Skip to content

เล่ม ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

ภาพรวม

พระไตรปิฎกเล่มนี้ เป็นเล่มที่ ๓ หรือเล่มสุดท้ายของมัชฌิมนิกาย หรือนัยหนึ่งสูตรขนาดกลาง เมื่อเริ่มลำดับมัชฌิมนิกายจากเล่มแรกเป็นโคน (มูล) เล่มต่อมาเป็นท่อนกลาง (มัชฌิมะ) เล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสุดท้าย จึงชื่อว่ามัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (๕๐ สูตรเบื้องบน อันเทียบได้กับส่วนปลายของต้นไม้) ในเล่มนี้มี ๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สูตร คงมีพิเศษอยู่ วรรคเดียว คือ วิภังควรรค ซึ่งมีถึง ๑๒ สูตร เมื่อรวมจำนวนสูตรในมัชฌิมนิกายทั้งสาม เล่มเข้าด้วยกัน เล่ม ๑๒ มี ๕๐ สูตร เล่ม ๑๓ มี ๕๐ สูตร และเล่มนี้ คือเล่ม ๑๔ มี ๕๒ สูตร จึงเป็น ๑๕๒ สูตร

ขยายความ

เทวทหวรรค คือวรรคที่มีเทวทหสูตร เป็นสูตรแรก มี ๑๐ สูตร

๑. เทวทหสูตร

(สูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ในเทวทหนิคม)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับในนิคมเทวทหะ แคว้นสักกะ ณ ที่นั้นได้ตรัสสอนภิกษุ ทั้งหลายว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกมีความเห็นว่า สุข ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุขที่บุคคลเสวย ทั้งปวง เนื่องมาจากเหตุที่ทำไว้ในกาลก่อน เมื่อกรรมเก่าหมดไป ไม่ทำกรรมใหม่ ไม่มีกิเลส ต่อไปอีก ก็สิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม ก็สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ก็สิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งปวงก็ทำลายไปหมด ผู้มีวาทะอย่างนี้เป็นพวกนิครนถ์ (นักบวชพวกหนึ่ง มีนิครนถ นาฏบุตรเป็นหัวหน้า)

๒. ตรัสเล่าว่า พระองค์เคยเสด็จเข้าไปหาพวกนิครนถ์เหล่านั้น ถามว่า พวกท่านมี ความเห็นอย่างนั้นจริงหรือ ถ้าพวกนั้นรับว่าจริง ก็จะตรัสถามว่า รู้หรือไม่ว่าได้เคยเป็นอะไร หรือไม่เคยเป็นอะไรในกาลก่อน เคยทำบาปกรรมหรือไม่เคยทำในกาลก่อน รู้หรือไม่ว่าทุกข์ที่ หมดไปแล้วมีเท่านี้ ทุกข์ที่จะพึงทำให้หมดไปมีเท่านี้ เมื่อทุกข์หมดไปเท่านี้แล้ว ทุกข์ทั้งปวงจึง จักหมดไป รู้หรือไม่ว่าการละอกุศลธรรม การทำกุศลธรรมให้ถึงพร้อมย่อมมีได้ในปัจจุบัน ก็ตอบว่า ไม่รู้ทุกคำถาม พระองค์จึงตรัสต่อไปว่า เมื่อไม่รู้ก็ไม่ควรจะยืนยันว่า สุข ทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์ไม่สุขทั้งปวง เนื่องมาจากเหตุที่ทำไว้ในกาลก่อน เปรียบเหมือนคนที่ถูกยิงด้วยลูกศร เมื่อหมอผ่าตัดถอนลูกศรออก เอาไฟย่างปากแผล เมื่อหายแล้วก็ยังนึกออกถึงทุกขเวทนาที่ เคยได้รับในการถูกยิง ในการผ่าตัดและในการย่างปากแผล แต่พวกนิครนถ์ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เกี่ยวกับการเกิดหรือกระทำในกาลก่อน จะกล่าวยืนยันว่า เวทนาที่ได้รับ เนื่องมาจากเหตุที่ ทำไว้ในกาลก่อนอย่างไร

๓. พวกนิครนถ์แย้งว่า นิครนถนาฏบุตรเป็นสัพพัญญู รู้เเจ้งเห็นจริงสิ่งทั้งปวง กล่าวไว้อย่างนี้ และพวกเราก็พอใจเห็นด้วย จึงตรัสตอบนิครนถ์พวกนั้นว่า ธรรม ๕ ประการ คือ ความเชื่อ ความพอใจ การฟังสืบ ๆ มา การตรึกตามอาการ ความชอบใจตรงกับความ เห็นของตน มีผลเป็น ๒ ทาง (คือผิดก็ได้ ถูกก็ได้ เป็นการเตือนไม่ให้ติดความเชื่อ ความพอใจ เป็นต้น)

๔. ครั้นแล้วตรัสถามว่า ในสมัยใดมีความพยายาม ความเพียรกล้า ในสมัยนั้นย่อมได้เสวยทุกขเวทนากล้า แต่สมัยใดความพยายาม ความเพียรไม่กล้า ในสมัยนั้นก็มิได้เสวยทุกขเวทนากล้าใช่หรือไม่ เมื่อพวกนิครนถ์ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น (อันเป็นการยอมรับว่าตน สร้างทุกขเวทนาขึ้นเองในปัจจุบัน ขัดกันกับหลักการที่ว่า เวทนาเกิดมาจากการกระทำใน กาลก่อน) พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ควรกล่าวว่า เวทนาทุกชนิด เนื่องมาจากเหตุที่กระทำไว้ในกาลก่อน

๕. ตรัสถามพวกนิครนถ์ว่า ด้วยความพยายามและความเพียร จะสามารถเปลี่ยนกรรมที่จะให้ผลในปัจจุบันหรือให้ผลในชาติหน้าหรือให้ผลเป็นทุกข์ กลายเป็นตรงกันข้าม จะได้หรือไม่ ตอบว่า ไม่ได้ จึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นความพยายามความเพียรของพวกนิครนถ์ ก็ชื่อว่าไร้ผล

๖. ตรัสกับภิกษุทั้งหลายต่อไปว่า พวกนิครนถ์ที่มีความเห็นอย่างนี้ ย่อมถูกติเตียน โดยฐานะ ๑๐ คือ

(๑)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะเหตุที่ทำไว้ในกาลก่อน พวกนิครนถ์ (ที่ได้รับทุกข์ หนักเพราะทรมานตัว) ก็คงทำกรรมชั่วไว้

(๒)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะท่านผู้เป็นใหญ่สร้าง (หรือบันดาล) ท่านผู้เป็น ใหญ่ก็คงจะชั่วชาติ จึงสร้างให้พวกนิครนถ์ได้รับทุกข์

(๓)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะเหตุบังเอิญ พวกนิครนถ์ก็ประสบเหตุบังเอิญที่ ชั่ว เพราะต้องได้รับทุกขเวทนาอย่างหนัก

(๔)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะชาติกำเนิด ชาติกำเนิดของนิครนถ์ก็คงจะชั่ว จึงทำให้เสวยทุกขเวทนาหนัก

(๕)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะความพยายามในปัจจุบัน ความพยายามใน ปัจจุบันของพวกนิครนถ์ก็คงจะชั่ว จึงทำให้เสวยทุกขเวทนาหนัก

(๖)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะเหตุที่ทำไว้ในกาลก่อน หรือมิใช่เพราะเหตุที่ทำไว้ ในกาลก่อน พวกนิครนถ์ก็ถูกติเตียน

(๗)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะท่านผู้เป็นใหญ่สร้างหรือไม่ก็ตาม พวกนิครนถ์ ก็ถูกติเตียน

(๘)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะเหตุบังเอิญหรือไม่ก็ตาม พวกนิครนถ์ก็ถูกติเตียน

(๙)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะชาติกำเนิดหรือไม่ก็ตาม พวกนิครนถ์ก็คงถูก ติเตียน

(๑๐)ถ้าสัตว์เสวยสุขทุกข์ เพราะความพยายามในปัจจุบันหรือไม่ก็ตาม พวกนิครนถ์ ก็คงถูกติเตียน (เพราะลัทธิของพวกนี้คือทรมานตัวให้ได้รับความลำบาก)

๗. ครั้นแล้วทรงแสดงวิธีที่ความพยายาม ความเพียรจะมีผล คือไม่ปล่อยตัวให้ ทุกข์ครอบงำ ไม่สละสุขที่ถูกธรรม ไม่ติดอยู่ในสุขนั้น มีปัญญารู้เห็นตามเป็นจริง ก็จะคลาย ความกำหนัดยินดีเสียได้ ความทุกข์ก็จะหมดไปได้ ความพยายาม ความเพียร จึงชื่อว่า มีผล (ตอนนี้เป็นการแสดงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา)

๘. ทรงแสดงต่อไปว่า ภิกษุพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า ถ้าอยู่สบาย อกุศลธรรมจะเจริญ กุศลธรรมจะเสื่อม ถ้าตั้งตนไว้ในทุกข์ อกุศลธรรมจะเสื่อม กุศลธรรมจะเจริญ ก็จะตั้งตนไว้ ในทุกข์ เพื่อให้อกุศลธรรมเสื่อม และเพื่อให้กุศลธรรมเจริญ แต่ในสมัยอื่นจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะสำเร็จประโยนช์แล้วจึงไม่ต้องทำเช่นนั้นอีก เปรียบเหมือนช่างศรย่างลูกศร ดัดลูกศรที่ ง่ามไม้ ทำให้ตรงใช้การได้ ภายหลังก็ไม่ต้องย่าง หรือดัดซ้ำ อีกอย่างนี้ก็เป็นอีกประการหนึ่ง ที่ความพยายาม ความเพียร ชื่อว่ามีผล

๙. ครั้นแล้วทรงแสดงถึงการมีบุคคลออกบวช เว้นความชั่ว มีศีล สำรวมอินทรีย์ เจริญสมาธิ ละนีวรณ์ ๕ บำเพ็ญฌาณทั้งสี่ ได้วิชชา ๓ มีอาสวักขยญาณ (ความรู้อันทำให้สิ้น อาสวะ) เป็นที่สุด ความพยายาม ความเพียร ก็ชื่อว่ามีผลเป็นข้อ ๆ มา

๑๐. ทรงแสดงในที่สุดว่า พระตถาคตได้เสวยสุขเวทนาอันไม่มีอาสวะ (ตรงกันข้าม กับนิครนถ์ที่เสวยทุกขเวทนาอันหนัก) จึงได้รับการสรรเสริญทั้ง ๑๐ ฐานะ (ตรงกันข้ามกับการ ที่พวกนิครนถ์ถูกติเตียนทั้ง ๑๐ ฐานะดั่งกล่าวมาแล้ว ตามข้อ ๖)

๒. ปัญจัตตยสูตร

(สูตร ว่าด้วยความเห็น ๕ ประการที่จัดเป็นประเภทได้ ๓)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายถึง สมณพราหมณ์บางพวกที่มีความเห็นปรารภส่วนสุดเบื้องปลาย (เมื่อตาย) คือ

(๑)อัตตาที่มีความจำได้หมายรู้ ย่อมไม่มีโรคหลังจากตายแล้ว

(๒)อัตตาที่ไม่มีความจำได้หมายรู้ ย่อมไม่มีโรคหลังจากตายแล้ว

(๓)อัตตาที่มีความจำได้หมายรู้ก็ไม่ใช่ ไม่มีความจำได้หมายรู้ก็ไม่ใช่ ย่อมไม่มีโรค หลังจากตายแล้ว

(๔)บางพวกบัญญัติความขาดสูญของสัตว์ที่เป็นอยู่

(๕)บางพวกบัญญัตินิพพานในปัจจุบัน

ความเห็นทั้งห้าประการนี้จัดได้เป็น ๓ ประเภท คือ

(๑)บัญญัติตนว่าไม่มีโรคหลังจากตาย

(๒)บัญญัติความขาดสูญของสัตว์

(๓)บัญญัตินิพพานในปัจจุบัน

๒. ครั้นแล้วทรงแจกรายละเอียดแห่งความเห็น ๕ ประการนั้น และตรัสรูปใน ตอนท้ายว่า ตถาคตรู้เท่า เห็นความถอนตัวจากความเห็นนั้น ๆ ได้ จึงก้าวล่วงความเห็นนั้น แล้วได้ทรงแสดงถึงความเห็นปรารภเบื้องปลาย และความเห็นปรารภเบื้องต้น แล้วชี้ให้เห็นว่าตถาคตมีความไม่ยึดมั่นถือมั่น หลุดพ้น (อนุปาทาวิโมกข์)

๓. กินติสูตร

(สูตร ว่าด้วยความคิดว่า “เป็นอย่างไร”)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ราวป่า อันเป็นที่นำพลีกรรมไปทำพิธี ใกล้กรุงกุสินารา ณ ที่นั้น ได้ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า มีความคิดเห็นในพระองค์เป็นอย่างไร คือเห็นว่าพระองค์ทรงแสดงธรรม เพราะเหตุแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ความเป็นนั่นเป็นนี่ หรือไม่เป็นนั่นเป็นนี่อย่างนั้นหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า มิได้คิดเช่นนั้น

๒. ตรัสต่อไปว่า เมื่อไม่คิดเช่นนั้น เธอคิดอย่างไรเล่า กราบทูลว่า คิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วยความอนุเคราะห์ จึงตรัสว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลาย ทั้งปวงก็พึงพร้อมเพรียงไม่วิวาทกัน ศึกษาในสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น จนถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ (โพธิปักขิยธรรม ๓๗) เมื่อศึกษาอย่างนี้ ถ้าภิกษุ ๒ รูป มีวาทะต่างกันในอภิธรรม ก็พึงเข้าไปหาภิกษุที่ว่าง่ายกว่า พูดให้รู้ถึงความต่างกันโดยอรรถะพยัญชนะ เตือนอย่าให้วิวาทกัน อันไหนถือมาผิด (หรือเรียนมาผิด) ก็พึงทรงจำไว้แล้วกล่าวแต่ที่เป็นธรรมเป็นวินัย

๓. ต่อจากนั้นทรงแสดงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ภิกษุผู้มีวาทะต่างกันโดยอรรถะ เสมอกัน โดยพยัญชนะบ้าง เสมอกันโดยอรรถะ ต่างกันโดยพยัญชนะบ้าง เสมอกันทั้งโดยอรรถะ ทั้งโดยพยัญชนะบ้าง ควรเข้าไปหาฝ่ายที่ว่าง่าย แล้วชี้แจงและทรงจำไว้ให้ดี กล่าวแต่ที่เป็น ธรรมเป็นวินัย

