่างยิ่งในพระผู้มีพระภาค

เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จจากไปแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภาษิตของ พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ธัมมเจดีย์ ทรงถือว่ามีประโยชน์และเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ทรงสอนให้ภิกษุทั้งหลายเล่าเรียนทรงจำไว้

๔๐. กัณณกัตถลสูตร

(สูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ในป่าเนื้อชื่อกัณณกัตถละ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าเนื้อ (ป่าเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อ) ชื่อกัณณกัตถละ ใกล้นครอุทัญญา พระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระราชกรณียกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เสด็จไปถึง นครนั้นโดยลำดับ ทรงทราบว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่นั้น จึงส่งราชบุรุษไปกราบทูล ว่า จะเสด็จไปเฝ้าหลังเวลาเสวยแล้ว พระนางโสมาและพระนางสกุลาซึ่งเป็นพระภคินี จึงกราบทูล ขอให้พระเจ้าปเสนทิโกศลถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและทูลถามถึงความผาสุกแทน พระนางด้วย พระเจ้าปเสนทิโกศลไปเฝ้ากราบทูลข้อที่พระนางทั้งสองสั่งให้กราบทูล พระผู้มี พระภาคตรัสถามว่า สองพระนางหาทูตอื่นไม่ได้หรือ ตรัสตอบว่า พระนางทั้งสองเห็นว่า หม่อมฉันจะมาเฝ้าจึงฝากกราบทูล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสประทานพรให้พระนางทั้งสองมี ความสุข

๒. พระเจ้าปเสนทิได้กราบทูลถามถึงเรื่อง ๔ เรื่อง คือ

(๑)เรื่องความเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง (สัพพัญญุตา)

(๒)เรื่องวรรณะ ๔

(๓)เรื่องอธิเทพ

(๔)เรื่องอธิพรหม

ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสตอบ และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้ทรงแสดงความพอพระทัยชื่นชม

๓. ในเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่มีสมณะ หรือพราหมณ์ที่รู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างคราวเดียวกัน

ในเรื่องเกี่ยวกับความแตกต่างกันของวรรณะทั้งสี่ ตรัสตอบว่า ถือกันว่า วรรณะ กษัตริย์ และพราหมณ์ เป็นเลิศทางการอภิวาท การลุกขึ้นต้อนรับ การทำอัญชลีกรรม การทำสามีจิกรรม (การปฏิบัติชอบโดยอัธยาศัยไมตรี) แต่ในทางปฏิบัติ (องค์หรือคุณธรรมอันเป็นประธาน ๕ อย่าง เช่นเดียวกับที่ตรัสไว้ในโพธิราชกุมารสูตร หน้า ๖๔๐) วรรณะทั้งสี่มีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมได้ผลเสมอกัน ทรงเปรียบด้วยไฟ แม้เกิดจากไม้ต่างชนิด แต่เปลวไฟ สีไฟ แสงไฟ ย่อมไม่ต่างกัน

ในเรื่องที่เกี่ยวกับเทวดา ตรัสว่า เทวดาที่มีความคิดเบียดเบียน ย่อมมาสู่โลกนี้อีก ส่วนที่ไม่มีความคิดเบียดเบียน ย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีก (ตอนนี้วิฑูฑภะผู้เป็นเสนาบดี ได้ถามสอดขึ้นว่า เทวดาที่มีความคิดเบียดเบียนที่มาสู่โลกนี้ จะทำให้เทวดาที่ไม่คิดเบียดเบียนเคลื่อนจากฐานะ (จุติ) หรือขับไล่ไปได้หรือไม่ พระอานนท์ ก็ตอบโดยอุปมาอุปไมยให้เห็นว่า จะขับไล่ หรือทำให้จุติไม่ได้ แม้แต่ในโลกนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงครอบครองราชสมบัติในเขตใด ก็ทรงมีอำนาจเฉพาะในเขตนั้น) ในเรื่องที่เกี่ยวกับพรหม (ดูหน้า ๕๗๔ สาเลยยกสูตร) ก็ตรัสทำนองเดียวกับ เรื่องเทวดา

พราหมณวรรค คือวรรคที่ว่าด้วยพราหมณ์ มี ๑๐ สูตร

๔๑. พรหมายุสูตร

(สูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อพรหมายุ)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นวิเทหะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ พรหมายุพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้เฒ่า เป็นพราหมณ์ผู้ใหญ่ เชี่ยวชาญไตรเวท รู้จักศาสตร์ ว่าด้วย คดีโลกและมหาปุริสลักษณะ ได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค จึงใช้อุตตรมาณพ (ผู้เป็นศิษย์) ให้ไปติดตามดูมหาปุริสลักษณะ เมื่ออุตตรมาณพได้ไปสังเกตเห็นเป็นส่วนมาก บางส่วนที่เห็นยาก พระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงอิทธาภิสังขาร (แสดงโดยฤทธิ์) ให้เห็น และ บางข้อก็ไม่ต้องแสดงฤทธิ์ เพียงแต่เปิดโอกาสให้เห็นอย่างธรรมดา นอกจากนั้นอุตตรมาณพ ยังติดตามดูความเป็นไปของพระผู้มีพระภาคทุกอิริยาบถตลอดเวลา ๗ เดือน แล้วไปแจ้ง ให้พรหมายุพราหมณ์ทราบถึงลักษณะ ๓๒ ประการ และความเป็นไปแห่งอิริยาบถทั้งปวง

๒. พรหมายุพราหมณ์ก็ลุกจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ประคองอัญชลีไปยังทิศที่ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ เปล่งอุทานนอบน้อมพระผู้มีพระภาค (นโม ตสฺส ฯลฯ ๓ ครั้ง) แล้วได้เดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงป่ามะม่วงของพระเจ้ามฆเทพ เมื่อไปถึงแล้วได้ใช้ อุตตรมาณพเข้าไปกราบทูลก่อน (ด้วยถือว่าเป็นมารยาทที่จะเข้าไปเฝ้าต่อเมื่อได้รับอนุญาต หรือเชื้อเชิญ) เมื่อมาณพไปเฝ้ากราบทูล และพระผู้มีพระภาคทรงเปิดโอกาสแล้ว จึงเข้าไป เฝ้าพิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ เมื่อได้เห็นครบทั้งสามสิบสองประการแล้ว จึงทูลถามปัญหา

๓. ปัญหาที่ทูลถามนั้นเกี่ยวกับคุณธรรมของพราหมณ์ผู้รู้เวท ผู้มีไตรวิชชา ผู้มี ความสวัสดี ผู้เป็นพระอรหันต์ เป็นเกวลี (ผู้มีความบริบูรณ์สิ้นเชิง) ผู้เป็นมุนี ผู้เป็นพุทธะ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบแสดงคุณธรรมเหล่านั้นแล้ว พรหมายุพราหมณ์ก็หมอบแทบพระบาทด้วยเศียรเกล้า เอาปากจุมพิตพระบาท เอามือนวดฟั้นพระบาท ประกาศนามของตน

๔. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถา (ถ้อยคำที่กล่าวโดยลำดับ) และเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ พรหมายุพราหมณ์ได้บรรลุธรรมะแล้ว จึงนิมนต์พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ไปฉันในวันรุ่งขึ้น เมื่อเสด็จไปฉันแล้วพักอยู่ในแคว้นวิเทหะนั้นอีก ๗ วัน ก็เสด็จ จากไป ต่อมาไม่ช้าพรหมายุพราหมณ์ก็ถึงแก่กรรม เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลถามถึงคติ จึง ตรัสตอบว่า เป็นอนาคามีบุคคล ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก

๔๒. เสลสูตร

(สูตร ว่าด้วยเสลพราหมณ์)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นอังคุตตราปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จแวะประทับ ณ นิคมชื่ออาปณะแห่งแคว้นนั้น เกณิยชฎิล (นักบวชเกล้าผมเป็นเซิงชื่อ เกณิยะ) ได้สดับกิตติศัพท์เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาคก็ไปเฝ้า ได้ฟังธรรม มีความเลื่อมใส จึง นิมนต์พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปฉัน พระผู้มีพระภาคทรงเตือนว่า ภิกษุสงฆ์ มีจำนวนมากถึง ๑๒๕๐ รูป ถึง ๒ ครั้ง เกณิยชฎิลก็ยังคงยืนยันตามเดิม พระผู้มีพระภาค จึงทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ

๒. เกณียชฎิลเตรียมบอกญาติมิตรให้ไปช่วยงาน ต่างก็ช่วยเหลือเป็นอันดี ครั้งนั้นพราหมณ์ชื่อเสละ ผู้เชี่ยวชาญในพระเวท เป็นอาจารย์สอนมนต์แก่มาณพ ๓๐๐ คนใน อาปณนิคม ทราบจากเกณิยชฎิลถึงพระพุทธเจ้าก็เลื่อมใส พาหมู่มาณพไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พิจารณาดูพระพุทธลักษณะเห็นต้องตามมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ แล้วได้กราบทูล โต้ตอบกับพระผู้มีพระภาคโดยทูลเชิญให้เสวยราชย์ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พระองค์ เป็นพระราชาในทางธรรม ทรงหมุนล้อรถไปโดยธรรม เป็นล้อที่ใครจะให้หมุนกลับ (ปฏิวัติ) ไม่ได้ ทูลถามถึงแม่ทัพธรรม ทรงชี้ไปที่พระสาริบุตร และได้ทรงแสดงธรรมสอนใจเรื่องอื่นอีกเสลพราหมณ์ พร้อมด้วยบริษัทก็ได้บรรพชาอุปสมบท

๓. เกณิยชฎิลก็นิมนต์พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปฉัน ทรงอนุโมทนาปรารภเรื่องการบูชาไฟว่าเป็นประธานของยัญ (ตามแบบของพราหมณ์) สาวิตติฉันท์เป็น ประธานของฉันท์ เป็นต้น พระสงฆ์เป็นประธานของผู้บูชายัญผู้หวังบุญ

ส่วนพระเสละพร้อมด้วยบริษัทบวชแล้วไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

๔๓. อัสสลายนสูตร

(สูตร ว่าด้วยมาณพชื่ออัสสลายนะ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ครั้งนั้นพวกพราหมณ์ชาวแว่นแคว้น ต่าง ๆ ประมาณ ๕๐๐ มาพักอยู่ในกรุงสาวัตถีด้วยกรณียกิจบางอย่าง ต่างปรึกษากันว่า พระสมณโคดมบัญญัติความบริสุทธิ์ทั้งสี่วรรณะ (ไม่กดพวกวรรณะต่ำ) ใครหนอจะสามารถโต้ตอบกับพระสมณโคดมในเรื่องนี้ ครั้งนั้นมาณพหนุ่มอายุ ๑๖ ชื่ออัสสลายนะ ซึ่งเป็นผู้ เชี่ยวชาญไตรเวท พร้อมด้วยคัมภีร์ประกอบ พักอยู่ในกรุงสาวัตถีนั้น พวกพราหมณ์เหล่านั้น จึงไปหามาณพนั้น ขอให้ไปโต้ตอบ มาณพไม่ยอม อ้างว่าพระสมณโคดมเป็นธรรมวาที (ผู้ กล่าวเป็นธรรม) พวกพราหมณ์ก็แค่นไค้จนถึง ๓ ครั้ง และในท้ายแห่งครั้งที่ ๓ ได้กล่าวว่า อย่าแพ้ทั้งที่ยังไม่ทันได้รบ มาณพก็ยืนยันตามเดิมว่า ไม่สามารถโต้ตอบกับพระสมณโคดม แต่จะไปตามถ้อยคำของพวกพราหมณ์