๔. ต่อจากนั้นทรงแสดงว่า เมื่อภิกษุพร้อมเพรียงกันศึกษาอยู่ มีภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ต้องอาบัติ ก็ยังไม่พึงโจทท้วง พึงพิจารณาตัวบุคคลก่อน ถ้าพอว่ากล่าวได้ไม่ยุ่งยาก ก็พึงว่า กล่าว ถ้าจะยุ่งยาก เกิดการเบียดเบียน ก็พึงวางเฉย

๕. ถ้ามีปากเสียงกัน มีความไม่พอใจเกิดขึ้น ก็พึงกล่าวกะภิกษุผู้ว่าง่าย ให้เห็นโทษ ว่าพระสมณะพึงติเตียน ไม่ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน เมื่อภิกษุอื่นถามว่า อาจจะทำให้ภิกษุ เหล่านั้นออกจากอกุศล ตั้งอยู่ในกุศลได้หรือไม่ ถ้าจะตอบให้ดีก็พึงตอบว่า เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค สดับธรรมที่ทรงแสดงแล้ว กล่าวธรรมนั้นแก่ภิกษุเหล่านั้น พวกเธอก็ ออกจากอกุศล ตั้งอยู่ในกุศลได้ ตอบอย่างนี้ไม่เป็นการยกตน (ว่าสามารถ) ไม่เป็นการข่มผู้อื่น (ว่าไม่สามารถ) และก็จะไม่ถูกตำหนิ

๔. สามคามสูตร

(สูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดในหมู่บ้านชื่อสามะ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ สามคาม แคว้นสักกะ ครั้งนั้นนิครนถนาฏบุตรถึงแก่กรรมในกรุงปาวาแล้วไม่นาน สาวกก็แตกกัน ทะเลาะวิวาทกัน พระจุนทะเข้าไปหาพระอานนท์เล่าความให้ฟัง พระอานนท์จึงนำเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลเรื่องราว และแสดงความปรารถนาที่จะเห็นว่าไม่มีการวิวาทเกิดขึ้นในสงฆ์ ซึ่งจะเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก

๒. พระผู้มีพระภาคจึงตรัสแก่พระอานนท์ ทรงแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท ๖ ประการ อธิกรณ์ ๔ อย่าง วิธีระงับอธิกรณ์ ๗ อย่าง และในที่สุดได้ทรงแสดงธรรมสำหรับอยู่ร่วมกัน ๖ ประการที่เรียกว่าสาราณิยธรรม อันเป็นไปเพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์และมีเมตตาต่อกัน เพื่อสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

๕. สุนักขัตตสูตร

(สูตร ว่าด้วยสุนักขัตตลิจฉวี)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ศาลาเรือนยอด ในป่าใหญ่ใกล้กรุงเวสาลี สมัยนั้น ภิกษุหลายรูปพยากรณ์อรหัตตผลในสำนักพระผู้มีพระภาค (คือพูดว่าตนเป็นพระอรหันต์) สุนักขัตตลิจฉวีได้ทราบ จึงเข้าไปกราบทูลถามว่า ภิกษุพวกนั้นพยากรณ์โดยชอบ (ได้บรรลุ จริง ๆ) หรือสำคัญผิดว่าได้บรรลุ ตรัสตอบว่า มีทั้งสองประเภท แต่ประเภทที่สำคัญผิดว่าได้ บรรลุ ตถาคตก็คิดว่าจักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น ส่วนผู้ที่แต่งปัญหาเข้ามาถามตถาคต (เพื่อลองดี) แม้ตถาคตคิดว่าจักแสดงธรรมแก่เขา ความคิดนั้นก็เป็นอย่างอื่น (คือรู้สึกว่า ฝ่ายหนึ่งเข้าใจผิด อีกฝ่ายหนึ่งตั้งอยู่ในอิจฉาจาร คือมีความอยาก ความปรารถนาเป็นตัวนำ)

๒. เมื่อสุนักขัตตลิจฉวีกราบทูลขอให้ทรงแสดงธรรมเพื่อภิกษุทั้งหลายจักได้ทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงเรื่องกาม ๕ คือ รูป เสียง เป็นต้น ที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ แล้วทรงแสดงถึงฐานะที่อาจเป็นไปได้ที่บุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส (เหยื่อล่อของโลก มีรูป เสียง เป็นต้น) ย่อมพูดย่อมตรึกตรองแต่เรื่องประเภทนั้น คบบุคคลที่น้อมจิตไปใน โลกามิสด้วยกัน ไม่สนใจฟังถ้อยคำที่เนื่องด้วย (ฌานสมาบัติที่เป็น) อาเนญชะ (คือไม่ หวั่นไหว) ไม่คบบุคคลที่มีใจน้อมไปในอาเนญชะนั้น จึงพึงทราบได้ว่าเป็นผู้น้อมไปในโลกามิส

๓. ครั้นแล้วได้ทรงแสดงต่อไปถึงฐานะที่อาจเป็นไปได้ ที่ผู้น้อมจิตไปในอาเนญชะ ในอากิญจัญญายตนะ (อรูปสมาบัติที่ ๓) ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ (อรูปสมาบัติที่ ๔) และในสัมมานิพพาน (สภาพที่ดับกิเลสและความทุกข์โดยชอบ) แต่ละข้อ ย่อมพูด ย่อม ตรึกตรองแต่เรื่องที่ตนสนใจ ไม่สนใจฟังในเรื่องที่ต่ำกว่า (ระบุชื่อเป็นชั้น ๆ จนถึงสัมมานิพพานซึ่งถือว่าสูงสุด) จึงพึงทราบได้ว่าเป็นผู้น้อมไปในอาเนญชะ ในอากิญจัญญายตนะ เป็นต้น จนถึงสัมมานิพพาน

๔. แล้วทรงแสดงถึงฐานะที่อาจเป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปรู้ว่า ลูกศรคือตัณหาอัน พระสมณะ (พระพุทธเจ้า) ได้ตรัสไว้ พิษร้ายคืออวิชชา ย่อมกำเริบเพราะฉันทราคะ (ความกำหนัดเพราะพอใจ) และพยาบาท (ความคิดปองร้าย) ถ้าละลูกศรคือตัณหาได้ นำพิษร้ายคือ อวิชชาออกได้ ตนก็จะน้อมไปในสัมมานิพพาน แต่ก็ประกอบเนือง ๆ ในทางที่แสลงต่อ สัมมานิพพาน จึงถูกราคะครอบงำจิตถึงความตาย (จากศาสนา) หรือทุกข์ปางตาย (ต้อง อาบัติเศร้าหมองอื่น ๆ) และทรงแสดงภิกษุที่ตรงกันข้าม คือรู้แล้วไม่ประกอบเนือง ๆ ในทางที่แสลงต่อสัมมานิพพานจึงไม่เป็นเช่นนั้น ทรงเปรียบเหมือนคนถูกลูกศร ไปให้หมอผ่าตัดถอน เอาลูกศรออกแล้ว แต่กินของแสลง และไม่รักษาปากแผลให้ดี แผลก็อาจกำเริบทำให้ถึงตาย หรือทุกข์ปางตายได้ และเหมือนบุคคลที่ไม่กินของแสลง รักษาปากแผลดี แผลก็ไม่กำเริบ

๕. ตรัสต่อไปว่า ภิกษุผู้สำรวมในอายตนะ ๖ (มี ตา หู เป็นต้น) รู้ว่ากิเลสเป็นราก ของความทุกข์ เป็นผู้ไม่มีกิเลส หลุดพ้นเพราะสิ้นกิเลสแล้ว ก็มิใช่ฐานะที่จะนำกายเข้าไป เกลือกกลั้วในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสและคิดในทางที่เป็นกิเลส เปรียบเหมือนคนผู้รักชีวิตย่อม ไม่ดื่มยาพิษ ไม่ยื่นมือ หรือหัวแม่มือ หัวแม่เท้า เข้าหางูพิษ

๖. อาเนญชสัปปายสูตร

(สูตร ว่าด้วยปฏิปทาเป็นที่สบายแก่อาเนญชะ )

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคมชื่อกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ ณ ที่นั้น ได้ตรัสชี้ ให้เห็นโทษของกามและกามสัญญา (ความกำหนดหมายเกี่ยวกับกาม) ว่า ทั้งสองอย่างนี้เป็น บ่วงมาร เป็นวิสัยของมาร เป็นเหยื่อหล่อของมาร เป็นที่โคจรของมาร

๒. ทรงแสดงว่าอริยสาวกพิจารณาเห็นอย่างนี้ อยู่ด้วยจิตอันเป็นมหัคคตะ (เป็น ฌาน) เมื่อตายไปก็มีฐานะที่วิญญาณพึงเข้าถึงอาเนญชะ (ความเป็นสภาพที่ไม่หวั่นไหว) นี้ จัดเป็นข้อปฏิบัติที่ ๑ อันเป็นที่สบายแก่ (เข้ากันได้กับ) อาเนญชะ

๓. ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่ ๒ อันเป็นที่สบายแก่อาเนญชะ เช่นข้อแรก แต่เพิ่มการ พิจารณารูป ทั้งมหาภูตรูป (รูปใหญ่ได้แก่ธาตุทั้งสี่) และอุปาทายรูป (รูปที่ปรากฏเพราะอาศัย ธาตุทั้งสี่)

๔. ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่ ๓ อันเป็นที่สบายแก่อาเนญชะ แต่เพิ่มการพิจารณาเรื่อง รูปและรูปสัญญา (ความกำหนดหมายรูป) ให้เห็นไม่เที่ยง ไม่ควรยินดี

๕. ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ อันเป็นที่สบายแก่อากิญจัญญายตนะ (อรูปสมาบัติที่ ๓) ว่า ได้แก่

(๑)การที่อริยสาวกพิจารณาเห็นว่า กาม กามสัญญา รูป รูปสัญญา อาเนญชสัญญา ดับไม่มีเหลือในอากิญจัญญายตนะ (สมาบัติหรือฌานที่มีความไม่มีอะไรเป็น อารมณ์)

(๒)พิจารณาเห็นว่าอากิญจัญญายตนะว่างจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน และ

(๓)พิจารณาเห็นว่า เราไม่มีในที่ไหน ๆ เราไม่เกี่ยวข้องกับใครในที่ไหน ๆ ใคร ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเราในที่ไหน ๆ เราไม่มีเกี่ยวข้องอะไรเลย (พิจารณา ความไม่มีอะไร ๔ แง่)

๖. ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่เป็นที่สบายแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ (อรูปสมาบัติที่ ๔) ว่า ได้แก่การที่อริยสาวกพิจารณาเห็นว่า กาม กามสัญญา รูป รูปสัญญา อาเนญชสัญญา ดับไม่มีเหลือในเนวสัญญานาสัญญายตนะ (สมาบัติที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)

๗. พระอานนท์กราบทูลถามว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้วางเฉยได้ จะพึงปรินิพพาน หรือไม่ปรินิพพาน ตรัสตอบว่า ปรินิพพานก็มี ไม่ปรินิพพานก็มี ที่ไม่ปรินิพพานก็เพราะยังมีอุปาทาน คือยืดมั่นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่ปรินิพพานก็เพราะไม่มีอุปาทาน

๘. พระอานนท์กราบทูลถามว่า ความหลุดพ้นอันเป็นอริยะ (อริยวิโมกข์) เป็น อย่างไร ตรัสตอบว่า ได้แก่อมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิต เพราะไม่ยืดมั่นสิ่งต่าง ๆ ที่รวม เรียกว่าสักกายะ (กายของตน) คือ กาม กามสัญญา รูป รูปสัญญา อาเนญชสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญาและเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา

๙. ครั้นแล้วตรัสชี้ว่า นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง ท่านทั้งหลายจงเพ่ง จงอย่าประมาท จงอย่าเดือดร้อนในภายหลัง นี้แลคืออนุสาสนีของเรา

๗. คณกโมคคัลลานสูตร

(สูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อคณกโมคคัลลานะ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ปราสาทของนางวิสาขาในบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี ตรัสตอบเรื่องอนุปุพพสิกขา (ข้อศึกษาโดยลำดับ) อนุปุพพปฏิปทา (ข้อปฏิบัติโดยลำดับ) ใน พระธรรมวินัยนี้ แก่คณกโมคคัลลานพราหมณ์ผู้ทูลถาม โดยชี้ไปที่

(๑)การมีศีลสำรวมในปาฏิโมกข์ (ศีลที่เป็นประธาน)

(๒)การสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

(๓)ความเป็นผู้รู้ประมาณในอาหาร

(๔)การประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น (ไม่เห็นแก่นอนมากนัก)

(๕)การมีสติสัมปชัญญะ

(๖)การบำเพ็ญสมาธิชำระจิตจากนีวรณ์ ๕

(๗)การสงบจากกาม จากอกุศลธรรม บำเพ็ญฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔

๒. พราหมณ์ถามว่า พระนิพพานมีอยู่ ทางไปสู่พระนิพพานมีอยู่ พระสมณโคดมผู้ ทรงชักชวนให้ไปก็มีอยู่ เหตุไฉนบางคนที่ได้รับคำสั่งสอนแล้วจึงได้บรรลุ บางคนจึงมิได้บรรลุ ตรัสตอบว่า เหมือนชี้ทางให้คนไปกรุงราชคฤห์ แต่ไปทางอื่นเสียก็ไปไม่ถึง ถ้าไปถูกทางตามที่ ชี้ก็ถึงได้ คณกโมคคัลลานพราหมณ์ กราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็น อุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๘. โคปกโมคคัลลานสูตร

(สูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโคปกโมคคัลลานะ)

๑. พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วไม่นาน พระอานนท์อยู่ในเวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ พระเจ้าอชาตศัตรูกำลังให้ซ่อมแซมกรุงราชคฤห์ เพื่อทรงต้อนรับพระเจ้า (จัณฑ) ปัชโชต (ผู้เป็นสหายของพระเจ้าพิมพิสารพระราชบิดา) พระอานนท์แวะไปสนทนากับ โคปกโมคคัลลานพราหมณ์ (ซึ่งกำลังอยู่ที่โรงงาน) พราหมณ์ถามถึงภิกษุผู้มีคุณธรรมเท่า พระพุทธเจ้าว่า มีหรือไม่ ตอบว่า ไม่มี แล้วชี้ว่า พระพุทธเจ้าทรงชี้ทาง พระสาวกเป็นผู้ดำเนิน ตามทาง