๒. มาณพจึงไปพร้อมด้วยพราหมณ์คณะใหญ่ เมื่อได้เข้าเฝ้าแล้วจึงถามพระมติว่า จะทรงคิดเห็นอย่างไร ในข้อที่พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า วรรณะพราหมณ์เท่านั้นประเสริฐ เป็นฝ่ายขาว บริสุทธิ์ ส่วนวรรณะอื่นตรงกันข้าม พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ อ้างว่าพราหมณ์ เกิดจากองค์กำเนิดของนางพราหมณ์ จะว่าเกิดจากปากพรหมเป็นผู้ประเสริฐได้อย่างไร แล้ว ได้ตรัสถึงประเพณีในแคว้นโยนกกับกัมโพช และชนบทชายแดนอื่น ๆ ที่มีคนเพียง ๒ วรรณะ คืออัยยะ (นาย) กับทาส คนเป็นนายแล้วเป็นทาสก็ได้ คนเป็นทาสแล้วเป็นนายก็ได้ ในกรณี เช่นนี้ พวกพราหมณ์จะเอากำลัง เอาความสะดวกใจอะไรมาอ้างในข้อที่ว่า พราหมณ์เป็น ผู้ประเสริฐ เป็นต้น แต่มาณพก็ยังยืนยันถ้อยคำตามเดิมว่า แม้เช่นนั้นพวกพราหมณ์ก็ยัง ถือว่า วรรณะพราหมณ์ประเสริฐ

๓. ตรัสถามว่า ผู้ประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปก็เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก เพียงวรรณะใดวรรณะหนึ่ง เช่น กษัตริย์ ส่วนวรรณะอื่นไม่เป็นเช่นนั้นหรือ ทูล ตอบว่า เปล่า ตรัสถามทำนองเดียวกันในทางทำดีว่า วรรณะใดวรรณะหนึ่งเมื่อตายไปก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ วรรณะอื่นไม่เป็นเช่นนั้นหรือ ทูลตอบว่า เปล่า จึงตรัสสรูปทั้งสองตอนว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ จะกล่าวว่าวรรณะพราหมณ์ประเสริฐสุดได้อย่างไร (เมื่อไม่มีอะไรพิเศษ คง ได้รับผลเท่าเทียมกับวรรณะอื่น) แต่อัสสลายนมาณพก็ยังคงยืนกรานว่า พวกพราหมณ์ กล่าวว่า วรรณะพราหมณ์ประเสริฐ

๔. ตรัสถามว่า วรรณะใดวรรณะหนึ่งเท่านั้นหรือจึงควรเจริญพรหมวิหาร ๔ ควร ถือด้ายถูตัวไปอาบน้ำลอยธุลีละออง ควรสีไฟให้ติดได้มีเปลวไฟ มีสี มีแสง ก็ตอบว่า ทำได้ ด้วยกัน จึงตรัสสรูปทั้งสามตอนนี้อีกให้เห็นว่า จะกล่าวว่าวรรณะพราหมณ์ประเสริฐสุดได้ อย่างไร แต่มาณพก็ยังยืนยันตามเดิม

๕. ตรัสถามว่า ชายหนุ่มที่เป็นกษัตริย์อยู่ร่วมกับหญิงสาวที่เป็นพราหมณ์ หรือ ชายหนุ่มที่เป็นพราหมณ์อยู่ร่วมกับหญิงสาวที่เป็นกษัตริย์ มีบุตรออกมา จะเรียกว่ากษัตริย์ ก็ได้ พราหมณ์ก็ได้ ใช่หรือไม่ ทูลรับรอง (แสดงว่าพราหมณ์ไม่ประเสริฐจริง)

๖. ตรัสถามว่า แม่ม้ากับพ่อฬาอยู่ร่วมกันเกิดลูกขึ้น เรียกว่าม้าก็ได้ ฬาก็ได้ ใช่หรือไม่ ทูลตอบว่า ลูกที่เกิดแต่สัตว์ทั้งสองนั้น เป็นม้าอัสดร ตนเห็นความต่างกันในข้อนี้ แต่ไม่เห็นความต่างกันแห่งบุคคลในรายก่อน (ข้อ ๕)

๗. ตรัสถามว่า มาณพสองคนเป็นพี่น้องร่วมอุทร คนหนึ่งสาธยายมนต์ได้ ได้รับการฝึกหัด อีกคนหนึ่งมิใช่ผู้สาธยายมนต์ มิใช่ผู้ได้รับการฝึกหัด พวกพราหมณ์จะเชิญให้คนไหนบริโภคก่อนในพิธีสารท (อุทิศให้ผู้ตาย) ในอาหารบรรณาการ ในยัญญพิธีและในของต้อนรับ ทูลตอบว่า เชิญให้ผู้สาธยายมนต์ผู้ได้รับการฝึกหัดให้บริโภคก่อน เพราะของที่ให้ในผู้ไม่ สาธยายมนต์ ผู้มิได้รับการฝึกหัด จะมีผลมากได้อย่างไร

๘. ตรัสถามว่า มาณพสองคนเป็นพี่น้องร่วมอุทร คนหนึ่งสาธยายมนต์ได้ ได้รับการฝึกหัด แต่เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม อีกคนหนึ่งไม่สาธยายมนต์ ไม่ได้รับการฝึกหัด แต่มีศีล มีกัลยาณธรรม พวกพราหมณ์จะเชิญให้คนไหนบริโภคก่อน ทูลตอบว่า เชิญผู้มีศีล มี กัลยาณธรรมให้บริโภคก่อน เพราะของที่ให้ผู้ทุศีลมีบาปธรรม จะมีผลมากได้อย่างไร

๙. ตรัสสรูปว่า ครั้งแรกท่านกล่าวถึงชาติ (ว่าสำคัญ) ครั้นแล้วกล่าวถึงมนต์ (ว่าสำคัญ) ครั้นแล้วก็ยกมนต์นั้นเสีย กล่าวถึงความบริสุทธิ์ที่มีในวรรณะทั้งสี่ตามที่เราบัญญัติไว้ (แสดง ว่าทรงยกเหตุผลต้อนให้มาณพยอมแสดงว่า ชาติไม่สำคัญเท่ามนต์ มนต์ไม่สำคัญเท่าความประพฤติ เป็นการจำนนต่อเหตุผลอย่างสมบูรณ์) อัสสลายนมาณพก็นิ่งเก้อเขิน ก้มหน้า