๒. วัสสการพราหมณ์ตรวจงานมาพบ จึงถามว่า พระศาสดาทรงตั้งใครเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกแทนพระองค์ ตอบว่า ไม่ได้ทรงตั้งใคร ถามว่า มีใครที่สงฆ์แต่งตั้งให้เเทนหรือไม่ ตอบว่า ไม่มี ถามว่า ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่มีที่พึ่งที่ระลึก ตอบว่า มี คือมีพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก พราหมณ์ขอให้อธิบาย จึงอธิบายถึงการที่ภิกษุประชุมกันสวดปาฏิโมกข์ จัดการกับภิกษุที่ต้องอาบัติ ไม่ใช่ถือว่าบุคคลจัดการ แต่พระธรรมจัดการ เมื่อถามว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งไหมที่ท่านเคารพนับถืออยู่อาศัย ตอบว่า มี ถามว่า เมื่อตอบปฏิเสธว่า ไม่มีใครแทนพระพุทธเจ้า แล้ว กลับตอบรับว่า มีผู้ที่ท่านเคารพนับถืออยู่อาศัย จะหมายความอย่างไร

๓. พระอานนท์จึงตอบว่า พระผู้มีพระภาคตรัสธรรมะที่น่าเลื่อมใส ๑๐ ประการไว้ ธรรมเหล่านี้ มีในผู้ใด เราย่อมเคารพนับถืออยู่อาศัยผู้นั้น ธรรมะ ๑๐ ประการ คือ

(๑)มีศีล

(๒)มีการสดับมาก

(๓)ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ (สันโดษ)

(๔)ได้ฌาน ๔ ตามต้องการ

(๕)แสดงฤทธิ์ได้

(๖)มีหูทิพย์

(๗)กำหนดรู้จิตใจของผู้อื่น

(๘)ระลึกชาติได้

(๙)มีตาทิพย์

(๑๐)ทำอาสวะให้สิ้น

๔. วัสสการพราหมณ์ถามอุปนนทเสนาบดีว่า ท่านเหล่านี้ ชื่อว่าเคารพบูชาผู้ควร เคารพบูชาหรือไม่ เสนาบดียอมรับว่า เคารพบูชาผู้สมควร วัสสการพราหมณ์จึงถาม พระอานนท์ถึงที่อยู่ เมื่อทราบว่าอยู่ ณ เวฬุวนาราม ก็พูดเท้าความถึงพระผู้มีพระภาคเรื่องการ บำเพ็ญฌาน โดยถามว่า พระโคดมทรงสรรเสริญฌานทุกชนิดหรือไม่ ตอบว่า มิได้ทรง สรรเสริญฌานทุกชนิด แต่จะไม่สรรเสริญฌานเสียทั้งหมดก็หาไม่ พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสสรรเสริญผู้บำเพ็ญฌานอย่างไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับนีวรณ์ ๕ (กิเลสอันกั้นจิตมิให้บรรลุ ความดี) ปล่อยให้นีวรณ์ครอบงำ ตรัสสรรเสริญภิกษุผู้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บำเพ็ญฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔

๕. วัสสการพราหมณ์ยอมรับว่า พระโคดมทรงติฌานที่ควรติ ทรงสรรเสริญฌานที่ ควรสรรเสริญ แล้วลาไป โคปกโมคคัลลานพราหมณ์พูดกับพระอานนท์ว่า ยังไม่ตอบคำของ ตน (ในข้อ ๑) พระอานนท์ว่าตอบแล้ว คือไม่มีภิกษุที่มีคุณธรรมเท่าพระพุทธเจ้า พระองค์เป็น ผู้ชี้ทาง พระสาวกเป็นผู้ดำเนินตามทาง

๙. มหาปุณณมสูตร

(สูตร ว่าด้วยคืนพระจันทร์เต็มดวง สูตรใหญ่)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ปราสาทของนางวิสาขาในบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี ประทับนั่งในที่แจ้ง แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ๑๕ ค่ำ ภิกษุรูปหนึ่ง กราบทูลถามเรื่องอุปาทานขันธ์ (ขันธ์ที่ยึดถือ) ๕ อย่าง พระผู้มีพระภาคตรัสตอบโดยใจความ คือ

(๑)ขันธ์ ๕ มีความพอใจเป็นมูล

(๒)อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นอันเดียวกัน อุปาทานไม่อื่นจากอุปาทาน ขันธ์ ๕ คือ ความกำหนัดเพราะพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ จัดเป็นอุปาทาน

(๓)มีความต่างกันแห่งความกำหนัดเพราะพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ เช่น ความคิด ปรารถนาให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในอนาคต

(๔)คำว่า ขันธ์ หมายถึงขันธ์ ๕ ทั้งสามกาล ทั้งภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล ใกล้

(๕)เหตุปัจจัยที่ให้บัญญัติขันธ์ ๕ คือ ธาตุ ๔ เป็นเหตุปัจจัยให้บัญญัติ รูปขันธ์ (กองรูป) ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยให้บัญญัติเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นามรูปเป็นปัจจัยให้บัญญัติวิญญาณ

(๖)สักกายทิฏฐิ คือความเห็นรูปเป็นตน เป็นต้น (ดูหน้า ๕๘๑ หมายเลข ๒)

(๗)สักกายทิฏฐิ จะไม่มีได้ ด้วยไม่เห็นว่ารูปเป็นตน เป็นต้น

(๘)ความสุขกาย สุขใจ เป็นอัสสาทะ (ความพอใจ) ในขันธ์ ๕ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวน เป็นโทษในขันธ์ ๕ การละความกำหนัดเพราะพอใจ เป็นการหลุดพ้น หรือการถอนตัวในขันธ์ ๕

(๙)ภิกษุรู้เห็นขันธ์ ๕ ตามเป็นจริง ไม่ยึดถือ ก็จะไม่มีอหังการ (ความถือว่า เป็นเรา) มมังการ (ความถือว่าเป็นของเรา) และมานะ (ความถือตัว) ซึ่งเป็น กิเลสแฝงตัว

๒. ภิกษุรูปหนึ่งเกิดสงสัยว่า ถ้าขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) กรรมที่อนัตตา เป็นผู้ทำ จะถูกต้องอัตตาอะไร จึงตรัสถามให้เธอเห็นทีละข้อว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดถืออย่างไร

เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่น ด้วยอุปาทาน (เป็นพระอรหันต์)

๑๐. จูฬปุณณมสูตร

(สูตร ว่าด้วยคืนพระจันทร์เต็มดวง สูตรเล็ก)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ปราสาทของนางวิสาขาในบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี ประทับนั่งในที่แจ้ง แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ๑๕ ค่ำ ตรัสสอนเรื่อง อสัตบุรุษ (คนชั่ว) และสัตบุรุษ (คนดี) โดยแสดงว่าอสัตบุรุษประกอบด้วยอสัทธรรม ๗ ประการ คือ

๑.คบอสัตบุรุษ

๒.คิดอย่างอสัตบุรุษ

๓.ปรึกษาอย่างอสัตบุรุษ

๔.พูดอย่างอสัตบุรุษ

๕.ทำอย่างอสัตบุรุษ

๖.เห็นอย่างอสัตบุรุษ

๗.ให้อย่างอสัตบุรุษ

พร้อมทั้งแสดงรายละเอียด ส่วนสัตบุรุษ ทรงแสดงโดยนัยตรงกันข้าม คติของ อสัตบุรุษคือนรกหรือกำเนิดดิรัจฉาน ส่วนคติของสัตบุรุษ คือความเป็นใหญ่ในเทพหรือ ความเป็นใหญ่ในมนุษย์

อนุปทวรรค คือวรรคที่มีอนุปทสูตร เป็นสูตรแรก มี ๑๐ สูตร

๑๑. อนุปทสูตร

(สูตร ว่าด้วยลำดับบทธรรม)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสรรเสริญพระสาริบุตรว่ามีปัญญาและเห็นแจ้งบทธรรมตามลำดับภายในครึ่งเดือน คือรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ มีความชำนาญและบรรลุถึงฝั่งแห่งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ หมุน ธรรมจักร ตามที่พระตถาคตหมุนไปแล้วได้

๑๒. ฉวิโสธนสูตร

(สูตร ว่าด้วยข้อสอบสวน ๖ อย่าง)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนวิธีสอบสวนภิกษุผู้พยาการณ์ อรหัตตผล (ผู้พูดว่าตนเป็นพระอรหันต์) โดยวิธีตั้งปัญหาให้ตอบรวม ๖ ข้อ คือ

๑.รู้เห็นอย่างไรในโวหาร ๔ คือการพูดว่า ได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบ ได้รู้แจ้ง ในสิ่งที่ ได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบ ได้รู้แจ้ง

๒.รู้เห็นอย่างไรในขันธ์ ๕ ที่ยึดถือ

๓.รู้เห็นอย่างไรในธาตุ ๖

๔.รู้เห็นอย่างไรในอายตนะภายในภายนอก ๖ คู่ คือตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง เป็นต้น

๕.รู้เห็นอย่างไรในกายที่มีวิญญาณครองของตน

๖.รู้เห็นอย่างไรในนิมิตทั้งปวงภายนอก

จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะ ถอนอหังการ (ความถือเรา) มมังการ (ความถือว่าของเรา) และมานะ (ความถือตัว) ซึ่งเป็นอนุสัย (กิเลสที่แฝงตัว) เสียได้ พร้อมทั้งแสดงคำตอบในทาง รู้เท่าและตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา จนได้อาสวักขยญาณ คือญาณอันทำอาสวะให้สิ้นเป็นที่สุด

๑๓. สัปปุริสธัมมสูตร

(สูตร ว่าด้วยธรรมะของคนดี)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงทั้งธรรมะของคนดีและธรรมะ ของคนชั่ว (สัปปุริสธรรม อสัปปุริสธรรม) โดยแสดงธรรมะของคนชั่วก่อน แล้วแสดงธรรมะ ของคนดีกำกับ เป็นคู่ ๆ ไป รวม ๒๐ คู่ ในที่นี้จะแสดงแต่ฝ่ายชั่ว (ฝ่ายดีพึงทราบโดยนัย ตรงกันข้าม) คือยกตนข่มผู้อื่น เพราะ

๑.ออกบวชจากตระกูลสูง

๒.ออกบวชจากตระกูลใหญ่

๓.มีคนรู้จัก มียศ

๔.มีลาภปัจจัย ๔

๕.สดับตรับฟังมาก

๖.ทรงจำวินัยได้

๗.เป็นนักกล่าวธรรม

๘.อยู่ป่า

๙.ทรงผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่นที่เก็บตกเอามาปะติดปะต่อเป็นจีวร)

๑๐.ถือบิณฑบาต

๑๑.อยู่โคนไม้

๑๒.อยู่ป่าช้า

๑๓.- ๑๖. ได้รูปฌาน ที่ ๑ ถึงที่ ๔

๑๗. - ๒๐. ได้อรูปฌาน ที่ ๑ ถึงที่ ๔

ส่วนภิกษุผู้ก้าวล่วงอรูปฌานที่ ๔ เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธได้ ย่อมสิ้นอาสวะ ไม่ ยึดถือสิ่งใด ๆ

๑๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร

(สูตร ว่าด้วยธรรมะที่ควรเสพและไม่ควรเสพ)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมะที่ควรเสพและไม่ควร เสพเป็น ๓ ตอน พระสาริบุตรกราบทูลขยายความย่อให้พิสดารทั้งสามตอนนั้น ตรัสรับรองว่า ถูกต้อง คือ

๑.ความประพฤติทางกาย ความประพฤติทางวาจา ความประพฤติทางใจ ความคิด การได้สัญญา (ความกำหนดหมาย) การได้ทิฏฐิ (ความเห็น) การได้อัตตภาพ (รวม ๗ หัวข้อ) แต่ละข้อมีทั้งควรเสพและไม่ควรเสพ

๒.รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมะ ที่พึงรู้แจ้งได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แต่ละข้อมีทั้งควรเสพและไม่ควรเสพ

๓.ปัจจัย ๔ มีจีวร เป็นต้น คาม นิคม นคร ชนบท และบุคคล แต่ละข้อมีทั้งควร เสพและไม่ควรเสพ

พระสาริบุตรอธิบายในหลักใหญ่ที่ว่า ถ้าเสพเข้าอกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม ก็ไม่ควรเสพ ถ้าอกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ ก็ควรเสพ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้ใดรู้อรรถ (เนื้อความ) แห่งคำที่ตรัสไว้อย่างย่อ ๆ โดยพิสดาร ผู้นั้นย่อมได้รับประโยชน์และ ความสุข

๑๕. พหุธาตุกสูตร

(สูตร ว่าด้วยธาตุหลายอย่าง)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า ภัย อันตราย อุปสัคเกิดจากคนพาล มิใช่เกิดจากบัณฑิต พระอานนท์กราบทูลถามว่า ด้วยเหตุเพียงไรภิกษุ จึงควรแก่ถ้อยคำว่า ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต เป็นผู้พิจารณาสอบสวน ตรัสตอบว่า ภิกษุผู้ฉลาดใน ธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และฉลาดในฐานะ (สิ่งที่เป็นไปได้) และอฐานะ (สิ่งที่เป็นไปไม่ได้)

๒. ในข้อฉลาดในธาตุ

ทรงแสดงความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑๘ (อายตนะภายในมีตา เป็นต้น ๖ อายตนะภายนอกมีรูป เป็นต้น ๖ วิญญาณมีจักขุวิญญาณ เป็นต้น ๖ รวมเป็น ๑๘)

ธาตุ ๖ คือดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ

ธาตุ ๖ คือสุขกาย ทุกข์กาย สุขใจ ทุกข์ใจ เฉย ๆ อวิชชา (ความไม่รู้)

ธาตุ ๖ คือกาม เนกขัมมะ (ออกจากกาม) พยาบาท ไม่พยาบาท เบียดเบียน ไม่เบียดเบียน

ธาตุ ๓ คือกาม รูป อรูป

ธาตุ ๒ คือธาตุที่ปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตาธาตุ) ธาตุที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง (อสังขตา ธาตุ)

๓. ในข้อฉลาดในอายตนะ ทรงแสดงความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖

๔. ในข้อฉลาดในปฏิจจสมุปบาท (ความอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น) ทรงแสดงความ เป็นผู้ฉลาดทั้งในเหตุปัจจัยสายเกิด คือเพราะมีสิ่งนี้ จึงมีสิ่งต่อ ๆ ไป ทั้งในเหตุปัจจัยสายดับ คือเพราะดับสิ่งนี้ สิ่งต่อ ๆ ไปจึงดับ

๕. ในข้อฉลาดในฐานะและอฐานะ ทรงแสดงความเป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิเป็นไปไม่ได้ ที่จะเห็นสังขารว่า เที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน และสิ่งที่เป็นไปได้ เช่น บุถุชนเป็นไปได้ที่จะเห็นสังขารว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน

๑๖. อิสิคิลิสูตร

(สูตร ว่าด้วยภูเขาชื่ออิสิคิลิ)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ภูเขาชื่ออิสิคิลิ ใกล้กรุงราชคฤห์ ตรัสเล่าว่า ชื่อของภูเขา ลูกต่าง ๆ เคยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น แต่ภูเขาอิสิคิลิมีชื่อนี้มาไม่เปลี่ยนแปลง แล้วตรัสเล่าเรื่อง พระปัจจเจกพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เฉพาะพระองค์ มิได้ตั้งศาสนาขึ้น) ประมาณ ๕๐๐ รูป ที่อาศัยอยู่ ณ ภูเขานี้ มนุษย์ทั้งหลายเห็นแต่ท่านเข้าไป ไม่เห็นออกมา เลยตั้งชื่อว่า ภูเขาอิสิคิลิ (ภูเขากลืนฤษี) แล้วได้แสดงพระนามของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ต่าง ๆ มีพระอริฏฐะ เป็นต้น

๑๗. มหาจัตตาฬีสกสูตร

(สูตร ว่าด้วยธรรมะหมวด ๔๐ หมวดใหญ่)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย มีใจความสำคัญเป็น ๓ ตอน คือ

๑.ทรงแสดงสัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) ที่มีที่อาศัย มีคุณธรรมอื่น ๆ อีก ๗ ข้อ เป็นเครื่องประกอบ (บริขาร) คือความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจา ชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ

๒.ทรงแสดงสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) ว่าเป็นหัวหน้าและว่า รู้จักทั้งฝ่ายเห็นชอบ และฝ่ายเห็นผิด ทรงอธิบายความเห็นผิดว่า ได้แก่เห็นว่า ทานที่ให้ไม่มี ผลกรรมดี กรรมชั่วไม่มี เป็นต้น แล้วทรงแสดงสัมมาทิฏฐิว่ามี ๒ อย่าง คือที่มี อาสวะ กับที่ไม่มีอาสวะ (ชั้นต่ำสำหรับบุถุชน ชั้นสูงสำหรับพระอริยะ) แล้วทรง แสดงสัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นหัวหน้า ในการแจกรายละเอียดของข้ออื่น ๆ

๓.ทรงแสดงว่า ธรรมปริยายที่เรียกว่า “มหาจัตตาฬีสกะ”“หมวด ๔๐ หมวดใหญ่” คือเป็นฝ่ายกุศล ๒๐ ฝ่ายอกุศล ๒๐ (ตั้งหลักมรรค ๘ เติมสัมมาญาณะ ความรู้ โดยชอบ สัมมาวิมุติ ความหลุดพ้นโดยชอบ เป็น ๑๐ กุศลธรรมเป็นอเนก เหล่าอื่นที่ถึงความเกิดมีบริบูรณ์ เพราะธรรมะฝ่ายถูกทั้ง ๑๐ ข้อนั้นเป็นปัจจัย จัดเป็นฝ่ายกุศล ๒๐ ตั้งหลักมิจฉัตตะ ความผิด มีความเห็นผิด เป็นต้น มีความหลุดพ้นผิดเป็นที่สุด เป็น ๑๐ อกุศลธรรมเป็นอเนก เหล่าอื่นที่ถึงความเกิด มีบริบูรณ์ เพราะธรรมะฝ่ายผิด ๑๐ ข้อนั้นเป็นปัจจัย จัดเป็นฝ่ายอกุศล ๒๐)

๑๘. อานาปานสติสูตร

(สูตร ว่าด้วยการตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ปราสาทของนางวิสาขาในบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี ตรัสแสดงธรรมในท่ามกลางพระเถระผู้มีชื่อเสียง พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ โดยแสดงว่า อานาปานสติที่เจริญ ทำให้มากแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ทำสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔ ที่เจริญ ทำให้มากแล้ว ทำโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาตรัสรู้) ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่เจริญ ทำให้มากแล้ว ทำให้วิชชา (ความรู้) และวิมุติ (ความหลุดพ้น) ให้บริบูรณ์

๒. ต่อจากนั้นทรงแสดงรายละเอียดในการเจริญอานาปานสติอย่างธรรมดา (เช่น ที่แสดงในอานาปานบรรพ มหาสติปัฏฐานสูตร หน้า ๔๗๓) การเจริญอานาปานสติให้เกี่ยวกับกาย เวทนา จิต และธรรม การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้เกี่ยวกับโพชฌงค์ ๗ มีสติ เป็นต้น

๑๙. กายคตาสติสูตร

(สูตร ว่าด้วยสติกำหนดพิจารณากาย)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงเรื่องที่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กายคตาสติ (สติกำหนดพิจารณากาย) ที่เจริญ ทำให้มากแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก พระผู้มีพระภาคเสด็จมาตรัสถาม ทราบความจึงทรงแสดงรายละเอียด (แบบที่ทรงแสดงในมหาสติปัฏฐานสูตร หน้า ๓๓๖) คือ การกำหนดพิจารณากายแบ่งออก เป็น ๖ ส่วน คือ

(๑)พิจารณาลมหายใจเข้าออก

(๒)พิจารณาอิริยาบถของกาย เช่น ยืน เดิน

(๓)พิจารณาความเคลื่อนไหวของกาย เช่น คู้แขน เหยียดแขน เป็นต้น

(๔)พิจารณาความน่าเกลียดของกาย

(๕)พิจารณาร่างกายโดยความเป็นธาตุ

(๖)พิจารณาร่างกายที่เป็นศพมีลักษณะต่าง ๆ

๒. ครั้นแล้วทรงแสดงการเจริญกายคตาสติ จนได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แล้วตรัสแสดงอานิสงส์ของกายคตาสติว่าเป็นส่วนแห่งวิชชา เป็นต้น พร้อมด้วยอุปมาต่าง ๆ และในที่สุดได้แสดงว่า ทำให้มีอานิสงส์ ๑๐ อย่าง คือ

(๑)อดทนความไม่ยินดีและความยินดี

(๒)ครอบงำความหวาดกลัวได้

(๓)อดทนต่อหนาวร้อน ถ้อยคำล่วงเกิน และทุกขเวทนา เป็นต้น

(๔)ได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา

(๕)ได้อิทธิวิธิ (แสดงฤทธิ์ได้)

(๖)ได้หูทิพย์

(๗)ได้เจโตปริยญาณ (ญาณกำหนดรู้ใจผู้อื่น)

(๘)ระลึกชาติได้

(๙)เห็นความตายความเกิดของสัตว์ทั้งหลาย (ทิพยจักษุ)

(๑๐)ทำอาสวะให้สิ้นได้

๒๐. สังขารูปปัตติสูตร

(สูตร ว่าด้วยความคิด กับการเข้าถึงสภาพตามที่คิดไว้)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงการที่ ภิกษุประกอบด้วยศรัทธา (ความเชื่อ) ศีล (การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย) สุตะ (การ สดับตรับฟัง) จาคะ (การสละ) และปัญญา ว่าตั้งจิตจะไปเกิดในที่ดี ๆ อย่างไร เมื่ออบรม ความคิดหรือเจตนากับธรรมะเป็นเครื่องอยู่ (มีศรัทธาเป็นต้น) ให้มากแล้ว ก็จะเกิดในฐานะ นั้น ๆ ได้ตามปรารถนา ตั้งแต่ความเป็นกษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล จนถึงเทพ พรหมทั้งรูปพรหมและอรูปพรหม และในที่สุด ถึงทำอาสวะให้สิ้นได้

สุญญตวรรค คือ วรรคที่มีสุญญสูตร เป็นสูตรแรก มี ๑๐ สูตร

๒๑. จูฬสุญญตสูตร

(สูตร ว่าด้วยความว่างเปล่า สูตรเล็ก)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ปราสาทของนางวิสาขาในบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี ตรัสตอบคำถามของพระอานนท์ถึงเรื่องที่ในสมัยก่อนและสมัยปัจจุบัน (ขณะนั้น) ทรงอยู่โดยมากด้วยสุญญตาวิหาร (ธรรมะเป็นเครื่องอยู่ คือการทำในใจถึงความว่างเปล่า) พร้อมทั้ง ทรงแสดงรายละเอียดในทางปฏิบัติ โดยการไม่ใส่ใจถึงสัญญา (ความกำหนดหมาย) อย่างหนึ่ง แล้วใส่ใจความเป็นหนึ่งโดยอาศัยสัญญาอีกอย่างหนึ่ง สูงขึ้นไปโดยลำดับแล้วพิจารณาถึง สัญญาที่ไม่ใส่ใจว่าสูญ แต่นึกว่าสัญญาที่กำลังใส่ใจ (อันมีอารมณ์สูงกว่า) ว่าเป็นของไม่สูญ เริ่มต้นแต่ไม่ใส่ใจมนุสสสัญญา (ความกำหนดหมายในมนุษย์) แล้วใส่ใจในอรัญญสัญญา (ความกำหนดหมายในป่า) เลื่อนระดับสูงขึ้นไป จนถึงทำอาสวะให้สิ้นได้เป็นที่สุด แล้วตรัสว่า สมณะหรือพราหมณ์ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่เข้าสู่สุญญตาอันบริสุทธิ์ยอดเยี่ยม ก็จะเข้าสู่ สุญญตา (ตามที่ทรงแสดงมาแล้ว) นี้อยู่

๒๒. มหาสุญญตสูตร

(สูตร ว่าด้วยความว่างเปล่า สูตรใหญ่)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ตรัส กับพระอานนท์ถึงเรื่อง “การเข้าสุญญตาภายใน” เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวง (ทำใจให้ว่างจาก ความเกาะเกี่ยว) เข้าฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แล้วใส่ใจสุญญตาภายใน มีความรู้ตัวอยู่เสมอ แล้วใส่ใจสุญญตาภายนอก สุญญตาทั้งภายในทั้งภายนอก ใส่ใจอาเนญชา แล้วคอยกำหนด ดูว่าจิตจะน้อมไป เพื่อสุญญตาภายใน เพื่ออาเนญชาหรือไม่ ครั้นแล้วตรัสสอนให้มีความรู้ตัว ในความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทั้งกาย วาจา ใจ

๒. ต่อจากนั้นทรงแสดงอุปัทวะ (อันตราย) แห่งอาจารย์แห่งศิษย์และแห่งการ ประพฤติพรหมจรรย์และตรัสว่า อันตรายแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ มีผลร้ายมากกว่า อันตรายทั้งสองข้างต้น และตรัสสอนให้ปฏิบัติต่อศาสดาฉันมิตร มิใช่ฉันศัตรู คือให้ตั้งใจฟังธรรม ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ความสุขสิ้นกาลนาน ในที่สุดตรัสว่า พระองค์ทรงว่ากล่าวทั้ง ในทางข่ม ทั้งในทางประคอง (ไม่ใช่มุ่งแต่ลงโทษหรือมุ่งแต่ยกย่องเพียงอย่างเดียว) ผู้ใดมี สาระก็จะดำรงอยู่ได้

๒๓. อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร

(สูตร ว่าด้วยสิ่งอัศจรรย์และไม่เคยมีก็มีขึ้น)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงเรื่อง ความอัศจรรย์ในการที่พระผู้มีพระภาคทรงระลึกพระชาติได้ว่าเคยเป็นอย่างนั้น ๆ มา เมื่อ พระผู้มีพระภาคเสด็จมาตรัสถามทราบความ ก็ตรัสให้พระอานนท์กล่าวถึงความอัศจรรย์ เท่าที่ทราบ พระอานนท์ก็กราบทูลตามที่เคยสดับมาในที่เฉพาะพระพักตร์ ถึงความอัศจรรย์ ต่าง ๆ ของพระโพธิสัตว์ เมื่อเกิดเมื่อดำรงอยู่ในเทพชั้นดุสิต ก็ทรงมีสติสัมปชัญญะ เป็นต้น จนถึงความอัศจรรย์ เมื่อประสูติจากพระครรภ์มารดา (โปรดดูข้อความที่ย่อไว้แล้วใน มหาปทานสูตร หน้า ๔๔๘ ธรรมดาของพระโพธิสัตย์ ข้อ ๑ ถึง ๑๕)

๒. ตรัสเพิ่มเติมว่า เวทนา (ความเสวยหรือรู้สึกอารมณ์) สัญญา (ความกำหนด หมาย) และวิตก (ความตรึก) ที่ตถาคตรู้แจ้งแล้ว ย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมดับไป

๒๔. พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตธัมมสูตร

(สูตร ว่าด้วยสิ่งอัศจรรย์และไม่เคยมีก็มีขึ้นของพระพักกุลเถระ)

ท่านพระพักกุละอยู่ในเวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ ชีเปลือยชื่อกัสสปะ เคยเป็น สหายตั้งแต่ครั้งเป็นคฤหัสถ์ของท่านพระพักกุละ เข้าไปหาท่านพระพักกุละ ถามทราบความ ว่าบวชมาถึง ๘๐ ปี แล้วได้ถามถึงปัญหาเรื่องเคยเสพเมถุนกี่ครั้ง พระพักกุละตอบว่า ไม่ควรถามเช่นนั้น ควรจะถามว่า กามสัญญา (ความกำหนดหมายในกาม) เกิดขึ้นกี่ครั้ง แล้วก็เล่า ให้ฟังว่า ตลอด ๘๐ ปีนี้ ท่านไม่เคยมีกามสัญญา รวมทั้งสัญญาในการพยาบาท ในการ เบียดเบียนเลย แล้วท่านได้เล่าถึงสิ่งที่ท่านไม่เคยต่าง ๆ (อันแสดงความเป็นผู้บริสุทธิ์พิเศษ) ของท่านตลอดเวลา ๘๐ ปี ชีเปลือยเลื่อมใสขอบวช บำเพ็ญเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จเป็น พระอรหันต์ ต่อมาไม่ช้าท่านพระพักกุละถือลูกกุญแจเข้าไปสู่วิหาร บอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ท่านจะปรินิพพานในวันนี้ แล้วได้นั่งปรินิพพานในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นความน่าอัศจรรย์ (เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ภายหลังพุทธปรินิพพาน)