๑๐. จึงตรัสเล่าเรื่องอสิตะ เทวลฤษี ไปปราบพราหมณฤษี ๗ ตน ผู้มีความเห็นผิด ในเรื่องวรรณะพราหมณ์ว่าประเสริฐสุด ด้วยการแสดงเหตุผล จนฤษีทั้งเจ็ดนั้นยอมจำนน (เป็นการยกประวัติศาสตร์มาสอนว่า ในครั้งโบราณก็มีผู้ปราบคนเห็นผิดเรื่องชาติวรรณะมาแล้ว)

เมื่อจบพระธรรมเทศนา อัสสลายนมาณพกราบทูลสรรเสริญ แสดงตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๔๔. โฆฏมุขสูตร

(สูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโฆฏมุขะ)

๑. ท่านพระอุเทนะอยู่ในป่ามะม่วงชื่อเขมิยะ ใกล้กรุงพาราณสี โฆฏมุขพราหมณ์ มีธุระไปสู่กรุงพาราณสี ไปพบพระอุเทนะที่ป่ามะม่วงนั้น จึงสนทนาด้วย โดยแสดงความคิดเห็นว่า การบวชที่เป็นธรรมไม่มี พระอุเทนะจึงเข้าไปสู่วิหาร และพราหมณ์ก็ตามเข้าไปสนทนากัน ในวิหาร พราหมณ์ได้พูดย้ำความคิดเห็นเดิมอีก พระอุเทนะตกลงกับพราหมณ์ว่า ถ้ายอมรับ ในข้อที่ควรยอมรับ ถ้าคัดค้านในข้อที่ควรคัดค้านก็จะสนทนากันได้ พราหมณ์ยอมรับ ข้อเสนอนั้น

๒. พระอุเทนะจึงกล่าวว่า มีบุคคล ๔ ประเภท คือ

(๑)ทำตนให้เดือดร้อน

(๒)ทำคนอื่นให้เดือดร้อน

(๓)ทำตนให้เดือดร้อนด้วย ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนด้วย

(๔)ไม่ทำตัวเองให้เดือดร้อน ทั้งไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้ดับเย็น อยู่เป็นสุข ในปัจจุบัน

ในบุคคล ๔ ประเภทนี้ ประเภทไหนเป็นที่พอใจของพราหมณ์ พราหมณ์ตอบว่า ตนไม่พอใจ ๓ ประเภทแรก พอใจประเภทหลัง

๓. พระอุเทนะถามว่า มีบริษัท ๒ ประเภท คือพวกหนึ่งกำหนัดยินดีในทรัพย์สิน สิ่งต่าง ๆ อีกพวกหนึ่งไม่กำหนัดยินดี ออกบวช ในบริษัท ๒ ประเภทนี้ พราหมณ์เห็นว่าคน ที่ไม่เบียดเบียนตน ทั้งไม่เบียดเบียนคนอื่น มีอยู่มากในบริษัทประเภทไหน พราหมณ์ตอบว่า มีมากในประเภทที่ไม่กำหนัดยินดีในทรัพย์สินสิ่งต่าง ๆ ท่านพระอุเทนะจึงกล่าวชี้ให้เห็นว่า บัดนี้เราก็ได้รู้ถ้อยคำของท่านที่ว่า การบวชที่เป็นธรรมไม่มี (เมื่อพราหมณ์ยอมรับว่า พวก ออกบวช ซึ่งไม่กำหนัดยินดี เป็นพวกไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นโดยมาก ก็เป็นอัน ชี้อยู่ในตัวว่า การบวชที่เป็นธรรมมีอยู่) พราหมณ์ยอมรับว่า การบวชที่เป็นธรรมมีและได้ขอให้แจกประเภทบุคคลทั้งสี่โดยพิสดาร

๔. พระเถระจึงแจกอธิบายทั้งสี่ประเภท (ตามนัยที่พระผู้มีพระภาคเคยทรงอธิบาย อันปรากฏในกันทรกสูตรที่ ๑ หน้า ๕๙๕ หมายเลข ๓ ที่ย่อไว้แล้วข้างต้น)

๕. โฆฏมุขพราหมณ์แสดงความเลื่อมใส สรรเสริญภาษิตของท่านพระอุเทนะ ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระอุเทนะ กับพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะตลอดชีวิต แต่ พระเถระห้ามไว้ ขอให้ถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสรณะของท่านเป็นสรณะเถิด พราหมณ์จึงถามถึงพระพุทธเจ้า เมื่อทราบว่าปรินิพพานแล้ว จึงกล่าวว่าถ้ายังทรงพระชนม์อยู่ แม้จะต้องเดินทาง ตั้งร้อยโยชน์ก็จะไปเฝ้า แต่เมื่อปรินิพพานแล้ว จึงขอถึงพระสมณโคดมและพระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระอุเทนะจงทรงจำว่าตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ตลอดชีวิต พร้อมกับได้แสดงความจำนงขอถวายภิกษาเป็นนิตย์ (ถวายอาหารประจำ) แด่ พระเถระ พระเถระถามว่า พระราชาแคว้นอังคะทรงถวายนิจจภิกขา ทุก ๆ วันอย่างไร พราหมณ์ตอบว่า ถวายวันละ ๕๐๐ กหาปณะ พระเถระตอบว่า การรับเงินทองไม่ควรแก่ ท่าน พราหมณ์จึงเปลี่ยนเป็นจะสร้างวิหารถวายท่าน ท่านจึงแนะให้สร้างอุปฐานศาลา (โรงฉัน) สำหรับสงฆ์ ในกรุงปาฏลิบุตร ซึ่งพราหมณ์ก็ได้ปฏิบัติตามด้วยความเลื่อมใสยิ่ง