๒๕. ทันตภูมิสูตร

(สูตร ว่าด้วยภูมิหรือสถานที่ที่ฝึกไว้)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ชยเสนราชกุมาร (ราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร) เสด็จดำเนินเล่น ตรัสสนทนากับสามเณรรูปหนึ่งผู้บวชไม่นาน ผู้อาศัยอยู่ในกุฎี ในป่า เมื่อทรงขอให้สามเณรแสดงธรรม สามเณรออกตัวต่าง ๆ ในที่สุดก็ทรงแค่นไค้ให้แสดงจนได้ เมื่อแสดงจบแล้ว ราชกุมารตรัสว่า เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุผู้ไม่ประมาทบำเพ็ญเพียรจะ บรรลุความเป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง สามเณรจึงนำความมากราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า ชยเสนราชกุมารอยู่ในท่ามกลางกาม ที่จะรู้เห็นถึงสิ่งที่พึงรู้เห็นได้ด้วยเนกขัมมะ (การออกจากกามนั้น) ย่อมเป็นไปไม่ได้

๒. ครั้นแล้วทรงแสดงธรรมแก่สามเณร เปรียบเทียบให้เห็นความต่างกัน ระหว่าง ช้าง ม้า โค ที่ได้รับการฝึกกับที่มิได้รับการฝึก ว่าจะให้ไปสู่ที่หมายได้ ต่างกันอย่างไร หรือ เปรียบเหมือนคนหนึ่งยืนบนยอดเขา อีกคนหนึ่งยืนอยู่เชิงเขา จะให้เห็นอะไร ๆ เหมือนผู้ยืน อยู่บนยอดเขาอย่างไร แล้วได้ทรงแสดงข้อเปรียบเทียบอื่นอีก รวมทั้งข้อที่ผู้ออกบวชบำเพ็ญ สติปัฏฐาน ๔ บำเพ็ญฌานได้วิชชา ๓ มีความสิ้นอาสวะในที่สุด

๒๖. ภูมิชสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระเถระชื่อภูมิชะ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม เช้าวันหนึ่ง ท่านพระภูมิชะเข้าไปยังที่ประทับของชยเสนราชกุมาร นั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้ ชยเสนราชกุมารกล่าวว่า บุคคลจะทำ ความหวังหรือไม่ก็ตามประพฤติพรหมจรรย์ก็ไม่ควรจะบรรลุผลได้ ท่านพระภูมิชะทูลตอบว่า ท่านไม่ได้ฟังมาจากพระผู้มีพระภาค แต่ก็เชื่อว่าจะทรงตอบว่า ไม่สำคัญที่ทำความหวังหรือ ไม่ทำ ถ้าประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย (อโยนิโส) ก็ไม่ควรบรรลุผล แต่ถ้าประพฤติพรหมจรรย์โดยแยบคาย ก็ควรบรรลุผลได้ ราชกุมารกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นศาสดาของท่านก็ เหมือนยืนอยู่บนศีรษะของสมณพราหมณ์ทั้งปวง แล้วได้ถวายอาหารของพระองค์ให้ท่าน พระภูมิชะฉัน

๒. ท่านพระภูมิชะกลับมากราบทูลพระผู้มีพระภาค ตรัสตอบว่า ที่ตอบไปนั้นไม่ผิด และได้ทรงชี้แจงเพิ่มเติม เปรียบสมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิด จนถึงมีความตั้งใจมั่นผิด ประพฤติพรหมจรรย์ จึงไม่ควรบรรลุผล ว่าเหมือนคนต้องการน้ำมัน แต่ไปคั้นน้ำมันจาก ทราย หรือต้องการนมโค แต่รีดนมจากเขาโค ต้องการไฟ แต่เอาไม้สดชุ่มด้วยยางมาสีให้ไฟติด ครั้นแล้วทรงแสดงการปฏิบัติถูกในทางที่ตรงกันข้าม

๒๗. อนุรุทธสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระอนุรุทธเถระ)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ ส่งคนไปนิมนต์ พระอนุรุทธ์พร้อมด้วยภิกษุอื่นอีก ๓ รูป (รวม ๔ รูป) ไปฉันที่บ้าน เมื่อฉันเสร็จแล้ว จึงถาม ปัญหาถึงเรื่อง อัปปมาณาเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นแห่งจิตอันไม่มีประมาณ) กับมหัคคตาเจโต วิมุติ (ความหลุดพ้นแห่งจิตที่เป็นฌาน) มีอรรถะ (ความหมาย) และพยัญชนะ (ตัวอักษร) ต่างกัน หรือว่ามีอรรถะอย่างเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกัน พระเถระตอบว่า มีอรรถะและ พยัญชนะต่างกัน โดยอธิบายว่า อัปปมาณาเจโตวิมุติ ได้แก่การแผ่จิต อันประกอบไปด้วย พรหมวิหาร ๔ มีเมตตา เป็นต้น อันหาประมาณจำกัดมิได้ไปยังโลกทั้งปวง ทั้งหกทิศ (รวมทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง) ส่วนมหัคคตาเจโตวิมุติ ได้แก่การเจริญฌาน (แผ่กสิณนิมิตไป) กำหนดขอบเขตเพียงโคนไม้แห่งเดียวบ้าง ๒ - ๓ แห่งบ้าง กำหนด ๒ - ๓ เขตบ้านบ้าง กำหนด แว่นแคว้นใหญ่ ๑ บ้าง ๒ - ๓ บ้าง กำหนดแผ่นดินมีสมุทรเป็นขอบเขตบ้าง แล้วได้อธิบาย เพิ่มเติมและตอบปัญหาของพระอภิยะกัจจานะอีกเกี่ยวกับเรื่องเทพที่มีแสงสว่าง

๒๘. อุปักกิเลสสูตร

(สูตร ว่าด้วยเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ โฆสิตาราม ใกล้กรุงโกสัมพี สมัยนั้นภิกษุชาวกรุง โกสัมพีแตกกัน ต่างว่ากล่าวเสียดสีกันต่าง ๆ พระผู้มีพระภาคทรงห้ามปรามก็ไม่ฟัง จึงตรัส แสดงธรรมเป็นคติเรื่องการทะเลาะวิวาท แล้วเสด็จไปสู่พาลกโลณการคาม (หมู่บ้านทำเกลือ ชื่อพาลกะ) ณ ที่นั้นได้ทรงแสดงธรรมแก่พระภคุ แล้วเสด็จไปสู่ป่าชื่อปาจีนวังสะ ผู้เฝ้าป่า ไม่ยอมให้เข้า พระอนุรุทธ์ได้ทราบจึงแจ้งแก่คนเฝ้าป่ามิให้ห้าม เพราะท่านเป็นพระศาสดา ของพวกเรา และได้บอกให้พระนันทิยะ พระกิมพิละมาเฝ้าต้อนรับ พระผู้มีพระภาคตรัส ถามถึงความผาสุก ความสามัคคี ความไม่ประมาท และคุณพิเศษ (โปรดดูจูฬโคสิงคสาลสูตร หน้า ๕๕๗ เทียบดูด้วย) ท่านเหล่านั้นกล่าวตอบในทางที่ดีงาม

๒. ในส่วนที่เกี่ยวกับคุณพิเศษ กราบทูลว่า รู้สึกว่ามีแสงสว่าง และเห็นรูป แต่ ไม่นาน แสงสว่างนั้นและการเห็นรูปก็หายไป ไม่ได้บรรลุนิมิตนั้นอีก ตรัสตอบว่า ควรบรรลุ นิมิตนั้น แล้วตรัสเล่าถึงเหตุการณ์ เมื่อก่อนตรัสรู้ว่าเคยทรงประสบภาวะเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ทรงสอบสวนถึงต้นเหตุ ซึ่งทรงแก้ทีละอย่าง ๆ เหตุเหล่านั้นคือความสงสัย การไม่ทำในใจ ความหดหู่ง่วงงุน ความหวาดสะดุ้ง ความตื่นเต้น ความย่อหย่อน ความเพียรตึงเกินไป ความเพียรหย่อนเกินไป ความอยาก ความกำหนดหมายต่าง ๆ การเพ่งรูปมากเกินไป (รวมเป็น ความเศร้าหมองแห่งจิต ๑๑ อย่าง) ในที่สุด เมื่อทรงทราบว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ก็ทรงละได้หมดทุกอย่าง

๓. ตรัสเล่าต่อไปอีกว่า เมื่อทรงบำเพ็ญเพียรไป ก็ทรงรู้สึกว่ามีแสงสว่าง แต่ไม่ทรง เห็นรูปบ้าง ทรงเห็นรูป แต่ไม่ทรงรู้สึกว่ามีแสงสว่างบ้าง ตลอดคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอด ทั้งวันทั้งคืนบ้าง เมื่อทรงสอบสวนถึงเหตุปัจจัย ก็ทรงคิดว่า ในสมัยใดไม่สนใจรูปนิมิต (เครื่องหมายคือรูป) สนใจแต่โอภาสนิมิต (เครื่องหมายคือแสงสว่าง) ในสมัยนั้นก็รู้สึกว่ามี แสงสว่าง แต่ไม่เห็นรูป ในสมัยใดไม่สนใจโอภาสนิมิต สนใจแต่รูปนิมิต ในสมัยนั้นย่อมเห็น รูป แต่ไม่รู้สึกว่ามีแสงสว่าง

๔. ต่อจากนั้นทรงแสดงถึงการที่ทรงรู้สึกว่ามีแสงสว่างน้อย เห็นรูปน้อย ทรงรู้สึกว่า มีแสงสว่างไม่มีประมาณ เห็นรูปไม่มีประมาณ เมื่อทรงสอบสวนถึงเหตุปัจจัย ก็ทรงคิดว่า ในสมัยใดสมาธิน้อย ในสมัยนั้นจักษุก็น้อย ทำให้รู้สึกว่ามีแสงสว่างน้อย เห็นรูปน้อย ด้วยจักษุ น้อย แต่ในสมัยใดสมาธิไม่มีประมาณ ในสมัยนั้นจักษุก็ไม่มีประมาณ ทำให้รู้สึกว่าแสงสว่าง ไม่มีประมาณ เห็นรูปไม่มีประมาณ (แสดงว่ากำลังของสมาธิเป็นสำคัญ ถ้ากำลังน้อยก็ทำให้ทิพยจักษุมีความสามารถน้อยไปด้วย) ครั้นทรงทราบว่าได้ทรงละอุปกิเลสแห่งจิต (ทั้งสิบเอ็ด) ได้แล้ว ก็ทรงคิดว่าได้เจริญสมาธิโดยส่วน ๓ แล้วในบัดนี้

๕. ต่อจากนั้นทรงแสดงว่า ได้ทรงเจริญ

(๑)สมาธิที่มีทั้งวิตกวิจาร (ได้แก่ฌานที่ ๑)

(๒)สมาธิที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร (ได้แก่ฌานที่ ๒ ในฌาน ๕)

(๓)สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจาร (ได้แก่ฌานที่ ๒ ๓ ๔ ในฌาน ๔ และฌานที่ ๓ ๔ ๕ ในฌาน ๕)

(๔)สมาธิที่มีปีติ (ได้แก่ฌานที่ ๑ ๒ ในฌาน ๔ และฌานที่ ๑ ๒ ๓ ในฌาน ๕)

(๕)สมาธิที่ไม่มีปีติ (ได้แก่ฌานที่ ๓ ๔ ในฌาน ๔ และฌานที่ ๔ ๕ ในฌาน ๕)

(๖)สมาธิที่ประกอบด้วยความสุข (ได้แก่ฌานที่ ๑ ๒ ๓ ในฌาน ๔ และฌาน ที่ ๑ ถึง ๔ ในฌาน ๕)

(๗)สมาธิที่ประกอบด้วยอุเบกขา (ได้แก่ฌานที่ ๔ ในฌาน ๔ และฌานที่ ๕ ใน ฌาน ๕)

เมื่อได้เจริญสมาธิอย่างนี้แล้วก็เกิดญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณ) ขึ้นว่า ความหลุดพ้นของพระองค์ไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก

(หมายเหตุ : สูตรนี้แสดงหลักวิชาในการปฏิบัติจิตใจชั้นสูง ซึ่งเกิดปัญหาแก่พระ สาวก แต่พระองค์ก็ทรงแสดงว่าได้แก้ปัญหาตกมาแล้ว ก่อนตรัสรู้ ในที่นี้ไม่ค่อยได้อธิบาย ศัพท์ไว้พิสดาร เพราะเห็นว่าจะต้องอธิบายยืดยาวและใช้หน้ากระดาษมาก อย่างไรก็ตาม สูตรนี้น่าเลื่อมใสเป็นพิเศษในทางปฏิบัติที่แสดงว่า พระพุทธศาสนานั้นมิใช่เรื่องสำหรับพูด เท่านั้น แต่จะต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทางปฏิบัติด้วย และพึงสังเกตว่าในสูตรนี้ นับเป็นหลักฐานแรกที่แสดงฌาน ๕ เพราะที่แล้วมาแสดงแต่ฌาน ๔ เท่านั้น)

๒๙. พาลบัณฑิตสูตร

(สูตร ว่าด้วยพาลและบัณฑิต)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงลักษณะของคนพาล ๓ อย่าง คือ คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว คนพาลจะต้องประสบทุกข์โทมนัสถึง ๓ ประการในปัจจุนับ และตาย ไปก็จะเข้าสู่นรก กำเนิดดิรัจฉาน หรือถ้าเกิดในมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลต่ำ ยากจน มีผิวพรรณทราม มีโรคเบียดเบียน ไม่มีลาภ ส่วนบัณฑิตมีลักษณะ ๓ คือ คิดดี พูดดี ทำดี บัณฑิต ย่อมได้เสวยสุขโสมนัสถึง ๓ ประการในปัจจุบัน และตายไปก็จะเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ แล้ว ทรงแสดงสมบัติจักรพรรดิ์โดยละเอียดว่า เทียบกันไม่ได้เลย กับสมบัติทิพย์ หรือถ้าเกิด เป็นมนุษย์ ก็เกิดในตระกูลสูงมั่งคั่ง รูปงาม มีลาภ