๔๕. จังกีสูตร

(สูตร ว่าด้วยจังกีพราหมณ์)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จ แวะพัก ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ ประทับ ณ ป่าไม้สาละ อันเป็นที่ทำพลีกรรมแด่ เทพ ด้านเหนือของหมู่บ้านพราหมณ์นั้น สมัยนั้นจังกีพราหมณ์ครอบครองหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ โอปาสาทะ ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานให้ครอบครอง จังกีพราหมณ์เห็นพราหมณ คฤหบดีเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเป็นกลุ่ม ๆ ถามทราบความก็จะไปบ้าง แต่ก็ถูกพวกพราหมณ์ชาวต่างถิ่นที่ไปในที่นั้นคัดค้าน จังกีพราหมณ์ก็โต้ตอบ (เช่นเดียวกับโสณทัณฑ พราหมณ์ ดูหน้า ๔๒๑) ในที่สุดได้ไปเฝ้า ในที่เฝ้านั้นมีมาณพหนุ่มคนหนึ่งอายุ ๑๖ ปี ชื่อ กาปทิกะ เป็นผู้เชี่ยวชาญในเวททั้งสาม พร้อมทั้งคัมภีร์ประกอบ พูดสอดแทรกการสนทนา ระหว่างพระผู้มีพระภาคกับพราหมณ์ผู้ใหญ่ เมื่อตรัสให้รอก่อน ก็หาทางไล่เลียง (เป็นการ ลองดีเพื่อให้จำนน)

๒. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเปิดโอกาส จึงทูลถามปัญหาเป็นข้อ ๆ คือ

(๑)พวกพราหมณ์เชื่อถือบทแห่งมนต์ โดยอ้างตำราว่า นี้เป็นจริง อย่างอื่นเป็น โมฆะ จะทรงเห็นอย่างไร

(๒)ด้วยเหตุเพียงเท่าไรชื่อว่ามีการรักษาสัจจะ

(๓)ด้วยเหตุเพียงเท่าไรชื่อว่ามีการตรัสรู้สัจจะ

(๔)ด้วยเหตุเพียงเท่าไรชื่อว่ามีการบรรลุสัจจะ

๓. ในข้อ ๑ ตรัสย้อนถามให้ยอมรับว่าไม่มีใครเลยในพวกพราหมณ์และครูบาอาจารย์ของพราหมณ์ที่ยืนยันว่าตนรู้ความจริง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด มีธรรม ๕ อย่าง คือความเชื่อ ความพอใจ การฟังสืบ ๆ มา การตรึกตามอาการ ความชอบใจเพราะตรงกับความเห็นของตน ธรรมเหล่านี้มีผล ๒ ประการ คือสิ่งที่เชื่อ เป็นต้นนั้น อาจ ไม่จริงก็ได้ อาจจริงก็ได้ จึงไม่ควรยึดตามความเชื่อ เป็นต้นว่านี้แลจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ (ข้อนี้ไม่เชิงปฏิเสธศรัทธาหรือความเชื่อ แต่นิยมให้รู้แจ้งประจักษ์มากกว่าใช้หลักเพียงเชื่อ ผู้อื่น หรือชอบใจว่าถูกกับความเห็นของตน เป็นต้น)

ในข้อ ๒ เรื่องการรักษาสัจจะ ตรัสว่าให้รักษาสัจจะ โดยยอมรับว่ามีความเชื่ออย่างนี้ มีความพอใจอย่างนี้ เป็นต้น อย่าเพิ่งปลงใจว่า อันนี้จริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ

ในข้อ ๓ เรื่องการตรัสรู้สัจจะ ทรงแสดงถึงการรู้เท่าทันธรรมะอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความโลภ ความคิดประทุษร้ายและความหลง สดับฟังธรรมะ ทรงจำไว้ได้ มีความอุตสาหะ ตั้งความเพียรตรัสรู้ “ปรมัตถสัจจะ” (ความจริงโดยปรมัตถ์ คือจริงแท้ ไม่ใช่จริงเพียงสมมติ) ด้วยปัญญา

ในข้อ ๔ เรื่องการบรรลุความจริง ทรงแสดงถึงการส้องเสพ ทำให้มากซึ่งธรรมะ (ที่ได้สดับ ได้ทรงจำไว้ได้เหล่านั้น)

และได้ทรงแสดงธรรมอันเป็นอุปการะแก่การบรรลุสัจจะ มีความเพียร การชั่ง หรือไตร่ตรอง เป็นต้น ตามที่มาณพทูลถาม

๔. มาณพทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา ยอมรับว่าเคยนึกดูหมิ่นสมณะมาก่อน แต่พระผู้มีพระภาคทำให้เกิดความรักความเคารพในสมณะ แล้วแสดงตนเป็นอุบาสกถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๔๖. เอสุการีสูตร

(สูตร ว่าด้วยเอสุการีพราหมณ์)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม เอสุการีพราหมณ์เข้าไปเฝ้าทูลถึง เรื่องที่พวกพราหมณ์บัญญัติการบำเรอ ๔ ประการ คือ

(๑)วรรณะทั้งสี่ควรบำเรอพราหมณ์

(๒)กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ควรบำเรอกษัตริย์

(๓)แพศย์ ศูทร ควรบำเรอแพศย์

(๔)ศูทรเท่านั้นควรบำเรอศูทร (สูงกว่าบำเรอพวกต่ำกว่าไม่ได้)

ในข้อนี้พระสมณโคดมตรัสว่าอย่างไร ตรัสถามว่า ทั่วโลกยอมรับรองข้อบัญญัตินี้ของพราหมณ์หรือไม่ ทูลตอบว่า ไม่รับรอง จึงตรัสว่า พวกพราหมณ์บัญญัติเอาเอง เหมือนบังคับคนไม่กินเนื้อให้กินเนื้อแล้วยังเรียกร้องเอามูลค่า (ของเนื้อ) อีกด้วย