๓๐. เทวทูตสูตร

(สูตร ว่าด้วยเทวทูต)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมว่า ผู้มีทิพยจักษุ ย่อม เห็นสัตว์ทั้งหลายตาย เกิด เลว ประณีต ผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม มีคติดี มีคติชั่ว เข้าถึง ฐานะต่าง ๆ ตามกรรม เปรียบเหมือนคนมีตาดียืนอยู่ตรงกลาง (ระหว่างเรือน ๒ หลัง) ย่อม มองเห็นคนเข้าออก เดินไปเดินมาสู่เรือนฉะนั้น

๒. ทรงแสดงถึงนายนิรยบาล (ผู้รักษานรก) หลายคน จับคนที่ไม่ดีไปแสดงแก่ พญายมขอให้ลงโทษ พญายมถามถึงเทวทูต ๕ คือ เด็ก คนแก่ คนเจ็บไข้ คนถูกลงโทษ เพราะทำความผิด และคนตาย แล้วชี้แจงให้เห็นว่าจะต้องได้รับผลแห่งการกระทำ (ที่ชั่ว) นั้น ๆ แล้วทรงแสดงการลงโทษต่าง ๆ ที่นายนิรยบาลเป็นผู้ทำ รวมทั้งแสดงถึงมหานรก นรกคูถ (อุจจาระ) และนรกชื่อกุกกุละ ซึ่งมีการลงโทษทรมานอย่างน่าสยดสยอง

วิภังควรรค คือ วรรคกำหนดด้วยการแจกแจง มี ๑๒ สูตร

๓๑. ภัทเทกรัตตสูตร

(สูตร ว่าด้วยราตรีเดียวที่ดี)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงบทตั้ง (อุทเทส) และคำอธิบาย หรือการแจกแจง (วิภังค์) เกี่ยวกับบุคคลผู้มีราตรีเดียวอันดี โดยใจความคือไม่ให้ติดตาม เรื่องล่วงมาแล้ว ไม่ให้หวังเฉพาะเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ให้เห็นแจ้งปัจจุบัน ให้รีบเร่งทำความเพียรเสียในวันนี้ ใครจะรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่ง เพราะจะผัดเพี้ยนต่อมฤตยูผู้มีเสนาใหญ่ ย่อมไม่ได้ คนที่มีความเพียรอย่างนี้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน เรียกว่ามีราตรีเดียว อันดี (อันเจริญ) การไม่ติดตามอดีต การไม่หวังเฉพาะอนาคต ตรัสอธิบายว่า ไม่ให้มีความ ยินดีเพลิดเพลินในอดีตและอนาคตนั้น

๓๒. อานันทภัทเทกรัตตสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระอานนท์อธิบายภัทเทกรัตตสูตร)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม สมัยนั้นพระอานนท์กล่าวธรรมแก่ภิกษุ ทั้งหลายในโรงฉัน (อุปฐานศาลา) โดยอธิบายทั้งบทตั้ง และคำอธิบายแห่งภัทเทกรัตตสูตร พระผู้มีพระภาคเสด็จมาตรัสถามทราบความ ทรงรับรองคำอธิบายนั้น

๓๓. มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระมหากัจจานะอธิบายภัทเทกรัตตสูตร)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม มีเรื่องเล่าถึงพระมหากัจจานะแสดงธรรมอธิบายขยายความ แห่งภัทเทกรัตตสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ย่อ ๆ ให้พิสดาร เมื่อ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ก็ตรัสชมเชยและว่า ถ้าถามให้ทรงอธิบาย ก็จะทรงอธิบายใน ทำนองเดียวกันนี้

๓๔. โลมสกังคิยสูตร

(สูตร ว่าด้วยพระโลมสกังคิยะ)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม เรื่องเล่าว่า เทพบุตรถามพระโลมสกังคิยะ เรื่องภัทเทกรัตตสูตร ทั้งบทตั้งทั้งคำอธิบาย ท่านตอบไม่ได้ จึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถามให้ทรงแสดงทั้งบทตั้งและคำอธิบาย ใจความก็อย่างเดียวกับสูตรที่ ๓๑

๓๕. จูฬกัมมวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยการจำแนกกรรม สูตรเล็ก)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ทรงตอบคำถามของสุภมาณพบุตรแห่ง โตเทยยพราหมณ์ เกี่ยวกับผลร้ายผลดีต่าง ๆ ๗ คู่ว่า เนื่องมาจากกรรมคือการกระทำของ สัตว์ คือ

๑.มีอายุน้อย เพราะฆ่าสัตว์ มีอายุยืน เพราะไม่ฆ่าสัตว์

๒.มีโรคมาก เพราะเบียดเบียนสัตว์ มีโรคน้อย เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์

๓.มีผิวพรรณทราม เพราะขี้โกรธ มีผิวพรรณดี เพราะไม่ขี้โกรธ

๔.มีศักดาน้อย เพราะมักริษยา มีศักดามาก เพราะไม่มักริษยา

๕.มีโภคทรัพย์น้อย เพราะไม่ให้ทาน มีโภคทรัพย์มาก เพราะให้ทาน

๖.เกิดในตระกูลต่ำ เพราะกระด้างถือตัวไม่อ่อนน้อม เกิดในตระกูลสูง เพราะไม่ กระด้างถือตัว แต่รู้จักอ่อนน้อม

๗.มีปัญญาทราม เพราะไม่เข้าไปหาสมณพราหมณ์ ไต่ถามเรื่องกุศล อกุศล เป็นต้น มีปัญญาดี เพราะเข้าไปหาสมณพราหมณ์ ไต่ถามเรื่องกุศล อกุศล เป็นต้น

สุภมาณพบุตรโตเทยยพราหมณ์กราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๓๖. มหากัมมวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยการจำแนกกรรม สูตรใหญ่)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ ตรัสแสดงธรรมแก่ พระอานนท์ ภายหลังที่ตรัสปรารภเรื่องพระสมิทธิตอบคำถามของปริพพาชกโปตลิบุตรแง่เดียว แทนที่จะตอบแบ่งตามเหตุผล เมื่อพระอานนท์กราบทูลขอร้อง จึงทรงแสดงเรื่องการจำแนกกรรมเรื่องใหญ่ โดยแสดงถึงบุคคล ๔ ประเภท คือ

๑.ทำชั่วแล้วไปเกิดในอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก

๒.ทำชั่วแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

๓.ทำดีแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

๔.ทำดีแล้วไปเกิดในอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก

ซึ่งทำให้สมณพราหมณ์บางพวกผู้เห็นไม่ตลอดสายเข้าใจผิด ทรงรับรองเฉพาะคำกล่าวที่ถูกต้อง ที่ไม่ถูกต้องก็ไม่ตรัสรับรอง นอกจากนั้น ทรงแสดงเหตุผล คือกรรมดีกรรมชั่วที่ ทำก่อนทำหลัง และการมีความเห็นถูกเห็นผิดก่อนตายว่า อาจแทรกส่งผลให้คนเข้าใจผิดได้ แต่ความจริงกรรมทุกอย่างจะส่งผลทั้งสิ้น (เพียงแต่ให้เข้าใจให้ตลอดสายและไม่สับเหตุผล)

๓๗. สฬายตนวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยการแจกอายตนะ ๖)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมเรื่องการแจกอายตนะ ๖ โดยตั้งบทตั้ง (อุทเทส) ว่า

ควรทราบอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ หมวดวิญญาณ ๖ หมวดผัสสะ ๖ มโนปวิจาร (ความท่องเที่ยวไปแห่งใจ) ๑๘ ทางไปของสัตว์ (สัตตบท) ๓๖ เป็นต้น ครั้นแล้ว ทรงแจกอายตนะภายใน ๖ ว่ามีตา เป็นต้น อายตนะภายนอก ๖ ว่ามีรูป เป็นต้น วิญญาณกาย ๖ มีจักขุวิญญาณ เป็นต้น ผัสสกาย ๖ มีจักขุสัมผัส เป็นต้น มโนปวิจาร ๑๘ คือเห็นรูป ฟังเสียง เป็นต้นแล้ว ใจก็ท่องเที่ยวไปสู่รูปที่เป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส โทมนัส และอุเบกขา (เวทนาทางใจ ๓ × อายตนะ ๖ = ๑๘) ส่วนสัตตบทหรือทางไปของสัตว์ ๓๖ ทรงแสดง โสมนัส (ความดีใจ) ที่อาศัยเรือน ๖ อาศัยเนกขัมมะ (การออกจากกาม) ๖ โทมนัส (ความ เสียใจ) ที่อาศัยเรือน ๖ อาศัยเนกขัมมะ ๖ อุเบกขาที่อาศัยเรือน ๖ อาศัยเนกขัมมะ ๖ (เวทนาทางใจ ๓ × เรือนกับเนกขัมมะ ๒ × อายตนะ ๖ = ๓ × ๒ × ๖ = ๓๖)

ครั้นแล้วทรงแสดงธรรมให้อาศัยส่วนที่อาศัยเนกขัมมะ ให้ละส่วนที่อาศัยเรือน แล้วทรงแสดงคุณลักษณะของศาสดา

๓๘. อุทเทสวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยบทตั้งและคำอธิบาย)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงอุทเทสวิภังค์ คือบทตั้ง พร้อมทั้งคำอธิบายที่ว่า ภิกษุพึงพิจารณาโดยประการที่วิญญานของเธอจะไม่ซัดส่ายไปภายนอก ไม่ตั้งอยู่ในภายใน ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่สะดุ้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะไม่มีความเกิดขึ้นแห่งชาติ ชรา มรณะ และเหตุให้ทุกข์เกิดอีกต่อไป ตรัสเพียงย่อ ๆ เท่านี้แล้วก็เสด็จลุกขึ้นเข้าสู่พระวิหาร

๒. ภิกษุทั้งหลายจึงไปหาพระมหากัจจานเถระ ขอให้อธิบายขยายความโดยพิสดาร ซึ่งท่านก็ได้อธิบายชี้แจงเป็นข้อ ๆ ไป (แต่มีข้อน่าสังเกตว่า ในประโยคว่า วิญญาณไม่ตั้งอยู่ในภายใน ท่านใช้คำว่า จิต แทนคำว่า วิญญาณ ว่าไม่ติดอยู่ในองค์ฌาน) เมื่อภิกษุทั้งหลายไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค ก็ตรัสชมเชยพระมหากัจจานเถระ และตรัสสอนให้ทรงไว้อย่างที่ ได้แสดงไว้แล้ว

๓๙. อรณวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยการแจกธรรมที่ไม่มีข้าศึก)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงอรณวิภังค์ คือการแจกธรรมที่ ไม่เป็นข้าศึก มีใจความสำคัญ คือ

ไม่พึงประกอบเนือง ๆ ซึ่งกามสุข และการทรมานตัวให้ลำบาก พระตถาคตตรัสรู้ ทางสายกลาง ที่ไม่อาศัยส่วนสุดทั้งสอง อันทำให้เกิดดวงตา เกิดญาณ เป็นไปเพื่อตรัสรู้ และนิพพาน พึงรู้การยกย่อง การรุกราน แล้วไม่พึงแสดงธรรมยกย่องหรือรุกรานบุคคล ไม่พึง กล่าววาจาในที่ลับ (ไม่พูดส่อเสียด) ไม่พึงกล่าววาจาเลอะเทอะในที่พร้อมหน้า พึงพูดโดย ไม่รีบด่วน ไม่พึงยึดถือถ้อยคำในพื้นชนบท ไม่พึงข้ามบัญญัติทางโลก (คือไม่ยึดมั่นถือมั่น โวหารทางโลก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ขวางโลกโดยไม่ยอมพูดรู้เรื่องกับชาวโลก ) พร้อมทั้ง ตรัสอธิบายโดยละเอียดว่า ข้อปฏิบัติหรือธรรมะที่กล่าวมานี้เป็นธรรมะที่ไม่มีข้าศึก

ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้รู้จักธรรมทั้งที่มีข้าศึกและไม่มีข้าศึก และให้ปฏิบัติข้อ ปฏิบัติที่ไม่มีข้าศึก แล้วตรัสสรรเสริญว่า กุลบุตรชื่อสุภูติเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติที่ไม่มีข้าศึก

๔๐. ธาตุวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยการแจกธาตุ)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นมคธ เสด็จแวะพัก ณ กรุงราชคฤห์ ทรงอาศัยที่อยู่ของช่างหม้อชื่อภัคคะพักแรมคืน ตรัสแสดงธรรมแก่กุลบุตรชื่อปุกกุสาติผู้บวช อุทิศพระองค์ แต่ไม่รู้จักพระองค์ โดยใจความสำคัญ คือ

บุรุษนี้มีธาตุ ๖ มีอายตนะสำหรับถูกต้อง ๖ มีความท่องเที่ยวไปแห่งใจ ๑๘ (มโนปวิจาร) มีธรรมที่ควรตั้งใจไว้ในใจ ๔ บุคคลตั้งอยู่ในธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจแล้ว กิเลส ย่อมไม่เป็นไป เมื่อกิเลสไม่เป็นไป ก็เรียกได้ว่า มุนีผู้สงบระงับ ไม่ควรประมาทปัญญา ควรตามรักษาสัจจะ ควรเจริญการสละ ควรศึกษาความสงบ แล้วได้ตรัสอธิบายรายละเอียด

๒. ในการแจกรายละเอียด ทรงแสดง

ธาตุ ๖ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ

อายตนะ สำหรับถูกต้อง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

มโนปวิจาร ๑๘ คือความท่องเที่ยวไปแห่งใจในโสมนัส (ความดีใจ) ๖ ในโทมนัส (ความเสียใจ) ๖ ในอุเบกขา (ความรู้สึกเฉย ๆ) ๖ รวมเป็น ๑๘

ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ คือ ปัญญา สัจจะ จาคะ (การสละกิเลส) และอุปสมะ (ความสงบระงับ)

แล้วตรัสอธิบายแต่ละข้อโดยพิสดารต่อไปอีก โดยเฉพาะวิญญาณ ตรัสอธิบายว่า ได้แก่สิ่งที่รู้แจ้งสุข ทุกข์ และไม่ทุกข์ไม่สุข (ดูมหาเวทัลลสูตร หน้า ๕๗๕ เทียบดูด้วย)

๓. พระปุกกุสาติก็รู้ได้ทันทีว่าตนพบพระศาสดาแล้ว จึงลงกราบขอประทานอภัยโทษ พระผู้มีพระภาคตรัสประทานอภัย พระปุกกุสาติ (ซึ่งเดิมบวชเอาเอง) จึงกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท ตรัสสั่งให้หาบาตรจีวร ในขณะที่หาบาตรจีวรนั้น ก็ถูกแม่โคขวิดถึงแก่ชีวิต เมื่อมีผู้กราบทูลถามถึงคติในสัมปรายภพ (ภพเบื้องหน้า) ของปุกกุสาติ ก็ตรัสตอบว่า เป็นอนาคามี เพราะละสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้

๔๑. สัจจวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยการแจกอริยสัจจ์)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน แขวงกรุงพาราณสี ตรัสเล่าเรื่องที่ทรงแสดงธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน แล้วตรัสแนะให้คบพระสาริบุตรและ พระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นบัณฑิต เป็นผู้อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจารี (คือเพื่อนผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์ หรือเพื่อนภิกษุด้วยกัน) ตรัสเปรียบพระสาริบุตรด้วยผู้ให้กำเนิด เปรียบ พระโมคคัลลานะด้วยผู้เลี้ยงดู (แม่นม) พระสาริบุตรแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระโมคคัลลานะก็แนะนำให้ตั้งอยู่ในมรรคผลที่สูง ๆ ขึ้นไป และพระสาริบุตรเป็นผู้อาจอธิบายอริยสัจจ์ ๔ โดยพิสดาร

๒. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดั่งนี้แล้ว ก็เสด็จลุกขึ้นเข้าไปสู่พระวิหาร พระสาริบุตรก็แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย อธิบายเรื่องอริยสัจจ์ ๔ โดยพิสดาร

๔๒. ทักขิณาวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยการแจกทักษิณา ของทำทาน)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระนาง มหาปชาบดี โคตมี นำคู่ผ้าใหม่ซึ่งทรงกรอด้ายเองทอเองไปถวายพระผู้มีพระภาค ขอให้ทรงรับเพื่อเป็นการอนุเคราะห์ พระผู้มีพระภาคตรัสแนะให้ถวายในสงฆ์ อันจะชื่อว่าบูชาทั้งพระองค์ และพระสงฆ์ พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทรงยืนยันขอถวายพระผู้มีพระภาคตามเดิมเป็น ครั้งที่ ๒ และครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็ทรงแนะนำตามเดิมแม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓

๒. พระอานนท์จึงกราบทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงรับ โดยอ้างอุปการคุณ ซึ่งพระนาง มหาปชาบดี โคตมี เคยมีต่อพระผู้มีพระภาคในการที่ทรงเลี้ยงดู ทรงให้ดื่มถัญญ์ (น้ำนม) ภายหลังที่พระพุทธมารดาสวรรคต และอ้างอุปการคุณที่พระผู้มีพระภาคทรงมีต่อพระนาง มหาปชาบดี โคตมี เป็นเหตุให้พระนางถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ทรงเว้น จากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ทรง ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่ ทรงหมดความสงสัยในอริยสัจจ์ ๔ ประการ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลอาศัยผู้ใด แล้วตั้งอยู่ในคุณธรรมตามที่พระอานนท์กล่าวมานั้น พระองค์ไม่ตรัสการ ที่บุคคลนั้นกราบไหว้ ลุกขึ้นต้อนรับ ทำอัญชลีกรรม (พนมมือไหว้) สามีจิกรรม (การแสดง อัธยาศัยไมตรีให้เหมาะสมแก่ฐานะ) และการให้ปัจจัย ๔ มีผ้านุ่งห่ม เป็นต้น ว่าเป็นการ ตอบแทนอันดีต่อผู้ที่ตนอาศัยนั้น

๓. แล้วทรงแสดงทักษิณา (ของให้หรือของถวาย) ที่เจาะจงบุคคล ๑๔ ประเภทเป็น ข้อ ๆ ไป คือ การที่บุคคลถวายทานหรือให้ทาน

(๑)ในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

(๒)ในพระปัจเจกพุทธเจ้า

(๓)ในพระอรหันตสาวกของพระตถาคต

(๔)ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล

(๕)ในพระอนาคามี

(๖)ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล

(๗)ในพระสกทาคามี

(๘)ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล

(๙)ในพระโสดาบัน

(๑๐)ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

(๑๑)ในท่านผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ภายนอก (พระพุทธศาสนา)

(๑๒)ในบุถุชน (คนยังหนาด้วยกิเลส) ผู้มีศีล

(๑๓)ในบุถุชนผู้ทุศีล

(๑๔)ในสัตว์ดิรัจฉาน

๔. แล้วทรงแสดงว่า ทักษิณา มีคุณอันพึงหวังได้ คือทานที่ให้ในสัตว์ดิรัจฉาน มีคุณถึงร้อย ในบุถุชนผู้ทุศีล มีคุณถึงพัน ในบุถุชนผู้มีศีล มีคุณถึงแสน ในท่านผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ภายนอก (พระพุทธศาสนา) มีคุณถึงแสนโกฏิ ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีคุณเป็นอสงไขย (นับไม่ได้) อัปไมย (ประมาณไม่ได้) จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงทานที่ถวายในบุคคลที่สูงขึ้นไปกว่านี้

๕. แล้วทรงแสดงทักษิณา (ของถวาย) ที่เป็นไปในสงฆ์ ๗ ประเภท คือ

(๑)ในสงฆ์สองฝ่าย (ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์) มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

(๒)ในสงฆ์สองฝ่าย เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว

(๓)ในภิกษุสงฆ์

(๔)ในภิกษุณีสงฆ์

(๕)ทักษิณาที่เจาะจงภิกษุ หรือภิกษุณีจำนวนเท่านั้นเท่านี้จากสงฆ์

(๖)ทักษิณาที่เจาะจงภิกษุเท่านั้นเท่านี้จากสงฆ์

(๗)ทักษิณาที่เจาะจงภิกษุณีเท่านั้นเท่านี้จากสงฆ์

๖. ตรัสว่า ในอนาคตกาลนานไกล จักมีโคตรภู (สงฆ์) ผู้มีผ้ากาสาวะที่คอ เป็นผู้ ทุศีล มีบาปธรรม บุคคลจักถวายทานอุทิศสงฆ์ในโคตรภู (สงฆ์) ผู้ทุศีลเหล่านั้น แม้ทักษิณา ที่เป็นไปในสงฆ์นั้น เราก็กล่าวว่านับไม่ได้ประมาณไม่ได้ เราไม่กล่าวว่า ทานที่เจาะจงบุคคล มีผลมากกว่าทักษิณาที่เป็นไปในสงฆ์โดยปริยายไร ๆ เลย

๗. ตรัสแสดงความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ อย่าง คือทักษิณาที่

(๑)บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ)

(๒)บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก

(๓)ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก

(๔)บริสุทธ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก

พร้อมทั้งทรงแสดงรายละเอียดกำหนดความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ ด้วยการที่บุคคลมีศีล มีกัลยาณธรรม และทุศีล มีบาปธรรม

สฬายตนวรรค คือ วรรคที่กำหนดด้วยอายตนะ ๖ มี ๑๐ สูตร

๔๓. อนาถปิณฑิโกวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการให้โอวาทแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดี)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม สมัยนั้นอนาถปิณฑิกคฤหบดีไม่สบาย เป็น ไข้หนัก จึงส่งคนไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ และให้ถวายบังคมแทนตน กับ ส่งคนไปอาราธนาพระสาริบุตรไปยังที่อยู่ของตน เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ พระสาริบุตรรับ นิมนต์แล้วก็ไปเยี่ยมไต่ถาม โดยมีพระอานนท์ตามไปด้วย เป็นปัจฉาสมณะ (ภิกษุผู้ติดตาม) คฤหบดีกล่าวตอบว่า มีทุกขเวทนากล้า จึงกล่าวธรรมสั่งสอน คือ

๑.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และวิญญาณของท่าน จักไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

๒.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือรูป กลิ่น เสียง รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่พึงถูกต้อง ด้วยกาย) ธรรมะ (สิ่งที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยใจ) และวิญญาณของท่านจักไม่อาศัยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมะ

๓.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือวิญญาณ (๖) มีจักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ ทางตา) เป็นต้น และวิญญาณของท่านจักไม่อาศัยวิญญาณ (๖) มีจักขุวิญญาณ เป็นต้น

๔.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือสัมผัส (ความถูกต้อง ๖) มีจักขุสัมผัส (ความ ถูกต้องทางตา) เป็นต้น และวิญญาณของท่านจักไม่อาศัยสัมผัส (๖) มีจักขุสัมผัส เป็นต้น

๕.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือเวทนา (ความรู้สึกหรือเสวยอารมณ์ ๖) มีจักขุ สัมผัสสชาเวทนา (ความรู้สึกอารมณ์อันเกิดแต่สัมผัสทางตา) เป็นต้น และวิญญาณ ของท่านจักไม่อาศัยเวทนา (๖) มีจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้น

๖.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ และ ธาตุรู้ (วิญญาณธาตุ) และวิญญาณของท่านจักไม่อาศัยธาตุดิน เป็นต้น

๗.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือ (ขันธ์ ๕) รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และวิญญาณของท่านจักไม่อาศัยรูป เป็นต้น

๘.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือ (อรูปฌาน ๔ คือ) อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ และวิญญาณของท่านจักไม่อาศัยอากาสานัญจายตนะ เป็นต้น

๙.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือโลกนี้โลกหน้า และวิญญาณของท่านจักไม่ อาศัยโลกนี้โลกหน้า

๑๐.ท่านพึงสำเนียกว่า จักไม่ยึดถือสิ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบ ได้รู้แจ้ง ได้แสวงหา ได้ติดตามด้วยใจ และวิญญาณของท่านจักไม่อาศัยสิ่งนั้น

อนาถปิณฑิกคฤหหบดีได้ฟัง ก็ร้องไห้ พระอานนท์จึงถามว่า ท่านยังติดยังอาลัย อยู่หรือ คฤหบดีตอบว่า มิได้ติด มิได้อาลัย แต่ไม่เคยได้ฟังธรรมิกถาอย่างนี้ เมื่อทราบว่า ธรรมิกถาเช่นนี้ ไม่ได้แสดงแก่คฤหัสถ์ผู้นุ่งผ้าขาว แต่แสดงแก่บรรพชิต จึงขอร้อง พระสาริบุตรให้แสดงแก่คฤหัสถ์บ้าง เพราะกุลบุตรที่มีกิเลสน้อยมีอยู่จะเป็นผู้รู้ธรรมะได้ ไม่ได้ฟังก็จะเสื่อมจากธรรมะไป พอพระสาริบุตรและพระอานนท์กลับแล้วไม่นาน อนาถปิณฑิกคฤหบดีก็ถึงแก่กรรมไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วกลับมาปรากฏตน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กล่าวสุภาษิตและชมเชยพระสาริบุตร

๔๔. ฉันโนวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการให้โอวาทพระฉันนะ)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ พระสาริบุตร พระมหาจุนทะ และพระฉันนะ อยู่ที่เขาคิชฌกูฏ พระฉันนะไม่สบาย เป็นไข้หนัก พระสาริบุตรจึงชวนพระมหาจุนทะไปเยี่ยมถามอาการ พระฉันนะเล่าทุกขเวทนากล้าให้ฟังและแสดงความจำนงจะฆ่าตัวตาย พระสาริบุตรก็ห้ามไว้และแสดงธรรมให้ฟัง มิให้ยึดถืออายตนะภายในมีตา เป็นต้น วิญญาณมีจักขุวิญญาณ เป็นต้น อายตนะภายนอกมีรูป (ที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยจักขุวิญญาณ) เป็นต้น ว่าเป็นของเรา เราเป็นนั้น นั่นเป็นตัวตนของเรา เมื่อพระสาริบุตรกับพระมหาจุนทะกลับไปแล้ว พระฉันนะก็ฆ่าตัวตาย พระสารีบุตรไปกราบทูลถาม พระผู้มีพระภาคก็ตรัสตอบโดยใจความว่า ผู้ใดละทิ้งกายนี้ ยึดถือกายอื่น เรากล่าวว่ามีโทษ แต่ภิกษุฉันนะเป็นผู้ไม่มีโทษ (อรรถกถาแก้ว่า สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการสิ้นชีวิต ที่เรียกว่าสมสีสี)

๔๕. ปุณโณวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระปุณณะ)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระปุณณะเข้าไปเฝ้ากราบทูลขอให้ ประทานโอวาท จึงทรงแสดงธรรมสอนให้ไม่เพลิดเพลินยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมะที่น่าปรารถนา รักใคร่ชอบใจ เมื่อดับความเพลิดเพลินได้ก็ดับทุกข์ได้

๒. พระปุณณะกราบทูลว่า ท่านจักไปอยู่ในชนบทชื่อสุนาปรันตะ พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ชาวสุนาปรันตะดุร้าย ถ้าเขาด่าว่า เธอจะทำอย่างไร กราบทูลว่า ข้าพระองค์จักคิดว่า ด่ายังดีกว่าทำร้ายด้วยมือ ตรัสถามว่า ถ้าเขาทำร้ายด้วยมือ จะทำอย่างไร กราบทูลว่า ยังดีกว่าใช้ก้อนดินทำร้าย ตรัสถามว่า ถ้าเขาใช้ก้อนดินทำร้าย จะทำอย่างไร กราบทูลว่า ยังดีกว่าใช้ ท่อนไม้ทำร้าย ตรัสถามว่า ถ้าเขาใช้ท่อนไม้ทำร้าย จะทำอย่างไร กราบทูลว่า ยังดีกว่าทำร้าย ด้วยศัสตรา ตรัสถามว่า ถ้าเขาทำร้ายด้วยศัสตรา จะทำอย่างไร กราบทูลตอบว่า ยังดีกว่าฆ่า ด้วยศัสตราที่คม ตรัสถามว่า ถ้าเขาฆ่าด้วยศัสตราที่คม จะทำอย่างไร กราบทูลว่า บุคคล บางคนยังต้องหาคนมาฆ่า แต่นี่ดีที่ไม่ต้องหา ได้คนที่มาฆ่าให้