๒. ตรัสว่า ไม่ทรงกล่าวว่าควรบำเรอทุกอย่าง แต่ก็ไม่ทรงกล่าวว่าไม่ควรบำเรอ ทุกอย่าง เมื่อบำเรอแล้วเกิดความชั่วไม่เกิดความดีงามก็ไม่ควรบำเรอ เมื่อบำเรอแล้วเกิด ความดีงามไม่เกิดวามชั่วก็ควรบำเรอ

๓. ตรัสว่า ไม่ทรงกล่าวว่าความเป็นผู้มีตระกูลสูง ความเป็นผู้มีวรรณะโอฬาร หรือความเป็นผู้มีทรัพย์มาก ว่าดีหรือเลว เพราะคนที่มีสกุลสูง มีวรรณะโอฬาร (คือวรรณะ ทั้งสาม ยกเว้นศูทร) และคนที่มีทรัพย์มาก อาจทำได้ทั้งความชั่วความดี (ความชั่วความดี จึงอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่อยู่ที่สกุลสูง เป็นต้น)

๔. เอสุการีพราหมณ์ทูลถึงการที่พวกพราหมณ์บัญญัติทรัพย์ ๔ ประการ คือ

(๑)ทรัพย์ที่ดีของพราหมณ์คือการเที่ยวภิกขาจาร (เที่ยวขออาหาร)

(๒)ทรัพย์ที่ดีของกษัตริย์คือธนู และกระบอกลูกธนู

(๓)ทรัพย์ที่ดีของแพศย์คือกสิกรรม และโครักขกรรม (การเลี้ยงโครีดนม)

(๔)ทรัพย์ที่ดีของศูทรคือการเกี่ยวหญ้า การหาบหาม

แต่วรรณะทั้งสี่นั้นก็ดูหมิ่นทรัพย์ที่ดี ไปทำกิจอันไม่สมควร (คือประกอบอาชีพอื่นนอกจากอาชีพเดิมประจำวรรณะ) ในข้อนี้พระสมณโคดมตรัสว่าอย่างไร ตรัสว่า เป็นการบัญญัติเอาเองแบบเรื่องการบำเรอ แล้วตรัสว่า ทรงบัญญัติโลกุตตรธรรมอันประเสริฐว่าเป็นทรัพย์ที่ดีของคน คนที่จะเรียกว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็เพราะเกิดขึ้นในสกุลนั้น ๆ

๕. แล้วทรงแสดงว่า บุคคลทุกวรรณะออกบวช ทำตามพระธรรมวินัยที่ตถาคต ประกาศแล้ว เว้นความชั่ว ก็ย่อมได้บรรลุธรรมะที่ถูกต้องเสมอกัน และเมื่อตรัสถามพราหมณ์ ก็ยอมรับว่า วรรณะทั้งสี่สามารถเจริญเมตตาจิตไปในถิ่นที่นั้น ๆ ได้เหมือนกัน อาจถือด้าย ถูตัวไปสนานกายได้เท่ากัน อาจก่อไฟให้ติดได้เหมือนกัน

เอสุการีพราหมณ์ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๔๗. ธนัญชานิสูตร

(สูตร ว่าด้วยธนัญชานิพราหมณ์)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ สมัยนั้นท่านพระ สาริบุตรจาริกไปในชนบท “ทักขิณาคิริ” (ภูเขาภาคใต้) พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ มีภิกษุ รูปหนึ่งจำพรรษาในกรุงราชคฤห์แล้วเดินทางไปทักขิณาคิริชนบท เข้าไปหาพระสาริบุตร สนทนากัน พระสาริบุตรถามถึงธนัญชานิพราหมณ์ ก็เล่าให้ฟัง ว่าเป็นผู้ประมาท อาศัย พระราชา “ปล้น” พราหมณ์คฤหบดี อาศัยพราหมณคฤหบดี “ปล้น” พระราชา เป็นต้น เมื่อ พระสาริบุตรไปสู่กรุงราชคฤห์ได้พบกับธนัญชานิพราหมณ์ ก็ไต่ถามว่า ยังไม่ประมาทอยู่หรือ พราหมณ์ตอบว่า จะไม่ประมาทได้อย่างไร เพราะตนมีภาระจะต้องเลี้ยงดูมารดาบิดา บุตรภริยาและบ่าวไพร่ เป็นต้น

๒. พระสาริบุตรจึงถามว่า ผู้ประะพฤติไม่เป็นธรรม ประพฤติผิด เพราะเหตุแห่ง มารดาบิดา เป็นต้น นายนิรยบาลจะยอมให้แก้ตัวอย่างนั้นหรือไม่ ตอบว่า ไม่ได้ ถามว่า ผู้ ประพฤติไม่เป็นธรรม ประพฤติผิด กับผู้ประพฤติเป็นธรรม ประพฤติไม่ผิด เพราะเหตุแห่ง มารดาบิดา ใครจะดีกว่าใคร ธนัญชานิพราหมณ์ยอมรับว่า ผู้ประพฤติเป็นธรรม ประพฤติ ไม่ผิดดีกว่า พระสาริบุตรจึงกล่าวสรูปว่า ยังมีการงานที่ถูกต้องตามธรรมะอย่างอื่นที่จะพึง กระทำกรณียกิจแก่มารดาบิดา เป็นต้นโดยไม่ต้องทำบาป และได้บำเพ็ญปฏิปทาอันเป็น บุญด้วย

๓. ต่อมาธนัญชานิพราหมณ์เจ็บหนัก จึงใช้คนไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค และกราบเรียนพระสาริบุตรและอาราธนาพระสาริบุตรไปสู่ที่อยู่ของตนเพื่ออนุเคราะห์ พระสาริบุตรก็ถามพราหมณ์ว่า นรก กับกำเนิดดิรัจฉานอันไหนจะดีกว่ากัน พราหมณ์ตอบว่า กำเนิดดิรัจฉานดีกว่า จึงถามเปรียบเทียบเรื่อยไปจากต่ำจนถึงสูง คือเปรตวิสัย มนุษย์ เทพชั้นจาตุมมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามะ ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีและพรหมโลก เมื่อเห็นว่าพวกพราหมณ์มีจิตน้อมไปเพื่อพรหมโลก จึงแสดงข้อปฏิบัติเพื่อไปเกิดในพรหมโลกให้ธนัญชานิพราหมณ์ฟัง คือการเจริญพรหมวิหาร ๔ ประการ