๓. พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนา และตรัสอนุญาตให้ไปได้ ท่านไปอยู่ในที่นั้น ได้แสดงธรรมให้มีผู้ประกาศตนเป็นอุบาสก ๕๐๐ คน และท่านเองก็ได้บรรลุวิชชา ๓ (ระลึกชาติ ได้ ทิพยจักษุเห็นสัตว์เกิดตาย ทำอาสวะให้สิ้น) ภายในพรรษานั้น และได้ปรินิพพานในกาล ต่อมา

๔๖. นันทโกวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการให้โอวาทของพระนันทกะ)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระนางมหาปชาบดี โคตมี พร้อมด้วย นางภิกษุณีทั้งหลายเข้าไปเฝ้ากราบทูลขอให้ประทานโอวาท จึงทรงมอบหมายให้พระนันทกะผู้ไม่ประสงค์จะให้โอวาทแก่นางภิกษุณี เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ ท่านจึงไปสอน ให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ (ทนอยู่ไม่ได้) ไม่ใช่ตัวตน ของอายตนะภายใน มีตา เป็นต้น อายตนะภายนอก มีรูป เป็นต้น วิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์) มีจักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางตา) เป็นต้น พร้อมด้วย คำซักถามให้ตอบด้วยความเห็นจริงของผู้ฟังเอง และพร้อมด้วยคำเปรียบเทียบหลายข้อ พระผู้มีพระภาคตรัสชมเชยมาก

๔๗. จูฬราหุโลวาทสูตร

(สูตร ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรเล็ก)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนพระราหุลให้เห็นความเป็นของ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ (ทนอยู่ไม่ได้) และไม่ใช่ตัวตนของอายนตะภายใน มีตา เป็นต้น อายตนะภายนอกมีรูป เป็นต้น วิญญาณ มีจักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ด้วยตา) เป็นต้น สัมผัส (ความถูกต้อง) มีจักขุสัมผัส เป็นต้น เวทนา (ความรู้สึกอารมณ์) มีเวทนาที่เกิดจาก จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นต้น พระราหุลก็มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน

๔๘. ฉฉักกสูตร

(สูตร ว่าด้วยธรรมะหมวด ๖ รวม ๖ ข้อ)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายถึงธรรมะหมวด ๖ รวม ๖ ข้อ คือ

๑.อายตนะภายใน ๖ มีตา เป็นต้น

๒.อายตนะภายนอก ๖ มีรูป เป็นต้น

๓.วิญญาณกาย (หมวดวิญญาณ) ๖ มีจักขุวิญญาณ เป็นต้น

๔.ผัสสกาย (หมวดความถูกต้อง) ๖ มีจักขุสัมผัส เป็นต้น

๕.เวทนากาย (หมวดเวทนาคือความรู้สึกอารมณ์) ๖ มีเวทนาที่เกิดเพราะจักขุสัมผัส เป็นปัจจัย เป็นต้น

๖.ตัณหากาย (หมวดตัณหา ความทะยานอยาก) ๖ มีตัณหาที่เกิดจากเวทนาอันเนื่อง มาแต่จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นต้น

พร้อมทั้งตรัสสอนให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของสิ่งเหล่านั้น เมื่อจบ พระธรรมเทศนา ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน (เป็นพระอรหันต์)

๔๙. สฬายตนวิภังคสูตร

(สูตร ว่าด้วยการแจกอายตนะ ๖)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ทรงแสดงธรรมชื่อว่า “มหาสฬายตนิกะ” (ธรรมที่เกี่ยวด้วยอายตนะ ๖ อย่างพิสดาร) โดยทรงแสดงว่า เมื่อไม่รู้ไม่เห็นธรรม ๖ หมวด ดั่งที่ทรงแสดงในฉฉักกสูตร (ก่อนหน้าสูตรนี้สูตรเดียว) ตามเป็นจริง ความลำบาก เดือดร้อนกระวนกระวาย ทั้งทางกายและทางจิตก็จะเจริญขึ้น ผู้ไม่รู้นั้น ย่อมได้เสวยทั้งทุกข์กาย ทุกข์ใจ แล้วทรงแสดงให้เห็นว่า ถ้ารู้เห็นตามเป็นจริง ไม่กำหนัดยินดี ก็จะชื่อว่าทำมรรค มีองค์ ๘ ให้บริบูณ์ เมื่อทำได้อย่างนั้น ก็จะชื่อว่าทำธรรมะอื่น (ในโพธิปักขิยธรรม ดูหน้า ๔๕๙ เสด็จป่ามหาวันประชุมภิกษุสงฆ์) ให้บริบูรณ์ด้วย

๒. ครั้นแล้วทรงแสดงธรรมะที่เทียมคู่ คือ

สมถะ (การทำใจให้สงบ) และวิปัสสนา (การทำปัญญาให้เห็นแจ้ง)

และแสดง

ธรรมที่ควรกำหนดรู้คือ ขันธ์ ๕

ธรรมที่ควรละคือ อวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจจ์ ๔)
และภวตัณหา (ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่)

ธรรมที่ควรเจริญคือ สมถะและวิปัสสนา

ธรรมที่ควรทำให้แจ้งคือ วิชชา (ความรู้อริยสัจจ์ ๔)
และวิมุติ (ความหลุดพ้น)

๕๐. นครวินเทยยสูตร

(สูตร ว่าด้วยพราหมณ์คฤหบดีชาวบ้านนครวินทะ)

๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จแวะพัก ณ หมู่บ้านพราหมณ์แคว้นโกศลชื่อนครวินทะ ตรัสแสดงธรรมแก่พราหมคฤหบดี เหล่านั้น ผู้มาเฝ้าว่า ถ้านักบวชลัทธิอื่นถามท่านว่า สมณพราหมณ์เช่นไร ไม่ควรสักการะ เคารพนับถือบูชา ก็พึงตอบว่า ได้แก่สมณพราหมณ์พวกที่ยังไม่ปราศจาก

ราคะ (ความกำหนัดยินดี)

โทสะ (ความคิดประทุษร้าย)

โมหะ (ความหลง)

ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) และธรรมะ (สิ่งที่รู้ ได้ด้วยใจ) มีจิตยังไม่สงบระงับในภายใน ยังประพฤติเสมอบ้าง ไม่เสมอบ้าง (ลุ่ม ๆ ดอน ๆ) ทางกาย วาจา ใจ

ทั้งนี้เพราะพวกเราเอง (ที่เป็นคฤหัสถ์) ก็มีความประพฤติเช่นนั้น เมื่อไม่เห็น ความประพฤติสม่ำเสมอ (เรียบร้อย) หรือคุณธรรมที่ยิ่งขึ้นไปของสมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงไม่ควรสักการะเคารพบูชาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

ถ้านักบวชลัทธิอื่นจะพึงถามถึงสมณพราหมณ์ที่ควรสักการะเคารพนับถือบูชา ก็พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม (คือที่ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ)

๒. ครั้นแล้วตรัสต่อไปถึงการที่นักบวชลัทธิอื่นจะพึงถามอาการและความเป็นไป ของสมณพราหมณ์ ที่พวกท่านกล่าวว่า เป็นผู้ปราศจากราคะ ปฏิบัติเพื่อนำออกซึ่งราคะ ปราศจากโทสะ ปฏิบัติเพื่อนำออกซึ่งโทสะ ปราศจากโมหะ ปฏิบัติเพื่อนำออกซึ่งโมหะ พวกท่านพึงตอบว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นเสพเสนาสนะป่าอันสงัด ไม่มีรูป เสียง เป็นต้น ที่เห็นแล้ว ฟังแล้ว เป็นต้น จะทำให้ยินดียิ่ง

พราหมณ์คฤหบดีชาวบ้านนครวินทะ กราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

๕๑. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร

(สูตร ว่าด้วยความบริสุทธิ์แห่งบิณฑบาต)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ เวลาเย็นพระสาริบุตรออกจากที่เร้นมาเฝ้าถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง จึงตรัสถามพระสาริบุตรว่า อินทรีย์ของท่านผ่องใส ฉวีวรรณของท่านบริสุทธิ์ ท่านอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อะไรมาก เมื่อ พระสาริบุตรกราบทูลว่า อยู่ด้วยสุญญตาวิหาร (ธรรมเป็นเครื่องอยู่มีความว่างเปล่าเป็น อารมณ์) จึงตรัสว่า ดีแล้วที่อยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งมหาบุรุษ

๒. ครั้นแล้วตรัสถึงการที่ภิกษุผู้หวังจะอยู่มากด้วยสุญญตาวิหาร พึงพิจารณาว่า

เราเข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อบิณฑบาตโดยทางใด เที่ยวไปในที่ใด กลับจากบิณฑบาต โดยทางใด ในทางนั้น ที่นั้น เรามีความพอใจ มีความกำหนัดยินดี มีความคิดประทุษร้าย ความหลง ความขัดข้องแห่งจิตในรูป เสียง เป็นต้นหรือไม่

เมื่อพิจารณารู้ว่าเรายังมีความพอใจในรูป เสียง เป็นต้น ก็พึงพยายามเพื่อละอกุศลบาปธรรมเหล่านั้น

ถ้าพิจารณาเห็นว่าเราไม่มีความพอใจในรูป เสียง เป็นต้น ก็พึงอยู่ด้วยปีติปราโมทย์นั้น ศึกษาอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันกลางคืน

๓. ต่อจากนั้นพึงพิจารณาว่า

เราละกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนา รักใคร่พอใจ) และนีวรณ์ ๕ (กิเลสอันกั้นจิตมิให้บรรลุความดี) ได้แล้วหรือยัง

เมื่อพิจารณาเห็นว่ายังละไม่ได้ ก็พึงพยายามเพื่อละ

เมื่อพิจารณาเห็นว่าละได้แล้ว ก็พึงอยู่ด้วยปีติปราโมทย์นั้น ศึกษาอยู่ในกุศลธรรม ทั้งหลายทั้งกลางวันกลางคืน

๔. ครั้นแล้วทรงแสดงการพิจารณาข้อธรรมอื่นอีก คือ

อุปาทานขันธ์ ๕ กำหนดรู้แล้วหรือยัง

สติปัฏฐาน ๔ เจริญแล้วหรือยัง

ความเพียรชอบ ๔ เจริญแล้วหรือยัง

ธรรมะอันให้บรรลุความสำเร็จ ๔ อย่าง

ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ๕ อย่าง

ธรรมอันเป็นกำลัง ๕ อย่าง

ธรรมะอันเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ ๗ อย่าง

ทางมีองค์ ๘ อันประเสริฐ

สมถะ (การทำจิตให้สงบ) และวิปัสสนา (การทำปัญญาให้เห็นแจ้ง) เจริญแล้ว หรือยัง

วิชชา (ความรู้อริยสัจจ์ ๔) วิมุติ (ความหลุดพ้น) ทำให้แจ้งแล้วหรือยัง

เมื่อพิจารณาเห็นว่าอะไรยัง ก็พึงพยายามเพื่อทำการนั้น ๆ เมื่อเห็นว่าทำเสร็จแล้ว ก็พึงอยู่ด้วยปีติปราโมทย์นั้น ศึกษาอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันกลางคืน (ดูหน้า ๘๖ ข้อ ๕ และหน้า ๔๗๓ มหาสติปัฏฐานสูตร ประกอบด้วย)

๕. ตรัสสรูปในที่สุดว่า สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาล อนาคตกาลนานไกล หรือ ในบัดนี้ที่ทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ก็พิจารณาแล้วอย่างนี้ ทำให้บิณฑบาตบริสุทธิ์อย่างนี้

๕๒. อินทริยภาวนาสูตร

(สูตร ว่าด้วยการอบรมอินทรีย์)

๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าไผ่ ใกล้นิคม ชื่อกัชชังคลา ตรัสถามอุตตรมาณพ ผู้เป็นศิษย์ของปาราสิริยพราหมณ์ว่า พราหมณ์ผู้นั้นแสดงถึงการอบรมอินทรีย์ แก่สาวก อย่างไร มาณพกราบทูลว่า พราหมณ์สอนไม่ให้เห็นรูป ไม่ให้ฟังเสียง พระผู้มีพระภาคจึง ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น คนตาบอดหูหนวกก็จักชื่อว่าได้อบรมอินทรีย์ด้วย มาณพก็เก้อเขิน นิ่งก้มหน้า

๒. จึงตรัสกะพระอานนท์ว่า ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการอบรมอินทรีย์แก่สาวก ต่างจากการอบรมอินทรีย์ในอริยวินัย (วินัยของพระอริยเจ้า) เมื่อพระอานนท์กราบทูลขอให้ ทรงอธิบาย จึงตรัสแสดงถึงการอบรมอินทรีย์ เมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ และรู้ธรรมะว่า

ความพอใจ ความไม่พอใจ หรือทั้งพอใจและไม่พอใจเกิดขึ้น ก็ให้รู้เท่าทันว่าเกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นของหยาบอันปัจจัยปรุงแต่ง ส่วนความวางเฉยเป็นของสงบระงับและประณีต

ทรงสรูปว่า ทำอย่างนี้เป็นการอบรมอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัย

๓. แล้วทรงแสดงข้อปฏิบัติของเสขะ (พระอริยบุคคลที่ยังมิได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ยังศึกษาอยู่) ว่า

เมื่อเห็นรูป เสียง เป็นต้น เกิดความพอใจ ไม่พอใจ หรือทั้งพอใจและไม่พอใจขึ้น ก็เบื่อหน่ายเกลียดชัง ความรู้สึกพอใจ เป็นต้น ที่เกิดขึ้นนั้น

๔. ทรงแสดงการที่พระอริยเจ้าอบรมอินทรีย์แล้ว คือเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง เป็นต้น เกิดความพอใจ เป็นต้น

ใคร่จะอยู่อย่างกำหนดหมายว่า ไม่ปฏิกูล (น่าเกลียด) ในสิ่งปฏิกูล

กำหนดหมายว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูล

กำหนดหมายว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล

กำหนดหมายว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและปฏิกูล หรือ

ใคร่จะเพิกถอนทั้งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล อยู่อย่างวางเฉย มีสติสัมปชัญญะ ก็ทำ ได้ทุกอย่าง

จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๑๔