๔. ธนัญชานิพราหมณ์สั่งฝากพระสาริบุตรกราบพระบาทพระผู้มีพระภาคด้วย เมื่อพระสาริบุตรกลับไม่นานก็ถึงแก่กรรม แล้วไปเกิดในพรหมโลก เมื่อพระสาริบุตรไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค และเมื่อตรัสถามว่า เมื่อยังมีกิจที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป เหตุไฉนจึงแนะ ธนัญชานิพราหมณ์ให้ตั้งอยู่ในพรหมโลกอันต่ำทรามแล้วหลีกไปเสีย พระสาริบุตรกราบทูลว่า เพราะท่านคิดว่า พวกพราหมณ์น้อมจิตไปเพื่อพรหมโลก (โดยมาก) พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ธนัญชานิพราหมณ์ถึงแก่กรรมไปเกิดในพรหมโลกแล้ว

๔๘. วาเสฏฐสูตร

(สูตร ว่าด้วยวาเสฏฐมาณพ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้านชื่ออิจฉานังคละ สมัยนั้นพราหมณมหาศาล (ผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก) ที่มีชื่อเสียง เช่น จังกีพราหมณ์ เป็นต้น ก็อาศัยอยู่ ในหมู่บ้านชื่ออิจฉานังคละ มาณพ ๒ คน คือวาเสฏฐะ กับภารทวาชะสนทนากันว่า บุคคล จะเป็นพราหมณ์ได้อย่างไร ภารทวาชะกล่าวว่า ผู้เกิดจากมารดาบิดา เป็นพราหมณ์สืบต่อมา ๗ ชั่วอายุคน ไม่มีใครคัดค้านได้ (ในเรื่องวงศ์สกุล) จึงเป็นพราหมณ์ได้ แต่วาเสฏฐมาณพ ค้านว่า ต้องมีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร จึงเป็นพราหมณ์ได้ ทั้งสองไม่สามารถตกลงกันได้ จึง ตกลงกันว่าจะไปทูลถามพระผู้มีพระภาค

๒. เมื่อไปทูลถาม จึงกล่าวเป็นคาถา (คำกวี) ใจความว่า จะเป็นพราหมณ์ได้ เพราะ ชาติ หรือเพราะการกระทำ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเป็นคาถาเช่นเดียวกัน โดยใจความว่า เป็นพราหมณ์ มิใช่เพราะชาติ แต่เพราะการกระทำที่ดีงามต่าง ๆ เมื่อจบธรรมเทศนา มาณพ ทั้งสองทูลสรรเสริญ แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๔๙. สุภสูตร

(สูตร ว่าด้วยสุภมาณพบุตรโตเทยยพราหมณ์)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม สมัยนั้นสุภมาณพบุตรโตเทยยพราหมณ์ มีธุระบางอย่างไปพักในกรุงสาวัตถี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม จึงไปเฝ้า ทูลถามว่า พวกพราหมณ์กล่าวว่า คฤหัสถ์จึงได้บรรลุญายธรรม (ธรรมที่ถูกต้อง) อันเป็นกุศล ส่วนบรรพชิตมิได้บรรลุดังนี้ พระสมณโคดมตรัสในเรื่องนี้อย่างไร ตรัสตอบว่า พระองค์เป็น “วิภชวาทะ” (ผู้กล่าวจำแนกตามเหตุผล) มิใช่ “เอกังสวาทะ” (ผู้พูดในแง่เดียว) ในเรื่องนี้ แล้วตรัสว่า พระองค์ไม่ตรัสสรรเสริญการปฏิบัติผิด คฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ถ้าปฏิบัติผิด ก็ไม่ได้บรรลุญายธรรม (ธรรมที่ถูกต้อง) อันเป็นกุศล เพราะเหตุมีความปฏิบัติผิดเป็นมูล พระองค์ตรัสสรรเสริญการปฏิบัติชอบ คฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ถ้าปฏิบัติชอบก็ได้บรรลุญายธรรมอันเป็นกุศล เพราะเหตุมีการปฏิบัติชอบเป็นมูล

๒. มาณพทูลถามอีกว่า พวกพราหมณ์เขากล่าวว่า การงานในการครองเรือนเป็น งานใหญ่ มีการริเริ่มมาก มีผลมาก แต่การงานในการบวชเป็นการงานน้อย มีการริเริ่มน้อย มีผลน้อย จะตรัสในข้อนี้อย่างไร ตรัสตอบว่า แม้ในข้อนี้ก็ทรงกล่าวจำแนก ไม่กล่าวยืนยัน ลงไปอย่างเดียว แล้วทรงแสดงว่า การงานที่ใหญ่แต่มีผลน้อยก็มี การงานที่ใหญ่มีผลมาก ก็มี ทั้งสองอย่างนี้ทรงชี้ไปที่การทำนา และตรัสต่อไปว่า การงานที่น้อย มีผลน้อยก็มี มีผลมาก ก็มี ทั้งสองอย่างนี้ทรงชี้ไปที่การค้า แล้วตรัสว่า การงานในการครองเรือนเป็นงานใหญ่ แต่มี ผลน้อยก็มี มีผลมากก็มี การงานในการบวชเป็นงานน้อย มีผลน้อยก็มี มีผลมากก็มี เปรียบเหมือนการทำนาและการค้านั้น

๓. แล้วมาณพได้ทูลอีกถึงข้อที่พวกพราหมณ์บัญญัติธรรม ๕ อย่าง เพื่อบำเพ็ญบุญ เพื่อบรรลุกุศลคือสัจจะ ตบะ (ความเพียร) พรหมจรรย์ (ไม่เสพกาม) อัชเฌนะ (การสาธยาย มนต์) จาคะ (การสละ) ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์เหล่านั้น พร้อมทั้งครูบาอาจารย์ เคยมี สักคนหนึ่งหรือไม่ที่กล่าวว่าได้รู้แจ้งเห็นจริงผลแห่งธรรมะทั้งห้านั้นด้วยตนเองด้วยปัญญา อันยิ่ง เมื่อมาณพทูลตอบว่า ไม่มีใคร ก็ตรัสเปรียบเหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด ซึ่งทำให้ มาณพโกรธเคือง ถึงกับใช้ถ้อยคำรุนแรง อ้างพราหมณ์มีชื่อต่าง ๆ มาข่ม เช่น โปกขรสาติ พราหมณ์ เป็นต้น

๔. พระผู้มีพระภาคจึงตรัสชี้ให้เห็นว่า พราหมณ์เหล่านั้นยังพูดด้วยพิจารณาบ้าง ไม่พิจารณาบ้าง มีประโยชน์บ้าง ไม่มีประโยชน์บ้าง เป็นต้น ตามที่มาณพรับรอง ยังมีนีวรณ์ ๕ (กิเลสอันกั้นจิต) ยังติดกามคุณ ๕ (มีรูป เสียง เป็นต้น) แล้วทรงย้อนถามถึงคุณธรรม ๕ ประการที่พราหมณ์บัญญัตินั้นว่ามีในคฤหัสถ์มากหรือมีในบรรพชิตมาก ซึ่งมาณพได้ ยอมรับว่ามีในบรรพชิตมาก มีในคฤหัสถ์น้อย (เริ่มแย้งกับข้อกล่าวในตอนแรกที่ว่า งานคฤหัสถ์เป็นงานใหญ่ มีผลมาก)

๕. แล้วตรัสแสดงว่า ธรรม ๕ อย่างนั้น เป็นเพียงบริขาร (เครื่องใช้) ของจิต จิตจึงสำคัญกว่า ทรงสอนให้เจริญจิตที่ไม่มีเวร ไม่มีความคิดเบียดเบียน เมื่อมาณพขอให้ทรง แสดงทางที่จะไปอยู่ร่วมกับพรหม ก็ตรัสแสดงการแผ่พรหมวิหารจิต (มีเมตตา เป็นต้น)

๖. สุภมาณพทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย ตลอดชีวิต เมื่อเดินทางกลับได้พบชาณุสโสณิพราหมณ์และเล่าให้ฟังถึงการที่พระผู้มีพระภาคทรงยุบธรรมะ ๕ อย่างมาไว้ที่จิต เป็นบริขารของจิต อันไม่มีเวร ไม่คิดเบียดเบียน ชาณุสโสณิพราหมณ์ก็ลงจากรถเทียมด้วยม้าขาว ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ประคองอัญชลีไปยังทิศทางที่ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ เปล่งอุทานว่า เป็นลาภของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่มีพระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในแว่นแคว้น

๕๐. สคารวสูตร

(สูตร ว่าด้วยสคารวมาณพ)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ สมัยนั้นนางพราหมณีมีนามว่า ธนัญชานี อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชื่อปัจจลกัปปะ นางเป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อพลาดล้ม ก็เปล่งอุทาน ๓ ครั้ง ว่า

**นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส**

สมัยนั้น สคารวมาณพซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเวททั้งสามได้ฟังว่า นางพราหมณี ธนัญชานี กล่าวถ้อยคำอย่างนั้น ก็กล่าวว่า นางพราหมณี ธนัญชานีเป็นผู้ตกต่ำล่มจม ทั้ง ๆ ที่มีพราหมณ์ผู้รู้ไตรเวท ก็ยังกล่าวคุณของสมณะศีรษะโล้น นางตอบว่า ถ้าท่านรู้ถึงศีลและ ปัญญาของพระผู้มีพระภาค ก็จะไม่สำคัญเห็นว่าพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ควรด่า ควรบริภาษเลย มาณพจึงสั่งว่า ถ้าสมณะมาหมู่บ้านนี้ ก็พึงบอกแก่ข้าพเจ้า นางพราหมณีก็รับคำ

๒. ต่อมาเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล ทรงแวะพัก ณ หมู่บ้าน ชื่อปัจจลกัปปะ ประทับ ณ ป่ามะม่วงของโตเทยยพราหมณ์ นางธนัญชานีพราหมณีจึงไปแจ้งให้สคารวมาณพทราบ สคารวมาณพได้ทราบก็ไปเฝ้าทูลถามว่า พระโคดมเป็นพวกไหนของ สมณพราหมณ์ ที่ปฏิญญาถึงเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ว่าตนรู้แจ้งในปัจจุบัน อยู่จบพรหมจรรย์ บรรลุถึงความเป็นผู้ถึงฝั่งอย่างสมบูรณ์ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พระองค์ตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีต่าง ๆ กัน คือที่เป็นพวกฟังสืบ ๆ กันมาก็มี เช่น พวกพราหมณ์ที่รู้ วิชชา ๓ (รู้ไตรเวท) ที่ปฏิญญาถึงเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ด้วยเหตุสักว่า ความเชื่อก็มี เช่น พวกนักเดา นักคิดพิจารณา ที่รู้แจ้งธรรมด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนก็มี พระองค์อยู่ในพวกหลังนี้

๓. ครั้นแล้วตรัสเล่าพระดำริตั้งแต่ยังมิได้เสด็จออกผนวช เห็นโทษของการครองเรือน แล้วเสด็จออกผนวชจนถึงทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา แล้วทรงเลิกทุกกรกิริยาจนได้บำเพ็ญฌานและได้วิชชา ๓ ใน ๓ ยามแห่งราตรี (ข้อความพิสดารเช่นเดียวกับในมหาสัจจกสูตร หน้า ๕๖๓ - ๕๖๖)

๔. มาณพได้ทูลถามถึงเรื่องเทวดาอีกเล็กน้อย เมื่อตรัสตอบแล้ว ก็ทูลสรรเสริญ พระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๑๓